Mar 28, 2010

บ้านของเรา ภาค2

วันนี้ นั่งเก็บของเตรียมย้ายที่พักอีกครั้ง... (เศร้าจัง) ^^
ไปเจอไดอารี่ที่เคยเขียนไว้เมื่อปี 2007
เปิดไปอ่านหน้าแรกแล้วชวนให้นึกถึง เพลง บ้านของเรา
เหมือนเป็นบันทึกคำพยากรณ์ ที่เพิ่งจะสำเร็จเป็นจริงเมื่อไม่นานมานี้

ก็เลยคัดลอกไว้เป็นอนุสรณ์ให้ตัวเองได้จดจำ
ก่อนที่ต้นฉบับจะถูกเผาทิ้งในอีกไม่ช้านี้...

----------------------------------------------

สวัสดีปีใหม่ 2007

a little story เรื่องราวเล็กๆ เริ่มขึ้นที่ตรงไหนกัน
"บ้าน" คนคงมักนึกถึงอาคารซักหลังหนึ่ง มีผนัง มีหลังคา มีเนื้อที่
หลายคนคงนึกอย่างนั้น
แต่ถ้ามีแค่นั้น มันคงไม่ใช้มั้ง
"ความเป็นบ้าน" สำหรับผม ก็คือ ครอบครัว

ผมเคยคิดว่า ผมเจอที่ของผมแล้ว ที่ๆผมจะสร้างบ้าน ปลูกรักและความสัมพันธ์
ที่ๆผมจะลงหลักปักฐาน ไม่ว่าจะเจอลมแรง พายุโหมเพียงใด
ผมตั้งใจที่จะประคับประคองให้บ้านของเราฝ่าฟันไปได้

แต่วันนึง ผมก็พบว่า ทั้งหมดมันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อของผมคนเดียว
บ้านหลังนั้น หายวับไปในพริบตา
ดูๆแล้วก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่สำหรับผม ผมเหมือนเป็นคนหลงทางยังงัยก็ไม่รู้
ผมไม่รู้ว่าจะไปไหน ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ไม่รู้จะก้าวต่อไปอย่างไร
มีแต่ความกลัวและความเจ็บปวด
เหงาและเศร้า
ผมอยากกลับบ้าน แต่เหมือนไม่มีบ้านให้กลับ

อยากจะมีซักมุมหนึ่งของเมืองใหญ่ ให้ผมได้แอบตัวลงขดนอนบ้าง
อยากจะมีใครซักคนที่มองเห็นผมบ้าง
คนที่รักและแคร์กันจริง
พระเจ้าครับ ผมอยากมีบ้านให้กลับ
อยากมีที่ให้พัก อยากมีคนให้รัก
พระเจ้าถ้าไม่ลำบากพระองค์เกินไป ช่วยหันใจของผมให้รักเขาด้วยนะครับ
ผมรักไม่ไหวแล้ว
หัวใจผมมันล้าเต็มทีแล้วพระองค์ ช่วยรักผมด้วยนะครับ
เผื่อว่าซักวัน ผมอาจรักใครซักคนได้อีก
เผื่อสักวัน ผมจะกลับถึงบ้านของผมซักที

Jan.10,07

Mar 20, 2010

บ้านของเรา

นึกถึงคำว่า "บ้าน" ทีไร ก็นึกถึงเพลงนี้ทุกที
ใครมีบ้าง อยากฟังอ่ะ


...ความคิดล่องลอยกลับไป
ใจคิดถึงบ้านของเรา
นานเพียงไหน ยังจำบ้านเก่า
ภาพความหลังทุกวันสุขใจ

...จำร่มไม้วันแดดสดใส
โยงยอดใบลู่รับลม
บนต้นไม้มีรังนกกลมๆ
สร้างด้วยรักและความเข้าใจ

..บ้านของเราเป็นเพียงบ้านเก่าเรือนไม้
เป็นที่พักพิงสุขใจ
บ้านของเราเป็นเพียงบ้านเก่าเรือนไม้
ฉันยังจำ บ้านเก่า ไม่คลาย

...ดวงอาทิตย์ยามบ่ายส่องมา
ดูลำแสงเป็นสีทอง
บนท้องฟ้า เมฆปุยขาวเรืองรอง
แต้มด้วยรุ้งดูงามจับตา

...แมวตัวน้อยนอนขดหลับไหล
อิงอุ่นไอ แม่ของมัน
ตาหลับพริ้ม แล้วเอนหัวไปมา
สุขใดหนาจะมาทดแทน

..บ้านของเราเป็นเพียงบ้านเก่าเรือนไม้
เป็นที่พักพิงสุขใจ
บ้านของเราเป็นเพียงบ้านเก่าเรือนไม้
ทุกข์ยามใดหวนกลับบ้านเรา

...ความคิด ล่องลอยผ่านไป
เหมือนเวลาล่วงไป เพียงเมื่อวาน
มาวันนี้ ฉันคืนบ้านเก่า
อยู่ที่ไหนไม่เหมือนบ้านเรา..
บ้านของเรา...

เพลง"บ้านของเรา" ของ อ้อมกับอาร์ม หรือ คนคู่

Mar 15, 2010

ฮือฮือ ฮาฮา

ตั้งแต่จำความได้
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมร้องไห้ และหัวเราะไปพร้อมๆกัน

ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึงนาที
เกิดจากได้เห็นชีวิตของหลายๆต่อหลายคน
แล้วมาขมวดเกลียวจบลงที่คุณตากับคุณยายคู่หนึ่ง

คุณยายก็เร่งให้ตา (แก่) เร็วๆหน่อย
คุณตาก็โต้กลับว่า อยากเร็วนักก็หย่าไปแต่งกับคนหนุ่มๆสิ...

ชีวิตที่อยู่ด้วยกันมา 30 กว่าปี...
ยังทะเลาะกันเหมือนเดิม
ยังงอนกันเหมือนเดิม
ยังประชดประชันกันเหมือนเดิม

ความรู้สึกผมมาขึ้นเอาสูงสุด
ก็ตอนที่ทั้งสองคนเดินฝ่าอันตรายของเมืองกรุงมาจนถึงริมทะเล

คลื่นที่ยังคงซัดเข้าฝั่งเสมอ
คุณยายเอนหัวลงพิงคุณตา
คุณยายชวนคุณตาไปกินข้าว
แล้วคุณยายก็เร่งเร้าคุณตาเหมือนเดิม...
ทะเลาะกัน งอนกัน กระแหนะกระแหนใส่กัน...

ดูแล้วยังไงๆ ผมก็เห็นว่า 2 คนนี้ ยัง “รักกันเหมือนเดิม”

ขอบคุณหนังดีๆอีกเรื่องหนึ่งในชีวิต
New York, I love you.

Mar 2, 2010

ดูหนังดูละครย้อนดูตัว... The Book of Eli

ผมชอบหนังเรื่องนี้มาก ด้วยเหตุผลที่หลากหลายแง่มุม มันดิบ มันเถื่อน มันจริง
แม้มันจะเป็นเพียงการจินตนาการถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึงก็ตาม

Eli เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่รอดจากสงครามครั้งใหญ่ สงครามที่ทำให้โลกถูกเผาและสว่างจ้านานนับปี
นับจากนั้น โลกก็ตกอยู่ในสภาพของความขาดแคลนที่เลวร้าย
หนังสือที่ทรงอิทธิพลเล่มหนึ่ง (ซึ่งปัจจุบันพิมพ์เผยแพร่เป็นภาษาต่างๆมากที่สุดในโลก) ถูกเผาไฟทิ้ง
บ้างก็ว่ามันจะช่วยกอบกู้โลกนี้ได้ บ้างก็ว่ามันคือต้นเหตุของสงครามใหญ่ครั้งนั้น

Eli ได้ยินเสียงหนึ่งดังก้องอยู่ในหัวเขา เขาได้ยินชัดเจนเหมือนเสียงคนคุยกัน
นำเขาไปยังสถานที่ยังมีสำเนาหนังสือเล่มนั้น และให้เขาออกเดินทางไปทางทิศตะวันตก
จะพบสถานที่ที่หนังสือเล่มนั้นจะได้รับการเก็บรักษาอย่างปลอดภัย

เขาออกเดินทางโดยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ไปอย่างไร จะอยู่อย่างไร จะเจออะไรบ้าง
สิ่งที่เขารู้คือ มุ่งตะวันตก และ เสียงนั้นจะปกป้องรักษาเขาให้ปลอดภัย...

ระหว่างทาง Eli ไม่ยอมให้ใครได้แตะต้องหนังสือเล่มนั้น
จนได้พบกับชายคนหนึ่ง ที่ต้องการหนังสือเล่มนี้เช่นกัน
เขาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ครอบครอง แม้แต่ใช้ลูกสาวตัวเอง
ฉากนี้ผมประทับใจกับคำพูดของ Eli มาก
เขาพูดว่า ถึงเวลาที่จะต้องทำตามสิ่งที่หนังสือสอนซะที
คือ การทำเพื่อคนอื่นมากกว่าเพื่อตัวเอง...

ตอนใกล้จบ หนังได้เฉลยอะไรบางอย่างที่ทำให้เรายิ่งต้องทึ่งกับการเดินทางของ Eli มากขึ้นไปอีก
ทึ่งมากจนอยากจะดูอีกรอบ


บางครั้งคนเราก็มีสิ่งสำคัญของชีวิต สิ่งที่เรายินดีจะปกป้องด้วยชีวิตของเราเอง
สิ่งที่เรายินดีจะสละทุกสิ่งเพื่อให้ได้มาในครอบครอง
และบางครั้ง สิ่งที่คนหนึ่งปกป้อง กลับกลายเป็นสิ่งเดียวกับที่อีกคนหนึ่งต้องการครอบครอง

วิธีการไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่าผลลัพธ์
การจดจ่ออยู่กับการบรรลุเป้าหมาย อาจทำให้เราถูกครอบงำ
ไม่คำนึงถึงวิธีการที่ถูกต้อง และมักนำมาซึ่งความพินาศในที่สุด

ทุกๆ ขั้นตอนของกระบวนการสู่ความสำเร็จล้วนมีคุณค่า
ผู้ที่เดินผ่านจนถึงปลายทางเท่านั้น จึงควรค่าแก่ความสำเร็จที่ได้รับ
บางครั้งเราอาจจะคิดว่า ความสำคัญ มันอยู่ที่เบื้องปลาย
แต่บ่อยครั้ง ที่ความสำคัญนั้น อยู่ระหว่างทาง

จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราทำงานหาเงินมากๆ เพื่อหวังว่าจะสร้างครอบครัวที่มีความสุข
แต่เมื่อถึงวันนั้นที่เรามีเงินมากๆ อาจไม่เหลือครอบครัวให้เราสร้างแล้วก็ได้

ชีวิตคนเรา ไม่ช้าก็เร็วคงต้องจากโลกนี้ไป
แต่ก่อนไปคงจะดีหากเราได้ทำภารกิจของเราให้เรียบร้อย
บางสิ่งที่จะได้รับการถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไป
บางสิ่งที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงให้โลกนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น
มันอาจจะเป็นสิ่งใหญ่โตยากเย็นแสนเข็ญชนิดเลือดตาแทบกระเด็น
หรืออาจเป็นสิ่งเล็กๆ เช่นการให้น้ำดื่มกับชายแปลกหน้าซักคน

ชีวิต เป็นเรื่องของการเดินทางในแต่ละวัน เป้าหมายที่สำเร็จลงได้ก็เป็นเช่นเดียวกัน

ระหว่างที่ดูหนัง ผมรู้สึกว่าคนที่จะได้รับโอกาสในการทำภารกิจ ยิ่งสำคัญ ยิ่งต้องเป็นคนมีฝีมือ
แต่ตอนที่หนังจบ ผมกลับมองว่า คนที่ยิ่งมีพลังใจมากต่างหาก ที่จะได้รับโอกาสนั้น

ทักษะเรียนรู้กันได้... ง่ายกว่าฝึกฝนให้มีจิตใจที่แข็งแกร่ง

เพราะคงมีแต่คนจิตใจเข้มแข็งเท่านั้น ที่ถูกยิงแล้วยังเดินทางต่อไปยังไม่ยอมตาย
จนสามารถถ่ายทอด หนังสือ นั้นได้ครบทุกตัวอักษร


ขอทรงโปรดนำทางผม สร้างผมให้มีจิตใจที่แข็งแกร่ง ประทานกำลังให้ผมในการเดินทางแต่ละวัน...เอเมน

“I have fought a good fight, I have finished my course, I have kept the faith.” 2Timothy 4:7