May 31, 2016

PUSH UP

ชีวิตเริ่มต้น เมื่อเรารู้ว่าเราเป็นใคร จะไปที่ไหน ต้องการอะไร
คนเราไม่ใช่ต้นไม้ จะโตได้ต้องมีเป้าหมาย ปล่อยไปเรื่อยๆ ไม่ได้

ผมเคยเชื่อเรื่อง การเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ
เชื่อว่าการเติบโตควรเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
การเติบโตเป็นเรื่องธรรมชาติ แม้เราไม่ทำอะไร ก็ยังมีการเติบโต
ซึ่งทั้งหมดนี้ มันไม่ถูกต้องเลย

ต้นไม้ ลองเราไม่รดน้ำ ใส่ปุ๋ย มันจะโตไหม
เราจะบำรุงใบ ก็ต้องใส่ปุ๋ยแบบนึง จะบำรุงลูกก็ใส่อีกแบบนึง
จะให้มันออกดอกก็ต้องงดน้ำ แกล้งมัน

ทุกอย่างมันมี เป้าหมาย
สิ่งที่เราต้องการ จะเป็นตัวหนดว่า เราต้องทำอย่างไร
เพื่อให้ได้ ผลลัพธ์ ตามนั้นอย่างที่เราต้องการ

การไม่ทำอะไรเลย แล้วคาดหวังว่าจะเห็นการเติบโต
จึงเป็นเรื่องเสียสติ

การจะบรรลุ เป้าหมาย ที่ตั้งไว้ จึงเป็นการทำให้สำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ
เข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นเรื่อยๆ
ทำจนเป็น นิสัย
ผลลัพธ์ ที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน
แต่ผ่านการสะสมพลัง ผ่านการซ้อม ผ่านการฝึกฝนมาแล้วอย่างหนัก

เมื่อใดที่เราใช้ทางลัด วันนึงเราจะต้องจ่ายราคาของมัน และจะต้องจ่ายหนักมาก

แก่นของการเดินทางสู่เป้าหมาย หรือ กระบวนการเติบโต นี้ คือ ความเชื่อ
ความเชื่อที่เรายึดถือไว้เป็นหลักการของตัวเราเอง
ความเชื่อที่เรารู้อยู่แก่ใจของเราว่า คุณค่า ของเรานั้น คืออะไร

๑. เริ่มต้นด้วย ความเชื่อ เป็นจุดยืน
๒. มีเป้าหมาย เป็นแรงบันดาลผลักดันใจ
๓. มีวินัย ทำเป็นนิสัย



a little bit, a little more

"Success is a process, a quality of mind and way of being,
and outgoing affirmation of life" / Alex Noble

May 24, 2016

ควายไม่ได้โง่... ความจริงจากปากฅนเลี้ยงควาย

บางฅนอาจจะเคยว่าฅนอื่นว่า โง่เหมือนควาย
แล้วเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมต้องเปรียบเทียบกับควาย
ไม่มีสัตว์ตัวไหนถูกเปรียบเรื่องความโง่ นอกจากควาย
หรือว่าควายเป็นสัตว์ที่มหาโง่จริงๆ

ผมเคยสงสัยเรื่องนี้ตั้งแต่เด็กๆ
เพราะแอบได้ยินคุณครูบอกเพื่อนผมฅนหนึ่งว่า โง่เหมือนควาย
ด้วยความที่บ้านเราทำนา เลี้ยงควายหลายตัว
ก็เลยไปถามปู่ รวมถึงผู้เฒ่าผู้แก่แถวบ้านว่า
ควายมันโง่ขนาดนั้นจริงหรือ

ปู่เล่าให้ฟังว่า ควายก็เหมือนสัตว์อื่นๆ มีบางตัวโง่ มีบางตัวฉลาด
เหมือนคนเราน่ะแหล่ะ มีโง่ มีฉลาดปนๆ กันไป
ผมถามปู่ต่อว่า แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าตัวไหนฉลาด
ผมจำได้ว่า บนโต๊ะกินข้าวมื้อนั้น เป็นมื้อที่ออกรสชาติมากที่สุดอีกมื้อหนึ่ง

ปู่บอกว่า เวลาเลือกซื้อควาย มันมีลักษณะที่ต้องดูหลายอย่าง
เช่น ก้นใหญ่ ขาโต กีบแน่น หูสวย ตาวาว
พวกนี้ฟังดูแล้ว ก็มีเหตุผลอธิบายได้
แต่ที่อธิบายไม่ได้ คือ เรื่อง เขาควาย


เขาของควายจะมีขีดเป็นเส้นๆ ผมจำไม่ได้ว่า ปู่เรียกว่าอะไร
แต่ปู่บอกว่า ต้องเลือกตัวที่เขาสวย
ขีดเรียงกันเป็นระเบียบ เว้นช่องไฟสวยงาม
ยิ่งเขาสวย ยิ่งฉลาด ปู่บอกอย่างนั้น

ปู่เล่าให้ฟังต่อว่า ถ้าเทียบระหว่าง ควายที่ฉลาดกับวัวที่ฉลาด
ปู่คิดว่า ควายฉลาดกว่าวัว
ถ้าปล่อยควายไว้กลางนา ตกเย็นควายจะเดินกลับบ้านเองถูก แต่วัวจะกลับไม่ถูก
"เย็นไหนเมาหลับบนหลังควาย ถ้าตื่นมานี่ถึงบ้านแน่นอน
อาจจะเพราะมันฉลาด มันเลยมีความคิดเป็นของตัวเอง มันเลยดูเหมือนดื้อ
แต่ถ้าพูดกับมันดีๆ มันก็เข้าใจ" ปู่ให้ความเห็นเพิ่มเติม

ปู่เคยเห็นหลายฅนที่ด่าว่า ไอ้ควายโง่ ด้วยความโกรธเกรี้ยว
หลายครั้งไม่ใช่เพราะตัวควายโง่
แต่เป็นเพราะตัวฅนเลี้ยงเอง ที่ไม่รู้จักควายของตัวเอง
ไม่แสดงความเคารพ ใช้กำลังฉุดลากบังคับตามที่ตัวเองต้องการ
"กูก็เคยเป็น" ปู่บอก "แต่พอพูดกับมันดีๆ พูดเบา ไม่ต้องตะคอก มันก็เดินไปของมันเอง"

นอกจากปู่ ผมยังได้คุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ ในระแวกบ้านอีกหลายฅน
ทุกคนต่างให้ความเห็นคล้ายๆ กันว่า
ควายเป็นสัตว์ที่ฉลาด แน่ๆ คือฉลาดกว่าวัว
และเป็นสัตว์ที่เข้าใจยาก เดี๋ยวดี เดี๋ยวดื้อ
ถ้าเรียกเป็นภาษาสมัยนี้ก็คงต้องเรียกว่า อินดี้
ก็อาจจะเหมือนเด็กๆ แหล่ะมั้งครับ
ที่เราชอบพูดกันว่า เด็กซนเป็นเด็กฉลาด มีความคิดความอ่านของตัวเอง...
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ต่อไปถ้าจะด่าใครว่าโง่ ผมคิดว่าอย่าเอาไปเปรียบกับควายเลยนะ
และอันที่จริง เราก็ไม่ควรไปว่าใครว่าโง่ด้วย

ผมเชื่อว่า โลกนี้ไม่มีฅนที่โง่จริงๆ หรอก เขาแค่ยังไม่รู้
เราทุกคนต่างมีเรื่องที่ตัวเองฉลาด อย่างน้อย ๑ เรื่อง ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ

ต่อไป ก่อนจะโมโหด่าว่าฅนอื่น ลองพูดกับเขาดีๆ
ไม่แน่ว่า ตัวเราเองจะฉลาดขึ้นมาบ้างก็ได้ :)



Apr 1, 2016

วันนี้ใครโกหกสำเร็จแล้วบ้าง

เมื่อเช้าน้องในทีมเดินมาบอกหน้าเศร้าๆ ว่า 
"พี่ ผมจะลาออกสิ้นเดือนนี้นะ ผมได้งานที่ใหม่แล้ว”
ช้อกสิครับ
กำลังอึ้งๆ อยู่ อีน้องก็หัวเราะร่า “ April fool day ครับพี่”
ฮึ่มมม มันน่านัก

ดูเหมือนจะเป็นธรรมเนียมไปซะแล้ว
ทุกวันที่ 1 เมษา เราต้องหาเรื่องปั้นน้ำเป็นตัวมาหลอกคนรอบข้าง
สร้างความสนุกสนาน ตลกขบขัน แม้บางเรื่องจะขำไม่ออกก็เหอะ
ผมยังคิดว่า น่าจะมีคนนั่งคิดมุกและเตรียมการเพื่อวันนี้หลายคนอยู่นะ

ผมมีเพื่อนคนนึงที่ขอคบแฟนสาวในวันนี้
โดยให้เหตุผลว่า ถ้าไม่เวิร์ค ก็เอพริลฟูลแก้เขินไป
ถ้าเวิร์คก็เดินหน้าต่อ...

ผมคิดว่า ปกติคนเรา ไม่มีใครอยากผิดหวัง หรือชอบความล้มเหลว
เราทุกคนต่างต้องการความสำเร็จ เพราะมันเป็น need ลึกๆ ในใจของเรา
มันเป็นความรู้สึก...
ความรู้สึก ฉ่ำ หัวใจ
> > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > >

ถ้านึกย้อนไปครั้งเราเป็นเด็ก เราทุกคนต่างก็มีความฝันกันทั้งนั้นแหล่ะ จริงมั้ย
เราอยากเป็นอย่างนั้น อยากทำอย่างนี้ อยากลองนั่น อยากดูนี่
แล้วเราก็จะเริ่มเจอกำแพงและการชักนำให้เฉไฉ ด้วยสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา
เช่น ทำนี่ไม่ได้นะ ไม่มีใครทำกันนะ ทำไม่ได้หรอก
ถูกดุว่า แค่นี้ก็ทำไม่ได้
หรือแม้แต่คำถามพื้นๆ ที่เฉไฉเราออกจากเป้าหมายที่ตื่นเต้นให้มากังวลที่วิธีการ
อย่างเช่น โตขึ้นอยากทำอะไร

เราถูกหล่อหลอมให้กลัวจินตนาการของเราเอง โดยที่เราไม่รู้ตัว
พวกเราหลายคนก็เลยเติบโตขึ้นมาพร้อมกับโปรแกรมการปกป้องตัวเอง
ไม่ต้องแปลกใจที่เราจะรู้สึกไม่กล้าล้มเหลว กลัวการผิดหวัง เช่นเพื่อนผมคนนั้น
> > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > 

เคยถามตัวเองบ้างไหม คำถามง่ายๆ ที่ตอบแค่ใช่หรือไม่ใช่

ชีวิตตอนนี้ เป็นชีวิตที่เราต้องการ หรืออยู่บนเส้นทางที่เราต้องการใช่ไหม
เรากำลังทำงานที่เราสนุกไปกับมันอยู่ใช่ไหม
เป็นงานที่สร้างคุณค่าจนทำให้เราอิ่มใจใช่ไหม
...หรือแค่เพื่อให้มีเงินเท่านั้น

เราได้อยู่กับคนที่เรารัก ได้ใช้เวลากับเขาอย่างที่เขาต้องการใช่ไหม
...หรือเราจำเป็นต้องขอให้เขาเข้าใจ

เราได้นอนเต็มอิ่มทุกคืน กินข้าวเช้าทุกวัน ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอใช่ไหม
...หรือเพียงแต่ใช้เครื่องสำอางปกปิดริ้วรอย กินหมูปิ้งข้าวเหนียวรองท้องให้พอหายหิวแค่นั้น

เราจำความฝันวัยเด็กเราได้ไหม
ความฝันที่ทำให้หัวใจเราเต้นรัว สูบฉีดเลือดให้ตื่นตัวไปทั่วร่าง
เราลืมมันมานานเท่าไหร่แล้ว

ผมรู้ว่าเราทุกคนต่างมีเหตุผลที่จะปฏิเสธการตอบคำถามข้างต้น
คำถามง่ายๆ ที่ทำให้เราไม่สบายใจ
ผมเองก็เคยหลีกเลี่ยงที่จะตอบตัวเอง จนวันที่ต้องไปนอนในอุโมงค์ให้หมอทำ MRI

คำตอบมันไม่มีผิดหรือถูก
เพราะไม่ว่าเราจะตอบอย่างไร เราก็ตอบถูกเสมอ

ขอแค่ระวังกันนิดนึงละกัน
เพราะถ้าเราตอกย้ำตัวเองด้วยความคิดอะไรบ่อยๆ สม่ำเสมอและนานพอ
เราจะยอมรับความคิดเรื่องนั้น จนกลายเป็น เรื่องจริง สำหรับเรา

หลอกใครก็หลอกได้ แต่ต้องระวังที่จะหลอกตัวเอง
ไม่มีใครชอบความล้มเหลว แต่เราควรจะกล้าล้มเหลว...
หรือจะหัดล้มดูบ้างก็ได้นะ

ความฝันไม่เคยทำให้ใครตาย
แต่คนไม่มีฝัน คือ คนตายที่รอเวลาเอาไปฝัง 


> > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > >
ถ้าเราไปหลอกใครวันนี้ เวลาเฉลย ก็แค่บอกเขาว่า April fool นะ
คนนั้นก็จะรู้ความจริง

แต่สำหรับชีวิตจริง เราไม่จำเป็นต้องบอกใคร แค่ยอมรับเสียงของหัวใจตัวเอง
นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะทำให้เราโกหกตัวเองไม่สำเร็จแล้วล่ะ


"ไม่ว่าคุณจะคิดว่าคุณทำได้หรือไม่ คุณก็คิดถูกเสมอ" / เฮนรี่ ฟอร์ด

Jan 20, 2016

ชีวิตมั่งคั่งด้วย การใส่ใจ (กระเป๋าสตางค์ใบเดียว)

วันก่อนไปเดินเล่นที่ห้องสมุดมารวย
เพิ่งมาเปิดที่ อาคารตลาดหลักทรัพย์ รัชดา
ใกล้บ้านชนิดที่เดินไปได้ ดีใจสุดๆ ต่อไปนี้จะได้มีที่นั่งอ่านหนังสือสบายๆ ละ
(จะดีมาก ถ้าปิดเที่ยงคืน 555)
เดินหยิบนี่พลิกนู่น ก็ไปสะดุดตากับ sub tag line ในหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง
ว่า "ถ้าไม่รู้จะเปลี่ยนอะไร ให้เริ่มเปลี่ยนที่กระเป๋าสตางค์"
ก็เลยลองยืมมาอ่าน บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องโชคลาง บางคนว่าเป็นเรื่องจิตวิทยา
หนังสือเล่มนี้ถูกจัดอยู่ในหมวดธุรกิจ
แต่ผมอ่านแล้ว แอบคิดว่า มันน่าจะอยู่หมวดพัฒนาตัวเองมากกว่านะ

- การใช้เงินสะท้อนความคิดการใช้ชีวิต

- คนที่หาเงินเก่ง มักจะใส่ใจเรื่องเงิน
มีกฎการใช้เงิน คือ ยินดี (welcome) เมื่อได้เงินมา มีเหตุผลเมื่อจ่ายเงินไป

"กฎ 200 เท่า" รายได้ต่อปี = ราคากระเป๋าสตางค์ x 200 (จากประสบการณ์ของผู้เขียน)

- ท่าทีต่อกระเป๋าสตางค์สะท้อนท่าทีต่อเงิน และสะท้อนท่าทีที่มีแก่สิ่งอื่นด้วย

- กระเป๋าทรงยาว สวย มักราคาสูง จิตใต้สานึกของเราจะจดจ่อไปที่อนาคต
และจะปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายในอนาคตโดยอัตโนมัติ
กระเป๋าสตางค์เป็นที่ต้อนรับเงิน กระเป๋าที่สวย เงินอยู่สบาย จึงดึงดูดคน(ซึ่งถือเงิน)ได้ดี

- การดูแลกระเป๋าสตางไม่ให้อ้วน ด้วยการทำ daily clearing
ในอีกมุมหนึ่ง ช่วยให้เรารู้ว่าตอนนี้เรามีเงินสดอยู่ในมือเท่าไหร่

- บัตรสะสมแต้ม เป็นเครื่องมือการตลาดของธุรกิจเพื่อรักษาฐานลูกค้า
แต่มันอาจจะกระตุ้นให้เราใช้จ่ายเพี่มขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลได้
ทำให้เราตกหลุมพลางแล้วต้องใช้เงินอย่างไม่เป็นตัวเอง

- การซื้อเพราะถูก
สะท้อนว่า "เราดำเนินชีวิตโดยยอมให้ปัจจัยภายนอกมีผลควบคุมชีวิตเรา"
ดังนั้น"จงซื้อเพราะอยากได้"
(ซึ่งคนที่ conduct ชีวิตตัวเองไม่ได้ รวยยาก)

- การมองหาแต่ของถูก
จะทำให้เราไม่ได้สนใจคุณค่าที่แท้จริง
(เราซื้อ/ขายของเพราะ คุณค่า ไม่ใช่ เพราะ ราคา)

- การจะซื้อของราคาสูงได้ ต้องใช้ความกล้า
และมองเห็นว่าเป็นการลงทุนระยะยาว
(ถ้าเราเห็นว่าเป็นการลงทุน แสดงว่าเราใช้เหตุผล)

- คนที่เก็บเงินอยู่เพราะมีความสามารถเรื่องการควบคุมการใช้เงินสูง
ซึ่งเริ่มต้นจาก การใส่ใจเรื่องเงิน

- กระเป๋าสตางค์ควรไว้เก็บธนบัตร ส่วนเหรียญแยกอีกกระเป๋า

- ชำระเงินด้วยธนบัตรใหม่ แสดงถึงการใส่ใจผู้รับ ใครๆ ก็อยากได้แบงค์ใหม่
(คนที่ใส่ใจคนอื่น ย่อมเป็นคนที่คนอื่นอยากทำงานด้วย)

- ยึ่นเงินให้อย่างสุภาพ สะท้อนท่าทีการให้เกียรติคนอื่น
(เหมือนกัน ใครๆ ก็อยากทำงานกับคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน)

- การจ่ายเพื่อให้ได้ของมูลค่าเท่ากันในปัจจุบัน เรียกว่า "การบริโภค"
ได้ของมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต เรียกว่า "การลงทุน"
แต่ถ้าจ่ายโดยไม่ได้คิด ได้มูลค่าในปัจจุบันไม่เท่ากับที่จ่าย
หรือไม่เกิดมูลค่าเพิ่มในอนาคต เรียกว่า "การผลาญ"

- มีการบริโภคบางรูปแบบ ที่เป็นการลงทุน

- การลงทุนเป็นการต่อจิกซอว์ชีวิต การลงทุนจึงเริ่มต้นที่ เป้าหมายชีวิต

- ถ้าคิดจะเก็บเงิน ให้ระวัง ทางออก ของเงินให้ดี
เงินมักเข้าทางเดียวแต่ออกหลายทาง

- การบริหารกระแสเงินสดให้ได้ดี เกิดจาก การบริหารรายจ่ายที่ไม่คาดฝันได้ดี

- การถอนเงินตามสะดวก (ใช้บัตร AT) มีแนวโน้มว่าเราไม่มีแผนทางการเงิน
และควบคุมเงินไม่ได้ เดือนนึงควรถอนแค่2ครั้ง และถอนที่ธนาคารเท่านั้น

- การเก็บเงินเป็นวิธีการ ไม่ได้เป็นเป้าหมายโดยตัวมันเอง
การมีเงินเยอะ ไม่ใช่แค่ความมั่งคั่งทางวัตถุ แต่คือการมีโอกาส มีทางเลือกให้ชีวิตเยอะ

- พ่อค้าแคว้นโอมิ มีแนวคิดการค้าขาย ต้องได้ทั้งสามฝ่าย คนขาย คนซื้อ และ สังคม

- การคิดเพ้อฝัน วันละ 1 นาที เพื่อช่วยกระตุ้น/ผ่อนคลาย จากสถานการณ์ปัจจุบันตรงหน้า

- เปลี่ยนของใช้คู่กาย ให้สมกับ สถานะ ที่เราต้องการจะเป็น
ง่ายที่สุด คือเลือกเสพ ข้อมูล คุณภาพสูง โดยเฉพาะจากประสบการณ์ของตัวเอง
(ดังนั้น ข้อมูลคุณภาพสูง จึงเกิดจากการลงมือทำ การมีประสบการณ์ตรง)


ประเด็นจึงไม่ใช่เรื่องกระเป๋าสตางค์ เพียงแต่เงิน เป็นสิ่งที่เราหยิบใช้อยู่เป็นประจำ
วิธีที่เราปฎิบัติกับเงิน จึงสะท้อน ท่าที ความคิด ตัวตนของเรา
รวมถึงวิธีที่เราปฎิบัติกับคนรอบข้างเราด้วย

แนวทางที่แนะนำไว้ในหนังสือ จึงเป็นเหมือนเครื่องมือที่ช่วยสร้างทัศนคติให้แก่เรา
ช่วยฝึกให้เราใส่ใจ รวมถึงเห็นคุณคำของผู้อื่นและสิ่งต่างๆ
ซึ่ง ความใส่ใจ นี่แหล่ะ ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญให้เรามั่งคั่งได้

เพราะการเป็นคนใส่ใจ ให้เกียรติผู้อื่น นั้นเป็นคุณสมบัติของคนที่น่าคบค้าสมาคมด้วย
ซึ่งนั่นจะเป็นเหตุให้"เรียกเงิน"ได้

การเปลี่ยนแปลงของความมั่งคั่งจึงเกิดจากการเปลี่ยนแปลงชีวิต
เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงท่าทีภายใน ซึ่งทั้งหมดเริ่มต้นได้ด้วยการเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์ใบเดียว


ปล. หนังสือ ชีวิตมั่งคั่งด้วยกระเป๋าสตางค์ใบเดียว
เขียนโดย Junichiro Kameda (จุนอิชิโร คะเมะดะ)
สำนักพิมพ์ welearn

Jan 3, 2016

การเขียน เป็นเรื่องของการเรียนรู้...

ในแวดวงของนักการตลาด เรื่อง Content marketing ได้รับการหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงอย่างกว้างขวาง หลายฅนคงเคยได้อ่านบทความแนะนำ วิธีการ เขียน Content อย่างไรให้โดนใจฅนอ่าน จะตั้งชื่ออย่างไรให้คนสนใจ หรือ content ฮิตต้องทำอย่างไร บลา บลา บลา...
นี่ยังไม่รวมแนวคิด passive income สร้างรายได้จากการเขียน หรือการทำ blog พวก เขียนอย่างไรให้รวยอีกนะ

ทำให้ยุคสมัยนี้ ใครๆ ก็พากันเขียน พากันสร้าง content ด้วยหวังอยากจะ ได้ การแชร์เยอะๆ สร้าง content ให้เป็นที่นิยมในวงกว้าง...

อนิจจา... อาเมน
.
.
.

ผมสังเกตตัวเอง ช่วงที่ผมไม่ค่อยเขียนอะไรออกมา ผมมักมีข้ออ้างว่า ไม่มีเวลา แต่พอลองคิดดูจริงๆ ไม่ใช่ว่าเพราะผมไม่มีเวลาเขียน
แต่เป็นเพราะ ผมไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่ม หรือเรียนรู้แต่ไม่ได้เอามานั่งย่อยจนตกผลึกเป็นความเข้าใจของตัวเองมากกว่า

สำหรับตัวผมเอง การเขียน เป็นการถ่ายทอดเรื่องราว ความคิด มุมมองของเรา ออกมาให้กว้างใหญ่กว่าตัวของเรา

ตัวผมอยู่ที่กรุงเทพ อาจจะกำลังหลับอยู่ แต่คนที่อเมริกาหรือที่ไหนๆ ก็อ่านสิ่งที่ผมเขียนได้ และเขายังแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นแย้งไว้ได้
เกิดการแลกเปลี่ยนความคิด และอาจกลายเป็นองค์ความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมาก็ได้

...
ปีนี้ เดิมทีผมตั้งใจจะเขียนให้สม่ำเสมอมากขึ้น
แต่หลังจากได้ไตร่ตรองแล้ว จุดที่ผมต้องให้ความสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องความสม่ำเสมอของการเขียน
แต่คือความสม่ำเสมอของการเรียนรู้ต่างหาก

ผมคิดว่าการเขียน หรือ สร้าง content นั้น ต้องไม่ใช่สักแต่เขียน หรือเขียนโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อได้อะไรบางอย่างกลับมา จนการเขียนนั้นกลายเป็น มลภาวะด้านการอ่านแก่ฅนทั่วไป
แต่การเขียน คือ การบันทึกความคิด ความเข้าใจที่เราได้เรียนรู้มา

การเขียน จึงเป็นเรื่องของการเรียนรู้ ก่อนที่จะเป็นเรื่องของการแบ่งปัน และ การสื่อสาร

แล้วหลังจากนั้น เราจะนำ การเขียน ไปใช้ประโยชน์อย่างไร ไม่ว่าเรื่องการตลาด การประชาสัมพันธ์ หรือเรื่องอื่นๆ นั่นก็เป็นเรื่องของการประยุกต์อีกที เช่น การทำ Content marketing
ดังนั้น คำถามจึงไม่ใช่แค่ถามว่า จะทำ content อย่างไร เท่านั้น

สำหรับการทำ content marketing ผมมีคำถามเบื้องต้น 3 คำถาม ที่ผมขอแนะนำ คือ
1. ใครคือคนที่เราต้องการจะสื่อสารด้วย
2. สื่อ ของเรา จะเข้าถึง คนเหล่านั้นได้อย่างไร
3. คนเหล่านั้น จะได้ประโยชน์ (ที่เขาต้องการ) อะไรจากสื่อของเรา

แต่ content marketing ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของการเขียนเท่านั้น อีกทั้งว่ากันตามจริง คำถาม 3 ข้อนี้ ก็อยู่กลางเรื่องแล้ว ยังมีคำถามที่ต้องถามก่อนหน้านี้ และหลังจากนี้ เพื่อให้การทำ content marketing ประสบความสำเร็จตามต้องการ


ไว้ค่อยมาเขียนต่อละกันนะ
------------------------------

Writing is a way to communicate what you've learnt and thought
- arthur -

Jul 15, 2015

กบ กบ กบ... อ้บอ้บ

ครั้งเมื่อยังเป็นเด็ก เราอาจเคยได้ยินนิทานเรื่องเจ้าชายกบ ผมเองก็เป็นฅนหนึ่งที่ได้ฟังนิทานเรื่องนี้ และสงสัยเหลือเกินว่า เจ้าหญิงรูปงามนั้น กล้าจูบกบที่มีรูปร่างแสนจะอัปลักษณ์ได้อย่างไร

เนื้อตัวก็ตะปุ่มตะป่ำ สีก็ดูซีดเซียว ตัวก็เล็ก หน้าตาก็ดูไม่ค่อยฉลาด ...
ใช่แล้วครับ ตอนเด็กๆ ผมเข้าใจผิดว่า คางคก คือ กบ มาตลอด

จนวันหนึ่ง ได้กินกบผัดเผ็ด ถึงรู้ว่ากบนั้นจริงๆ หน้าตาเป็นอย่างไร

หลายครั้งที่ได้นึกถึงเรื่องนี้ก็มักจะนึกต่อไปถึงสำนวนไทยที่ว่า คางคกขึ้นวอ
อดสงสัยไม่ได้ว่า คนสมัยโบราณนี่ช่างเข้าใจเปรียบเปรยนะ
ฅนเราพอมีใครชมเข้าหน่อย ก็ทำทะนงตัว คิดว่าตัวเองนี่สำคัญ แน่แล้ว เด่นแล้ว ดังแล้ว
สุดท้ายก็ยังคงเป็นได้แค่ คางคก ตัวหนึ่งเท่านั้น

ตอนเด็กๆ ก็สงสัยนะว่า ทำไมไม่ใช้ กบขึ้นวอ เนาะ
และก็ไม่มี คางคกในกะลา ด้วยนะ มีแต่สำนวน กบในกะลา
ทั้งที่ก็เปรียบเปรยไม่ต่างกันถึงคนจำพวกที่คิดว่าโลกที่ฉันเห็น ความรู้ที่ฉันมีนั้น มันยิ่งใหญ่คับฟ้าเสียเต็มประดา ทั้งที่จริงๆ แล้ว น้อยนิดเท่าหางอึ่ง

จะว่าไปตอนเด็กๆ ผมจับอึ่งมาเล่นหลายครั้งเพราะพยายามจะมองหาว่า หางมันอยู่ตรงไหนนะ แต่ก็ไม่เคยเจอเสียที

ในบรรดาสัตว์ทั้ง ๓ ตัวนี้ ผมก็ยังโหวตให้กบนะ เพราะกบมันกินได้ ผมคิดว่าคนโบราณเขาก็คงกินกัน ถึงมีคำพูดติดปากกันว่า ต้มกบ

กบส่วนใหญ่นั้นแข็งแรง เราจับลงหม้อที่น้ำเดือดๆ ร้อนๆ ยังไงมันก็กระโดดหนีออกมาได้
คนเก่งหลายคนก็เป็นอย่างนั้น โดดไปเจอปัญหา ก็หาวิธีจัดการแก้ปัญหาหรือหลบหลีกกระโดดหนีเอาตัวรอดออกมาจนได้
วิธีต้มกบที่ได้ผลคือ ต้องใส่กบลงในน้ำธรรมดา แล้วค่อยๆ เร่งไฟให้ร้อน คนเก่งๆ หลายคนที่มองไม่เห็นว่า แท้จริงแล้ว สถานการณ์ที่ตนเองเผชิญอยู่นั้น กำลังย่ำแย่เลวร้ายลงขนาดไหน ปัญหาจริงๆ คืออะไร กว่าจะรู้ตัวก็เลยเส้นกู่ไม่กลับไปแล้ว กลายเป็นกบต้มสุกให้คนเขาเอาไปกินกัน

จะว่าไป นิทานของฝรั่งอย่าง เจ้าชายกบ นี่ก็ใช่ย่อยนะครับ เพราะในมุมของกบตัวหนึ่ง มันก็คงเฝ้าฝันหลงเพ้อว่าตนเองนั้นเป็นเจ้าชาย สูงส่งด้วยปัญญาและความสามารถ รอเพียงจะได้พบกับเจ้าหญิงที่คู่ควร และหากได้รับโอกาสจากเจ้าหญิง กบตัวน้อยก็จะเเปลงร่างเป็นเจ้าชายหนุ่มรูปงาม ที่พร้อมจะมอบความสุขให้เจ้าหญิงไปจนนิรันดร์

.
.
.
ชีวิตฅนเรานั้นก็เหมือนกัน

เราแต่ละฅนล้วนแตกต่างกัน แม้อาจจะบางเรื่องที่ดูคล้ายกันบ้าง หลายครั้งเราถูกตัดสินจากคนอื่น ซึ่งเขาเห็นลักษณะภายนอกบางอย่างของเราคล้ายกับอีกคนหนึ่ง ทั้งที่ความเป็นจริง ทั้งสองฅนนี้ อาจต่างกันอย่างมากก็เป็นได้

เรายังต้องเรียนรู้ ยังต้องฝึกฝนตัวเองอีกมาก โลกนี้กว้างใหญ่นักและหมุนเร็วมากขึ้นทุกวันๆ
ตลอดเวลาที่ผมทำงานมา ๑๕ ปี ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าฅนอื่นเลย แม้แต่วันเดียว ไม่เคยคิดว่าลูกค้าโง่กว่า ไม่รู้อะไร ไม่เคยคิดว่าเราฉลาดกว่าลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่หัวหน้าก็ตามที
เราทุกฅนแค่เก่งต่างกัน เก่งกันละด้าน แค่ยอมรับจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองและฅนอื่น ให้เกียรติแก่กันและกัน

ไม่ต้องเหมือนเจ้าชายกบที่ต้องพยายามทำตัวให้ดูดีดูเด่น เพื่อเรียกความสนใจจากเจ้าหญิง ต้องยกตนขึ้นมาโอ้อวดเพื่อให้เจ้าหญิงเชื่อว่า นี่คือเจ้าชายรูปงาม จนยอมมอบจุมพิตให้ ตื่นเถิดกบน้อย
ความกลัวว่าจะไม่ได้กลายร่างเป็นเจ้าชายนั่นแหล่ะ คือ สิ่งสำคัญที่ทำให้กบสูญเสียตัวตนของตัวเองไป

.
.
.
อย่าเป็นกบเลย เป็นฅนกินกบดีกว่า... eat that frog!


Jun 23, 2015

ทำไม ผมถึงไม่อยากเป็น Social Media Manager

เมื่อ 4-5 ปีก่อนผมจากลาเมืองกรุงกลับไปทำไร่ทำสวนอยู่ที่บ้านต่างจังหวัด แต่ด้วยความที่ยังชอบงานด้านการตลาด ก็ยังรับ freelance อยู่บ้าง รวมถึงงานแปล โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ marketing research และ branding จนในที่สุดก็หวนคืนสู่วงการอีกครั้งกับ onebit matter หรือที่หลายฅนอาจรู้จักในนาม OBVOC

social media monitoring หรือ social media marketing ในขณะนั้นแทบจะไม่เป็นที่รู้จักเลยในเมืองไทย แบรนด์และเอเจนซี่ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นประโยชน์ของเครื่องมือการตลาดตัวนี้

ใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่เราจะเริ่มมีลูกค้ารายแรก เริ่มมีทีมงาน ซึ่งผมจะบอกทีมทุกคนเสมอว่า ไม่ว่าชื่อตำแหน่งเราจะเรียกให้เก๋ไก๋ยังไง จะเป็น social media analyst, digital strategy, consumer insight, ... เอาเป็นว่า ให้รู้ไว้เสมอว่าเนื้อแท้  เราคือ marketing

แต่ไหนแต่ไรมา หลักสำคัญของการตลาดยังคงเหมือนเดิม (ยอมรับเลยว่า Kotler เก่งมากจริงๆ) แต่การประยุกต์ใช้นั้นล้วนแตกต่างกันตามบริบทแวดล้อมและความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราต้องเอา เนื้อหา เหล่านี้ มาปรับให้มันใหม่ขึ้น มาพูดถึงให้ดูน่าสนใจขึ้น ตามนิสัยถาวรของนักการตลาด

ตั้งแต่วันแรกที่หวนกับมาเริ่มทำงานที่ตัวเองชอบอีกครั้งจนถึงวันนี้ ผมดึงดันปฏิเสธที่จะใช้ชื่อตำแหน่ง โดยมีคำว่า social media หรือ digital อยู่ด้วยเสมอมา เพราะสิ่งเคลือบฉาบเหล่านี้ จะอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น วันใดที่ฟางถูกไฟไหม้หมดลง เมื่อการเปลี่ยนผ่านไปถึงจุดที่วิถีใหม่เข้ามาแทนที่วิถีเก่ามากขึ้น ผู้ฅนเข้าใจสิ่งใหม่มากขึ้น สิ่งที่คงเหลืออยู่ คือ เรื่องของ consumer behavior หรือ ก็คือ พื้นฐานของ marketing นั่นเอง

ผมคิดว่า social media เป็นเพียง รูปแบบ หนึ่งของ marketing เท่านั้น เพียงแต่เป็นรูปแบบที่มีน้ำหนักและความสำคัญมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากพฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไป วิธีคิดของผู้คนเปลี่ยนไป เทคโนโลยีและเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เปลี่ยนไป หลากหลายความต้องการที่เกิดขึ้นเองโดยผู้บริโภคไม่รู้ตัว ทั้งที่ตามกระแสไปเองและถูกปลูกฝังขึ้นมา ผ่านความง่ายและความคุ้นชิน เหล่านี้ล้วนถูกพบเห็นได้ในสังคมเสมือนง่ายขึ้นและบ่อยมากขึ้น

ทักษะหรือความรู้ด้าน social media/digital นั้น จะกลายเป็นเรื่องพื้นฐานของผู้ฅนมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ ทักษะและความรู้ด้าน Marketing, Analytic, Consumer behavior และ Strategy เหล่านี้ต่างหากที่จะยังคงมีความสำคัญอยู่
แม้ว่ากว่าจะไปถึงจุดนั้น ทักษะอย่าง data mining หรือ big data ก็อาจจะเข้ามามีบทบาทอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว AI ก็จะเข้ามาทดแทนได้อยู่ดี

จุดวัดที่สำคัญของนักการตลาดยุคใหม่ จึงไม่ใช่เเค่เรื่องของ ความคิดสร้างสรรค์ หรือ ความแม่น เท่านั้น แต่คือ การตอบสนอง ความต้องการแอบแฝง ซึ่งสกัดมาจากพฤติกรรมต่างๆ ของผู้บริโภค ให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ธุรกิจได้

ผมคิดว่า อีกไม่กี่ปีนับจากนี้ โลกแห่งความจริง (กายภาพ) กับ โลกแห่งความจริงเสมือน (social media) จะซ้อนทับกันมากขึ้นด้วยอัตราเร่ง ชื่อตำแหน่งที่มีทักษะเฉพาะของโลกออนไลน์นำหน้า ก็จะยิ่งหายไปจากตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าถามผมว่า หากเลือกได้ อยากได้ชื่อตำแหน่งของตัวเองเป็นอะไร
ผมว่า chief marketing officer อาจจะฟังดูสูงวัยไปสักหน่อย แต่ถ้าเป็น chief consumer insight partner ก็ฟังดูเข้าทีดีอยู่นะ ว่างั้นไหมครับ :)


11.06.2014


ป.ล. มีบริษัทแห่งหนึ่งเสนองานมา ให้ไปเป็น Social media Manager ปฏิเสธไปแล้วด้วยเหตุผลข้างต้นอย่างย่อๆ เลยมาเขียนบันทึกเอาไว้ เผื่อเขาอาจได้มาอ่านเหตุผลอย่างยาวๆ ว่าผมคิดอย่างไร

ป.ล. ๒ แม้ผมจะปฏิเสธ การใช้คำพวก "social media" "digital" อยู่ในชื่อตำแหน่ง แต่ไม่ปฏิเสธว่า ผู้บริโภคตอนนี้ กำลัง digitization กันเร็วมาก ดังนั้น การใช้วิธีคิดแบบ traditional marketing เพียงอย่างเดียว ก็มีแนวโน้มไม่เวิร์คอยู่ดี // 23.03.2015


ภาพประกอบ: http://www.thebamboogarden.com.au/

Jun 7, 2015

There's always a way out

เชื่อมาตลอดว่า...
ฅนเราเท่าเทียมกัน
โอกาสเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นเอง
ความสำเร็จเกิดจากความสามารถ
ความสำเร็จอย่างยั่งยืนเกิดจากทัศนคติ
ผมไม่เคยโกรธคนที่ประเมินผมด้วย
มาตรฐานของคนส่วนใหญ่
ชีวิตผมไม่เคยได้อะไรมาง่ายๆ
การทุ่มเทกำลังและปัญญา ทำดีที่สุดแล้ว
ไม่ใช่เครื่องการันตี
และทุกครั้งที่ได้อะไรมา เหมือนคนบนฟ้าก็พร้อมจะทำให้ผมเข้าใจว่า ผลลัพธ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผมเสมอ
สิ่งที่ผมต้องทุ่มเทคือ input และ process
output นั้นมาจากพระเจ้า...
และพระเจ้านั้นยุติธรรม ใจดี และมีเมตตา
ผมเลิกถามตัวเองมานานแล้วว่า
เรื่องนี้ เราทำได้หรือไม่ได้
"ถ้าจะทำให้ได้ ต้องทำอย่างไร" เป็นคำถามที่ถามตัวเองเสมอ ทุกเรื่อง
มันทำให้ผมตอบตัวเองได้ว่า ผมทำเต็มที่แล้ว
ส่วนผมลัพธ์ ผมหวังใจ ผมไว้ใจ...
พระเจ้า ผู้ที่ผมรู้จัก
บางครั้งก็คิดว่าจะเอาอะไรอีกกับชีวิตลูกชาวนาฅนหนึ่ง
เรามาได้ตั้งไกลขนาดนี้แล้ว
แต่ทุกครั้งก็จะอดเสียดายไม่ได้ ถ้าไม่ได้ลองไปต่ออีกซักหน่อย
ยังอยากใช้ชีวิตให้เต็มที่กว่านี้ ยังอยากเติบโตมากกว่านี้
ก็เพราะคิดอย่างนี้แหล่ะ
ถึงยังเรียนรู้ต่อไป เติบโตต่อไป แบ่งปันต่อไป
ถ้าไม่ก้าวขาออกไปข้างหน้า
โอกาสที่จะไปข้างหน้าได้นั้นเป็นศูนย์
ก็แค่ครั้งละก้าวเดียวเท่านั้น...
5.6.2015
8pm
_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _
"เมื่อถึงที่สุดปลาย จะมีทางออกเสมอ"
ถ้อยคำจากพระเจ้าวันนี้ที่มาถึงที่ประชุม
เมื่อเช้าตอนขับรถมาโบสถ์ เพลงสุ่มขึ้นมาว่า
Oh, the love of my father is deeper than I know
ความทุกข์ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร่างกายหรือจิตใจ เกิดขึ้นกับเราทุกฅนเป็นปกติ เพื่อให้เราเติบโตและแข็งแรงขึ้น และที่สำคัญ เราไม่ได้เผชิญสิ่งเหล่านั้นเพียงลำพัง แต่พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่กับเราด้วย
พระเจ้าไม่ได้ปรารถนาให้เราหดหู่
หรือฝ่อไปหรือล้มเหลว
ดังนั้น ให้เราเข้มแข็งขึ้นและไม่ยอมแพ้ จะมีแสงสว่างจากทางออก... ซึ่งมีอยู่ที่ปลายอุโมงค์เสมอ


7.6.2015
11am


Jan 8, 2015

เด็กน้อยของพ่อ ลูกรักของแม่

กลับมาบ้านครั้งนี้ สภาพแม่แย่ลงมากๆ
แม่พูดเสียงเบามาก แทบไม่มีแรงแม้แต่จะยกช้อนตักข้าวใส่ปาก
ความจำก็เลอะเลือน แทบจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย
ตลอด 4-5 วันที่อยู่กับแม่ ทุกครั้งเวลาที่แม่รู้สึกตัวดี
ก็จะถามซ้ำเรื่องเดิมๆ ทำงานเป็นยังไง นอนดึกไหม
กินข้าวมื้อละกี่บาท กินอิ่มไหม ห้องที่อยู่เป็นยังไง...
แต่ช้อตที่ผมรู้สึกสะเทือนที่สุดคงเป็นตอนที่แม่สลึมสลือง่วงนอน
แต่ก็ยังฝืนคุยกับผมที่นั่งอยู่ข้างเตียง
จะทำกินยังไง ขายปุ๋ยสิ เลี้ยงกุ้งสิ เก็บเงินเก็บทองไว้บ้าง
หรือไม่ก็พูดเรื่องชีวิตคู่ ให้รักกันดีๆ ใจเย็นๆ ช่วยกันทำมาหากิน...

ผมรู้สึกว่า แม้แม่จะแทบช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้ว
แต่แม่ไม่ได้กังวลกับสภาวะของตัวเองมากไปกว่าเป็นห่วงว่าผมจะไม่ค่อยดูแลตัวเอง
แม้แม่จะเดินไม่ได้ แต่แม้กลับกังวลมากกว่าว่า ผมเติบโตจนเดินเองได้หรือยัง
แม้แม่จะไม่สบายเอาซะเลย แต่แม่กลับเป็นห่วงว่าผมเป็นอยู่สบายดีไหม
ในสายตาของแม่ ผมก็ยังเป็นลูก เป็นเด็กน้อยของแม่อยู่เสมอ

ทั้งที่ในความเป็นจริง ตอนนี้แม่แทบไม่ต่างจากเด็กเล็กคนนึงที่พ่อคอยดูแลอยู่
ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงนอนไปแล้ว ถ้าแม่ปวดฉี่ พ่อก็ยังต้องลุกขึ้นมาพาแม่เข้าห้องน้ำ
ช่วยป้อนข้าว คอยประคองเวลาจะลุก จะนั่ง จะนอน
กดเครื่องระบายน้ำจากกระโหลกศรีษะ
ทำกายภาพ ทำกับข้าว อาบน้ำ
เวลาแม่หงุดหงิด ต่อว่า ประชดประชัน ซึ่งเป็นอาการปกติของคนที่ผ่าตัดสมอง
พ่อก็อดทน และเปลี่ยนบรรยากาศให้กลายเป็นเรื่องขบขันไป

พ่อบอกว่า หลังๆ มานี่ แทบไม่ได้ไปไหน ไม่ได้ทำอะไรเลย
เพราะปล่อยแม่ไว้ให้อยู่ลำพังไม่ได้เลย
ลองจ้างคนอื่นมาอยู่ด้วย ก็ไม่ได้ แม่ไม่ไว้ใจเขา แม่จะเกร็งและดูเครียด
ตอนนี้เลยดูเหมือนจะเหลือกันอยู่แค่สองคนเท่านั้น
.
.
.

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเด็ก นั่นอาจช่วยให้เราย้อนนึกถึงชีวิตเราในวัยเยาว์
หรือความสำคัญของเด็กและเยาวชน ฅนรุ่นต่อไป
แต่วันนึง ถ้าเราไม่ประสบอุปัทวเหตุจนตายไปเสียก่อน
เราอาจต้องกลับไปมีสภาพคล้ายเด็กเล็กๆ ฅนหนึ่งอีกครั้งก็เป็นได้

ดังนั้น ในอีกแง่มุมหนึ่ง วันเด็ก จึงอาจช่วยให้เราระลึกถึงวัฏสงสาร
ช่วยให้เราปลงจิต สำรวมใจเราได้บ้าง ว่าอะไรคือแก่นสารของชีวิตกันแน่...
.
.
.

เท่าที่ผมรู้ พ่อไม่เคยบอกว่า รักแม่
แต่จากที่ผมเห็น ผมรู้ว่า พ่อรักแม่
แม้ว่าวันนี้ แม่อาจจะเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ คนหนึ่งก็ตาม




Dec 31, 2014

2014 year in review

2014 กำลังจะผ่านไปแล้ว เป็นปีที่ยากจะหาคำมาอธิบายมากๆ
มีเรื่องราวเกิดขึ้นหลายอย่างที่ส่งผลให้ความคิดและพฤติกรรมของตัวเองเปลี่ยนไป
ลองนั่งรวบรวมความคิดออกมาได้ ๓๐ ข้อ เก็บไว้เป็นบทเรียนอีกครั้งหนึ่ง

1. จงมีสติเสมอ เคล็ดลับ คือ จงอยู่กับปัจจุบัน

2. การวางแผนที่ดี เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น
เริ่มต้นด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน และตามด้วยการดำเนินงานที่ยอมรับความเสี่ยงได้

3. ส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับการสร้างแบรนด์คือ แนวคิด และ อัตลักษณ์ ของแบรนด์
(the most important part of branding is concept and DNA)

4. ฅนที่สนใจแต่สิ่งที่จับต้องได้ ส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องวิธีการ
(people who care tangible things, mostly don't care process)

5. ไม่อาจคาดหวังเรื่องที่ใช้การได้จากฅนที่ขาดความเข้าใจเรื่องนั้นๆ
(Never expect a practical issue from an unrealistic person)

6. ฅนส่วนใหญ่ถูกจูงใจด้วยอารมณ์และประสบการณ์
ฅนเก่งถูกจูงใจด้วยเหตุผลและผลประโยชน์
ฅนที่น่านับถือถูกจูงใจด้วยอุดมการณ์
(และเราอาจเปลี่ยนคำว่าจูงใจ เป็น หลอก ได้ด้วย)

7. เป็นความโง่เขลาที่ไม่ยอมเรียนรู้ แต่จะยิ่งอัปยศหากไม่ยอมรับความจริง

8. ความสัมพันธ์ไม่ใช่ zero sum game ไม่มีผู้แพ้และผู้ชนะในเกมส์เดียวกัน
ที่สำคัญมันไม่ใช่เกมส์ (หยอดเหรียญเล่นใหม่ไม่ได้ restart ก็ไม่ได้)

9. ผู้ฅนรู้จักเราจากสิ่งที่เราแสดงออก ไม่ใช่สิ่งที่เราเป็น
เว้นแต่เขาจะเป็นฅนลึกซึ้ง ซึ่งไม่คุ้มกันที่จะใช้ตัวเองเป็นเครื่องมือตามหาฅนเหล่านั้น

10. การ พัก(และ)ผ่อน เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

11. จงมองหาของที่คุ้มค่ากับราคาที่เราจ่ายไหว แทนการมองหาของถูก

12. ความเข้มแข็งของฅน อยู่ที่ความแข็งแกร่งของจิตใจ
ซึ่งจะถูกพิสูจน์ได้ด้วย ทัศนคติและประสบการณ์ของตัวฅนๆ นั้นเอง

13. ก้าวแรกของความสำเร็จ ถูกกำหนดโดยวิสัยทัศน์

14. การอยู่ในสังคม อาจเป็นตัวเองได้ไม่ทั้งหมด จุดสมดุลย์ คือ อยู่ด้วยกันอย่างมีสันติ

15. การทำสิ่งต่างๆ "เพื่อบางสิ่ง" ต่างจาก การทำสิ่งต่างๆ "เพราะบางสิ่ง"
(บางสิ่งนั้น อาจคือ บางฅนก็ได้)

16. สุภาษิตโบราณ อาจเป็นถ้อยคำที่ไม่เคยโดน จนกว่าเราจะแก่พอ

17. บ่อยครั้ง ชัยชนะ เฉือนกันที่เรื่องสำคัญเล็กเล็ก รายละเอียดนิดน้อย

18. ถ้าอยากเป็นฅนดังให้พูด ถ้าอยากเป็นฅนเก่งให้ฝึกฝน ถ้าอยากเป็นฅนยิ่งใหญ่ให้มีน้ำใจ

19. หากมีน้ำใจแต่ขาดปัญญา ระวังจะถูกเอาเปรียบ หากมีปัญญาแต่ขาดน้ำใจ ระวังจะเห็นแก่ตัว

20. ข้อพิสูจน์ว่าเรากำลังทำงานที่ชอบ คือ เรายอมทำงานนั้นต่อไปแม้รู้สึกว่า ได้ ไม่คุ้ม เสีย

21. ใจเย็นเรื่องฅน อดทนเรื่องงาน

22. การที่เขายังไม่รู้ ไม่ได้แปลว่าเขาโง่ แต่การที่เขาไม่ใส่ใจที่จะเรียนรู้ แสดงถึงแนวโน้มว่า เขาโง่

23. หากพบปัญหาเดิมๆ ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน
ให้สงสัยไว้ก่อนว่า ปัญหาอยู่ที่ ฅน หรือ ระบบปฏิบัติการ

24. ข้อพิสูจน์ว่าเรากำลังทำตามความฝันหรือวิสัยทัศน์ของเรา คือ
เรายอมลงทุนในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ณ ปัจจุบัน

25. มีดคมในฝัก เรือเร็วในท่าจอด รถแรงในพิท พรสวรรค์ในฅนที่ใช้มันไม่เป็น ไม่มีประโยชน์

26. เคล็ดลับของชีวิตที่มีความสุข คือ จงมีความสุข และแบ่งปันความสุขเหล่านั้นให้ฅนรอบข้าง
แล้วอยู่ท่ามกลางฅนเหล่านั้น

27. กำหนดเป้าหมายให้ตัวเองมากขึ้น ลดความคาดหวังแก่ฅนอื่นให้น้อยลง

28. ฅนเราจะรู้สึกพอ หากความสุขเกิดจากการมี ไม่ใช่จากการได้มา

29. รากฐานของชีวิต คือ ความสัมพันธ์
รากฐานของความสัมพันธ์ คือ การแบ่งปัน

30. สิ่งต่างๆ ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ จนกว่าเราจะต้องลงมือทำด้วยตัวเองจริงๆ
และมันจะง่ายจริงๆ เมื่อเราทำมันเสร็จได้แล้วอย่างยอดเยี่ยม


ไม่่รู้ว่าปีหน้าจะเป็นอย่างไร หรือจะเจออะไรบ้าง แต่ก็ช่างมันเถอะ สิ่งที่เราทำได้ก็คือ ทำสิ่งที่อยู่ ณ ปัจจุบัน ตรงนี้
ถึงอย่างนั้นก็ยังแอบหวังและแอบรู้สึกว่า ปีหน้าคงได้เห็นอะไรดีๆ อีกหลายอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ 

มีความสุขกันทุกวันนะครับ เจอกันปีหน้า :)

Sep 3, 2014

เกิดเป็นคนจน ก็ต้องโดนเอาเปรียบอยู่ร่ำไป

เมื่อเช้านี้ไปซื้อข้าวที่ร้านประจำแถวออฟฟิซ
มีป้ายแปะไว้ว่า ขึ้นราคาอาหาร
ที่จริงเขาแจกแจงละเอียดเลยล่ะ ว่าซื้อกี่อย่าง จากราคาเดิม เพิ่มเป็นเท่าไหร่

เจ๊ข้างหลังผมแซวเจ้าของร้านว่า "ไม่ได้มาแป้บเดียวเอง ขึ้นราคาแล้วเหรอ"
"ก็ขึ้นแค่ 5 บาทเท่านั้นเอง" เจ้าของร้านตอบด้วยสีหน้าเจื่อนๆ

ร้านนี้ขายข้าวราดแกง (แต่ความจริง มันคือตักแกงราดข้าว!!) กับข้าว 2 อย่าง เริ่มต้นที่ 35 บาท
ซึ่งก็นับว่า ไม่แพงมากนักเมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ ในระแวกนี้
ปกติผมซื้อข้าวจานนึง ก็ 40-50 บาท สามอย่างบ้าง กินไข่ต้มบ้าง

พอได้ยินว่า ขึ้น 5 บาทเท่านั้นเอง ผมกลับอดคิดต่อไปไม่ได้
และนำมาซึ่งข้อสรุปตามหัวเรื่องข้างต้นว่า
"เกิดเป็นคนจน ทำไมต้องโดนเอาเปรียบอยู่ร่ำไป"

ลองคิดตามผมนะ
สมมติฐานคือ คนมีตังค์น้อยก็จะกินข้าวราคาถูกกว่า ตามกำลังทรัพย์ที่จ่ายได้
ลูกค้า 3 คน เดิมจ่ายค่าข้าว 30, 40, 50 บาท ราคาใหม่ กินเท่าเดิม
จ่าย 35, 45, 55 บาท ตามลำดับ ก็ดูยุติธรรมดีใช่ไหม?

ไม่เลย!!

เมื่อลองคิดเปอร์เซนต์ที่แต่ละคนต้องจ่ายเพิ่ม [(ราคาใหม่-ราคาเดิม)/ราคาเดิม]
จะได้เป็น 17%, 13%, 10% ตามลำดับ
กลายเป็นว่า คนที่มีตังค์น้อยกลับต้องจ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าคนมีตังค์เยอะ

ถ้าลองเอาโมเดลนี้ประยุกต์กับเรื่องอื่นๆ ของสังคม
ทุกครั้งที่มีการขึ้นราคาเท่า ๆ กัน ฅนที่มีกำลังซื้อน้อยกว่า ฐานะยากจนกว่า
จะรู้สึกถูกกระทบมากกว่าเสมอ

ครั้งหนึ่ง สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เรือข้ามฟากปรับขึ้นราคา พวกเราที่คณะตื่นตัวกันมาก
ผมจำไม่ได้ ว่าเขาขึ้น 50 สตางค์ หรือ 1 บาท แต่จำได้แม่นว่าเขาขึ้น 100%

หากขยายขอบเขตการประยุกต์เรื่องนี้ไปยังเรื่องอื่นๆ ที่มีลักษณะของการเฉลี่ยต้นทุนไปยังทุกหน่วย(ผลิต/บริโภค/ลงทุน)
เราอาจพบว่า จริงๆ แล้ว มันมีต้นทุนแอบแฝง หรือ ความอยุติธรรม
แอบแฝงอยู่อีกไม่น้อยเลยทีเดียว

ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเศร้านะ
คนเขาจนอยู่แล้ว ได้กินเท่าเดิมโดยที่ต้องจ่ายมากขึ้น ความพอใจลดลง โดนดอกแรก
แล้วยังโดนดอกที่สอง คือ ตัวเองยังต้องจ่ายแพงขึ้นกว่าคนที่รวยกว่าตัวเอง

ถามว่าอย่างนั้นแล้ว เราควรทำอย่างไรเรื่องการปรับราคา
ถ้าจะให้แฟร์ ก็ต้องปรับเป็นเปอร์เซนต์น่ะแหล่ะ
แต่ความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าเป็นไปได้ยากในยุคสมัยนี้
ยุคสมัยที่เราได้ยินบางคนพูดว่าเศษเงินยี่สิบบาท ยุคที่ฅนไม่พกเหรียญเพราะหนักกระเป๋า
ยุคที่ใครๆ ก็ฝันอยากมีเงินเป็นล้านแต่ดูถูกเงิน 25 สตางค์
(หลายคนคงลืมสุภาษิตว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท ไปแล้ว)
ยุคที่แม้แต่พ่อค้าข้าวแกงยังพูดว่า "ก็แค่ 5 บาท เท่านั้นเอง"

...
หลายเดือนก่อน ไปซื้อของสดเข้าบ้านที่ห้างแห่งหนึ่ง
คุณลุงข้างหน้าผม หลังจ่ายเงิน
เขาตรวจใบเสร็จก่อนจะท้วงพนักงานว่าคิดเงินผิด เกินไป 4.5 บาท
ไม่ผิดครับ "สี่บาท ห้าสิบสตางค์" จริงๆ
พนักงานแสดงความไม่พอใจออกทางสีหน้าเล็กน้อย
ส่วนผมน่ะหงุดหงิด เพราะอยากรีบกลับบ้าน

พอเข็นรถมาถึงที่จอด เราจอดรถใกล้กัน คุณลุงขับ ซี่รี่ย์ 7 ...
ตึ้งโป๊ะ!

ผมคิดง่ายๆ และความคิดของผมเปลี่ยนทันที
ถ้าอยากจะรวย ก็ต้องใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
เงินไม่ได้หายากมากนัก แต่รั่วไหลง่ายมาก

ผมเริ่มหัดนิสัยตัวเองใหม่ตั้งแต่วันนั้น
เมื่อได้ยินพ่อค้าข้าวแกงพูดเมื่อเช้านี้ ผมหวังว่า แม้ผมจะเกิดมาไม่รวยเหมือนคนอื่นเขา
แต่วันนึงข้างหน้า ผมจะไม่เป็นคนหนึ่งที่โดนสังคมเอาเปรียบอีกต่อไป




Sep 23, 2012

(my) total recall

บันทึกนี้ เขียนจากความทรงจำ...

ผมกำลังนั่งมองหน้าผู้หญิงฅนหนึ่งอยู่
ผมจำไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้ายเราเจอกันเมื่อไหร่
แต่ผมไม่ได้พบเธอมากว่า ๑๕ ปีแล้ว
ผมยังจำสายตาของเธอกับเพื่อนได้... เมื่อครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน

วันนี้ เธอดูเปลี่ยนไป
ดูกลับไปเป็นเหมือนวันที่ผมเจอเธอครั้งแรก มากกว่าวันที่เจอเธอครั้งสุดท้าย
บางทีอาจจะเป็นเพราะลูกน้อยวัยกำลังซนทั้งสองฅนของเธอด้วยแหล่ะ

ฅนเราจะเปลี่ยนแปลง เมื่อมีความรัก...
เคยมีใครบางฅนพูดไว้

พี่ฅนหนึ่งที่ผมรักและเคารพมาก เคยบอกว่า
การแต่งงานเป็นเรื่อง "โคตรยาก"
"ไม่เห็นยากเลย" ผมแอบเถียงอยู่ในใจ
ตอนนี้ ฅนที่บอกว่ายาก แต่งงานแล้ว
ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับภรรยา และลูกอีก ๒ ฅน อยู่ที่อเมริกา
"ผมเห็นด้วยนะพี่" วันนี้ผมอยากจะบอกพี่เขาอย่างนี้

พี่อีกฅนหนึ่ง เคยบอกว่า
"ใช้ชีวิตโสดให้เต็มที่ วันหนึ่งหากเราแต่งงาน ชีวิตอย่างนั้นจะไม่มีอีกแล้ว"
ตอนนั้น ฟังแล้วก็เฉยๆ ยังกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะมีแฟน
ผ่านไปราวสิบปี เพิ่งจะตระหนักว่า พี่เขาพูดจริง

พี่อีกฅนหนึ่งเคยบอกว่า อยากให้โตกว่านี้อีกหน่อย
รับผิดชอบชีวิตตัวเองให้ได้ ก่อนที่จะไปรับผิดชอบชีวิตฅนอื่น
ตอนนั้นผมก็คิดว่าตัวเองโตแล้วนะ
กว่าจะเริ่มเข้าใจสิ่งที่พี่เขาพูด พี่เขามีลูกไปแล้ว ๒ ฅน

"นายเคยรักใครซักฅนหนึ่งจริงๆ บ้างไหม รักจนยินดีตายเพื่อเขาได้
นายเข้าใจหรือเปล่า" เพื่อผมฅนหนึ่งเคยถามผม
วันที่ผมพยายามจะปรามเมื่อเขาคบผู้หญิงฅนหนึ่ง
ผมตอบเขาไปว่าเคย ตอบไปว่าผมเข้าใจ
แต่จริงๆ แล้ว จนถึงวันนี้ ผมก็ยังไม่เคย
และยังไม่เข้าใจอยู่ดี

เคยคุยกับพี่ผู้หญิงฅนหนึ่ง เธอเล่าให้ฟังว่า
เธอกับแฟนก็รักกันดี แต่มีความไม่เข้ากันในหลายเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องค่านิยมและความเชื่อ
"แต่จะให้ทำยังไงล่ะ พี่คบเขามาหลายปีแล้ว เขาเองก็อายุเยอะแล้ว
เราเองก็รักกัน คงไม่เป็นไรหรอก อะไรๆ คงดีขึ้นแหล่ะ"
ผมก็ไม่รู้ว่าดีขึ้นจริงหรือเปล่า
แต่ตอนนี้เธอเป็นคุณแม่ที่เลี้ยงลูกเพียงลำพัง

เคยคุยกับน้องผู้หญิงฅนหนึ่ง เธอแต่งงานกับเพื่อนหนุ่มต่างความเชื่อ
ตอนนี้ลูกเธออายุ ๖ ขวบแล้ว เธอบอกว่า ชีวิตครอบครัวก็พอไปได้
อะไรที่รู้ว่าพูดแล้วคิดต่างกัน จะเถียงกัน ทะเลาะกัน ก็ไม่ต้องพูด
อะไรที่อยากทำ แต่ขัดใจอีกฝ่ายก็ต้องยอมงด
"พี่อย่าตัดสินใจแต่งงานเพียงเพราะพี่ไม่มีใครนะ
ถ้าพี่จะแต่ง แต่งกับคนที่ทั้งพี่และเขามีความสุขร่วมกันในสิ่งที่ทำ
ยิ่งถ้าเป็นตอนที่พี่กำลังทุ่มเททั้งชีวิตทำอะไรบางอย่างอยู่นะ จะดีมาก
เขาควรจะยอมรับและช่วยพี่ได้ด้วย ไม่ใช่แค่เข้าใจว่าพี่กำลังทำอะไรอยู่"
ผมแอบเห็นน้ำตารื้นๆ ของเธอ
สุดท้ายเธอทิ้งท้ายว่า
"ยิ่งลูกเริ่มโตมากขึ้นเท่าไหร่ หนูก็สงสารลูกมากขึ้นเท่านั้น
สุดท้ายก็ต้องทำใจ ได้แต่หวังว่า อะไรๆ คงจะดีขึ้น"

นึกถึงข้อความตอบกลับจากพี่ฅนหนึ่งว่า
ชีวิตเราสั้นนัก สั้นเกินกว่าจะใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุขใจ
เกินกว่าจะใช้ชีวิตอย่างไม่เต็มที่
คบกันแล้วเลิกกัน แย่น้อยกว่า แต่งงานกันแล้วเลิกกัน
สุดท้ายเป็นเพื่อน เป็นพี่น้องกัน ก็ยังดีกว่าไม่เป็นอะไรกันเลย
ความไม่มั่นใจ เป็นสัญญาณเตือนสำคัญ
พี่เขาเชื่อว่า ในฐานะคริสเตียน การแต่งงาน ไม่ใช่เรื่องของฅนเพียงสองฅนเท่านั้น

ผมนึกถึงอีกหลายฅนที่เคยสอนเรื่องการมีครอบครัวใหม่
ทุกฅนจะพูดคล้ายๆ กันว่า ไม่ต้องรีบร้อน เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น
ค่อยเป็นค่อยไป ทุกอย่างมีวาระและเวลาของมัน ไปตามขั้นตอน
แล้วจะสวยงาม

แต่ดูเหมือนตอนนั้นผมจะเชื่อฮอร์โมนมากกว่า

ผมเคยแอบไม่พอใจเพื่อนฅนหนึ่ง ที่ห้ามผมคุยกับฅนที่ผมชอบ
(ซึ่งจริงๆ ก็ไม่กี่วัน)
ผ่านไปอีกหลายปี ถึงเข้าใจความหวังดีของเขา
และเหตุผลซึ่งอยู่เบื้องหลังวิธีการนั้น

ใช้ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบครึ่งทางของอายุชายไทยโดยเฉลี่ย
เพื่อนๆหลายฅน มีลูกจนโต คุยกับเรารู้เรื่องได้แล้ว
หลายฅนแต่งงานและยังไม่มีลูก
บางฅนเพิ่งแต่ง บางฅนกำลังจะแต่ง
และอีกไม่น้อย ไม่มีวี่แววว่าจะแต่ง...
แน่นอนว่า รวมถึงผมด้วย

ความคิดเดินทางย้อนไป ๑๕ ปี
ทบทวนเรื่องราว เหตุการณ์ ผู้ฅน ที่เคยพบเจอ
ก่อนกลับมายังปัจจุบันในชั่วอึดใจ เมื่อลูกของเธอร้องไห้จ้า
คงจะโดนอะไรกัดเข้าให้น่ะสิ

ผมถอนหายใจยาวๆ ส่ายหัวช้าๆ ยิ้มเล็กๆให้กับตัวเอง
รำพึงอยู่ในใจว่า
"เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก
คิดอย่างเด็ก หาเหตุผลอย่างเด็ก..."


Sep 17, 2012

สูญเปล่า

วันนี้ออกกำลังกาย เผาทิ้งไปได้ราว 100 Kcal
อาบน้ำเสร็จ นั่งกินทูน่ากับผัก กินเสร็จ นึกขึ้นได้
หยิบกระป๋องทูน่ามาดู... 120 Kcal

พัง!!

สูญเปล่า คือ ความคิดแรกที่วิ่งเข้ามาในหัว
วิ่งเหนื่อยแทบตาย ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

เป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่า...

เราได้วิ่งออกกำลังกายจริงๆ
เสียเหงื่อจริงๆ
หัวใจเต้นแรงขึ้นจริงๆ
กล้ามเนื้อขยับตัวจริงๆ
.
.
.

หลายครั้ง เมื่อถึงที่สุดแล้ว
เราอาจจะพบกับความล้มเหลว ผิดหวัง
สิ่งที่เราทำลงไป ไม่ได้รับผลกลับมาดั่งที่เราตั้งใจ
หลายฅน บอกว่า เสียเวลา สูญเปล่า ไม่เกิดประโยชน์

และบ่อยครั้ง
ฅนที่พูดเหล่านั้น ก็ "กลัว" เกินกว่าจะลงมือทำ

Jonas E. Salk ค้นพบวัคซีนโรคโปลิโอ หลังจาก ผิดพลาด กว่าสองพันครั้ง
Thomas Edison ก็ค้นพบวัสดุที่เหมาะสมสำหรับทำไส้หลอดไฟฟ้า หลังจาก พบวัสดุที่ไม่เหมาะสมนับหมื่นชนิด

บางฅนอาจจะอ่านหนังสือเต็มที่แล้ว แต่สอบไม่ผ่าน
หรือบางฅนทำงานอย่างดีแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนงาน
หรือบางฅนคบกับคู่รักอยู่ดีๆ ก็ต้องร้างลากันไป

ไม่เคยมีสิ่งใด สูญเปล่า
ทุกสิ่งซึ่งเกิดขึ้นนั้น ล้วนมีประโยชน์และเป็นผลดีแก่ชีวิตของเราในที่สุด

ลองถามตัวเองว่า สิ่งที่ดูเหมือนแย่ซึ่งเกิดขึ้นกับเรานั้น ดีต่อเราอย่างไร

สำหรับผม...
แทนที่ จะมี 220 Kcal อยู่ในตัว ก็มีแค่ 120 เองนิ

Aug 6, 2012

เมื่อไม้จะล้มทับบ้าน

เมื่อวันก่อนช่วยพ่อโค่นต้นไม้ทั้งที่ไม่อยากโค่นเลย
แต่ไม้ต้นนี้ขึ้นอยู่ริมบ้าน แถมเอียงเข้าหาบ้านด้วย
พ่อลูกช่วยกันโค่นอยู่ ๑๕ นาที
เร็วมากเมื่อเทียบกับเวลากว่า ๕ ปีซึ่งไม้ต้นนี้โตขึ้นมา

ลองนึกดู...
กว่าฅนฅนหนึ่งจะเติบใหญ่ ใช้เวลากี่ปี แต่ขับรถหลับใน ชนโครมเดียวตาย
สัมภาษณ์กี่ครั้ง รอกี่เดือน กว่าจะได้งาน แต่แค่เซ็นชื่อแกร้กเดียว พ้นสภาพพนักงานเรียบร้อย
จีบกันมากี่เดือน คบกันมากี่ปี แต่เพียงประโยคเดียว ความสัมพันธ์ก็เลิกลาลง



การสร้างนั้นยากและต้องใช้เวลา
แต่การทำลายนั้นง่ายและฉับพลัน...โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์

บางครั้งเราโกรธจนควบคุมตัวเองไม่ได้
เราใช้วาจาดั่งพร้าเล่มคม เราตัดจิตใจฅนดั่งตัดต้นไม้
หากไม้นั้นขึ้นมาเอง เราอาจไม่รู้สึกมากนักกระมัง กับการกระทำของเรา
แต่ถ้าหากเป็นไม้ที่เราปลูกด้วยมือของเราเองล่ะ
แล้วยิ่งถ้ามันกำลังจะทำลายสิ่งอื่นที่สำคัญของเราอีกด้วย
แม้ลำบากใจอย่างไร ก็คงต้องตัดใจโค่น เหมือนกับที่ผมและพ่อเพิ่งทำไป

การปลูกต้นไม้ด้วยสักแต่ปลูกนั้น เชื่อเถิดว่า ไม่คุ้มกันหรอกกับที่ต้องมาทำใจตัดทิ้งภายหลัง
ใจร่มๆ ใช้เวลาพินิจพิเคราะห์ให้ดีก่อนจะปลูกความสัมพันธ์
อย่าลืมว่า...
การสร้างนั้นยากและต้องใช้เวลา มากกว่าการทำลาย มากนัก

Mar 23, 2012

น้ำพริกแกงส้มพร้อมปรุง (Instant Sour Curry)

วันนี้อยากกินแกงส้มตอนเกือบหกโมงเย็น
จะไปซื้อน้ำพริกแกงส้มที่ร้านค้าชุมชน
ก็ไม่ทันเสียแล้ว
เรื่องตำเองยิ่งไม่ต้องพูดถึง

พอดีหันไปเห็น
ผงน้ำพริกแกงส้มสำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่ง
พ่อซื้อมาวางไว้ได้เกือบสัปดาห์แล้ว
เสร็จโก๋ ฮี่ฮี่

หลังจากเดินไปเก็บผักหลังบ้าน
เตรียมกุ้ง ละลายส้มมะขาม
ทุกอย่างก็พร้อมสำหรับปรุงน้ำแกง

น้ำเดือดปุ้บ ใส่ผงแกงส้มปั้บ
ตามที่ข้างซองแนะนำไว้
รอเดือดแป้บนึง
ตักขึ้นมาชิม...
โอ้ว ไม่กอด!!!
รสชาติยังกะน้ำต้มมาม่า!!!

เข้าใจว่า
หลายฅนคงคุ้นเคยกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหลายยี่ห้อดี
ผมไม่แน่ใจว่า ถ้ากินวันละรส
หนึ่งเดือนจะกินครบทุกเจ้า ทุกรสหรือเปล่านะ

แต่ช่างเถอะ จะบอกแค่ว่า
พวกนี้ก็กึ่งสำเร็จรูปเหมือนกัน ถูก ง่าย ไว
แต่ถ้าเราลองได้กิน บะหมี่ต้นตำรับจริงๆ แล้ว
รสชาติผิดกันลิบลับ
ถ้าให้เลือกได้
ก็คงไม่กินบะหมี่กึ่งสำเร็จอีกเป็นแน่แท้

ปกติแล้ว ที่บ้านผมใช้น้ำพริกแกงสดๆ
ตำขายกันทุกสัปดาห์
เนื้อเงี้ยเนียน กลิ่นก็หอม มีสีแดงระเรื่อ...
มั่นใจได้ว่า กำลังพูดถึงน้ำพริกแกง (ฮา)

ที่สำคัญ คือ เมื่อเอามาปรุง
รสชาติอร่อยเหาะ
แทบไม่ต้องแก้
หรือต้องปรุงเพิ่มกันเลย

ยุคสมัยนี้
อะไรๆ ก็เน้นง่าย เร็ว สะดวก เข้าว่า
มองมุมหนึ่ง ผมก็เข้าใจนะ
ยิ่งสินค้าบางตัว เช่น เครื่องเรือน
คงไม่มีใครมานั่งเลื่อยไม้พะยูงต่อเตียงเอง
เหมือนที่พ่อของผมเคยทำในสมัยก่อน
แค่ซื้อจากไอ้เกี้ยมาต่อจนสำเร็จได้เองเนี่ย
ก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว

แต่อีกมุมหนึ่ง ความเร็ว สะดวก ง่าย
ก็ต้องแลกด้วย คุณค่าที่แท้จริง ซึ่งสูญเสียไป

ยิ่งยุคสมัยนี้ หลายฅนมุ่งเน้นที่
ผลลัพธ์ หรือ ผลผลิต
มากกว่าการให้ความสำคัญกับ
กระบวนการ หรือ วิธีการ

ทั้งที่หลายเรื่อง คุณค่า เกิดจาก กระบวนการ

เราจึงมักพบเห็นผู้ประสบความสำเร็จทั้งหลาย
มักเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีด้วย
เพราะเขาสามารถส่งต่อ คุณค่า ที่เขาได้รับมา
ให้แก่เราได้

ลองนึกดู
เราจะเห็นวิธีคิดที่มุ่งเน้นผลลัพธ์แบบสำเร็จรูป
ใน(แทบจะ)ทุกวงการ
จะซื้อหุ้นตัวไหนดี ตัวนี้จะวิ่งไหมพี่...
ทำงานง่าย ได้เงินเร็ว แค่คลิ้ก...
เรียนกับเราดีกว่า จบง่าย จบเร็ว...
เป็นแฟนกันเมื่อวาน เมื่อเช้าทะเลาะกัน
คืนนี้เลิก เปลี่ยนฅนใหม่ดีกว่า...

เราเห็นฅนอื่นมีผลลัพธ์ที่ดี เราก็อยากมีผลลัพธ์ที่ดีบ้าง
ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ไม่มีความสำเร็จใดที่ไม่แลกมาด้วยความลำบากและความทุ่มเท

น้ำพริกแกงส้ม อาจเป็นเรื่องเล็กๆ หนึ่ง
ที่กินคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าก็ออกจากชีวิตเราไปแล้ว
แต่ยังมีเรื่องเล็กๆ อีกมากมายที่สำคัญในชีวิตเรา
และเชื่อไหมว่า
การสะสมคุณค่าที่แท้จริงทีละเล็กละน้อยเหล่านี้ไว้
ทำให้เรา รู้สึก ถึงคุณค่าของตัวเองและผู้อื่น
รวมทั้งคุณค่าของสิ่งรอบข้างได้อย่างง่ายง่าย
.
.
.

สุดท้าย ผมก็ปรุงน้ำพริกแกงส้มให้อร่อยจนได้
(ยืนยันด้วยปริมาณการกินของแม่)
แม่บอกว่า
เจ๊ข้างบ้านนี่ตำน้ำพริกอร่อยเหมือนเดิมเลยนะ

เมื่อเรารู้จัก รสชาติที่แท้จริงของชีวิตแล้ว
อะไรก็ดูง่าย ทำได้ แก้ไขได้ไปซะหมด
แต่กว่าจะเชี่ยวชาญชำนาญอย่างนั้นได้
ก็อย่าลืมว่า
เส้นทางที่ง่าย สบาย สะดวก และไม่ต้องจ่าย
ไม่ใช่เส้นทางที่จะพาเราไปถึงปลายทางนั้น

ลองมองดูเส้นทางที่เรากำลังเดินอยู่
และ
ขอให้น้ำแกงของคุณทุกเรื่อง
อร่อยเหาะนะครับ



ขนมหวาน:
จะทำแกงส้มให้อร่อย ไม่ควรใส่น้ำมาก
อย่าลืมว่ามีน้ำส้มมะขามด้วย
เอาแค่พอน้ำแกงท่วมผัก
กุ้งและปลาก็พอครับ
ถ้าใส่พวกผักดองจะต้องลดความเปรี้ยวลงด้วย
นอกจากนี้ พวกผักในแกงส้ม
เมื่อสุกแล้วจะเก็บรสเปรี้ยว เค็ม หวาน ไว้ในเนื้อผัก
เพราะฉะนั้นเวลาปรุงน้ำแกงส้มจะต้องมีรสจัดเพิ่มเล็กน้อย
เพื่อให้ได้รสน้ำแกงที่กำลังอร่อยนะครับ

Jan 30, 2012

ความสุขของเด็กๆ

เมื่อเช้าขับรถส่งคุณอาไปสอนหนังสือที่โรงเรียน
ผมเห็นเด็ก ๔ ฅนกำลังเล่นกันอยู่
ทั้งหมดยืนอยู่บนคันดิน
ข้างหน้าพวกเขาคือร่องระบายน้ำ
ก็ไม่กว้างมาก
เด็กฅนนึงกระโดด เด็กอีกฅนกระโดดตาม อีกฅนกระโดดด้วย...
ทั้ง ๓ ฅนกระโดดข้ามมาได้หมด หัวเราะคิดคักดีใจกันใหญ่
คุณคงนึกภาพออก ร่องระบายน้ำนั้นไม่ได้กว้างอะไรเลย
แต่
เจ้าหนูที่ตัวเล็กกว่าเพื่อนอิดออด แล้วก็ยืนหน้าม่อย
.
.
.

เด็ก ๓ ฅนที่กระโดดข้ามมาแล้ว ก็กระโดดข้ามกลับไปหาเจ้าตัวเล็ก
ไม่มีใครพูดอะไร (จริงๆ คือผมไม่ได้ยิน ผมนั่งมองจากในรถ)
ฅนนึงจับมือขวา อีกฅนจับมือซ้าย ฅนที่เหลือจับมือเพื่อน
ผมเห็นเด็กๆ แกว่งมือเป็นจังหวะ
๑... ๒... ๓... (ผมนับเองในใจ ตามจังหวะของน้องๆ)
แล้วเด็กทั้ง ๔ ฅนก็กระโดดข้ามร่องระบายน้ำมาด้วยกัน
คงดีใจกันมาก
เพราะเสียงของพวกเขาดังเข้ามาถึงในรถ
ทั้ง ๔ ฅนกลับไปจับมือกันกระโดดอีกครั้ง
หัวเราะสนุกสนานมีความสุขร่วมกันอีกครั้ง

ก่อนที่ผมจะขับรถเคลื่อนจากมา ผมเห็นเพียงว่า
เด็กทั้ง ๔ ฅน ปีนกลับไปที่เดิมอีกครั้ง
และเริ่มต้นกระโดด... ทีละฅน

May 3, 2011

ถวิลหา

เมื่อวานนี้เป็นวันที่พีคมาก
จริงๆ แล้วก็สะสมมาได้ ๔-๕ วันแล้วล่ะ... หรืออาจจะเป็นเดือนก็ได้นะ
และก็อาจจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก ๒-๓ สัปดาห์ละมั้ง
ดีอย่างที่ว่าคราวนี้ อารมณ์ไม่ระเบิดออกให้คนข้างเคียงต้องเจ็บปวด
เพียงแต่อัดอั้น เป็นแรงกดดันอยู่ภายในตัวเองเท่านั้น

ช่วงเวลาแบบนี้ มักจะนึกถึงข้อพระคัมภีร์ข้อนึงอยู่เสมอๆ
“มิตรสหายก็มีความรักอยู่ทุกเวลา และพี่น้องก็เกิดมาเพื่อช่วยเหลือกันในวันทุกข์ยาก”

หยิบแฟ้มที่เก็บการ์ดและโน้ทหนุนใจขึ้นมาอ่าน
เรื่องราวและลายมือของผู้เขียน ชวนให้คนอ่านนึกย้อนถึงวันเวลาที่ล่วงผ่าน
คำขอบคุณ คำหนุนใจ คำเตือนสติ คำแซว แม้แต่คำอำลา...

นึกถึงหน้าตาท่าทางของคนเขียน รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ...
เหมือนดั่งว่าเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน
ทั้งที่ความจริง กระดาษบางแผ่น มีอายุร่วม ๑๐ ปี

หลายแผ่นเขียนจากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ชมรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย
หลายแผ่นเขียนจากพี่สาวอารมณ์ดี ผู้ที่ผมเคารพและสนิทมากคนนึง (ผมยังจำ บ่ายต่อดึก ของเจ๊ได้นะ)
บางแผ่นเขียนโดยพี่ชายที่ผมทำนิสัยแย่ๆ กับเขาไปหลายครั้ง
บางแผ่นตัดเก็บจากหนังสือ ที่อ่านแล้ว “โดน” ในช่วงนั้นๆ
หลายแผ่นเขียนจากน้องสาวคนนึงที่ผมรักมาก
และอีกหลายแผ่น เป็นคำขอบคุณจากต่างกรรมต่างวาระกัน
เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน...

หลายชิ้นเป็นโปสการ์ดที่เจ้าของเดินทางไปที่ต่างๆ แล้วนึกถึง
บางชิ้นเป็นภาพถ่ายที่ไม่มีตัวอักษรใดๆ มีเพียงสีหน้าและความรู้สึกที่อยู่ในนั้น
มีชิ้นหนึ่งเป็นเหมือนเศษกระดาษไหม้ไฟ ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง เป็นการ์ดวันเกิดย้อนหลังที่ผมอ่านแล้วซึ้งใจ
รวมถึงอีกหลายต่อหลายชิ้น ซึ่งต้องนับทุกชิ้นเป็นงานแฮนด์เมด
เพราะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว...

เจ้าของกระดาษหนุนใจเหล่านี้ บางคนยังสนิทกันอยู่ดี หลายคนก็ยังติดต่อได้อยู่
มีไม่น้อยที่ห่างเหินกันไปบ้าง ตามวัย ตามระยะทาง และภารกิจของชีวิตแต่ละคน
ซึ่งก็ยังดีกว่าอีกหลายคน ที่ผมเองนึกไม่ออกว่าจะได้เจอกันที่ไหนอีก...
แต่อย่างไรก็หวังว่า ทุกคนจะกำลังมีความสุขกับชีวิตของตัวเองดีอยู่นะ

นั่งอ่านแล้วก็มีกำลังใจขึ้นมา นึกถึงภาพหนึ่งในความทรงจำ
ที่พี่ประกิจร้องเพลง “กำลังใจ” ให้ฟัง

สำหรับทุกคนที่ผม tag มา และอีกหลายคนที่อ่านไทยไม่คล่องหรือผมไม่มีเฟซ
อยากบอกว่า “ขอบคุณมาก”

ขอบคุณมากสำหรับการระลึกถึง
ซึ่งครั้งหนึ่งได้แปรรูปส่งมาถึงยังมือของผมให้จับต้องได้
ไม่ว่าจะในรูปแบบของกระดาษโน้ท โพสการ์ด ภาพถ่าย หรือ จดหมาย
มันยังคงมีชีวิตอยู่ ผมเองได้เก็บรักษาทุกชิ้นไว้อย่างดี

ขอบคุณ สำหรับความเป็นมิตรสหายและความเป็นพี่น้องที่มีให้กัน...

อย่างน้อยครั้งหนึ่ง สิ่งที่ท่านได้มอบไว้ให้ วันนี้ ได้ช่วยให้ผม มีกำลังใจขึ้นมากทีเดียว
ขอบคุณจริงๆ ครับ


ขนมหวาน
ในรัชสมัยพระจักรพรรดิออกัสตัส (Augustus, ๖๓ ปีก่อนคริสต์ศักราช ค.ศ.๑๔) แห่งจักรวรรดิโรมัน ได้มีการจัดตั้งระบบการติดต่อทางไปรษณีย์ของทางการ (state post) ขึ้น มีการใช้ม้าในการส่งข่าวสาร มีการจัดตั้งสถานีที่พักสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่และม้า มีอาหารและที่พักพิงสำหรับเจ้าหน้าที่สื่อสาร และข้าราชบริพารที่เดินทางมาพักเรียกว่า โพซิตัส (positus) แปลว่าตั้งไว้หรือกำหนดไว้ เชื่อว่าเป็นที่มาของคำว่า “post” (การไปรษณีย์)

หลังจากที่ผู้คนหันไปใช้บริการอินเตอร์เน็ตกันอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้โลกของเราก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล ซึ่งพลิกโฉมวิถีชีวิตของผู้คนจากการเขียน (writing) ไปเป็น การพิมพ์ (typing) มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้โลกของเราจะก้าวล้ำไปด้วยเทคโนโลยีดิจิตอลอีกไกลแค่ไหน ผมก็ยังคิดว่า การเขียนด้วยกระดาษและดินสอ (หรือปากกา) ยังคงความคลาสสิคไว้ได้ดั่งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

Apr 25, 2011

in search of "ใบตำลึง"

เมื่อหลายวันก่อน ได้รับมอบหมายภารกิจแห่งลูกผู้ชาย
นั่นคือ การไปเก็บ (ยอดอ่อน)ใบตำลึง ท้ายไร่
ก่อนที่จะถูกตัดไปพร้อมกับหญ้า

ตำลึงเป็นพืชไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง และเนื่องจากบ้านผมเป็นสวน
เราจึงไม่อนุญาตให้ตำลึงเลื้อยขึ้นไปบนต้นไม้
ให้เลื้อยได้เฉพาะบนดินเท่านั้น
ดังนั้น
ถ้าต้องตัดหญ้า หมายถึงตำลึงก็จะโดนตัดไปด้วย
ซึ่งฝนเพิ่งตกใหม่ๆ แบบนี้
แหม... คุณเอ๋ย ถ้าได้ลองยอดตำลึงวัยขบเผาะแล้วจะติดใจ

"ดูให้ดีหน่อยนะ ตอนนี้ไม่รู้มีหญ้ามาจากไหน มันเลื้อยเหมือนตำลึงเลย"
นั่นคือคำเตือนจาก "พ่อ" ผู้มอบหมายภารกิจ

ผมออกไปเก็บตำลึงแต่เช้า ด้วยความไม่ชะล่าใจ
คราวนี้ใส่เสื้อแขนยาวกางเกงขายาวเพื่อกันยุงกัดเต็มยศ
(ยุงบ้านผม ตัวใหญ่มาก จิ้มทีแขนเป็นรูอ่ะ)

ผมพบว่า ท้ายไร่มีไม้เลื้อยขึ้นค่อนข้างพอสมควร
ที่สำคัญใบมันก็คล้ายๆตำลึงซะด้วยสิ แต่ก็ไม่แน่ใจ
จะลองกินดูก็ไม่กล้า
จะกลับไปถามพ่อ พ่อก็ไปวัดทำบุญแล้ว
ก็เลยลองเก็บไปก่อน

ยิ่งเก็บยิ่งพบว่ามันมีเยอะมาก
ยิ่งเก็บยิ่งเกิดความไม่แน่ใจว่ามันคือตำลึงขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่ง
ณ ใต้ร่มเงาของมังคุดต้นหนึ่ง
ผมพบต้นอะไรซักอย่าง (ที่ผมเก็บไปแล้วครึ่งหม้อ) กับ
ต้นอะไรอีกซักอย่างที่เห็นปุ้บ รู้เลยว่า "ตำลึง" แน่นอน

ผมคว่ำหม้อทิ้งโดยไม่ลังเล
และเริ่มต้นเก็บยอดและใบตำลึงอ่อน

มีอยู่ที่หนึ่ง ที่เจ้า 2 ต้นนี้ขึ้นอยู่ด้วยกัน
เรียกว่าพันกันกลมเลย
ใบอ่อนของมันทั้งคู่ไม่ค่อยต่างกันนัก
จึงต้องใช้วิธีดูจากใบแก่ แล้วไล่เถาว์ไปหายอดอ่อน

บางที่เจ้าหญ้าชนิดนั้นมันพันต้นไม้ได้ จนทำให้ไม้ถูกโน้มกิ่งลงมา
น่ากลัวว่ากิ่งจะหักได้ แต่พอพยายามจะดึงมันออก
มันเหนียวใช้ได้เลยครับ

ผมเก็บอยู่อีกซักพักหนึ่ง ก็พบกับดงตำลึงที่แผ่คลุมพื้นดินอยู่
นั่นทำให้ภารกิจผมเสร็จเร็วขึ้น
ผมกลับบ้านพร้อมด้วยยอดอ่อนตำลึงหม้อใหญ่
และบทเรียนจากการเก็บตำลึงเช้านี้...

คนเราก็เหมือนหญ้าและตำลึง มีดีมีเลวปะปนกันไป
จะกำจัดคนไม่ดีโดยไม่ให้กระทบคนดี เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย
ยิ่งโดยเฉพาะตอนยังเด็ก ยิ่งดูยากว่าใครดีใครเลว
สิ่งที่เราทำได้ คือ แยกแยะ และเลือกที่จะรักษาคนดีๆ ไว้กับเรา

คนแบบต้นหญ้านั้นชอบตะกายฟ้า สูงขึ้นได้ด้วยการดึงคนอื่นให้ต่ำลง
เหยียบและทำลายผู้อื่นเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง
(แถมหนังเหนียวตายยาก)
คนพวกนี้ชอบมี option เยอะ เหมือนหญ้าที่มีใบเเน่นเต็มไปหมด
ที่สำคัญ นิสัยของคนแบบนี้แพร่กระจายได้เร็ว

คนแบบตำลึงเรียบง่าย สมถะ เลื้อยไปกับดิน
มีใบน้อยแต่มีใบใหญ่ (บางใบใหญ่เท่าฝ่ามือผมเลยนะ)
ขยายตัวไม่เร็ว ไม่หวือหวา โตไปเรื่อยๆ
แต่... ตำลึงกินได้ และมีประยชน์

เราไม่จำเป็นต้องไปตัดสินว่าใครเป็นหญ้าเลื้อย
หรือใครเป็นตำลึง
เพราะในที่สุด คนเราก็จะแสดงนิสัยถาวรออกมาในที่สุด
และก็ต้องได้รับผลแห่งการกระทำของตัวเองกันไป

แต่ตอนนี้ ผมขอรับกรรมหม้อใหญ่ที่ผมลงแรงไปเก็บมาเมื่อเช้าก่อนนะครับ
แกงจืดหมูสับยอดอ่อนใบตำลึงนี่... มันแหล่มจริงๆ ครับพี่น้อง


ขนมหวาน:
ตำลึงจะมีอยู่ 2 แบบ คือ ตำลึงตัวผู้กับตำลึงตัวเมีย ชื่อทางวิชาการอย่าไปจำมันเลยนะครับ
เอาเป็นว่า ตำลึงตัวผู้จะมีสรรพคุณในการเป็นยาระบาย ส่วนตัวเมียไม่มี
วิธีสังเกต ก็คือ ตำลึงตัวผู้จะมีรอยหยักของใบลึกกว่าตำลึงตัวเมีย
และถ้าเห็นต้น ตำลึงตัวเมียจะมีลูกด้วย และพบได้ง่ายกว่าตำลึงตัวผู้
แต่ไม่ว่าจะตำลึงตัวผู้หรือหรือตัวเมีย ก็เป็นผักที่อุดมด้วยวิตามิน หากินง่าย และราคาไม่แพง

Mar 28, 2011

ท้าชีวิต ฝ่าลิขิตสวรรค์ (The Adjustment Bureau) **Spoil**

เมื่อ 10 ปีก่อน คราวตึกเวิร์ลดเทรดถล่มที่เมกา
ผมอ่านเจอว่า มีหลายคนรอดชีวิตเพราะเหตุการณ์เล็กๆน้อยๆ
บ้างก้มลงผูกเชือกรองเท้าที่หลุด ทำให้พลาดรถประจำทาง
บางคนกลับบ้านไปเอาของที่ลืมไว้ อะไรทำนองนี้

มองย้อนกลับมาในชีวิตเราเองบางครั้ง เราต้องเลือกเส้นทางเดินของชีวิต
ทางเลือกประเภท 50:50
แล้วมี "สัญญาณ" เล็กๆ เบาๆ ส่งมาถึงเรา
บางอย่าง ที่ดูเหมือนจะกำลังชี้แนะเราให้ไปทางใดทางหนึ่ง
บางอย่าง ที่ดูไร้เหตุผลสำหรับคนอื่น
บางอย่าง ที่อาจจะมีแต่เราเท่านั้นที่รู้ว่ามันจริง
และบ่อยครั้ง สิ่งแรกที่เราต้องเลือก คือ จะรับฟัง "สัญญาณ" นี้ไหม
(หรือจะเลือกดับสัญญาณ แล้วยอมตามความคิดและปัญญาของมนุษย์ด้วยกันเอง)

หลายคน มองเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ โชค ดวง ชะตาชีวิต ฟ้าลิขิต การปกป้องจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
หรือแม้แต่การอวยพรจากพระเจ้าก็ตามที

The Adjustment Bureau เป็นหนังที่ชวนให้คิดและเกิดคำถามว่า
ตกลงแล้ว พระประสงค์ / น้ำพระทัยของพระเจ้า คืออะไรกันแน่
น้ำพระทัยสมบูรณ์ / น้ำพระทัยตั้งต้น มีจริงหรือไม่
ดังที่ (ผู้ที่เรียกตนเองว่า) คริสเตียน หลายคนเชื่อและสอนสืบต่อกันอย่างจริงจัง

ผมเชื่อต่าง และคิดนอกคอก จากสิ่งที่ถูกสอนให้เชื่อตามๆ กันมาได้หลายปีแล้ว

ผมเชื่อว่า แผนการณ์ของพระเจ้า ไม่ใช่เรื่องของ "อะไร" "ใคร" หรือ "ที่ไหน"
แต่เป็นเรื่องของ "อย่างไร"
พูดง่ายๆ ว่า สิ่งสำคัญ คือ "ท่าที"(หรือ ทัศนคติ) ในการกระทำสิ่งต่างๆ
(คุณทำในสิ่งที่คุณเชื่ออยู่หรือเปล่า)
ในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะซับซ้อนอย่างไรก็ตาม ก็จะจบลงอย่างง่ายๆ ว่า
"คุณจะเลือกทำในสิ่งที่คุณเชื่อเสมอ"

และไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ชีวิตอย่างไร
โปรดถามตัวเองว่า
"ฉันเต็มใจจะรับผลจากการเลือกของฉันไหม"
(โปรดอย่าโยนความรับผิดชอบนี้ไปให้คนอื่น แม้แต่ พระเจ้า!)

และไม่ว่าคุณจะเต็มใจหรือไม่ คุณจะต้องรับผลนั้นอย่างแน่นอน
(ข่าวดีก็คือพระเจ้ามีพระคุณกับเรา ข่าวไม่สู้ดีก็คือ พระเจ้าไม่ได้ให้พระคุณตามใจเรา)

ผมเชื่อว่า ความตั้งใจของพระเจ้าไม่เคยเปลี่ยน
แต่พระองค์ปรับหนทางของพระองค์ตลอดเวลา
ขณะที่หลายคนอาจมองว่า แผนของพระเจ้านั้นคงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ซึ่งผมมองว่า อาจจะถูกทั้งคู่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับเราใช้วิธีมองของใคร

จากมุมมองของมนุษย์ที่อยู่ ภายใต้ มิติของเวลา
หรือจากมุมมองของพระเจ้าที่อยู่ นอกเหนือ มิติของเวลา

ขอผมยกตัวอย่าง อาจช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

ลองนึกถึงเวลาที่เรานั่งรถอยู่ครับ แล้วมีรถอีกคันนึงขับมาตีคู่ด้วยความเร็วเท่ากับเรา
จากรถของเรา เราก็จะเห็นว่ารถคันนั้นวิ่งไม่เคลื่อนที่ไปไหน!
ทั้งที่ในความเป็นจริงจากสายตาของคนที่ยืนอยู่ริมถนน ทั้งเราและเขาต่างก็กำลังเคลื่อนที่ด้วยกันทั้งคู่
ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะความเร็ว (เวลา) โดยเปรียบเทียบของเรากับคนริมถนนต่อรถอีกคันหนึ่งนั้น
ไม่เท่ากัน

พระเจ้าทรงเป็นทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย
พระองค์ทรงหยุดนิ่งอยู่ ณ ทุกจุดของเวลาที่เลื่อนไหลของเรา
เราอาจรู้สึกว่า พระเจ้าตีคู่ไปกับเราอย่างนิ่งๆ
แต่ถ้ามองจากมุมของคนนอก พระเจ้ากับเรากำลังปรับไปเปลี่ยนมาอยู่เรื่อยๆ

หลายคนที่บอกว่าตัวเองรู้จักพระเจ้า จดจ่อที่จะดำเนินชีวิตในน้ำพระทัย "สมบูรณ์" ("Perfect" Plan)
จดจ่อเสียจน "กลัว"
กลัวผิด กลัวพลาด กลัวไม่ได้รับสิ่งดี กลัวไม่เป็นพร
กลัวจนลืมไปแล้วว่า ชีวิต คืออะไร

ผมอาจจะเข้าใจผิด แต่ผมเชื่อว่า คนที่ไม่เคยเสี่ยง ไม่เคยเจ็บ
ไม่เคยล้มเหลว ไม่เคยสิ้นหวัง ไม่เคยยอมรับความพ่ายแพ้จริงๆ
จะ "ซึ้ง" กับ "พระคุณ" น้อยกว่าคนที่ยอมรับว่าตัวเองมีจิตใจที่ฟกช้ำ

พระเจ้าไม่ได้อยากให้เรามีความกลัวในหัวใจ แม้แต่การกลัวจะทำผิด
แต่ทรงประทานหัวใจที่เต็มด้วยความรักและการบังคับตน ที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยความรัก
บังคับใจตัวเองให้ทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อมั่นว่าดีงาม เชื่อมั่นว่าถูกต้อง
แม้จะรู้สึกไม่สบายใจ แม้จะไม่อยากทำ แม้จะถูกหาว่าบ้า
หรือถูก พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน ผู้คนรอบข้างเข้าใจผิดก็ตามที
และจะว่าไป นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่พระเยซูบอกไว้แล้ว ว่า "อาจเกิดขึ้นได้" (ไม่ใช่ไปทำให้มันเกิด)
กับผู้ที่เลือกจะเดินตามทางของพระองค์
(อย่าเข้าใจผิด การเดินตามพระเยซู กับ เดินตามนโยบายของกลุ่ม/องค์กร นั้นต่างกัน)

คนที่เชื่อเรื่อง Perfect Plan มักเชื่อว่า
ชีวิตเป็นสิ่งที่ (พระพรหม) ลิขิตไว้แล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้
ห้ามตั้งคำถามกับน้ำพระทัยที่สมบูรณ์ ต้องเชื่อฟังและทำตามเท่านั้น ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่
หากเราทำผิดแผน/ไม่อยากทำตามแผน
"Boss" จะส่งเจ้าหน้าที่มาสะกิด/ช่วยให้เรากลับสู่แผนใหญ่ในที่สุด
คนพวกนี้ มักพยายามใช้วิธีต่างๆ (แม้แต่การบิดเบือนเรื่องราว) เพื่อให้คนอื่นเชื่อเช่นเดียวกับตน

สมัยก่อนที่พระเยซูจะเกิด เราสามารถเห็นได้จากพระคัมภีร์ว่า
พระเจ้าทรงปรับแผนของพระองค์ "ตอบสนอง" ตามการกระทำของชนชาติของพระองค์อยู่เสมอๆ
แน่นอนว่า พระองค์ไม่พลาด ไม่ได้แก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ
ในมุมมองของพระเจ้า พระองค์ทรงรู้อยู่แล้วว่ามนุษย์จะเลือกอย่างไร พระองค์ไม่เคยปรับแผน
แต่ในมุมมองของมนุษย์ พระองค์ทรงปรับแผนแทบจะตลอดเวลา

จนมาถึงยุคสมัยของพระเยซู พระเจ้าทรงใช้แนวทางใหม่กับเรา คือ
"ไม่ขึ้นกับการกระทำของเราอีกต่อไป"
แต่ทรงกระทำทุกอย่างให้เราอย่างสำเร็จเสร็จสิ้นครบถ้วน
แล้วให้มนุษย์ "ทุกคน" มีเสรีภาพในการเลือกที่จะเชื่อและรับไว้ได้

ช่วงหนึ่งของชีวิตเราอาจคล้ายกับฉากจบของหนังเรื่องนี้
(ซึ่งเป็นหนึ่งในฉากที่ผมชอบมาก)
หลังจากที่ทั้งคู่ฝ่าด่าน จุดทดสอบ ในชีวิตมาได้
ด้วย ความรัก ความเชื่อมั่น และความหวังใจ ที่มีต่อกันและกัน
"Boss" ก็ยอมรับกับการเลือกของเขาทั้งสองคน

อาจมีบางครั้งในชีวิต ที่อะไรๆ ก็ดูเหมือนไม่เป็นใจ
ยังเร็วไปที่จะยอมแพ้และดับ "สัญญาณ"
หากยังไม่ได้ถามตัวเองว่า

"ฉัน รัก ที่จะทำจริงๆ ใช่ไหม?"

ปล.
หลายคนที่รู้จักนักลงทุนนามว่า "วอร์เรน บัฟเฟตต์"
และอยากจะเดินตามรอยเขา
โปรดรู้ไว้ด้วยว่า เขารักการลงทุนมาก และ
เขาอ่านงบการเงิน เป็น "งานอดิเรก"!!

Mar 23, 2011

ระหว่างทาง

วันนี้พาแม่ไปโรงพยาบาลที่จันทบุรี
คนที่เคยไปโรงพยาบาลของรัฐ โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้สิทธิพื้นฐานที่พลเมืองควรจะได้
คงทราบดีว่า เราต้องไปเช้าขนาดไหน เพื่อจะรอพบหมอเป็นคนแรกๆ... ประมาณ 10 โมง

ไปโรงพยาบาลครั้งนี้ ลุงกำนันช่วยขับรถไปให้

เช้าวันนี้ฝนตกหนักตั้งแต่ตี 4 และก็ยังตกมาเรื่อยๆ
จนทำให้หลายคนหลับสบายจนไม่อยากจะลุกออกจากเตียง

เราออกจากบ้านช้ากว่าที่ตั้งใจไว้

ระหว่างทาง เราพบรถยนต์คันหนึ่งขับชนต้นไม้จนหน้าพังยับยู่
ดูจากร่องรอยต้นไม้ที่หัก 2 ต้น รถน่าจะข้ามร่องกลางถนนมา
มีบางคนหยุดดูให้ความช่วยเหลือ รถคันข้างหน้าเราเลี้ยวกลับไป
กำนันมีท่าทางกังวลใจอยู่ไม่น้อย
พอๆ กับความร้อนใจที่ต้องรีบไปให้ถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด...

กำนันเลี้ยวรถเข้าไปแจ้งให้ตำรวจทางหลวงทราบ
ก่อนเราจะมุ่งหน้าต่อไปยังจุดหมายปลายทางของเรา

ผมสังเกตุดูการขับรถของลุงกำนันตลอดทาง สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นก็คือ
การบีบแตร เปิดสัญญาณไฟ และมองนู่นมองนี่ ตลอดเวลา...

ในโลกสังคมเสมือน Social Network แต่ละคนอาศัยอยู่ในนี้ด้วยจุดประสงค์ต่างๆ กัน
และบ่อยครั้งที่ผมได้ยินคนพูดว่า แค่เห็นผ่านๆ ไม่ใช่เรื่องของเรา ธุระไม่ใช่ ไม่ยุ่งดีกว่า
หนักๆเข้า บางคนถึงขนาด ซ่อนรายชื่อติดต่อ
ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่า แล้วทำไมไม่เลิกเป็นเพื่อนให้รู้ๆ กันไปเลย

ในโลกสังคมแท้จริง เราสามารถจริงใจและหลอกลวงได้มากกว่าในโลกเสมือนมากนัก
จะต่างกันก็ตรงที่ว่า ในโลกจริง มนุษย์มีความรู้สึก ที่ไม่อาจปิดบัง หรือ ซ่อนเร้นได้

เราไม่อาจมองผ่านๆ ทักทายผ่านๆ ไม่ได้ใส่ใจใยดีคนอื่นๆ (ที่เราไม่สนใจ) ทำเสมือนคนตรงหน้าเราไม่มีตัวตน
โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว
มนุษย์เรามีความสามารถในการรับรู้อารมณ์และความรู้สึก

ผมเห็นด้วยว่า คนเราทุกคน ควรมีจุดหมายปลายทางในชีวิต
แต่สิ่งที่จะเติมเต็มให้เรามีชีวิตจริงๆ คือ ผู้คนรอบข้างเรา คนที่เราพบเจอระหว่างทางสู่จุดหมายนั้นๆ
ทั้งคนที่เราสบายใจจะติดต่อ และสบายใจที่จะไม่ติดต่อ

เราไม่ได้รู้จักตัวตนของคนอื่นๆ (และตัวเราเองด้วย ถ้าเรายอมรับได้)จาก
"ปริมาณ" หรือ "ประเภท" ของถ้วยรางวัลของเขา
แต่เรารู้จักตัวตนของคน จาก "วิธีการ" ที่เขาได้รับถ้วยรางวัลมา