Showing posts with label attitude. Show all posts
Showing posts with label attitude. Show all posts

Jan 20, 2016

ชีวิตมั่งคั่งด้วย การใส่ใจ (กระเป๋าสตางค์ใบเดียว)

วันก่อนไปเดินเล่นที่ห้องสมุดมารวย
เพิ่งมาเปิดที่ อาคารตลาดหลักทรัพย์ รัชดา
ใกล้บ้านชนิดที่เดินไปได้ ดีใจสุดๆ ต่อไปนี้จะได้มีที่นั่งอ่านหนังสือสบายๆ ละ
(จะดีมาก ถ้าปิดเที่ยงคืน 555)
เดินหยิบนี่พลิกนู่น ก็ไปสะดุดตากับ sub tag line ในหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง
ว่า "ถ้าไม่รู้จะเปลี่ยนอะไร ให้เริ่มเปลี่ยนที่กระเป๋าสตางค์"
ก็เลยลองยืมมาอ่าน บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องโชคลาง บางคนว่าเป็นเรื่องจิตวิทยา
หนังสือเล่มนี้ถูกจัดอยู่ในหมวดธุรกิจ
แต่ผมอ่านแล้ว แอบคิดว่า มันน่าจะอยู่หมวดพัฒนาตัวเองมากกว่านะ

- การใช้เงินสะท้อนความคิดการใช้ชีวิต

- คนที่หาเงินเก่ง มักจะใส่ใจเรื่องเงิน
มีกฎการใช้เงิน คือ ยินดี (welcome) เมื่อได้เงินมา มีเหตุผลเมื่อจ่ายเงินไป

"กฎ 200 เท่า" รายได้ต่อปี = ราคากระเป๋าสตางค์ x 200 (จากประสบการณ์ของผู้เขียน)

- ท่าทีต่อกระเป๋าสตางค์สะท้อนท่าทีต่อเงิน และสะท้อนท่าทีที่มีแก่สิ่งอื่นด้วย

- กระเป๋าทรงยาว สวย มักราคาสูง จิตใต้สานึกของเราจะจดจ่อไปที่อนาคต
และจะปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายในอนาคตโดยอัตโนมัติ
กระเป๋าสตางค์เป็นที่ต้อนรับเงิน กระเป๋าที่สวย เงินอยู่สบาย จึงดึงดูดคน(ซึ่งถือเงิน)ได้ดี

- การดูแลกระเป๋าสตางไม่ให้อ้วน ด้วยการทำ daily clearing
ในอีกมุมหนึ่ง ช่วยให้เรารู้ว่าตอนนี้เรามีเงินสดอยู่ในมือเท่าไหร่

- บัตรสะสมแต้ม เป็นเครื่องมือการตลาดของธุรกิจเพื่อรักษาฐานลูกค้า
แต่มันอาจจะกระตุ้นให้เราใช้จ่ายเพี่มขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลได้
ทำให้เราตกหลุมพลางแล้วต้องใช้เงินอย่างไม่เป็นตัวเอง

- การซื้อเพราะถูก
สะท้อนว่า "เราดำเนินชีวิตโดยยอมให้ปัจจัยภายนอกมีผลควบคุมชีวิตเรา"
ดังนั้น"จงซื้อเพราะอยากได้"
(ซึ่งคนที่ conduct ชีวิตตัวเองไม่ได้ รวยยาก)

- การมองหาแต่ของถูก
จะทำให้เราไม่ได้สนใจคุณค่าที่แท้จริง
(เราซื้อ/ขายของเพราะ คุณค่า ไม่ใช่ เพราะ ราคา)

- การจะซื้อของราคาสูงได้ ต้องใช้ความกล้า
และมองเห็นว่าเป็นการลงทุนระยะยาว
(ถ้าเราเห็นว่าเป็นการลงทุน แสดงว่าเราใช้เหตุผล)

- คนที่เก็บเงินอยู่เพราะมีความสามารถเรื่องการควบคุมการใช้เงินสูง
ซึ่งเริ่มต้นจาก การใส่ใจเรื่องเงิน

- กระเป๋าสตางค์ควรไว้เก็บธนบัตร ส่วนเหรียญแยกอีกกระเป๋า

- ชำระเงินด้วยธนบัตรใหม่ แสดงถึงการใส่ใจผู้รับ ใครๆ ก็อยากได้แบงค์ใหม่
(คนที่ใส่ใจคนอื่น ย่อมเป็นคนที่คนอื่นอยากทำงานด้วย)

- ยึ่นเงินให้อย่างสุภาพ สะท้อนท่าทีการให้เกียรติคนอื่น
(เหมือนกัน ใครๆ ก็อยากทำงานกับคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน)

- การจ่ายเพื่อให้ได้ของมูลค่าเท่ากันในปัจจุบัน เรียกว่า "การบริโภค"
ได้ของมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต เรียกว่า "การลงทุน"
แต่ถ้าจ่ายโดยไม่ได้คิด ได้มูลค่าในปัจจุบันไม่เท่ากับที่จ่าย
หรือไม่เกิดมูลค่าเพิ่มในอนาคต เรียกว่า "การผลาญ"

- มีการบริโภคบางรูปแบบ ที่เป็นการลงทุน

- การลงทุนเป็นการต่อจิกซอว์ชีวิต การลงทุนจึงเริ่มต้นที่ เป้าหมายชีวิต

- ถ้าคิดจะเก็บเงิน ให้ระวัง ทางออก ของเงินให้ดี
เงินมักเข้าทางเดียวแต่ออกหลายทาง

- การบริหารกระแสเงินสดให้ได้ดี เกิดจาก การบริหารรายจ่ายที่ไม่คาดฝันได้ดี

- การถอนเงินตามสะดวก (ใช้บัตร AT) มีแนวโน้มว่าเราไม่มีแผนทางการเงิน
และควบคุมเงินไม่ได้ เดือนนึงควรถอนแค่2ครั้ง และถอนที่ธนาคารเท่านั้น

- การเก็บเงินเป็นวิธีการ ไม่ได้เป็นเป้าหมายโดยตัวมันเอง
การมีเงินเยอะ ไม่ใช่แค่ความมั่งคั่งทางวัตถุ แต่คือการมีโอกาส มีทางเลือกให้ชีวิตเยอะ

- พ่อค้าแคว้นโอมิ มีแนวคิดการค้าขาย ต้องได้ทั้งสามฝ่าย คนขาย คนซื้อ และ สังคม

- การคิดเพ้อฝัน วันละ 1 นาที เพื่อช่วยกระตุ้น/ผ่อนคลาย จากสถานการณ์ปัจจุบันตรงหน้า

- เปลี่ยนของใช้คู่กาย ให้สมกับ สถานะ ที่เราต้องการจะเป็น
ง่ายที่สุด คือเลือกเสพ ข้อมูล คุณภาพสูง โดยเฉพาะจากประสบการณ์ของตัวเอง
(ดังนั้น ข้อมูลคุณภาพสูง จึงเกิดจากการลงมือทำ การมีประสบการณ์ตรง)


ประเด็นจึงไม่ใช่เรื่องกระเป๋าสตางค์ เพียงแต่เงิน เป็นสิ่งที่เราหยิบใช้อยู่เป็นประจำ
วิธีที่เราปฎิบัติกับเงิน จึงสะท้อน ท่าที ความคิด ตัวตนของเรา
รวมถึงวิธีที่เราปฎิบัติกับคนรอบข้างเราด้วย

แนวทางที่แนะนำไว้ในหนังสือ จึงเป็นเหมือนเครื่องมือที่ช่วยสร้างทัศนคติให้แก่เรา
ช่วยฝึกให้เราใส่ใจ รวมถึงเห็นคุณคำของผู้อื่นและสิ่งต่างๆ
ซึ่ง ความใส่ใจ นี่แหล่ะ ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญให้เรามั่งคั่งได้

เพราะการเป็นคนใส่ใจ ให้เกียรติผู้อื่น นั้นเป็นคุณสมบัติของคนที่น่าคบค้าสมาคมด้วย
ซึ่งนั่นจะเป็นเหตุให้"เรียกเงิน"ได้

การเปลี่ยนแปลงของความมั่งคั่งจึงเกิดจากการเปลี่ยนแปลงชีวิต
เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงท่าทีภายใน ซึ่งทั้งหมดเริ่มต้นได้ด้วยการเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์ใบเดียว


ปล. หนังสือ ชีวิตมั่งคั่งด้วยกระเป๋าสตางค์ใบเดียว
เขียนโดย Junichiro Kameda (จุนอิชิโร คะเมะดะ)
สำนักพิมพ์ welearn

Sep 17, 2012

สูญเปล่า

วันนี้ออกกำลังกาย เผาทิ้งไปได้ราว 100 Kcal
อาบน้ำเสร็จ นั่งกินทูน่ากับผัก กินเสร็จ นึกขึ้นได้
หยิบกระป๋องทูน่ามาดู... 120 Kcal

พัง!!

สูญเปล่า คือ ความคิดแรกที่วิ่งเข้ามาในหัว
วิ่งเหนื่อยแทบตาย ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

เป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่า...

เราได้วิ่งออกกำลังกายจริงๆ
เสียเหงื่อจริงๆ
หัวใจเต้นแรงขึ้นจริงๆ
กล้ามเนื้อขยับตัวจริงๆ
.
.
.

หลายครั้ง เมื่อถึงที่สุดแล้ว
เราอาจจะพบกับความล้มเหลว ผิดหวัง
สิ่งที่เราทำลงไป ไม่ได้รับผลกลับมาดั่งที่เราตั้งใจ
หลายฅน บอกว่า เสียเวลา สูญเปล่า ไม่เกิดประโยชน์

และบ่อยครั้ง
ฅนที่พูดเหล่านั้น ก็ "กลัว" เกินกว่าจะลงมือทำ

Jonas E. Salk ค้นพบวัคซีนโรคโปลิโอ หลังจาก ผิดพลาด กว่าสองพันครั้ง
Thomas Edison ก็ค้นพบวัสดุที่เหมาะสมสำหรับทำไส้หลอดไฟฟ้า หลังจาก พบวัสดุที่ไม่เหมาะสมนับหมื่นชนิด

บางฅนอาจจะอ่านหนังสือเต็มที่แล้ว แต่สอบไม่ผ่าน
หรือบางฅนทำงานอย่างดีแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนงาน
หรือบางฅนคบกับคู่รักอยู่ดีๆ ก็ต้องร้างลากันไป

ไม่เคยมีสิ่งใด สูญเปล่า
ทุกสิ่งซึ่งเกิดขึ้นนั้น ล้วนมีประโยชน์และเป็นผลดีแก่ชีวิตของเราในที่สุด

ลองถามตัวเองว่า สิ่งที่ดูเหมือนแย่ซึ่งเกิดขึ้นกับเรานั้น ดีต่อเราอย่างไร

สำหรับผม...
แทนที่ จะมี 220 Kcal อยู่ในตัว ก็มีแค่ 120 เองนิ

Oct 6, 2009

บันไดหินสู่ความสำเร็จ

เพิ่งอ่านหนังสือ failing Forward (ล้มไปข้างหน้า) / John C. Maxwell จบเมื่อวาน

เป็นประสบการณ์การเดินทางผ่านหนังสือที่เป็นประโยชน์มากๆ อีกครั้งหนึ่งกับชีวิต
โดยเฉพาะทัศนคติเรื่อง ความล้มเหลว เปลี่ยนไปเยอะมากๆ

เมื่อก่อนชอบมองตัวเองว่าเป็น คนขี้แพ้ จะพยายามบอกตัวเองอย่างไร จะพยายามเชื่อขนาดไหน ในใจลึกๆ ก็ยังมีคำว่า คนขี้แพ้ ตีตราอยู่ ไม่ค่อยกล้าจะทำอะไร เพราะกลัวล้มเหลว ชอบโทษคนอื่น ไม่กล้ายอมรับว่าตัวเองทำผิด หาเหตุผลมาสนับสนุนสิ่งที่ตัวเองทำได้เสมอ สร้างความถูกต้องชอบธรรมให้กับตัวเองได้ตลอด เป็นข้อยกเว้นจากกฎเกณฑ์ทั่วไป ที่อดทำให้ตัวเองรู้สึกเป็นคนพิเศษไม่ได้ ทั้งที่ความจริง ผมก็เป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง

ดูเหมือนสวรรค์จะเป็นใจ ระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้ เหตุการณ์รอบๆตัวกลายเป็นบททดสอบในชีวิตจริงชั้นเยี่ยม ผมต้องเลือกว่าจะให้สิ่งที่อ่านมานำมาซึ่งความรู้ที่เพิ่มขึ้น หรือจะเรียนรู้และลงมือทำมันจริงๆ

มันไม่ง่ายเลย แต่ผมก็เริ่มจากเล็กๆ น้อยๆ พอเห็นผลดีมากขึ้น ก็เริ่มกล้าทำสิ่งที่ยากขึ้นเรื่อยๆ

ความผิดพลาด มันก็คือความผิดพลาด มันเกิดขึ้นตรงนั้น แล้วมันก็อยู่ตรงนั้น เเต่ชีวิตคนเราจะก้าวหน้าต่อไป หรือจะจมติดอยู่กับมัน เราเลือกได้
ความผิดพลาดมันอาจจะเกิดขึ้น ต่อเนื่อง บ่อยๆ แต่ไม่ได้แปลว่า ชีวิตที่เหลืออยู่ของเราทั้งหมดจะัต้องอยู่กับมันไปตลอด คนเราเปลี่ยนแปลงได้ การเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ก็เปลี่ยนผลปลายทางไปได้มาก

ณ ตอนนี้ ดูเหมือนสถานการณ์จะยากลำบากขึ้น แต่ผมกลับรู้สึกมีสันติสุขมากขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ผมรู้ว่า ผมกลับใจใหม่มาเลือกทางที่ถูกต้อง ผมยินดีรับผลจากความผิดพลาดของผม ขณะเดียวกัน ผมก็คาดหวังพระคุณและการช่วยเหลือ ที่สำคัญผมรู้ว่า ตอนนี้ผมหันหน้าอยู่ในทางที่ถูกต้องแล้ว เพียงแต่พากเพียรเดินหน้าต่อไป ไม่ล้มเลิก ผมจะได้รับบำเหน็จรางวัลที่มีคุณค่า คุ้มค่ากับเดินทาง ทีละก้าวย่างบนบันไดหินที่ชื่อว่า "ความผิดพลาด"

ป.ล. ตอนที่อ่านหนังสือจบ
สรุปคำออกมาได้ 5 คำ แล้วก็ถามตัวเองว่า มันพอไหมสำหรับการเดินทางสู่ความสำเร็จ
ตลกดี คำเหล่านี้ยืนยันด้วยตัวมันเองว่า พอดิ!!

Positive attitude: ทุกสรรพสิ่ง ชีวิตนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ทัศนคติ ล้วนๆ
Obvious goal: มีเป้าหมายที่ชัดเจน ยอมรับรู้ ความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง
Realistic planning: วางแผนที่เป็นไปได้จริง
Do it now: ลงมือทันที
Improve continually: ปรับปรุงต่อเนื่อง ไม่ล้มเลิกง่ายๆ

POR-DI !!