Showing posts with label truth. Show all posts
Showing posts with label truth. Show all posts

Apr 1, 2016

วันนี้ใครโกหกสำเร็จแล้วบ้าง

เมื่อเช้าน้องในทีมเดินมาบอกหน้าเศร้าๆ ว่า 
"พี่ ผมจะลาออกสิ้นเดือนนี้นะ ผมได้งานที่ใหม่แล้ว”
ช้อกสิครับ
กำลังอึ้งๆ อยู่ อีน้องก็หัวเราะร่า “ April fool day ครับพี่”
ฮึ่มมม มันน่านัก

ดูเหมือนจะเป็นธรรมเนียมไปซะแล้ว
ทุกวันที่ 1 เมษา เราต้องหาเรื่องปั้นน้ำเป็นตัวมาหลอกคนรอบข้าง
สร้างความสนุกสนาน ตลกขบขัน แม้บางเรื่องจะขำไม่ออกก็เหอะ
ผมยังคิดว่า น่าจะมีคนนั่งคิดมุกและเตรียมการเพื่อวันนี้หลายคนอยู่นะ

ผมมีเพื่อนคนนึงที่ขอคบแฟนสาวในวันนี้
โดยให้เหตุผลว่า ถ้าไม่เวิร์ค ก็เอพริลฟูลแก้เขินไป
ถ้าเวิร์คก็เดินหน้าต่อ...

ผมคิดว่า ปกติคนเรา ไม่มีใครอยากผิดหวัง หรือชอบความล้มเหลว
เราทุกคนต่างต้องการความสำเร็จ เพราะมันเป็น need ลึกๆ ในใจของเรา
มันเป็นความรู้สึก...
ความรู้สึก ฉ่ำ หัวใจ
> > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > >

ถ้านึกย้อนไปครั้งเราเป็นเด็ก เราทุกคนต่างก็มีความฝันกันทั้งนั้นแหล่ะ จริงมั้ย
เราอยากเป็นอย่างนั้น อยากทำอย่างนี้ อยากลองนั่น อยากดูนี่
แล้วเราก็จะเริ่มเจอกำแพงและการชักนำให้เฉไฉ ด้วยสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา
เช่น ทำนี่ไม่ได้นะ ไม่มีใครทำกันนะ ทำไม่ได้หรอก
ถูกดุว่า แค่นี้ก็ทำไม่ได้
หรือแม้แต่คำถามพื้นๆ ที่เฉไฉเราออกจากเป้าหมายที่ตื่นเต้นให้มากังวลที่วิธีการ
อย่างเช่น โตขึ้นอยากทำอะไร

เราถูกหล่อหลอมให้กลัวจินตนาการของเราเอง โดยที่เราไม่รู้ตัว
พวกเราหลายคนก็เลยเติบโตขึ้นมาพร้อมกับโปรแกรมการปกป้องตัวเอง
ไม่ต้องแปลกใจที่เราจะรู้สึกไม่กล้าล้มเหลว กลัวการผิดหวัง เช่นเพื่อนผมคนนั้น
> > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > 

เคยถามตัวเองบ้างไหม คำถามง่ายๆ ที่ตอบแค่ใช่หรือไม่ใช่

ชีวิตตอนนี้ เป็นชีวิตที่เราต้องการ หรืออยู่บนเส้นทางที่เราต้องการใช่ไหม
เรากำลังทำงานที่เราสนุกไปกับมันอยู่ใช่ไหม
เป็นงานที่สร้างคุณค่าจนทำให้เราอิ่มใจใช่ไหม
...หรือแค่เพื่อให้มีเงินเท่านั้น

เราได้อยู่กับคนที่เรารัก ได้ใช้เวลากับเขาอย่างที่เขาต้องการใช่ไหม
...หรือเราจำเป็นต้องขอให้เขาเข้าใจ

เราได้นอนเต็มอิ่มทุกคืน กินข้าวเช้าทุกวัน ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอใช่ไหม
...หรือเพียงแต่ใช้เครื่องสำอางปกปิดริ้วรอย กินหมูปิ้งข้าวเหนียวรองท้องให้พอหายหิวแค่นั้น

เราจำความฝันวัยเด็กเราได้ไหม
ความฝันที่ทำให้หัวใจเราเต้นรัว สูบฉีดเลือดให้ตื่นตัวไปทั่วร่าง
เราลืมมันมานานเท่าไหร่แล้ว

ผมรู้ว่าเราทุกคนต่างมีเหตุผลที่จะปฏิเสธการตอบคำถามข้างต้น
คำถามง่ายๆ ที่ทำให้เราไม่สบายใจ
ผมเองก็เคยหลีกเลี่ยงที่จะตอบตัวเอง จนวันที่ต้องไปนอนในอุโมงค์ให้หมอทำ MRI

คำตอบมันไม่มีผิดหรือถูก
เพราะไม่ว่าเราจะตอบอย่างไร เราก็ตอบถูกเสมอ

ขอแค่ระวังกันนิดนึงละกัน
เพราะถ้าเราตอกย้ำตัวเองด้วยความคิดอะไรบ่อยๆ สม่ำเสมอและนานพอ
เราจะยอมรับความคิดเรื่องนั้น จนกลายเป็น เรื่องจริง สำหรับเรา

หลอกใครก็หลอกได้ แต่ต้องระวังที่จะหลอกตัวเอง
ไม่มีใครชอบความล้มเหลว แต่เราควรจะกล้าล้มเหลว...
หรือจะหัดล้มดูบ้างก็ได้นะ

ความฝันไม่เคยทำให้ใครตาย
แต่คนไม่มีฝัน คือ คนตายที่รอเวลาเอาไปฝัง 


> > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > > >
ถ้าเราไปหลอกใครวันนี้ เวลาเฉลย ก็แค่บอกเขาว่า April fool นะ
คนนั้นก็จะรู้ความจริง

แต่สำหรับชีวิตจริง เราไม่จำเป็นต้องบอกใคร แค่ยอมรับเสียงของหัวใจตัวเอง
นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะทำให้เราโกหกตัวเองไม่สำเร็จแล้วล่ะ


"ไม่ว่าคุณจะคิดว่าคุณทำได้หรือไม่ คุณก็คิดถูกเสมอ" / เฮนรี่ ฟอร์ด

Oct 25, 2010

Projection and Reality

ผมไม่แน่ใจว่า นอกจากมนุษย์แล้ว ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกหรือไม่ ในโลกนี้ ที่มีความสามารถในการคิด...
สามารถคิดได้อย่างซับซ้อน ที่จริงจะเรียกว่า เล่นกับความคิดก็คงไม่ผิดนัก

ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา คำห้ามหนึ่งที่ผมมักได้ยินอยู่บ่อยๆ คือ อย่าให้เราเล่นกับความคิด
เพราะเราจะถูกหลอกความคิด
(ในบางเวลา ผู้พูดถึงกับกล่าวอ้างเพิ่มเติมว่า หากเขายังถูกหลอกความคิดได้
ตาดำๆอย่างเรา ย่อมต้องถูกหลอกความคิดแน่นอน... ครับ เขาพูดถูก)

นอกจากคำห้ามดังกล่าวแล้ว คำห่วงใยคำโตอีกคำหนึ่ง คือ ผมมีปัญหาทางความคิด
ไม่รู้สินะ ผมอาจจะมีปัญหาจริงๆ ก็ได้ หรือเพียงเพราะผมคิดต่างจากกลุ่มคนที่ผมอยู่ด้วยในเวลานั้น
วิธีคิดที่ผมใช้จึงกลายเป็นปัญหาไป
แต่ในตอนนี้เมื่อผมมองย้อนกลับไป ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า
วิธีคิดแบบไหนกันแน่ที่เป็น อุปสรรค ต่อการใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ปกติ

เพราะมนุษย์มีความสามารถในการคิด เราจึงสามารถแยกแยะได้ว่า
อะไร คือ ความจริง ข้อเท็จจริง หรือ ความคิดเห็น
เราจึงสามารถเรียนรู้ได้ ไม่ใช่เพียงแค่รู้เยอะ สามารถใช้เหตุผล จินตนาการ ร่วมกับความรู้สึกได้
และสามารถเลือกได้ ว่าเราต้องการเห็นโลกแบบไหน
หรือจะพูดให้ง่ายขึ้น ก็คือ เรามองเห็นโลกนี้และ ยอมรับความจริงได้ เท่าที่เราเป็น

มนุษย์เรามีศักยภาพทางความคิดมากพอที่จะควบคุมจิตใต้สำนึก
แต่บ่อยครั้ง หลายคนกลับถูกควบคุมจากจิตใต้สำนึกของตัวเอง
มันมีผลต่อทัศนคติ โลกทัศน์ ความรู้สึก และพฤติกรรมถาวร (สันดาน) ของเรา
ซึ่งนั่นก็จะมีผลต่อการตัดสินใจและวิถีชีวิตของเรา รวมถึงการใช้เหตุผลและการแสดงออกของเราด้วย
คนพวกนี้ส่วนมากเป็นคนจริงใจ ที่มักทำผิดโดยสุจริตใจ

ณ ที่ลึกแห่งจิตใจภายใน ทุกสิ่งอย่างของชีวิตแต่ละคนเริ่มต้นที่นี่ ทั้งที่เรารู้ตัว และเราไม่รู้ตัว
อะไรก็ตามที่ถูกปลูกขึ้นที่นี่ จะเจริญและออกดอกผลอยู่ภายนอกให้ตัวเราเองและคนอื่นเห็นได้

ในน้ำคนเห็นหน้าคนฉันใด ความคิดจิตใจของคนก็ส่อคนฉันนั้น

บางคนกลัวบางอย่างโดยไม่มีเหตุผล บางคนเกลียดบางอย่างโดยไร้สาเหตุ
หรือบางคนไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมถึงชื่นชอบบางสิ่ง
มีบางสิ่งถูกปลูกเอาไว้ในเราแต่ละคนแน่ บางคนก็รู้ตัวและตั้งใจปลูก บางคนก็ไม่ใส่ใจว่าตัวเองปลูกอะไร
และหลายคนถูกยัดเยียดโดยไม่รู้ตัว

อะไรก็ตามที่อยู่ที่นี่ จะกลายเป็น เรื่องจริง ของคนๆนั้นไป
และเขาจะเห็นโลกนี้ ผ่านแว่นสายตาที่เขาไม่รู้ตัวว่าสวมอยู่
ทำให้เขาเห็นสิ่งต่างๆ ที่บิดเบือน
บางคนเรียกคนพวกนี้ว่า คนบ้า หรือคนไม่ยอมรับความจริง
แต่จากมุมมองของเขา เขามองไม่เห็น ความจริงอื่นอีกแล้ว นอกจากความจริงที่เขาเชื่อและยึดถืออยู่

ผมคิดว่า คนยุคนี้ หลายคนคุยกันไม่รู้เรื่อง
ก็เพราะต่างฝ่ายต่างคิดว่า ฉันถูก ฉันอยู่ฝ่ายความจริง และเธอ (คุณ เอ็ง มึง) อยู่คนละฝั่งกับฉัน
จนมีบางคนหวังดีประนีประนอมให้ว่า ก็จริงทั้งคู่นั่นแหล่ะ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองอย่างไร!!

ความจริงแท้ นั้นมีอยู่แล้ว และมีเพียงหนึ่งเดียว แต่เราจะยอมรับหรือเปล่า
หนทางเดียวในการอยู่ในความจริง คือ การยอมรับความจริง ไม่ใช่สร้างความจริง
สิ่งที่น่าเจ็บปวด คือ หลายคนถูกหลอกว่าอะไรคือ ความจริง
ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับตัวเขาเอง ด้วยประสบการณ์ ด้วยความรู้สึก ด้วยความรู้

เราจำเป็นต้องรักความจริง

จิตใจของคนเรานั้นซับซ้อน ยิ่งสิ่งรอบตัวเราสับสนอลม่านมากเท่าไหร่
หัวใจเราก็มีโอกาสยุ่งเหยิงได้มากเท่านั้น หากเราไม่ดูแลวนอุทยานแห่จิตใจของเราให้ดี

และยิ่งหัวใจเราสับสน เราก็จะยิ่งถูกหลอกได้ง่าย
และยิ่งเราถูกหลอกง่ายเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งหันหลังให้ความจริงมากเท่านั้น
แม้ความจริงจะอยู่ใกล้เราแค่คืบก็ตาม

ความประสงค์ในใจของคนเหมือนน้ำลึก แต่คนที่มีความเข้าใจจะสามารถโพงมันออกมาได้ พระธรรมสุภาษิต 20:5

Sep 27, 2009

โลกมายา

ในบทละครเรื่อง As you like it ของ วิลเลียม เช็คสเปียร์ (William Shakespeare) แต่งเอาไว้ว่า
All the world's a stage,
And all the man and women merely players;
They have their exits and their entrances;
And one man in his time plays many parts,

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแปลบทละครของวิลเลียม เช็คสเปียร์ ไว้เป็นภาคภาษาไทยชื่อ ตามใจท่าน ลครเริงรมย์ ความว่า
“ทั้งโลกเปรียบเหมือนโรงละครใหญ่
ชายหญิงไซร้เปรียบตัวละครนั่น
ต่างมียามเข้าออกอยู่เหมือนกัน
คนหนึ่งนั้นย่อมเล่นตัวนานา”

เมื่อสัก 10 ปีที่ผ่านมา ก็มีหนังเรื่อง true man shows ที่ถ่ายทำชีวิตจริงของคนๆหนึ่งตั้งแต่เด็กยันโต ไม่รู้ว่า เป็นที่มาของรายการแบบ reality shows ยอดฮิต ในปัจจุบันหรือเปล่า

เกริ่นมาตั้งนาน แค่กำลังคิดว่า มายาคติ นี่สงผลร้ายต่อชีวิตคนเราเยอะนะ โดยเฉพาะกับเรื่อง การรู้จักตนเอง
แล้ว การรู้จักตัวเอง อย่างผิดๆนี่แหล่ะ ที่นำมาซึ่งความฉิบหายทั้งต่อตัวเอง คนรอบข้าง จนถึงขั้นเสียบ้านเสียเมือง ก็เคยมีตัวอย่างให้เห็นกันมาแล้ว (และอาจจะมีให้เห็นอีก ในไม่ช้า)

เมื่อวันก่อนนั่งดูหนังเรื่อง Bolt แล้วก็คิดถึงชีวิตของตัวเอง คิดถึงเพื่อนๆ บางคน พวกเราหลายคนเติบโตมาในโลกเสมือนจริง มันจริงแต่มันก็ไม่จริง มันจริงเพราะโลกนี้มันจริงอยู่แล้ว แต่มันไม่จริง เพราะเราเองต่างหาก ที่ไม่ยอมรับความจริงบางเรื่อง ของตัวเราเอง

หนักๆเข้า หลายคน รวมถึงตัวผมเองด้วยในสมัยก่อน ก็สร้างขอบเขตโลกของตัวเองขึ้นมา ในโลกจริงใบนี้ แน่นอนว่าในโลกของเรานี้ เหตุผลของตัวเราคือสัจธรรม มันถูกต้องเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น หากเราทำให้มีคนศรัทธาในสัจธรรมของเราได้ โลกใบเล็กของเราก็จะมีคนมาร่วมใช้ชีวิตอยู่ด้วยมากขึ้น

แต่เมื่อวันหนึ่งที่เราก้าวออกมาจากโลกใบเล็กของเรา ความจริงที่เรายึดถือมาตลอดจะถูกทดสอบทันที สิ่งที่เราเคยทำได้ อยู่ๆก็ทำไม่ได้ ราวกับว่าความพินาศจะมาเยือนเราเร็วเกินไป ความมั่นอกมั่นใจของเราไม่ได้นำพาสิ่งใดมาให้เลย นอกจากการประเมินเกินความจริงและความหายนะซึ่งไม่เพียงต่อตัวเอง แต่กับคนรอบข้างด้วย ที่คิดว่าเราเป็นตัวจริงอย่างที่เราบอกใครต่อใครด้วยความจริงใจ (เพราะเราเข้าใจตัวเองอย่างนั้นจริงๆ)

เป็นเรื่องปกติที่เราจะยืนกรานในสิ่งที่เชื่อ ซึ่งหากไม่มาถึงจุดวิกฤตของชีวิต และไม่มีเพื่อนหรือคนคอยชี้แนะ คงไม่ง่ายที่เราจะมาถึงจุดแห่งการยอมรับความจริงว่าเป็นอย่างไร

ความจริงก็คือ เราเป็นคนธรรมดา เป็นคนปกติ เราทำผิดพลาดหลายเรื่อง อีกเยอะที่ยังไม่รู้ อีกมากที่ยังไม่เข้าใจ อีกไม่รู้เท่าไหร่ที่ทำไม่เป็น เรื่องดีๆก็มีมาก แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราจะถูกไปทั้งหมด

ผมดูหนังเรื่องนี้แล้วผมดีใจ ผมขอบคุณพระเจ้ามากที่วันนี้ พระเจ้านำผมมาถึงจุดที่ ผมเลือดออกเป็น มาถึงจุดที่ผมรู้ว่าผมหิว ที่สำคัญ ผมมีคนคอยสอนผมว่า การใช้ชีวิตปกติของมนุษย์ นั้นเป็นอย่างไร... มนุษย์เราจะมีชีวิตที่ปกติไม่ได้เลย หากเราไม่รู้จักกับพระเยซู

...มิตรภาพจะตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงใจได้อย่างไร หากความจริงใจนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานความไม่จริง

ความกล้าหาญ หรือการเป็น Hero ไม่ได้เกิดจากการคิดว่าเราเป็นอย่างไร ไม่ได้เกิดจากการมองว่าตัวเราเองสำคัญ แต่เกิดจากการยอมรับว่าเราเป็นอย่างไร ในสถานการณ์นั้นๆ เราทำอะไรได้ และเราเลือกจะทำอย่างไร เพื่อคนอื่น

สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ความเชื่อของแต่ละคนต่อมุมมองเรื่องความจริงเป็นเรื่องอัตวิสัย ที่เราต้องเคารพและให้เกียรติ ความจริงที่เขาเผชิญ หลายครั้งหลายเรื่อง มันเจ็บปวดเสียจนต้องสร้างเกราะขึ้นมาห่อหุ้มปกป้องตัวเอง

แต่กับคนที่รู้จักพระเจ้า คนที่ยืดอกบอกใครต่อใครว่ารู้จักพระเจ้า บ่อยครั้งกลับหลบซ่อนอยู่ในเปลือกหนาๆ ที่เขียนป้ายติดไว้ให้ตัวเองและคนอื่นอ่านทุกค่ำเช้าว่า "ตัดสินใจ" "ตามความจริง" "เพื่อพระเจ้า" (ผมไม่ได้บอกว่า ทุกคนจะเป็นอย่างนี้นะครับ) ถ้าไปอ่านพระคัมภีร์ ก็จะเห็นว่า พระเยซูก็ตำหนิคนที่ทำอย่างนี้

ผมเชื่อว่า การยอมรับข้อจำกัดของผมในวันนี้ จะส่งผลให้ผมสามารถ ทำ หรือ ใช้ ความสามารถที่ผมมีได้อย่างดีในโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่แค่พอถูไถไปที หรือเพ้อฝันเก่งอยู่แต่ในโลกมายาเหมือนที่ผ่านๆมา...

ที่สำคัญ แม้เราจะมีปัญหาชีวิตเหมือนๆกัน ลำบากบ้างอะไรบ้าง แต่เป็น a man ในโลกของความจริง มีความสุขกว่าเป็น Super man ในโลกมายาเยอะครับ

it's my real super bark "Bow-wow!"

http://www.youtube.com/watch?v=8xDgw5ROfeM

Jul 23, 2009

(ไม่) หนี... (แต่ขอทำ)ตามกาลิเลโอ

เมื่อวาน ไปดูหนัง "หนีตามกาลิเลโอ" รอบพิเศษกับทางคณะนิเทศ จุฬาฯ...
ไม่ได้จะมา review หนัง ไม่ได้จะมาเชียร์ แต่อยากให้ดู หนังไทยดีๆ ไม่มีฉากหวือหวาให้สยิวกิ้วอารมณ์ หรือทำได้เพียงเรียกเสียงหัวเราะแต่ไม่เพิ่มรอยหยักให้สมอง เหมือนหนังบางเรื่องที่เพิ่งจะจัดงานฉลองไปไม่กี่วันนี้

เป็นหนังที่โคตรจริง มีความเป็นคนอยู่เต็มเปี่ยมในหนังเรื่องนี้...

เป็นเรื่องปกติ ที่ใครๆก็อยากฟังความจริง แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาอีกเช่นกัน ที่เราจะไม่อยากยอมรับมันหากว่ามันไม่ตรงกับสิ่งที่เราอยากได้ยิน บ่อยครั้ง เราเลือกปฏิเสธที่จะยอมรับความจริง ด้วยการมีเหตุผล ด้วยข้ออ้าง ด้วยการหลอกลวง ด้วยการบอกว่าคนพูดไม่น่าเชื่อถือ ด้วยประสบการณ์ของเราเอง หรือแม้แต่ด้วยการหนี

หนีไปจากคำจริงเหล่านั้น หนีไปจากคนพูด หนีไปจากสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย หนีไปจากโลกด้วยการฆ่าัตัวตาย หรือแม้แต่หนีไปจากตัวเองด้วยการมีโลกส่วนตัว แต่ความจริงก็คือความจริง ไม่มีใครหนีพ้น มันเป็นกฎสากลเหมือนกฎแรงโน้มถ่วงของโลกนี้

ณ หอเอนแห่งเมืองปิซ่า บ้านเกิดของนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ตัวพ่อชื่อ กาลิเลโอ เขาทดลองทิ้งวัตถุชนิดเดียวกัน 2 ชิ้น ซึ่งมีขนาด (น้ำหนัก) ไม่เท่ากัน จากความสูงเดียวกัน พร้อมๆกัน เพื่อพิสูจน์ว่า ทฤษฎีของเขาถูกต้อง หากวัตถุทั้งสองชิ้นตกถึงพื้นพร้อมกัน... แน่นอนว่า ทฤษฎีของเขาถูกต้อง แต่ขัดแย้งกับแนวคิดของศาสนจักร ซึ่งทำให้เขา ถูกหมายหัวว่าเป็นพวก "ขบถ" ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดนับแต่นั้นมา

และอีกครั้งที่เขาสร้างความขัดแย้งกับศาสนจักร เมื่อประกาศสนับสนุนแนวคิดว่า โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล แต่เป็นดวงอาทิตย์ต่างหาก คำประกาศของเขาหักล้างความเชื่อที่ ศาสนจักร เพียรพยายามส่งเสริมชนทั้งหลายให้เชื่อว่า จักรวาลนี้มีโลกเป็นศูนย์กลาง ลงอย่างสิ้นเชิง

และนั่นจึงนำภัยมาสู่ตัวเขา ศาสนจักรเห็นเขาเป็นตัวอันตรายที่ต้องจัดการในทันที เขาถูกสั่งขัง สูญเสียอิสรภาพทางกาย และต้องมีชีวิตลำบากเป็นอย่างมากตลอดชั่วชีวิตของเขา

บางคนเลือกที่จะหนีความจริงว่าตัวเองผิด ด้วยการโทษความห่วยแตกของสังคมคนรอบข้าง โยนขี้ให้คนอื่น และ (หนี) ไปจากสังคมนั้น
บางคนเลือกจะหนีความบกพร่อง/ความอ่อนแอของตัวเอง ด้วยการ เปลี่ยน สภาพแวดล้อมที่ตัวเองอยู่เสียใหม่

แต่โลกนี้มักเต็มไปด้วยเรื่องตลกร้ายกาจที่คาดไม่ถึง บทเรียนแห่งชีวิตที่เราสอบไม่ผ่าน จะวนกลับมาหาเราเสมอ ไม่ว่าเราจะ หนี ไปที่ไหน หรือ ด้วยรูปแบบใด เพื่อช่วยเราให้ไปถึงยังปลายทางแห่งการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆได้ แม้จะด้วยราคาและรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป

ไม่ว่าเราจะเลือกยืนหยัดต่อความจริงเหมือนกาลิเลโอ หรือโอนอ่่อนนั่งทำใจอยู่ไปวันๆ เป็นดั่งคนตายที่รอเพียงเวลาหมดลมหายใจ ความจริง ก็คือ เราไม่ใช่ศูนย์กลางของโลกใบนี้ ทุกความล้มเหลว ทุกความผิดพลาด เรามีส่วนร่วมรับผิดชอบไม่มากก็น้อย เราไม่สามารถปัดความรับผิดชอบของผลที่เกิดขึ้นได้ ไม่มีใครทำอะไรเราได้ ถ้าเราไม่ทำตั้งแต่แรก

หากเราไม่กล้ายอมรับความจริง สิ่งที่เรารู้สึกจริงๆ สิ่งที่เราเชื่อจริงๆ หรือแม้แต่ความผิดที่เราทำไว้จริงๆ เราก็จะไม่เปลี่ยนแปลงจริงๆสักที ต่อให้เปลี่ยนสิ่งนอกตัวไปเท่าไหร่ เราก็จะยังไม่เข้าใจ บางทีอาจต้องใช้เวลานานนับร้อยปีเหมือนที่กว่าคนจะยอมรับว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล เราจึงจะเข้าใจว่า เราเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลกกว้างๆใบนี้ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้นอกจากเปลี่ยนตัวเองก่อน และเราจะไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งมนุษยโลกได้เลย หากไม่กล้ายืนหยัดต่อความจริงที่เราพบ เชื่อ และรับไว้

ใครจะหนีตามกาลิเลโอ ยกมือขึ้น !!!

Jun 17, 2009

นักปรัชญา#4: สัจจชน (People of Truth)

Philosophy ( φιλοσοφία, philosophía ) แปลว่า รักในความรู้ (love of wisdom)
phileo แปลว่า รัก
sophia แปลว่า ความรู้

ปรัชญา อาจเป็นเรื่องที่ใครหลายคนร้องยี้เมื่อได้ยิน และจินตนาการไปไกลถึงใครบางคนในมโนทัศน์ที่ใกล้เคียงกับคำว่า คนบ้า

หลายคนเมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางของการแสวงหาความจริง หลงติดอยู่ในเส้นทางวังวนที่ไปไม่ถึง และหาทางกลับไม่เจอ

โดยสรุป เส้นทางของนักปรัชญา คือ การแสวงหาเส้นทางแห่งความจริง สัจจะนิรันดร์ หรือความจริงสากล (Truth) ตามแต่ใครจะเรียกกัน
ทุกเรื่อง ทุกสิ่งมีความจริงแท้เสมอ มิใช่เพียงสิ่งที่เห็นว่าจริง (Fact)
แต่พึงตระหนักระลึกตัวเองไว้เสมอว่า เราเป็นมนุษย์ บางเรื่องบางอย่าง เพียง fact ก็เพียงพอแล้วกับการ "เริ่มต้น" ดำเนินชีวิตอย่างมีความหมายบนโลกนี้

จงเรียนรู้ที่จะถาม ถามในสิ่งที่ตัวไม่รู้ แม้คำถามนั้นดูโง่
จงเรียนรู้ที่จะหาคำตอบ การเร่งรีบสรุปความ อาจปิดบังคำตอบที่ซ่อนอยู่ใต้จมูกของเรา
จงเรียนรู้ที่จะกล้าหาญ กล้าหาญที่จะชี้ให้คนเห็นถึง "ความน่าสะพรึงกลัว" หากเราเชื่อว่าจริง
จงเรียนรู้ที่จะซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์กับการใช้เหตุผลด้วย"หัว" และใช้ความรู้สึกด้วย"ใจ"ของตัวเราเอง

การรู้ความจริงจริงๆแม้เพียงเรื่องเล็กๆเรื่องเดียวและทำตามนั้น จะเปิดประตูนำพาจิตวิญญาณของเราก้าวสู่พรมแดนแห่งความจริง
อย่าไปกลัวที่จะแสวงหาความจริงครับ คนไม่ได้ บ้า เพราะ การแสวงหาความจริง
แต่คนเสียตัวตนของเขาไป เพราะไม่สามารถยอมรับกับความจริงนั้นได้
การทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าจริง จึงเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับนักปรัชญาหน้าใหม่

ที่ต้องบอกว่า ค่อนข้างปลอดภัย เพราะบางคนไม่อาจทำใจให้ยอมรับได้ เมื่อพบว่า สิ่งที่ตนเชื่อมาตั้งนานนั้นไม่จริง

ผมเชื่อว่า ความรู้ เป็นเส้นทางที่ดีในการเปิดเผยสำแดง สัจธรรม ให้แก่มนุษย์
แต่อย่าเพียง "รักที่จะรู้" เท่านั้น จง "รักที่จะรัก" ด้วย
เพราะความรู้มักทำให้คนผยองขึ้น แต่ความรักต่างหากที่ทำให้มนุษย์อย่างเราๆและทุกสิ่งอย่าง "ครบถ้วน" ครับ