Showing posts with label real. Show all posts
Showing posts with label real. Show all posts

Mar 23, 2012

น้ำพริกแกงส้มพร้อมปรุง (Instant Sour Curry)

วันนี้อยากกินแกงส้มตอนเกือบหกโมงเย็น
จะไปซื้อน้ำพริกแกงส้มที่ร้านค้าชุมชน
ก็ไม่ทันเสียแล้ว
เรื่องตำเองยิ่งไม่ต้องพูดถึง

พอดีหันไปเห็น
ผงน้ำพริกแกงส้มสำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่ง
พ่อซื้อมาวางไว้ได้เกือบสัปดาห์แล้ว
เสร็จโก๋ ฮี่ฮี่

หลังจากเดินไปเก็บผักหลังบ้าน
เตรียมกุ้ง ละลายส้มมะขาม
ทุกอย่างก็พร้อมสำหรับปรุงน้ำแกง

น้ำเดือดปุ้บ ใส่ผงแกงส้มปั้บ
ตามที่ข้างซองแนะนำไว้
รอเดือดแป้บนึง
ตักขึ้นมาชิม...
โอ้ว ไม่กอด!!!
รสชาติยังกะน้ำต้มมาม่า!!!

เข้าใจว่า
หลายฅนคงคุ้นเคยกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหลายยี่ห้อดี
ผมไม่แน่ใจว่า ถ้ากินวันละรส
หนึ่งเดือนจะกินครบทุกเจ้า ทุกรสหรือเปล่านะ

แต่ช่างเถอะ จะบอกแค่ว่า
พวกนี้ก็กึ่งสำเร็จรูปเหมือนกัน ถูก ง่าย ไว
แต่ถ้าเราลองได้กิน บะหมี่ต้นตำรับจริงๆ แล้ว
รสชาติผิดกันลิบลับ
ถ้าให้เลือกได้
ก็คงไม่กินบะหมี่กึ่งสำเร็จอีกเป็นแน่แท้

ปกติแล้ว ที่บ้านผมใช้น้ำพริกแกงสดๆ
ตำขายกันทุกสัปดาห์
เนื้อเงี้ยเนียน กลิ่นก็หอม มีสีแดงระเรื่อ...
มั่นใจได้ว่า กำลังพูดถึงน้ำพริกแกง (ฮา)

ที่สำคัญ คือ เมื่อเอามาปรุง
รสชาติอร่อยเหาะ
แทบไม่ต้องแก้
หรือต้องปรุงเพิ่มกันเลย

ยุคสมัยนี้
อะไรๆ ก็เน้นง่าย เร็ว สะดวก เข้าว่า
มองมุมหนึ่ง ผมก็เข้าใจนะ
ยิ่งสินค้าบางตัว เช่น เครื่องเรือน
คงไม่มีใครมานั่งเลื่อยไม้พะยูงต่อเตียงเอง
เหมือนที่พ่อของผมเคยทำในสมัยก่อน
แค่ซื้อจากไอ้เกี้ยมาต่อจนสำเร็จได้เองเนี่ย
ก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว

แต่อีกมุมหนึ่ง ความเร็ว สะดวก ง่าย
ก็ต้องแลกด้วย คุณค่าที่แท้จริง ซึ่งสูญเสียไป

ยิ่งยุคสมัยนี้ หลายฅนมุ่งเน้นที่
ผลลัพธ์ หรือ ผลผลิต
มากกว่าการให้ความสำคัญกับ
กระบวนการ หรือ วิธีการ

ทั้งที่หลายเรื่อง คุณค่า เกิดจาก กระบวนการ

เราจึงมักพบเห็นผู้ประสบความสำเร็จทั้งหลาย
มักเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีด้วย
เพราะเขาสามารถส่งต่อ คุณค่า ที่เขาได้รับมา
ให้แก่เราได้

ลองนึกดู
เราจะเห็นวิธีคิดที่มุ่งเน้นผลลัพธ์แบบสำเร็จรูป
ใน(แทบจะ)ทุกวงการ
จะซื้อหุ้นตัวไหนดี ตัวนี้จะวิ่งไหมพี่...
ทำงานง่าย ได้เงินเร็ว แค่คลิ้ก...
เรียนกับเราดีกว่า จบง่าย จบเร็ว...
เป็นแฟนกันเมื่อวาน เมื่อเช้าทะเลาะกัน
คืนนี้เลิก เปลี่ยนฅนใหม่ดีกว่า...

เราเห็นฅนอื่นมีผลลัพธ์ที่ดี เราก็อยากมีผลลัพธ์ที่ดีบ้าง
ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ไม่มีความสำเร็จใดที่ไม่แลกมาด้วยความลำบากและความทุ่มเท

น้ำพริกแกงส้ม อาจเป็นเรื่องเล็กๆ หนึ่ง
ที่กินคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าก็ออกจากชีวิตเราไปแล้ว
แต่ยังมีเรื่องเล็กๆ อีกมากมายที่สำคัญในชีวิตเรา
และเชื่อไหมว่า
การสะสมคุณค่าที่แท้จริงทีละเล็กละน้อยเหล่านี้ไว้
ทำให้เรา รู้สึก ถึงคุณค่าของตัวเองและผู้อื่น
รวมทั้งคุณค่าของสิ่งรอบข้างได้อย่างง่ายง่าย
.
.
.

สุดท้าย ผมก็ปรุงน้ำพริกแกงส้มให้อร่อยจนได้
(ยืนยันด้วยปริมาณการกินของแม่)
แม่บอกว่า
เจ๊ข้างบ้านนี่ตำน้ำพริกอร่อยเหมือนเดิมเลยนะ

เมื่อเรารู้จัก รสชาติที่แท้จริงของชีวิตแล้ว
อะไรก็ดูง่าย ทำได้ แก้ไขได้ไปซะหมด
แต่กว่าจะเชี่ยวชาญชำนาญอย่างนั้นได้
ก็อย่าลืมว่า
เส้นทางที่ง่าย สบาย สะดวก และไม่ต้องจ่าย
ไม่ใช่เส้นทางที่จะพาเราไปถึงปลายทางนั้น

ลองมองดูเส้นทางที่เรากำลังเดินอยู่
และ
ขอให้น้ำแกงของคุณทุกเรื่อง
อร่อยเหาะนะครับ



ขนมหวาน:
จะทำแกงส้มให้อร่อย ไม่ควรใส่น้ำมาก
อย่าลืมว่ามีน้ำส้มมะขามด้วย
เอาแค่พอน้ำแกงท่วมผัก
กุ้งและปลาก็พอครับ
ถ้าใส่พวกผักดองจะต้องลดความเปรี้ยวลงด้วย
นอกจากนี้ พวกผักในแกงส้ม
เมื่อสุกแล้วจะเก็บรสเปรี้ยว เค็ม หวาน ไว้ในเนื้อผัก
เพราะฉะนั้นเวลาปรุงน้ำแกงส้มจะต้องมีรสจัดเพิ่มเล็กน้อย
เพื่อให้ได้รสน้ำแกงที่กำลังอร่อยนะครับ

Oct 25, 2010

Projection and Reality

ผมไม่แน่ใจว่า นอกจากมนุษย์แล้ว ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกหรือไม่ ในโลกนี้ ที่มีความสามารถในการคิด...
สามารถคิดได้อย่างซับซ้อน ที่จริงจะเรียกว่า เล่นกับความคิดก็คงไม่ผิดนัก

ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา คำห้ามหนึ่งที่ผมมักได้ยินอยู่บ่อยๆ คือ อย่าให้เราเล่นกับความคิด
เพราะเราจะถูกหลอกความคิด
(ในบางเวลา ผู้พูดถึงกับกล่าวอ้างเพิ่มเติมว่า หากเขายังถูกหลอกความคิดได้
ตาดำๆอย่างเรา ย่อมต้องถูกหลอกความคิดแน่นอน... ครับ เขาพูดถูก)

นอกจากคำห้ามดังกล่าวแล้ว คำห่วงใยคำโตอีกคำหนึ่ง คือ ผมมีปัญหาทางความคิด
ไม่รู้สินะ ผมอาจจะมีปัญหาจริงๆ ก็ได้ หรือเพียงเพราะผมคิดต่างจากกลุ่มคนที่ผมอยู่ด้วยในเวลานั้น
วิธีคิดที่ผมใช้จึงกลายเป็นปัญหาไป
แต่ในตอนนี้เมื่อผมมองย้อนกลับไป ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า
วิธีคิดแบบไหนกันแน่ที่เป็น อุปสรรค ต่อการใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ปกติ

เพราะมนุษย์มีความสามารถในการคิด เราจึงสามารถแยกแยะได้ว่า
อะไร คือ ความจริง ข้อเท็จจริง หรือ ความคิดเห็น
เราจึงสามารถเรียนรู้ได้ ไม่ใช่เพียงแค่รู้เยอะ สามารถใช้เหตุผล จินตนาการ ร่วมกับความรู้สึกได้
และสามารถเลือกได้ ว่าเราต้องการเห็นโลกแบบไหน
หรือจะพูดให้ง่ายขึ้น ก็คือ เรามองเห็นโลกนี้และ ยอมรับความจริงได้ เท่าที่เราเป็น

มนุษย์เรามีศักยภาพทางความคิดมากพอที่จะควบคุมจิตใต้สำนึก
แต่บ่อยครั้ง หลายคนกลับถูกควบคุมจากจิตใต้สำนึกของตัวเอง
มันมีผลต่อทัศนคติ โลกทัศน์ ความรู้สึก และพฤติกรรมถาวร (สันดาน) ของเรา
ซึ่งนั่นก็จะมีผลต่อการตัดสินใจและวิถีชีวิตของเรา รวมถึงการใช้เหตุผลและการแสดงออกของเราด้วย
คนพวกนี้ส่วนมากเป็นคนจริงใจ ที่มักทำผิดโดยสุจริตใจ

ณ ที่ลึกแห่งจิตใจภายใน ทุกสิ่งอย่างของชีวิตแต่ละคนเริ่มต้นที่นี่ ทั้งที่เรารู้ตัว และเราไม่รู้ตัว
อะไรก็ตามที่ถูกปลูกขึ้นที่นี่ จะเจริญและออกดอกผลอยู่ภายนอกให้ตัวเราเองและคนอื่นเห็นได้

ในน้ำคนเห็นหน้าคนฉันใด ความคิดจิตใจของคนก็ส่อคนฉันนั้น

บางคนกลัวบางอย่างโดยไม่มีเหตุผล บางคนเกลียดบางอย่างโดยไร้สาเหตุ
หรือบางคนไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมถึงชื่นชอบบางสิ่ง
มีบางสิ่งถูกปลูกเอาไว้ในเราแต่ละคนแน่ บางคนก็รู้ตัวและตั้งใจปลูก บางคนก็ไม่ใส่ใจว่าตัวเองปลูกอะไร
และหลายคนถูกยัดเยียดโดยไม่รู้ตัว

อะไรก็ตามที่อยู่ที่นี่ จะกลายเป็น เรื่องจริง ของคนๆนั้นไป
และเขาจะเห็นโลกนี้ ผ่านแว่นสายตาที่เขาไม่รู้ตัวว่าสวมอยู่
ทำให้เขาเห็นสิ่งต่างๆ ที่บิดเบือน
บางคนเรียกคนพวกนี้ว่า คนบ้า หรือคนไม่ยอมรับความจริง
แต่จากมุมมองของเขา เขามองไม่เห็น ความจริงอื่นอีกแล้ว นอกจากความจริงที่เขาเชื่อและยึดถืออยู่

ผมคิดว่า คนยุคนี้ หลายคนคุยกันไม่รู้เรื่อง
ก็เพราะต่างฝ่ายต่างคิดว่า ฉันถูก ฉันอยู่ฝ่ายความจริง และเธอ (คุณ เอ็ง มึง) อยู่คนละฝั่งกับฉัน
จนมีบางคนหวังดีประนีประนอมให้ว่า ก็จริงทั้งคู่นั่นแหล่ะ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองอย่างไร!!

ความจริงแท้ นั้นมีอยู่แล้ว และมีเพียงหนึ่งเดียว แต่เราจะยอมรับหรือเปล่า
หนทางเดียวในการอยู่ในความจริง คือ การยอมรับความจริง ไม่ใช่สร้างความจริง
สิ่งที่น่าเจ็บปวด คือ หลายคนถูกหลอกว่าอะไรคือ ความจริง
ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับตัวเขาเอง ด้วยประสบการณ์ ด้วยความรู้สึก ด้วยความรู้

เราจำเป็นต้องรักความจริง

จิตใจของคนเรานั้นซับซ้อน ยิ่งสิ่งรอบตัวเราสับสนอลม่านมากเท่าไหร่
หัวใจเราก็มีโอกาสยุ่งเหยิงได้มากเท่านั้น หากเราไม่ดูแลวนอุทยานแห่จิตใจของเราให้ดี

และยิ่งหัวใจเราสับสน เราก็จะยิ่งถูกหลอกได้ง่าย
และยิ่งเราถูกหลอกง่ายเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งหันหลังให้ความจริงมากเท่านั้น
แม้ความจริงจะอยู่ใกล้เราแค่คืบก็ตาม

ความประสงค์ในใจของคนเหมือนน้ำลึก แต่คนที่มีความเข้าใจจะสามารถโพงมันออกมาได้ พระธรรมสุภาษิต 20:5

Nov 11, 2009

เชรี่ยเอ้ย แม่งไม่ใช่ในหนังนะโว้ย !!

เช้านี้ ตื่นมาแล้วรู้สึกมันวิ้งๆ ไงก็ไม่รุ ดูบรรยากาศมันเงียบๆ วังเวงๆ พาลให้ไม่อยากไปทำงานซะงั้น แต่สุดท้ายก็ไปนะ ด้วยความรู้สึกเป็นหน้าที่และด้วยความรับผิดชอบ

ขึ้นรถ ลงเรือ นั่งมอไซค์ และรถเมล์อีกที

เรื่องมันเกิดตรงนี้แหล่ะ ระหว่างนั่งชืดๆอยู่ในรถเมล์ ก็เหลือบไปเห็น ผู้หญิงคนหนึ่งที่อีกฝั่งฟากถนนหนึ่ง จากชุดและกระเป๋าที่ใส่ เข้าใจว่าคงเป็นพนักงานบริษัททั่วๆไป สวยหรือเปล่าไม่รุ ไกลเกินมองไม่ชัด ดูเธอรีบๆเขย่ง คงจะรีบเดินทางไปทำงาน...

ไม่รู้จะเรียกว่าเขย่งดีไหม เพราะเธอเดินด้วย 1 ขา กับ 1 ไม้ค้ำ

มันเหมือนนั่งดูหนังมากครับ ท่านผู้ชม เหมือนเขาใช้ effect พิเศษ ลบขาข้างหนึ่งทิ้งไป

ยังครับ ยังไม่พอ ทิศทางที่เธอเดินไป เธอเดินไปทางสะพานลอย... หวังว่าคงไม่ใช่อย่างที่คิด

พระเจ้าช่วย !!! เห็นอีกที เธอกำลังขึ้นสะพานลอยครับ เขย่งๆขึ้นสะพานลอย... Oh My God !!!

ผมหันมองซ้ายมองขวาอีกทีให้แน่ใจว่าไม่มีกล้องตั้งอยู่
เชรี่ยเอ้ย แม่งไม่ใช่หนังนะโว้ย !! นี่มันเรื่องจริง

ผู้หญิงคนหนึ่ง แต่งตัวสวย มีขาข้างเดียว เธอกำลังสู้ชีวิต เธอกำลังไปทำงาน ...
กรูมีอวัยวะครบ แต่ถ้าทางจะพิการทางจิตใจมากกว่าเธอซะละมั้งเนี่ย

เธอต้องใช้ กำลังใจ มากขนาดไหนกัน ในแต่ละเช้าที่ลุกขึ้น ในแต่ละวันที่ดำเนินชีวิต เธอคงทำอะไรไม่สะดวกเหมือนอย่างเราๆ

การที่เธอพิการทางกาย ไม่ได้แปลว่าเธอจะพิการทางจิตใจ หรือพิการความสามารถทางด้านอื่นไปด้วย

ผมไม่รู้เหมือนกัน ถ้าวันหนึ่งผมตื่นมาแล้วเหลือขาอยู่ข้างเดียว ผมจะรู้สึกอย่างไร
แต่สำหรับเหตุการณ์เช้านี้ ทำให้ผมตั้งใจกับตัวเอง 2 อย่าง

1. ผมจะเข้มแข็งในด้านจิตใจมากขึ้น ไม่ย่อท้อ หรือยอมแพ้ง่ายๆ กับความโหดร้ายของโลกนี้
2. ผมจะให้เกียรติ และปฏิบัติต่อผู้พิการอย่างคนปกติมากขึ้น ให้ความเข้าใจในความแตกต่าง และพยายามจะไม่เผลอดูถูกเขาจากความพิการทางร่างกายของเขา

นึกถึงเมื่อเช้าแล้ว ภาพ 1 ขา 1 ไม้ค้ำยันยังติดตาอยู่เลย... เนี่ยแหล่ะ แม่งชีวิตจริง

Sep 27, 2009

โลกมายา

ในบทละครเรื่อง As you like it ของ วิลเลียม เช็คสเปียร์ (William Shakespeare) แต่งเอาไว้ว่า
All the world's a stage,
And all the man and women merely players;
They have their exits and their entrances;
And one man in his time plays many parts,

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแปลบทละครของวิลเลียม เช็คสเปียร์ ไว้เป็นภาคภาษาไทยชื่อ ตามใจท่าน ลครเริงรมย์ ความว่า
“ทั้งโลกเปรียบเหมือนโรงละครใหญ่
ชายหญิงไซร้เปรียบตัวละครนั่น
ต่างมียามเข้าออกอยู่เหมือนกัน
คนหนึ่งนั้นย่อมเล่นตัวนานา”

เมื่อสัก 10 ปีที่ผ่านมา ก็มีหนังเรื่อง true man shows ที่ถ่ายทำชีวิตจริงของคนๆหนึ่งตั้งแต่เด็กยันโต ไม่รู้ว่า เป็นที่มาของรายการแบบ reality shows ยอดฮิต ในปัจจุบันหรือเปล่า

เกริ่นมาตั้งนาน แค่กำลังคิดว่า มายาคติ นี่สงผลร้ายต่อชีวิตคนเราเยอะนะ โดยเฉพาะกับเรื่อง การรู้จักตนเอง
แล้ว การรู้จักตัวเอง อย่างผิดๆนี่แหล่ะ ที่นำมาซึ่งความฉิบหายทั้งต่อตัวเอง คนรอบข้าง จนถึงขั้นเสียบ้านเสียเมือง ก็เคยมีตัวอย่างให้เห็นกันมาแล้ว (และอาจจะมีให้เห็นอีก ในไม่ช้า)

เมื่อวันก่อนนั่งดูหนังเรื่อง Bolt แล้วก็คิดถึงชีวิตของตัวเอง คิดถึงเพื่อนๆ บางคน พวกเราหลายคนเติบโตมาในโลกเสมือนจริง มันจริงแต่มันก็ไม่จริง มันจริงเพราะโลกนี้มันจริงอยู่แล้ว แต่มันไม่จริง เพราะเราเองต่างหาก ที่ไม่ยอมรับความจริงบางเรื่อง ของตัวเราเอง

หนักๆเข้า หลายคน รวมถึงตัวผมเองด้วยในสมัยก่อน ก็สร้างขอบเขตโลกของตัวเองขึ้นมา ในโลกจริงใบนี้ แน่นอนว่าในโลกของเรานี้ เหตุผลของตัวเราคือสัจธรรม มันถูกต้องเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น หากเราทำให้มีคนศรัทธาในสัจธรรมของเราได้ โลกใบเล็กของเราก็จะมีคนมาร่วมใช้ชีวิตอยู่ด้วยมากขึ้น

แต่เมื่อวันหนึ่งที่เราก้าวออกมาจากโลกใบเล็กของเรา ความจริงที่เรายึดถือมาตลอดจะถูกทดสอบทันที สิ่งที่เราเคยทำได้ อยู่ๆก็ทำไม่ได้ ราวกับว่าความพินาศจะมาเยือนเราเร็วเกินไป ความมั่นอกมั่นใจของเราไม่ได้นำพาสิ่งใดมาให้เลย นอกจากการประเมินเกินความจริงและความหายนะซึ่งไม่เพียงต่อตัวเอง แต่กับคนรอบข้างด้วย ที่คิดว่าเราเป็นตัวจริงอย่างที่เราบอกใครต่อใครด้วยความจริงใจ (เพราะเราเข้าใจตัวเองอย่างนั้นจริงๆ)

เป็นเรื่องปกติที่เราจะยืนกรานในสิ่งที่เชื่อ ซึ่งหากไม่มาถึงจุดวิกฤตของชีวิต และไม่มีเพื่อนหรือคนคอยชี้แนะ คงไม่ง่ายที่เราจะมาถึงจุดแห่งการยอมรับความจริงว่าเป็นอย่างไร

ความจริงก็คือ เราเป็นคนธรรมดา เป็นคนปกติ เราทำผิดพลาดหลายเรื่อง อีกเยอะที่ยังไม่รู้ อีกมากที่ยังไม่เข้าใจ อีกไม่รู้เท่าไหร่ที่ทำไม่เป็น เรื่องดีๆก็มีมาก แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราจะถูกไปทั้งหมด

ผมดูหนังเรื่องนี้แล้วผมดีใจ ผมขอบคุณพระเจ้ามากที่วันนี้ พระเจ้านำผมมาถึงจุดที่ ผมเลือดออกเป็น มาถึงจุดที่ผมรู้ว่าผมหิว ที่สำคัญ ผมมีคนคอยสอนผมว่า การใช้ชีวิตปกติของมนุษย์ นั้นเป็นอย่างไร... มนุษย์เราจะมีชีวิตที่ปกติไม่ได้เลย หากเราไม่รู้จักกับพระเยซู

...มิตรภาพจะตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงใจได้อย่างไร หากความจริงใจนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานความไม่จริง

ความกล้าหาญ หรือการเป็น Hero ไม่ได้เกิดจากการคิดว่าเราเป็นอย่างไร ไม่ได้เกิดจากการมองว่าตัวเราเองสำคัญ แต่เกิดจากการยอมรับว่าเราเป็นอย่างไร ในสถานการณ์นั้นๆ เราทำอะไรได้ และเราเลือกจะทำอย่างไร เพื่อคนอื่น

สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ความเชื่อของแต่ละคนต่อมุมมองเรื่องความจริงเป็นเรื่องอัตวิสัย ที่เราต้องเคารพและให้เกียรติ ความจริงที่เขาเผชิญ หลายครั้งหลายเรื่อง มันเจ็บปวดเสียจนต้องสร้างเกราะขึ้นมาห่อหุ้มปกป้องตัวเอง

แต่กับคนที่รู้จักพระเจ้า คนที่ยืดอกบอกใครต่อใครว่ารู้จักพระเจ้า บ่อยครั้งกลับหลบซ่อนอยู่ในเปลือกหนาๆ ที่เขียนป้ายติดไว้ให้ตัวเองและคนอื่นอ่านทุกค่ำเช้าว่า "ตัดสินใจ" "ตามความจริง" "เพื่อพระเจ้า" (ผมไม่ได้บอกว่า ทุกคนจะเป็นอย่างนี้นะครับ) ถ้าไปอ่านพระคัมภีร์ ก็จะเห็นว่า พระเยซูก็ตำหนิคนที่ทำอย่างนี้

ผมเชื่อว่า การยอมรับข้อจำกัดของผมในวันนี้ จะส่งผลให้ผมสามารถ ทำ หรือ ใช้ ความสามารถที่ผมมีได้อย่างดีในโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่แค่พอถูไถไปที หรือเพ้อฝันเก่งอยู่แต่ในโลกมายาเหมือนที่ผ่านๆมา...

ที่สำคัญ แม้เราจะมีปัญหาชีวิตเหมือนๆกัน ลำบากบ้างอะไรบ้าง แต่เป็น a man ในโลกของความจริง มีความสุขกว่าเป็น Super man ในโลกมายาเยอะครับ

it's my real super bark "Bow-wow!"

http://www.youtube.com/watch?v=8xDgw5ROfeM

Jul 27, 2009

be real

เมื่อวานมีประชุม...
เป็นการประชุมที่...อยากใช้คำว่าตลกดี แม้บรรยากาศการประชุมจะจริงจังมาก
ฝ่ายหนึ่งให้ความสำคัญกับสิ่งที่ (กำลังจะ) เกิดขึ้น ใส่ใจเป็นห่วงกับเรื่องท่าทีและแรงจูงใจในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง
ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ในเอกสาร เพราะเชื่อว่า (เกือบ) ทั้งหมดของ "สาระ" อยู่ในนั้น อย่างน้อยมันก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่เป็นที่มาของการตัดสินใจเลือกว่าจะทำอย่างไรต่อไป ฝ่ายนี้ไม่ได้คิดว่าจะ ทำอย่างไร / ไม่ทำอย่างไร เป็นเรื่องสำคัญมากเท่ากับสนใจว่าอีกฝ่ายเห็นตรงกันไหม เห็นต่างอย่างไร คิดอย่างไรกับสิ่งต่างๆ ที่ผสมกันจนกลายร่างมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้เช่นเอกสารฉบับนั้น

ตลกเพราะว่า แท้ที่จริง ทุกคนอยู่ฝ่ายเดียวกัน เชื่อในธรรมนูญเดียวกัน ปรารถนาดีต่อชุมชนเหมือนกัน เพียงแต่คงจะมีอะไรบางอย่างแตกต่างกัน จึงดูเหมือนอยู่คนละฝ่าย และกลายเป็นการพูดคนละเรื่องเดียวกัน

ให้นึกย้อนไป 10 กว่าปีที่ผ่านมา ที่ถูกสอนให้ใช้ "หัว" คิดมากๆ ให้เยอะๆ กว่าใช้ "ใจ" รู้สึก พยายามใช้หัวฝืนใจ แต่ดูเหมือนมันไม่ใช่ชีวิตผมเลย ไม่เป็นตัวเองเอาเสียเลย เริ่มเป็นคนแปลกหน้ากับตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ใช้ชีวิตด้วยความไม่มั่นใจ มีเหตุผลหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองไปได้เรื่อยๆ ใช้ชีวิตจริงๆไม่เป็นขึ้นเรื่อยๆ หวาดกลัวกับความคิด ความเข้าใจ ความอยากและความรู้สึกของตัวเอง ต้องพยายามเป็นคนดีตามมาตรฐานของชุมชนอย่างที่คนรอบข้างคาดหวัง หดหู่จนแทบบ้า หมดแรงจะทำสิ่งดีๆเพื่อคนอื่น (แค่ตัวเองยังแทบไม่มีแรงจะใช้ชีวิต)

จนหลายปีก่อนที่เริ่มคิดได้ว่า หากยังใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ชีวิตก็คงไม่พ้นเป็นเหมือนเดิมๆ ไม่ช้าก็เร็ว คงต้องรับผลเดิมๆ ใช้ชีวิตทรมานคนเดียวอย่างนั้นอีกแน่ จึงเริ่มเดินออกมานอกกรอบที่ถูกสอนมา เรียนรู้และหาหนทางของตัวเอง โดยใช้ หัว และ ใจ ตามเสียงของพระเจ้าที่ตัวผมเองรู้จัก

แน่นอนว่าชีวิตมันก็ขึ้นบ้างลงบ้าง ลำบากบ้าง สบายบ้าง (ซึ่งจริงๆแล้ว ผมก็มองว่ามันเป็นเรื่องปกติของชีวิตมนุษย์นะ) แต่ที่สำคัญคือมันเป็นชีวิตจริงๆที่เราได้ใช้ เรียนรู้ รู้สึก และสัมผัสได้ ผ่านความเชื่อของตัวเราเอง
-----------------------------------------

เมื่อคืนมีน้องคนนึงโทรมาหา...
เขาเองบอกว่า ตอนนี้ก็เพิ่งจะเรียนจบ ยังไม่ได้ออกปากว่าจะอยู่ที่ไหนเป็นหลักแหล่ง แต่มีพี่ที่สนิทกันชวนให้มาอยู่ที่เดียวกันกับผม ตัวเขาเองก็อยากจะไปดูให้ทั่วๆก่อน เขาบอกว่า จริงๆอยากจะอยู่ในสังกัดเดิม เพราะเขารู้สึกรักผูกพันกับที่นี่ ไม่มีเหตุผลอื่น ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่รู้สึกรักและผูกพัน...
ช่วงแรกก็กลับไปที่หน่วยงานเดิม แต่คิดว่าบรรยากาศไม่ไหวจริงๆ ก็เลยจะลองหาที่อื่นดู
เขาเชื่อว่าที่นี่ดีที่สุดแล้ว ถึงจะมีการแยกย้ายกัน แต่ก็ยังอยากจะอยู่ภายในหน่วยงานที่แยกออกมาจากสังกัดเดิม...
เท่านี้เพียงพอไหมนะ ที่เขาจะเลือกใช้ชีวิตของเขาเองที่ไหนซักที่นึง

ผมคิดว่าพอ
-----------------------------------------

เมื่อวานวันก่อนมีคนพูดให้ฟัง...
เขาถามว่า อะไรเป็นอุปสรรคปิดกั้นไม่ให้เราเป็นตัวของตัวเองจริงๆในการดำเนินชีวิตประจำวัน
เขาบอกว่า เราสามารถเป็นตัวเองได้ และพัฒนาเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้ โดยยอมอณุญาตให้พระเจ้าเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตเราจากภายใน ทั้งการเป็นตัวเองและการ (กำลัง) เป็นเหมือนพระคริสต์ไม่ขัดแย้งกัน

ผมตอบตัวเองว่า สำหรับผมแล้ว ความกลัว และ การทำตามความคาดหวังของคนรอบข้าง ทำให้ผมสูญเสียความเป็นตัวเองได้ง่ายที่สุด

ผมคิดต่อได้ว่า หากเราไม่เริ่มต้น ยอมรับ ว่าจริงๆแล้วเราเป็นอย่างไร อ่อนแออย่างไร ไม่สมบูรณ์อย่างไร หรือแม้แต่เราไม่รู้ว่าเราป่วยเป็นอะไร เราจะยอมให้พระเจ้าเข้ามาเปลี่ยนเราได้อย่างไร หากเราไม่ยอมรับว่าเราเจ็บป่วย เราจะต้องการหมอหรือ

ผมเชื่อว่า หนทางสู่การดำเนินชีวิตในความจริง เริ่มต้นด้วย "การยอมรับ" ในความไม่สมบูรณ์ของเรา ในความอ่อนแอ ในความกลัว ในความไม่รู้... และ "การร้องขอ" ความช่วยเหลือ ซึ่งระหว่างการรอรับการช่วยเหลือ เราจะต้องใช้ หัวและใจ ของเราอย่างทุ่มเทและอย่างสมดุล
-----------------------------------------

ผมเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่า... ตั้งแต่เด็กมา ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ เอาเป็นว่าเริ่มจำความได้ สิ่งที่ถูกสอนมาตลอด คือ เวลาจะทำอะไรบางอย่างเนี่ย คนอื่นเขาคิดอย่างไร เขามองอย่างไร ซึ่งมันสร้างนิสัยให้ผมเป็นคนที่สนใจความคาดหวังของคนอื่นโดนไม่รู้ตัว เพียงแต่มันนานมากไป จนเอียงข้าง กระบวนการที่ซับซ้อนของ สมองและจิตใจ พัฒนาให้ผมเป็นคนที่ต้องการ การยอมรับจากคนอื่น แสวงหาความมั่นใจจากเสียงส่วนใหญ่ เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อว่าดีที่สุดกับตัวเองก่อน และอื่นๆอีกมากมายที่ผิดจากวิถีปกติของมนุษย์ทั่วๆไป

จากเด็กร่าเริง มองโลกแง่ดี มีความฝัน กลายเป็น คนหดหู่ ซึมเศร้า หมดไฟ ไม่กล้าฝัน แง่ลบ ขี้แพ้... ความไม่จริงฆ่าคนๆหนึ่งให้ตายอย่างช้าๆได้อย่างเลือดเย็น

การใช้เหตุและผล เป็นสิ่งดี แต่หากปราศจากความรู้สึก เราคงเป็นคนที่มีหลักความคิดดี แต่อาจจะไม่ได้มีชีวิตดีก็ได้
การใช้เหตุและผลล้วนๆ อาจทำให้เราสามารถเอาชนะคนอื่นได้เสมอๆ บังคับให้คนต้องจำนนด้วยเหตุผล แต่จริงๆชีวิตคนมีมากกว่าเรื่องเหตุและผล
แม้คงจะมีหลายคนให้ความนิยมชมชอบและพอใจอยู่เสมอๆ แต่คนอีกไม่น้อยที่คงไม่ชอบใจนัก และอาจมีบ้างที่ถึงขั้นเกลียดชัง โดยเฉพาะหากเหตุผลนั้นมันไม่ได้เกิดจากความเข้าใจในชีวิตจริงๆ แต่เป็นเพียงความเข้าใจในความคิด

อย่างน้อย ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่ชอบตัวเองมาตลอด เพราะตัวเองกลายเป็นคนที่ชอบเอาชนะคนอื่นด้วยเหตุผลเสียเอง
ขอบคุณพระเจ้าที่ยังทรงเมตตา...

มองย้อนกลับไป 30 ปีที่ผ่านมา วันนี้ถึงได้เข้าใจวิถีของความจริง การดำเนินชีวิตในความจริง... วิถีของคนจริง

ยอห์น 7:18 ผู้ใดที่พูดตามใจชอบของตนเอง ผู้นั้นย่อมแสวงเกียรติสำหรับตนเอง แต่ผู้ที่แสวงเกียรติให้พระองค์ผู้ทรงใช้ตนมา ผู้นั้นแหละเป็นคนจริงไม่มีอธรรมเลย