ครั้งที่แล้วพูดถึงแกะดำไปแล้ว ครั้งนี้มาพูดถึงหงส์ดำกันบ้างนะครับ หงส์ดำนี่ไม่ได้เป็นอะไรกับหงส์แดงนะครับ (ผมเชียร์ลิเวอร์พูลมา 20 ปีแล้วครับ) แล้วก็ไม่เกี่ยวกับ สิงห์ดำ-สิงห์แดง ของสองฟากเด็กคณะรัฐศาสตร์ด้วย
แต่ทฤษฎีนี้ เป็นชื่อทฤษฎีทางอนาคตศึกษาซึ่งดังระเบิดเถิดเทิงของนาย "นัชชิม ตาลีบ" (Nassim Nicholas Taleb) โดยเฉพาะในวงการตลาดทุนตลาดเงิน ที่กำลังนำทฤษฎีนี้มาประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง
เคยคิดจะเขียนเรื่อง หงส์ดำ มาครั้งหนึ่งแล้ว
ตอนนั้น ไปอ่านเจอในนิตยสารฉบับหนึ่งว่า โลกเมื่อก่อน ไม่เคยมีใครพบเห็นหงส์สีอื่นนอกจากสีขาว จึงเชื่อกันอย่างสุดใจว่า หงส์มีแต่สีขาวเท่านั้น จนมีการค้นพบ หงส์สีดำตัวเป็นๆ ที่ออสเตรเลียเป็นครั้งแรก ความคิดของ(คนใน)โลกนี้ ก็เปลี่ยนไป
เนื้อหาใจความหลักของ ทฤษฎีหงส์ดำ (Black Swan Theory) นั้น พูดกันง่ายๆ ทฤษฎีนี้บอกว่า ความรู้เก่าๆ รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อนแล้วนั้น อย่าเพิ่งด่วนสรุปหรือรีบร้อนเชื่อเร็วเกินไป เพราะอาจไม่เป็นประโยชน์ที่จะนำมาใช้สามารถพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
สิ่งที่ไม่เคยเห็น ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีจริง สิ่งที่มองเห็น อาจเป็นผลที่เกิดขึ้นจากปัจจัยอื่นที่เราคิดไม่ถึง มองไม่เห็น บ่อยครั้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีอยู่จริงๆ
ส่วนรายละเอียดอื่นๆ หาอ่านได้จากหนังสือของเขาครับ
ผ่านๆตาดูแล้ว ท่าทางว่านายตาลีบเนี่ย จะค่อนข้างโน้มเอียงมาทางนักปรัชญายุคใหม่ทางสาย เฮเกล, มาร์กซ พอสมควร
แต่ก็มีบางมุมที่ช่วยทำให้ผมเข้าใจตัวเองและวิธีคิดของตัวเองมากขึ้นด้วย
โดยส่วนตัว ผมชอบ Part 2 ของหนังสือเล่มนี้มากครับ We just can't predict
กระบวนการในการหาคำตอบ สำคัญกว่าคำตอบที่กำลังหา (อ่านย้อนหลัง เรื่อง นักปรัชญา ได้ครับ)
ผมคิดว่า คนเรานั้นหากไม่รู้จักตรึกตรองเผชิญหน้ากับตัวเองในที่สงบ อาจทำให้เรารู้ไม่เท่าทันตัวเราเอง
บางสิ่งที่เราเชื่อ ที่เรายึดถือไว้เป็น ต้นแบบ ในเรื่องต่างๆของชีวิตเรา อาจกลายเป็น กรอบ ให้เราคิดอย่างมีอคติ โดยไม่รู้ตัว
ถ้ามีคนอื่นเห็น ช่วยเตือน ช่วยบอกเราได้ก็ดีไป สิ่งนั้น ก็เป็นแค่ blind-self ของตัวเราเอง (แต่ก็ขึ้นอยู่กับเราอีกนั่นแหล่ะนะ ว่าจะเชื่อสิ่งที่เขาบอกหรือเปล่า)
ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่า ไม่มีใครเห็นเลย ตัวเราเองก็ไม่เห็นตัวเอง คนรอบข้างก็มองไม่เห็น เป็น hidden-self ที่รอวัน shock ตกตะลึงตึงตังพร้อมกันว่า "โลกนี้มีหงส์สีดำจริงๆนะ จะบอกให้..."
------------------------------------------------------------------------
ลองค้นดู มีคนreviewไว้ให้อ่านด้วย
http://www.gotomanager.com/books/details.aspx?menu=books,new&id=845
Showing posts with label philosophy. Show all posts
Showing posts with label philosophy. Show all posts
Jul 2, 2009
Jun 17, 2009
นักปรัชญา#4: สัจจชน (People of Truth)
Philosophy ( φιλοσοφία, philosophía ) แปลว่า รักในความรู้ (love of wisdom)
phileo แปลว่า รัก
sophia แปลว่า ความรู้
ปรัชญา อาจเป็นเรื่องที่ใครหลายคนร้องยี้เมื่อได้ยิน และจินตนาการไปไกลถึงใครบางคนในมโนทัศน์ที่ใกล้เคียงกับคำว่า คนบ้า
หลายคนเมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางของการแสวงหาความจริง หลงติดอยู่ในเส้นทางวังวนที่ไปไม่ถึง และหาทางกลับไม่เจอ
โดยสรุป เส้นทางของนักปรัชญา คือ การแสวงหาเส้นทางแห่งความจริง สัจจะนิรันดร์ หรือความจริงสากล (Truth) ตามแต่ใครจะเรียกกัน
ทุกเรื่อง ทุกสิ่งมีความจริงแท้เสมอ มิใช่เพียงสิ่งที่เห็นว่าจริง (Fact)
แต่พึงตระหนักระลึกตัวเองไว้เสมอว่า เราเป็นมนุษย์ บางเรื่องบางอย่าง เพียง fact ก็เพียงพอแล้วกับการ "เริ่มต้น" ดำเนินชีวิตอย่างมีความหมายบนโลกนี้
จงเรียนรู้ที่จะถาม ถามในสิ่งที่ตัวไม่รู้ แม้คำถามนั้นดูโง่
จงเรียนรู้ที่จะหาคำตอบ การเร่งรีบสรุปความ อาจปิดบังคำตอบที่ซ่อนอยู่ใต้จมูกของเรา
จงเรียนรู้ที่จะกล้าหาญ กล้าหาญที่จะชี้ให้คนเห็นถึง "ความน่าสะพรึงกลัว" หากเราเชื่อว่าจริง
จงเรียนรู้ที่จะซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์กับการใช้เหตุผลด้วย"หัว" และใช้ความรู้สึกด้วย"ใจ"ของตัวเราเอง
การรู้ความจริงจริงๆแม้เพียงเรื่องเล็กๆเรื่องเดียวและทำตามนั้น จะเปิดประตูนำพาจิตวิญญาณของเราก้าวสู่พรมแดนแห่งความจริง
อย่าไปกลัวที่จะแสวงหาความจริงครับ คนไม่ได้ บ้า เพราะ การแสวงหาความจริง
แต่คนเสียตัวตนของเขาไป เพราะไม่สามารถยอมรับกับความจริงนั้นได้
การทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าจริง จึงเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับนักปรัชญาหน้าใหม่
ที่ต้องบอกว่า ค่อนข้างปลอดภัย เพราะบางคนไม่อาจทำใจให้ยอมรับได้ เมื่อพบว่า สิ่งที่ตนเชื่อมาตั้งนานนั้นไม่จริง
ผมเชื่อว่า ความรู้ เป็นเส้นทางที่ดีในการเปิดเผยสำแดง สัจธรรม ให้แก่มนุษย์
แต่อย่าเพียง "รักที่จะรู้" เท่านั้น จง "รักที่จะรัก" ด้วย
เพราะความรู้มักทำให้คนผยองขึ้น แต่ความรักต่างหากที่ทำให้มนุษย์อย่างเราๆและทุกสิ่งอย่าง "ครบถ้วน" ครับ
phileo แปลว่า รัก
sophia แปลว่า ความรู้
ปรัชญา อาจเป็นเรื่องที่ใครหลายคนร้องยี้เมื่อได้ยิน และจินตนาการไปไกลถึงใครบางคนในมโนทัศน์ที่ใกล้เคียงกับคำว่า คนบ้า
หลายคนเมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางของการแสวงหาความจริง หลงติดอยู่ในเส้นทางวังวนที่ไปไม่ถึง และหาทางกลับไม่เจอ
โดยสรุป เส้นทางของนักปรัชญา คือ การแสวงหาเส้นทางแห่งความจริง สัจจะนิรันดร์ หรือความจริงสากล (Truth) ตามแต่ใครจะเรียกกัน
ทุกเรื่อง ทุกสิ่งมีความจริงแท้เสมอ มิใช่เพียงสิ่งที่เห็นว่าจริง (Fact)
แต่พึงตระหนักระลึกตัวเองไว้เสมอว่า เราเป็นมนุษย์ บางเรื่องบางอย่าง เพียง fact ก็เพียงพอแล้วกับการ "เริ่มต้น" ดำเนินชีวิตอย่างมีความหมายบนโลกนี้
จงเรียนรู้ที่จะถาม ถามในสิ่งที่ตัวไม่รู้ แม้คำถามนั้นดูโง่
จงเรียนรู้ที่จะหาคำตอบ การเร่งรีบสรุปความ อาจปิดบังคำตอบที่ซ่อนอยู่ใต้จมูกของเรา
จงเรียนรู้ที่จะกล้าหาญ กล้าหาญที่จะชี้ให้คนเห็นถึง "ความน่าสะพรึงกลัว" หากเราเชื่อว่าจริง
จงเรียนรู้ที่จะซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์กับการใช้เหตุผลด้วย"หัว" และใช้ความรู้สึกด้วย"ใจ"ของตัวเราเอง
การรู้ความจริงจริงๆแม้เพียงเรื่องเล็กๆเรื่องเดียวและทำตามนั้น จะเปิดประตูนำพาจิตวิญญาณของเราก้าวสู่พรมแดนแห่งความจริง
อย่าไปกลัวที่จะแสวงหาความจริงครับ คนไม่ได้ บ้า เพราะ การแสวงหาความจริง
แต่คนเสียตัวตนของเขาไป เพราะไม่สามารถยอมรับกับความจริงนั้นได้
การทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าจริง จึงเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับนักปรัชญาหน้าใหม่
ที่ต้องบอกว่า ค่อนข้างปลอดภัย เพราะบางคนไม่อาจทำใจให้ยอมรับได้ เมื่อพบว่า สิ่งที่ตนเชื่อมาตั้งนานนั้นไม่จริง
ผมเชื่อว่า ความรู้ เป็นเส้นทางที่ดีในการเปิดเผยสำแดง สัจธรรม ให้แก่มนุษย์
แต่อย่าเพียง "รักที่จะรู้" เท่านั้น จง "รักที่จะรัก" ด้วย
เพราะความรู้มักทำให้คนผยองขึ้น แต่ความรักต่างหากที่ทำให้มนุษย์อย่างเราๆและทุกสิ่งอย่าง "ครบถ้วน" ครับ
Labels:
fact,
live 'n learn,
phileo,
philosophy,
sophia,
truth,
ความจริงสากล,
ปรัชญา,
สัจธรรม
นักปรัชญา#3: ตอนที่1 เฮเกลเชื่อว่า...
คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า
สิ่งหนึ่งที่ระบบปรัชญาของโลกก่อนหน้ายุคสมัยของ “เฮเกล” มีร่วมกัน คือ
ความพยายามที่จะสร้างมาตรฐานที่เที่ยงแท้ว่า มนุษย์สามารถรับรู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตและโลกนี้ได้บ้าง
พวกเขาพยายามตรวจสอบพื้นฐานการรับรู้ของมนุษย์
แต่สิ่งที่พวกเขาเห็นร่วมกันคือ องค์ประกอบแห่งความรู้ของมนุษย์นั้นไร้กาลเวลาและเป็นสากล
มนุษย์ผู้อยู่ภายใต้กาลเวลาจึงไม่สามารถสร้างมาตรฐานนี้ได้
แต่เฮเกลเชื่อว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานของการรับรู้ของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปในคนแต่ละยุค
การไตร่ตรองทางปรัชญาก็เช่นเดียวกัน
เขาเชื่อว่าเหตุผลเป็นสิ่งที่เป็นพลวัตรและเป็นกระบวนการ มันจะไหลไปตามกระแสของขนบธรรมเนียมในอดีต
และเงื่อนไขทางสังคมที่ปรากฏในเวลานั้น
เราไม่สามารถแยกแนวคิดทางปรัชญาใดออกจากบริบททางประวัติศาสตร์ที่เกิดแนวคิดนั้นได้
เราจึงไม่สามารถบอกว่า แนวคิดของยุคสมัยอื่นผิด เพียงเพราะเราอยู่ในยุคสมัยนี้
เฮเกล เชื่อว่า เหตุผล หรือ ความรู้ ของมนุษย์นั้น ขยาย และ “ก้าวหน้า” ตลอดเวลา
หรือ อีกนัยหนึ่ง “สัจธรรม” จึงเป็นสิ่งที่เป็นพลวัตร ไม่มีสัจธรรมที่เที่ยงแท้
เพราะมนุษย์ไม่มีเครื่องมือที่อยู่เหนือกระบวนการทางประวัติศาสตร์ของเหตุผล
ซึ่งจะสามารถนำมาใช้ตัดสินได้ว่าอะไรถูกต้องที่สุดและมีเหตุผลที่สุด
เฮเกล อ้างว่า ใครก็ตามที่ศึกษาประวัติศาสตร์
จะพบว่า มนุษยชาติ ก้าวหน้าสู่ “การรู้จักตนเอง” และ “การพัฒนาตนเอง” มากขึ้นเรื่อยๆ
ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์กำลังเคลื่อนสู่ความมีเหตุผลและการมีเสรีภาพมากขึ้นเรื่อยๆ
เฮเกล ชี้ให้เห็นจากประวัติศาสตร์ว่า
ความคิดหนึ่งมักได้รับการเสนอขึ้นมา บนฐานของอีกความคิดหนึ่งที่มีการเสนอมาแล้วก่อนหน้านั้น
แต่ทันทีที่มีความคิดใดเสนอขึ้นมาเป็น “ภาวะพื้นฐาน” (Thesis)
ก็จะมีการแย้งโดยอีกความคิดหนึ่งเป็น “ภาวะแย้ง” (antithesis)
ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างสองความคิด เกิดภาวะที่ขัดแย้งกัน
ซึ่งจะแก้ไขได้ด้วย การเสนอข้อแย้งของข้อแย้ง เป็นภาวะสังเคราะห์ (synthesis)
เกิดความคิดร่วมซึ่งรวมเอาจุดดีของสองความคิดแรกไว้ด้วยกัน
เฮเกลเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “กระบวนการ วิภาษวิธี”
หรือหากใช้กับความคิด วิธีคิดแบบนี้เรียกว่า “การคิดเชิงวิพากษ์”
แต่บ่อยครั้ง ท่ามกลางความขัดแย้งที่ตึงเครียด เป็นการยากที่จะตัดสินว่า ความคิดใดมีเหตุผลกว่า
“ประวัติศาสตร์” จึงทำหน้าที่เป็นตัวชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่สมเหตุสมผล คือ สิ่งที่จะอยู่รอดได้
แน่นอนว่า “เหตุผล” ของเฮเกล เป็น “ตรรกะที่มีพลวัต” ซึ่งจะก่อให้เกิด กระบวนการวิภาษวิธีชุดใหม่ๆต่อไปไม่สิ้นสุด
นอกจากนั้น เฮเกล ยังเน้นความสำคัญของครอบครัว ชุมชน และรัฐ
สำหรับเขา รัฐ “มีความหมายมากกว่า” ปัจเจกชนที่เป็นพลเมืองของรัฐ
ไม่มีใครที่สามารถเกิดมาโดย “เป็นอิสระ” จากภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของรัฐ
ไม่มีใครสามารถ “ลาออกจากสังคม” ได้
ใครก็ตามที่ไม่สามารถหาที่ทางของเขาได้ในสังคม จึงเป็นคนไม่มีประวัติศาสตร์
ใครก็ตามที่ยักไหล่ไม่ใยดีกับสังคมที่เขามีชีวิตอยู่
และต้องการจะ “แสวงหาวิญญาณของตนเอง” ย่อมเป็นที่เย้ยหยันของผู้อื่น
เฮเกล คิดว่าไม่ใช่ปัจเจกชนที่ค้นหาตัวเอง
แต่เป็นจิตสากลในบุคคลที่แสวงหาการกลับสู่ตัวตนของมันเอง
ขั้นแรก จิตจะตระหนักถึงตัวเองในปัจเจกชน เรียกว่า จิตอัตวิสัย
ต่อมาเมื่อจิตตระหนักรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในรัฐ เรียกว่า จิตปรนัย
สุดท้าย จิตตระหนักในตัวตนขั้นสูงสุด เรียกว่าจิตสัมบูรณ์ ด้วยศิลปะ ศาสนา และปรัชญา
โดยสูงสุด คือ ปรัชญา เพราะในปรัชญาจิตจะไตร่ตรองผลกระทบของตัวมันที่มีต่อประวัติศาสตร์
นั่นคือ จิตจะนำพามนุษย์ให้สามารถค้นพบตัวเองได้เป็นครั้งแรกในปรัชญา
หรืออีกนัยหนึ่ง ปรัชญาก็คือกระจกเงาของจิตสากล(ในมนุษย์แต่ละคน) นั่นเอง
สิ่งหนึ่งที่ระบบปรัชญาของโลกก่อนหน้ายุคสมัยของ “เฮเกล” มีร่วมกัน คือ
ความพยายามที่จะสร้างมาตรฐานที่เที่ยงแท้ว่า มนุษย์สามารถรับรู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตและโลกนี้ได้บ้าง
พวกเขาพยายามตรวจสอบพื้นฐานการรับรู้ของมนุษย์
แต่สิ่งที่พวกเขาเห็นร่วมกันคือ องค์ประกอบแห่งความรู้ของมนุษย์นั้นไร้กาลเวลาและเป็นสากล
มนุษย์ผู้อยู่ภายใต้กาลเวลาจึงไม่สามารถสร้างมาตรฐานนี้ได้
แต่เฮเกลเชื่อว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานของการรับรู้ของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปในคนแต่ละยุค
การไตร่ตรองทางปรัชญาก็เช่นเดียวกัน
เขาเชื่อว่าเหตุผลเป็นสิ่งที่เป็นพลวัตรและเป็นกระบวนการ มันจะไหลไปตามกระแสของขนบธรรมเนียมในอดีต
และเงื่อนไขทางสังคมที่ปรากฏในเวลานั้น
เราไม่สามารถแยกแนวคิดทางปรัชญาใดออกจากบริบททางประวัติศาสตร์ที่เกิดแนวคิดนั้นได้
เราจึงไม่สามารถบอกว่า แนวคิดของยุคสมัยอื่นผิด เพียงเพราะเราอยู่ในยุคสมัยนี้
เฮเกล เชื่อว่า เหตุผล หรือ ความรู้ ของมนุษย์นั้น ขยาย และ “ก้าวหน้า” ตลอดเวลา
หรือ อีกนัยหนึ่ง “สัจธรรม” จึงเป็นสิ่งที่เป็นพลวัตร ไม่มีสัจธรรมที่เที่ยงแท้
เพราะมนุษย์ไม่มีเครื่องมือที่อยู่เหนือกระบวนการทางประวัติศาสตร์ของเหตุผล
ซึ่งจะสามารถนำมาใช้ตัดสินได้ว่าอะไรถูกต้องที่สุดและมีเหตุผลที่สุด
เฮเกล อ้างว่า ใครก็ตามที่ศึกษาประวัติศาสตร์
จะพบว่า มนุษยชาติ ก้าวหน้าสู่ “การรู้จักตนเอง” และ “การพัฒนาตนเอง” มากขึ้นเรื่อยๆ
ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์กำลังเคลื่อนสู่ความมีเหตุผลและการมีเสรีภาพมากขึ้นเรื่อยๆ
เฮเกล ชี้ให้เห็นจากประวัติศาสตร์ว่า
ความคิดหนึ่งมักได้รับการเสนอขึ้นมา บนฐานของอีกความคิดหนึ่งที่มีการเสนอมาแล้วก่อนหน้านั้น
แต่ทันทีที่มีความคิดใดเสนอขึ้นมาเป็น “ภาวะพื้นฐาน” (Thesis)
ก็จะมีการแย้งโดยอีกความคิดหนึ่งเป็น “ภาวะแย้ง” (antithesis)
ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างสองความคิด เกิดภาวะที่ขัดแย้งกัน
ซึ่งจะแก้ไขได้ด้วย การเสนอข้อแย้งของข้อแย้ง เป็นภาวะสังเคราะห์ (synthesis)
เกิดความคิดร่วมซึ่งรวมเอาจุดดีของสองความคิดแรกไว้ด้วยกัน
เฮเกลเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “กระบวนการ วิภาษวิธี”
หรือหากใช้กับความคิด วิธีคิดแบบนี้เรียกว่า “การคิดเชิงวิพากษ์”
แต่บ่อยครั้ง ท่ามกลางความขัดแย้งที่ตึงเครียด เป็นการยากที่จะตัดสินว่า ความคิดใดมีเหตุผลกว่า
“ประวัติศาสตร์” จึงทำหน้าที่เป็นตัวชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่สมเหตุสมผล คือ สิ่งที่จะอยู่รอดได้
แน่นอนว่า “เหตุผล” ของเฮเกล เป็น “ตรรกะที่มีพลวัต” ซึ่งจะก่อให้เกิด กระบวนการวิภาษวิธีชุดใหม่ๆต่อไปไม่สิ้นสุด
นอกจากนั้น เฮเกล ยังเน้นความสำคัญของครอบครัว ชุมชน และรัฐ
สำหรับเขา รัฐ “มีความหมายมากกว่า” ปัจเจกชนที่เป็นพลเมืองของรัฐ
ไม่มีใครที่สามารถเกิดมาโดย “เป็นอิสระ” จากภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของรัฐ
ไม่มีใครสามารถ “ลาออกจากสังคม” ได้
ใครก็ตามที่ไม่สามารถหาที่ทางของเขาได้ในสังคม จึงเป็นคนไม่มีประวัติศาสตร์
ใครก็ตามที่ยักไหล่ไม่ใยดีกับสังคมที่เขามีชีวิตอยู่
และต้องการจะ “แสวงหาวิญญาณของตนเอง” ย่อมเป็นที่เย้ยหยันของผู้อื่น
เฮเกล คิดว่าไม่ใช่ปัจเจกชนที่ค้นหาตัวเอง
แต่เป็นจิตสากลในบุคคลที่แสวงหาการกลับสู่ตัวตนของมันเอง
ขั้นแรก จิตจะตระหนักถึงตัวเองในปัจเจกชน เรียกว่า จิตอัตวิสัย
ต่อมาเมื่อจิตตระหนักรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในรัฐ เรียกว่า จิตปรนัย
สุดท้าย จิตตระหนักในตัวตนขั้นสูงสุด เรียกว่าจิตสัมบูรณ์ ด้วยศิลปะ ศาสนา และปรัชญา
โดยสูงสุด คือ ปรัชญา เพราะในปรัชญาจิตจะไตร่ตรองผลกระทบของตัวมันที่มีต่อประวัติศาสตร์
นั่นคือ จิตจะนำพามนุษย์ให้สามารถค้นพบตัวเองได้เป็นครั้งแรกในปรัชญา
หรืออีกนัยหนึ่ง ปรัชญาก็คือกระจกเงาของจิตสากล(ในมนุษย์แต่ละคน) นั่นเอง
Subscribe to:
Posts (Atom)