Showing posts with label ความสัมพันธ์. Show all posts
Showing posts with label ความสัมพันธ์. Show all posts

Jan 8, 2015

เด็กน้อยของพ่อ ลูกรักของแม่

กลับมาบ้านครั้งนี้ สภาพแม่แย่ลงมากๆ
แม่พูดเสียงเบามาก แทบไม่มีแรงแม้แต่จะยกช้อนตักข้าวใส่ปาก
ความจำก็เลอะเลือน แทบจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย
ตลอด 4-5 วันที่อยู่กับแม่ ทุกครั้งเวลาที่แม่รู้สึกตัวดี
ก็จะถามซ้ำเรื่องเดิมๆ ทำงานเป็นยังไง นอนดึกไหม
กินข้าวมื้อละกี่บาท กินอิ่มไหม ห้องที่อยู่เป็นยังไง...
แต่ช้อตที่ผมรู้สึกสะเทือนที่สุดคงเป็นตอนที่แม่สลึมสลือง่วงนอน
แต่ก็ยังฝืนคุยกับผมที่นั่งอยู่ข้างเตียง
จะทำกินยังไง ขายปุ๋ยสิ เลี้ยงกุ้งสิ เก็บเงินเก็บทองไว้บ้าง
หรือไม่ก็พูดเรื่องชีวิตคู่ ให้รักกันดีๆ ใจเย็นๆ ช่วยกันทำมาหากิน...

ผมรู้สึกว่า แม้แม่จะแทบช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้ว
แต่แม่ไม่ได้กังวลกับสภาวะของตัวเองมากไปกว่าเป็นห่วงว่าผมจะไม่ค่อยดูแลตัวเอง
แม้แม่จะเดินไม่ได้ แต่แม้กลับกังวลมากกว่าว่า ผมเติบโตจนเดินเองได้หรือยัง
แม้แม่จะไม่สบายเอาซะเลย แต่แม่กลับเป็นห่วงว่าผมเป็นอยู่สบายดีไหม
ในสายตาของแม่ ผมก็ยังเป็นลูก เป็นเด็กน้อยของแม่อยู่เสมอ

ทั้งที่ในความเป็นจริง ตอนนี้แม่แทบไม่ต่างจากเด็กเล็กคนนึงที่พ่อคอยดูแลอยู่
ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงนอนไปแล้ว ถ้าแม่ปวดฉี่ พ่อก็ยังต้องลุกขึ้นมาพาแม่เข้าห้องน้ำ
ช่วยป้อนข้าว คอยประคองเวลาจะลุก จะนั่ง จะนอน
กดเครื่องระบายน้ำจากกระโหลกศรีษะ
ทำกายภาพ ทำกับข้าว อาบน้ำ
เวลาแม่หงุดหงิด ต่อว่า ประชดประชัน ซึ่งเป็นอาการปกติของคนที่ผ่าตัดสมอง
พ่อก็อดทน และเปลี่ยนบรรยากาศให้กลายเป็นเรื่องขบขันไป

พ่อบอกว่า หลังๆ มานี่ แทบไม่ได้ไปไหน ไม่ได้ทำอะไรเลย
เพราะปล่อยแม่ไว้ให้อยู่ลำพังไม่ได้เลย
ลองจ้างคนอื่นมาอยู่ด้วย ก็ไม่ได้ แม่ไม่ไว้ใจเขา แม่จะเกร็งและดูเครียด
ตอนนี้เลยดูเหมือนจะเหลือกันอยู่แค่สองคนเท่านั้น
.
.
.

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเด็ก นั่นอาจช่วยให้เราย้อนนึกถึงชีวิตเราในวัยเยาว์
หรือความสำคัญของเด็กและเยาวชน ฅนรุ่นต่อไป
แต่วันนึง ถ้าเราไม่ประสบอุปัทวเหตุจนตายไปเสียก่อน
เราอาจต้องกลับไปมีสภาพคล้ายเด็กเล็กๆ ฅนหนึ่งอีกครั้งก็เป็นได้

ดังนั้น ในอีกแง่มุมหนึ่ง วันเด็ก จึงอาจช่วยให้เราระลึกถึงวัฏสงสาร
ช่วยให้เราปลงจิต สำรวมใจเราได้บ้าง ว่าอะไรคือแก่นสารของชีวิตกันแน่...
.
.
.

เท่าที่ผมรู้ พ่อไม่เคยบอกว่า รักแม่
แต่จากที่ผมเห็น ผมรู้ว่า พ่อรักแม่
แม้ว่าวันนี้ แม่อาจจะเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ คนหนึ่งก็ตาม




Sep 23, 2012

(my) total recall

บันทึกนี้ เขียนจากความทรงจำ...

ผมกำลังนั่งมองหน้าผู้หญิงฅนหนึ่งอยู่
ผมจำไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้ายเราเจอกันเมื่อไหร่
แต่ผมไม่ได้พบเธอมากว่า ๑๕ ปีแล้ว
ผมยังจำสายตาของเธอกับเพื่อนได้... เมื่อครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน

วันนี้ เธอดูเปลี่ยนไป
ดูกลับไปเป็นเหมือนวันที่ผมเจอเธอครั้งแรก มากกว่าวันที่เจอเธอครั้งสุดท้าย
บางทีอาจจะเป็นเพราะลูกน้อยวัยกำลังซนทั้งสองฅนของเธอด้วยแหล่ะ

ฅนเราจะเปลี่ยนแปลง เมื่อมีความรัก...
เคยมีใครบางฅนพูดไว้

พี่ฅนหนึ่งที่ผมรักและเคารพมาก เคยบอกว่า
การแต่งงานเป็นเรื่อง "โคตรยาก"
"ไม่เห็นยากเลย" ผมแอบเถียงอยู่ในใจ
ตอนนี้ ฅนที่บอกว่ายาก แต่งงานแล้ว
ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับภรรยา และลูกอีก ๒ ฅน อยู่ที่อเมริกา
"ผมเห็นด้วยนะพี่" วันนี้ผมอยากจะบอกพี่เขาอย่างนี้

พี่อีกฅนหนึ่ง เคยบอกว่า
"ใช้ชีวิตโสดให้เต็มที่ วันหนึ่งหากเราแต่งงาน ชีวิตอย่างนั้นจะไม่มีอีกแล้ว"
ตอนนั้น ฟังแล้วก็เฉยๆ ยังกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะมีแฟน
ผ่านไปราวสิบปี เพิ่งจะตระหนักว่า พี่เขาพูดจริง

พี่อีกฅนหนึ่งเคยบอกว่า อยากให้โตกว่านี้อีกหน่อย
รับผิดชอบชีวิตตัวเองให้ได้ ก่อนที่จะไปรับผิดชอบชีวิตฅนอื่น
ตอนนั้นผมก็คิดว่าตัวเองโตแล้วนะ
กว่าจะเริ่มเข้าใจสิ่งที่พี่เขาพูด พี่เขามีลูกไปแล้ว ๒ ฅน

"นายเคยรักใครซักฅนหนึ่งจริงๆ บ้างไหม รักจนยินดีตายเพื่อเขาได้
นายเข้าใจหรือเปล่า" เพื่อผมฅนหนึ่งเคยถามผม
วันที่ผมพยายามจะปรามเมื่อเขาคบผู้หญิงฅนหนึ่ง
ผมตอบเขาไปว่าเคย ตอบไปว่าผมเข้าใจ
แต่จริงๆ แล้ว จนถึงวันนี้ ผมก็ยังไม่เคย
และยังไม่เข้าใจอยู่ดี

เคยคุยกับพี่ผู้หญิงฅนหนึ่ง เธอเล่าให้ฟังว่า
เธอกับแฟนก็รักกันดี แต่มีความไม่เข้ากันในหลายเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องค่านิยมและความเชื่อ
"แต่จะให้ทำยังไงล่ะ พี่คบเขามาหลายปีแล้ว เขาเองก็อายุเยอะแล้ว
เราเองก็รักกัน คงไม่เป็นไรหรอก อะไรๆ คงดีขึ้นแหล่ะ"
ผมก็ไม่รู้ว่าดีขึ้นจริงหรือเปล่า
แต่ตอนนี้เธอเป็นคุณแม่ที่เลี้ยงลูกเพียงลำพัง

เคยคุยกับน้องผู้หญิงฅนหนึ่ง เธอแต่งงานกับเพื่อนหนุ่มต่างความเชื่อ
ตอนนี้ลูกเธออายุ ๖ ขวบแล้ว เธอบอกว่า ชีวิตครอบครัวก็พอไปได้
อะไรที่รู้ว่าพูดแล้วคิดต่างกัน จะเถียงกัน ทะเลาะกัน ก็ไม่ต้องพูด
อะไรที่อยากทำ แต่ขัดใจอีกฝ่ายก็ต้องยอมงด
"พี่อย่าตัดสินใจแต่งงานเพียงเพราะพี่ไม่มีใครนะ
ถ้าพี่จะแต่ง แต่งกับคนที่ทั้งพี่และเขามีความสุขร่วมกันในสิ่งที่ทำ
ยิ่งถ้าเป็นตอนที่พี่กำลังทุ่มเททั้งชีวิตทำอะไรบางอย่างอยู่นะ จะดีมาก
เขาควรจะยอมรับและช่วยพี่ได้ด้วย ไม่ใช่แค่เข้าใจว่าพี่กำลังทำอะไรอยู่"
ผมแอบเห็นน้ำตารื้นๆ ของเธอ
สุดท้ายเธอทิ้งท้ายว่า
"ยิ่งลูกเริ่มโตมากขึ้นเท่าไหร่ หนูก็สงสารลูกมากขึ้นเท่านั้น
สุดท้ายก็ต้องทำใจ ได้แต่หวังว่า อะไรๆ คงจะดีขึ้น"

นึกถึงข้อความตอบกลับจากพี่ฅนหนึ่งว่า
ชีวิตเราสั้นนัก สั้นเกินกว่าจะใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุขใจ
เกินกว่าจะใช้ชีวิตอย่างไม่เต็มที่
คบกันแล้วเลิกกัน แย่น้อยกว่า แต่งงานกันแล้วเลิกกัน
สุดท้ายเป็นเพื่อน เป็นพี่น้องกัน ก็ยังดีกว่าไม่เป็นอะไรกันเลย
ความไม่มั่นใจ เป็นสัญญาณเตือนสำคัญ
พี่เขาเชื่อว่า ในฐานะคริสเตียน การแต่งงาน ไม่ใช่เรื่องของฅนเพียงสองฅนเท่านั้น

ผมนึกถึงอีกหลายฅนที่เคยสอนเรื่องการมีครอบครัวใหม่
ทุกฅนจะพูดคล้ายๆ กันว่า ไม่ต้องรีบร้อน เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น
ค่อยเป็นค่อยไป ทุกอย่างมีวาระและเวลาของมัน ไปตามขั้นตอน
แล้วจะสวยงาม

แต่ดูเหมือนตอนนั้นผมจะเชื่อฮอร์โมนมากกว่า

ผมเคยแอบไม่พอใจเพื่อนฅนหนึ่ง ที่ห้ามผมคุยกับฅนที่ผมชอบ
(ซึ่งจริงๆ ก็ไม่กี่วัน)
ผ่านไปอีกหลายปี ถึงเข้าใจความหวังดีของเขา
และเหตุผลซึ่งอยู่เบื้องหลังวิธีการนั้น

ใช้ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบครึ่งทางของอายุชายไทยโดยเฉลี่ย
เพื่อนๆหลายฅน มีลูกจนโต คุยกับเรารู้เรื่องได้แล้ว
หลายฅนแต่งงานและยังไม่มีลูก
บางฅนเพิ่งแต่ง บางฅนกำลังจะแต่ง
และอีกไม่น้อย ไม่มีวี่แววว่าจะแต่ง...
แน่นอนว่า รวมถึงผมด้วย

ความคิดเดินทางย้อนไป ๑๕ ปี
ทบทวนเรื่องราว เหตุการณ์ ผู้ฅน ที่เคยพบเจอ
ก่อนกลับมายังปัจจุบันในชั่วอึดใจ เมื่อลูกของเธอร้องไห้จ้า
คงจะโดนอะไรกัดเข้าให้น่ะสิ

ผมถอนหายใจยาวๆ ส่ายหัวช้าๆ ยิ้มเล็กๆให้กับตัวเอง
รำพึงอยู่ในใจว่า
"เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก
คิดอย่างเด็ก หาเหตุผลอย่างเด็ก..."


Aug 6, 2012

เมื่อไม้จะล้มทับบ้าน

เมื่อวันก่อนช่วยพ่อโค่นต้นไม้ทั้งที่ไม่อยากโค่นเลย
แต่ไม้ต้นนี้ขึ้นอยู่ริมบ้าน แถมเอียงเข้าหาบ้านด้วย
พ่อลูกช่วยกันโค่นอยู่ ๑๕ นาที
เร็วมากเมื่อเทียบกับเวลากว่า ๕ ปีซึ่งไม้ต้นนี้โตขึ้นมา

ลองนึกดู...
กว่าฅนฅนหนึ่งจะเติบใหญ่ ใช้เวลากี่ปี แต่ขับรถหลับใน ชนโครมเดียวตาย
สัมภาษณ์กี่ครั้ง รอกี่เดือน กว่าจะได้งาน แต่แค่เซ็นชื่อแกร้กเดียว พ้นสภาพพนักงานเรียบร้อย
จีบกันมากี่เดือน คบกันมากี่ปี แต่เพียงประโยคเดียว ความสัมพันธ์ก็เลิกลาลง



การสร้างนั้นยากและต้องใช้เวลา
แต่การทำลายนั้นง่ายและฉับพลัน...โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์

บางครั้งเราโกรธจนควบคุมตัวเองไม่ได้
เราใช้วาจาดั่งพร้าเล่มคม เราตัดจิตใจฅนดั่งตัดต้นไม้
หากไม้นั้นขึ้นมาเอง เราอาจไม่รู้สึกมากนักกระมัง กับการกระทำของเรา
แต่ถ้าหากเป็นไม้ที่เราปลูกด้วยมือของเราเองล่ะ
แล้วยิ่งถ้ามันกำลังจะทำลายสิ่งอื่นที่สำคัญของเราอีกด้วย
แม้ลำบากใจอย่างไร ก็คงต้องตัดใจโค่น เหมือนกับที่ผมและพ่อเพิ่งทำไป

การปลูกต้นไม้ด้วยสักแต่ปลูกนั้น เชื่อเถิดว่า ไม่คุ้มกันหรอกกับที่ต้องมาทำใจตัดทิ้งภายหลัง
ใจร่มๆ ใช้เวลาพินิจพิเคราะห์ให้ดีก่อนจะปลูกความสัมพันธ์
อย่าลืมว่า...
การสร้างนั้นยากและต้องใช้เวลา มากกว่าการทำลาย มากนัก

Mar 23, 2012

น้ำพริกแกงส้มพร้อมปรุง (Instant Sour Curry)

วันนี้อยากกินแกงส้มตอนเกือบหกโมงเย็น
จะไปซื้อน้ำพริกแกงส้มที่ร้านค้าชุมชน
ก็ไม่ทันเสียแล้ว
เรื่องตำเองยิ่งไม่ต้องพูดถึง

พอดีหันไปเห็น
ผงน้ำพริกแกงส้มสำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่ง
พ่อซื้อมาวางไว้ได้เกือบสัปดาห์แล้ว
เสร็จโก๋ ฮี่ฮี่

หลังจากเดินไปเก็บผักหลังบ้าน
เตรียมกุ้ง ละลายส้มมะขาม
ทุกอย่างก็พร้อมสำหรับปรุงน้ำแกง

น้ำเดือดปุ้บ ใส่ผงแกงส้มปั้บ
ตามที่ข้างซองแนะนำไว้
รอเดือดแป้บนึง
ตักขึ้นมาชิม...
โอ้ว ไม่กอด!!!
รสชาติยังกะน้ำต้มมาม่า!!!

เข้าใจว่า
หลายฅนคงคุ้นเคยกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหลายยี่ห้อดี
ผมไม่แน่ใจว่า ถ้ากินวันละรส
หนึ่งเดือนจะกินครบทุกเจ้า ทุกรสหรือเปล่านะ

แต่ช่างเถอะ จะบอกแค่ว่า
พวกนี้ก็กึ่งสำเร็จรูปเหมือนกัน ถูก ง่าย ไว
แต่ถ้าเราลองได้กิน บะหมี่ต้นตำรับจริงๆ แล้ว
รสชาติผิดกันลิบลับ
ถ้าให้เลือกได้
ก็คงไม่กินบะหมี่กึ่งสำเร็จอีกเป็นแน่แท้

ปกติแล้ว ที่บ้านผมใช้น้ำพริกแกงสดๆ
ตำขายกันทุกสัปดาห์
เนื้อเงี้ยเนียน กลิ่นก็หอม มีสีแดงระเรื่อ...
มั่นใจได้ว่า กำลังพูดถึงน้ำพริกแกง (ฮา)

ที่สำคัญ คือ เมื่อเอามาปรุง
รสชาติอร่อยเหาะ
แทบไม่ต้องแก้
หรือต้องปรุงเพิ่มกันเลย

ยุคสมัยนี้
อะไรๆ ก็เน้นง่าย เร็ว สะดวก เข้าว่า
มองมุมหนึ่ง ผมก็เข้าใจนะ
ยิ่งสินค้าบางตัว เช่น เครื่องเรือน
คงไม่มีใครมานั่งเลื่อยไม้พะยูงต่อเตียงเอง
เหมือนที่พ่อของผมเคยทำในสมัยก่อน
แค่ซื้อจากไอ้เกี้ยมาต่อจนสำเร็จได้เองเนี่ย
ก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว

แต่อีกมุมหนึ่ง ความเร็ว สะดวก ง่าย
ก็ต้องแลกด้วย คุณค่าที่แท้จริง ซึ่งสูญเสียไป

ยิ่งยุคสมัยนี้ หลายฅนมุ่งเน้นที่
ผลลัพธ์ หรือ ผลผลิต
มากกว่าการให้ความสำคัญกับ
กระบวนการ หรือ วิธีการ

ทั้งที่หลายเรื่อง คุณค่า เกิดจาก กระบวนการ

เราจึงมักพบเห็นผู้ประสบความสำเร็จทั้งหลาย
มักเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีด้วย
เพราะเขาสามารถส่งต่อ คุณค่า ที่เขาได้รับมา
ให้แก่เราได้

ลองนึกดู
เราจะเห็นวิธีคิดที่มุ่งเน้นผลลัพธ์แบบสำเร็จรูป
ใน(แทบจะ)ทุกวงการ
จะซื้อหุ้นตัวไหนดี ตัวนี้จะวิ่งไหมพี่...
ทำงานง่าย ได้เงินเร็ว แค่คลิ้ก...
เรียนกับเราดีกว่า จบง่าย จบเร็ว...
เป็นแฟนกันเมื่อวาน เมื่อเช้าทะเลาะกัน
คืนนี้เลิก เปลี่ยนฅนใหม่ดีกว่า...

เราเห็นฅนอื่นมีผลลัพธ์ที่ดี เราก็อยากมีผลลัพธ์ที่ดีบ้าง
ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ไม่มีความสำเร็จใดที่ไม่แลกมาด้วยความลำบากและความทุ่มเท

น้ำพริกแกงส้ม อาจเป็นเรื่องเล็กๆ หนึ่ง
ที่กินคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าก็ออกจากชีวิตเราไปแล้ว
แต่ยังมีเรื่องเล็กๆ อีกมากมายที่สำคัญในชีวิตเรา
และเชื่อไหมว่า
การสะสมคุณค่าที่แท้จริงทีละเล็กละน้อยเหล่านี้ไว้
ทำให้เรา รู้สึก ถึงคุณค่าของตัวเองและผู้อื่น
รวมทั้งคุณค่าของสิ่งรอบข้างได้อย่างง่ายง่าย
.
.
.

สุดท้าย ผมก็ปรุงน้ำพริกแกงส้มให้อร่อยจนได้
(ยืนยันด้วยปริมาณการกินของแม่)
แม่บอกว่า
เจ๊ข้างบ้านนี่ตำน้ำพริกอร่อยเหมือนเดิมเลยนะ

เมื่อเรารู้จัก รสชาติที่แท้จริงของชีวิตแล้ว
อะไรก็ดูง่าย ทำได้ แก้ไขได้ไปซะหมด
แต่กว่าจะเชี่ยวชาญชำนาญอย่างนั้นได้
ก็อย่าลืมว่า
เส้นทางที่ง่าย สบาย สะดวก และไม่ต้องจ่าย
ไม่ใช่เส้นทางที่จะพาเราไปถึงปลายทางนั้น

ลองมองดูเส้นทางที่เรากำลังเดินอยู่
และ
ขอให้น้ำแกงของคุณทุกเรื่อง
อร่อยเหาะนะครับ



ขนมหวาน:
จะทำแกงส้มให้อร่อย ไม่ควรใส่น้ำมาก
อย่าลืมว่ามีน้ำส้มมะขามด้วย
เอาแค่พอน้ำแกงท่วมผัก
กุ้งและปลาก็พอครับ
ถ้าใส่พวกผักดองจะต้องลดความเปรี้ยวลงด้วย
นอกจากนี้ พวกผักในแกงส้ม
เมื่อสุกแล้วจะเก็บรสเปรี้ยว เค็ม หวาน ไว้ในเนื้อผัก
เพราะฉะนั้นเวลาปรุงน้ำแกงส้มจะต้องมีรสจัดเพิ่มเล็กน้อย
เพื่อให้ได้รสน้ำแกงที่กำลังอร่อยนะครับ

Jan 30, 2012

ความสุขของเด็กๆ

เมื่อเช้าขับรถส่งคุณอาไปสอนหนังสือที่โรงเรียน
ผมเห็นเด็ก ๔ ฅนกำลังเล่นกันอยู่
ทั้งหมดยืนอยู่บนคันดิน
ข้างหน้าพวกเขาคือร่องระบายน้ำ
ก็ไม่กว้างมาก
เด็กฅนนึงกระโดด เด็กอีกฅนกระโดดตาม อีกฅนกระโดดด้วย...
ทั้ง ๓ ฅนกระโดดข้ามมาได้หมด หัวเราะคิดคักดีใจกันใหญ่
คุณคงนึกภาพออก ร่องระบายน้ำนั้นไม่ได้กว้างอะไรเลย
แต่
เจ้าหนูที่ตัวเล็กกว่าเพื่อนอิดออด แล้วก็ยืนหน้าม่อย
.
.
.

เด็ก ๓ ฅนที่กระโดดข้ามมาแล้ว ก็กระโดดข้ามกลับไปหาเจ้าตัวเล็ก
ไม่มีใครพูดอะไร (จริงๆ คือผมไม่ได้ยิน ผมนั่งมองจากในรถ)
ฅนนึงจับมือขวา อีกฅนจับมือซ้าย ฅนที่เหลือจับมือเพื่อน
ผมเห็นเด็กๆ แกว่งมือเป็นจังหวะ
๑... ๒... ๓... (ผมนับเองในใจ ตามจังหวะของน้องๆ)
แล้วเด็กทั้ง ๔ ฅนก็กระโดดข้ามร่องระบายน้ำมาด้วยกัน
คงดีใจกันมาก
เพราะเสียงของพวกเขาดังเข้ามาถึงในรถ
ทั้ง ๔ ฅนกลับไปจับมือกันกระโดดอีกครั้ง
หัวเราะสนุกสนานมีความสุขร่วมกันอีกครั้ง

ก่อนที่ผมจะขับรถเคลื่อนจากมา ผมเห็นเพียงว่า
เด็กทั้ง ๔ ฅน ปีนกลับไปที่เดิมอีกครั้ง
และเริ่มต้นกระโดด... ทีละฅน

Jul 13, 2010

Heart Disk

เรื่องหนึ่งที่สำคัญในชีวิตมนุษย์ ก็คือ ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง (จริงๆ แล้ว ผมคิดว่า สำคัญที่สุดเลยนะ)
สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการทำงานของ Computer ก็คือ ข้อมูล

Windows ที่ลงเสร็จใหม่ๆ ข้อมูลน้อย ข้อมูลแทบทั้งหมด เป็นข้อมูลที่จำเป็นกับชีวิต ส่วนใหญ่เราเห็นและใช้อย่างทั่วถึง
แต่ยิ่งนานวัน ข้อมูลยิ่งมากขึ้น ยิ่งดูแลได้ยากขึ้น ข้อมูลหลายอย่างเริ่มห่างหายจากสายตา (แม้จะไม่ห่างจากสายใจก็เถอะ)
บางคนที่เคยสนิทก็ห่างหายกันนานนับปีก็มี ยิ่งมีการ upgrade ข้อมูลก็ยิ่งเยอะ
ที่สำคัญ บ่อยครั้ง การ upgrade ทำให้ ความคิด รสนิยม และการใช้ชีวิตของเราเปลี่ยนไป

ข้อมูลเยอะแยะเหล่านี้ หลายครั้งเราไม่กล้าลบ เพราะเสียดาย คิดว่า หากลบไป แล้ววันหนึ่งเราต้องใช้ จะทำอย่างไร
ซึ่งแทบทุกครั้ง เราคิดผิด ^^
แต่สำหรับคนฉลาดๆ บางคน เขาก็ Archive ข้อมูลที่ไม่ได้ใช้บ่อยเหล่านี้เอาไว้นะ

บางทีไปแอบเห็นข้อมูลเจ๋งๆ ของคนอื่น ก็เอามาง่ายๆ ด้วยการ Ctrl+ C จากเครื่องของเขา และมา Ctrl+ V ลงเครื่องของเราอย่างว่องไว บางคนกลัวคนอื่นจับได้ ก็ Rename ซะหน่อย... ชื่อใหม่ หน้าตาใหม่ แต่เนื้อหาจิตใจข้างใน “เดิมๆ”

ข้อมูลที่ (คิดว่า) หมดประโยชน์ ส่วนใหญ่ก็ Del ลงไปนอนอยู่ใน Recycle Bin เผื่อว่าจะ Restore กลับมาใช้ใหม่ หรือแค่รอวันสร้างปัญหา เนื้อที่เต็มโดยไม่ทราบสาเหตุให้กับ User ตัวจริง (ฉันใช้งานเป็นอย่างเดียว!)

บางคนรู้มากหน่อยก็ Shift+ Del เพื่อ Permanently Delete แต่หารู้ไม่ว่า จริงๆแล้ว เพราะความซับซ้อนของหัวใจมนุษย์ ข้อมูลเหล่านั้นยังไม่ได้ถูกลบไปไหน แค่ถูกหมายหัวเอาไว้ว่า เป็นความสัมพันธ์ที่ว่างแล้ว จนกว่าจะโดน save ทับเมื่อไหร่นั่นแหล่ะ ถึงจะเป็นการโดนลบอย่างถาวรจริงๆ จนไม่สามารถ Recovery กลับคืนมาใหม่ได้อีกต่อไป

เคยคุยกับช่างซ่อมคอมพิวเตอร์บางคน เขาบอกว่า จริงๆแล้ว แม้จะมีข้อมูลใหม่แทนที่ข้อมูลเก่าไปแล้ว ก็ยังสามารถกู้ข้อมูลเหล่านั้นกลับมาได้ ต่อให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการ Format หรือแม้แต่ย้ายบ้าน ด้วยการจัด Partition ใหม่ ก็ยังสามารถรื้อฟื้นความสัมพันธ์เหล่านั้นกลับมาได้ ยกเว้น กรณีเดียวที่เกินเยียวยา คือ ย้ายบ้านหนีแบบไม่ให้ใครตามตัวได้ หรือที่เรียกว่า Secured Delete Partition อันนั้น ทำยังไงก็กู้ข้อมูลกลับมาไม่ได้

ผมก็ไม่รู้ว่า ช่างคนนี้เขาพูดจริงหรือเปล่านะ ตัวผมเองก็ไม่เก่งขนาดนั้น ทำไม่เป็น และไม่เคยลองทำเสียด้วยสิ

แต่อย่างไรก็เหอะนะ คนเรา ไม่ใช่ Computer ความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกันก็ไม่ใช่ข้อมูล

มนุษย์ มี หัวใจ

มนุษย์ มี สมอง

มนุษย์ อาจใช้สมองคิด
แต่
มนุษย์ใช้หัวใจจดจำเรื่องราว

ที่สำคัญ เราใช้ “หัวใจ” เป็นสื่อเชื่อมถึงกันและกัน


ดูแลรักษา Heart Disk ของเราให้ดีนะครับ เพราะชีวิตเริ่มต้นจากตรงนั้น...
ชีวิต เริ่มต้นมาจาก “หัวใจ”

Feb 26, 2010

ชื่อของเขาคือ...

ลองหลับตานึกถึงใครซักคนที่มีลักษณะดังนี้
+ สอบที่ไร ได้ ศูนย์ คะแนน เป็นเรื่องปกติ
+ ชอบนอนกลางวัน
+ อะไรนิดอะไรหน่อยก็ร้องไห้
+ ถูกเพื่อนๆ แกล้งเป็นประจำ
+ ร่างกายไม่แข็งแรง เล่นกีฬาไม่เก่ง
+ รักธรรมชาติ รักเพื่อนพ้อง
+ เป็นคนมีเมตตา จิตใจอ่อนโยน มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น
+ เป็นคนอดทน ไม่จดจำความผิด รักสันติ
+ มีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์
+ ปกติเป็นคนอ่อนแอ ขี้กลัว แต่ก็กล้าหาญได้ทุกครั้งเมื่อถึงเวลาคับขัน
+ ...
นึกถึงใครบ้างไหมครับ...

เมื่อเช้านี้ปวดหัวหนักมาก ไม่ได้ไปทำงาน ก็เลยได้มีโอกาสเจอกับเพื่อนเก่าคนนึง ไม่ได้เจอกันนานมากแล้ว
เขามักจะเข้ามาหนุนใจผมหลายๆครั้งที่ผมรู้สึกท้อถอย หมดกำลังใจ

วันนี้ เขาเล่าเรื่องการเดินทางครั้งใหม่ของเขาให้ผมฟัง ดูแล้วก็ทันสมัยไม่น้อย
เป็นเรื่องของภาวะการลดลงของป่าไม้เนื่องจากการดำรงชีวิตของมนุษย์
เรื่องครั้งนี้เริ่มต้นจากความอ่อนโยนของเขา ซึ่งก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีด้วยความพยายามของเขา
และแน่นอนว่า ช่วงท้ายของเรื่อง เขาก็ร้องไห้อีกแล้ว

เขาเล่าต่อเนื่อง 2 ชั่วโมง ชนิดแผ่นเดียวจบ
ผมยังคงนั่งคิดถึงสิ่งที่เขาพูด
เรื่องจิตใจที่ห่วงหากันและกัน เป็นสิ่งเชื่อมต่อชีวิดหนึ่งเข้ากับอีกชีวิตหนึ่ง
และเมื่อมีชีวิตใหม่เกิดขึ้นมา ก็จะได้รับการเลี้ยงดูจนเติบใหญ่
ทุกชีวิตต่างคอยเกื้อหนุนกันและกัน ทั่วทั้งจักรวาลจึงอบอวลไปด้วยความรัก

ช่วงท้ายที่เขาต้องจากลาเพื่อน ทุกคนต่างร้องไห้ออกมา
ผมถามตัวเองว่า ทำไมผมถึงไม่ค่อยร้องไห้เมื่อต้องจากลาคนอื่น

หลังจากนั่งตรึกตรองถึงเรื่องราวของเพื่อนผมคนนี้
ผมพบว่า ทุกครั้งที่เขาต้องจากลาคนอื่นเขาร้องไห้พร้อมรอยยิ้มทุกครั้ง
ผมนึกถึงการผจญภัยธรรมดาๆของเขาในชีวิตประจำวัน
จนกระทั่งโลดโผนทั้งใต้สมุทร กลางป่าดงดิบลึก อวกาศอันไกลโพ้น
หรือแม้แต่กระทั่งดินแดนแห่งเวทย์มนต์ หรือ ดินแดนสมัยไดโนเสาร์ก็ตามที

ทุกๆ การเดินทาง ไม่ใช่มีเพียงเขากับกลุ่มเพื่อนๆ
แต่มักจะมีใครบางคนที่ได้ร่วมในการผจญภัยนั้นๆเสมอ
ซึ่งสุดท้าย ต่างฝ่ายต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปตามวิถีทางของตัวเอง

ผมอาจจะยังเข้าใจเพียงบางส่วน
แต่ผมตอบคำถามตัวเองว่า คุณค่าของการลาจาก อยู่ที่เรื่องราวระหว่างทางที่มีต่อกัน

คงต้องใช้ความกล้าหาญไม่ใช่น้อย ที่จะรักและใช้ชีวิตกับคนอื่นอย่างสนุกสนาน
ทั้งที่รู้ว่าวันหนึ่งการจากลาก็จะมาถึง

แต่ดูเพื่อนผมคงนี้ เขาคงเห็นเป็นเรื่องปกติเสียแล้วละมั้ง
ดูเหมือนหัวใจอันอ่อนโยนของเขาไม่เคยคิดมาก และวุ่นวายอยู่กับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ผมรู้ว่าแม้ตอนจบเขาอาจดูเศร้าๆ แต่ครั้งหน้า เขาก็จะสนุกกับชีวิตได้อีก

ในเมื่อวันหนึ่งการจากลาย่อมมาถึงอย่างแน่นอน
อย่างช้าก็ด้วยความตาย

ทำไมเราถึงไม่ใช้ชีวิตในวันนี้กับคนรอบข้างอย่างมีความหมาย
สิ่งละอันพันกันทีละน้อยเป็นเรื่องราวระหว่างทางที่มีต่อกันและกัน
ถักทอเป็นคุณค่าที่มีให้ต่อกัน ซึ่งมันจะคงอยู่ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจอยู่

ต้องขอบคุณเพื่อนผมคนนี้มาก
ทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นเยอะที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไป
ไม่ได้แค่เพียงมีชีวิตอยู่เท่านั้น

อีกทั้งช่วยให้ผมเข้าใจมากขึ้นด้วยว่า
เพราะอะไรความรักจึงเข้มแข็งดั่งความตาย

นึกออกไหมครับ เพื่อนผมคนนี้คือใคร...

ชื่อของเขา คือ โนบิ โนบิตะ ครับ

Feb 23, 2010

ย้ำเตือนให้จดจำ

เมื่อกี้ได้นั่งฟังเพลง อย่างน้อย
จำได้ว่าเคยเขียนบันทึกไว้ครั้งหนึ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ที่มีเพลงนี้เป็นเพลงประกอบ
กลับไปย้อนอ่านแล้วหวนคิดถึงใครบางคนที่นึกถึงอยู่ตอนที่กำลังเขียนในขณะนั้น
ช่วยเตือนใจให้นึกถึงอะไรบางอย่างที่ลางเลือนไป

“ ...อาจจะเหนื่อยบางครั้ง อาจจะเจ็บบางที แต่ก็ยิ้มได้เรื่อยมา
อาจจะต้องผิดหวังก็ไม่เป็นไร
อย่างน้อยฉันได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ
ทุกนาทีที่ฉันมีเธอ รักคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ และมีความหมายมากมายจริงๆ
อย่างน้อยฉันเคยได้รักเธอ รักด้วยการไม่หวังอะไร
ความพยายามที่ทำเพื่อเธอ จะขอทำต่อไป แค่มีรอยยิ้มของเธอส่งมา ก็ชื่นใจ
หากในวันพรุ่งนี้ เธอจะตอบตกลง คงจะคุ้มค่ามากมาย
แม้จะต้องผิดหวังก็ไม่เสียใจ...”

ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเพียงไม่ถึงปีดี คนเราจะเผลอไผลหลงลืมเรื่องสำคัญไปได้อย่างง่ายดาย
มันอาจจะจริงว่า การไม่มองย้อนหลังกลับไปอีกเมื่อตัดสินใจเลือกแล้ว เป็นวิธีที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

ชีวิตเป็นเรื่องที่ผ่านแล้วผ่านเลย ย้อนกลับเอาคืนมาไม่ได้

การที่เราเผลอลืมบางเรื่องที่สำคัญในชีวิต ก็อาจทำให้เราเปลี่ยนไป
แม้จะเป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็อาจนานพอที่จะทำให้ใครบางคนที่เคยตัดสินใจอย่างหนึ่ง เปลี่ยนการตัดสินใจได้

แม้เมื่อเรานึกขึ้นได้และกลับมา ใครคนนั้นก็อาจเดินจากเราไปแล้วชั่วชีวิต

จากความแตกต่าง ก็กลายเป็นความแปลกแยก
จากปรับตัวเข้าหากัน ก็กลายเป็นตัวใครตัวมัน

ไม่ใช่ความผิดของใคร นอกจากตัวเองจะเตือนตัวเองเอาไว้ หากครั้งหน้าจะมีจริงเป็นโอกาสให้แก้ตัวใหม่
“จงจดจำ” เรื่องสำคัญไว้ให้ดี

... คำว่ารักยังพอให้ต่อชีวิต ยังทำให้คิดถึงวันเก่าๆเหล่านั้น
ได้แต่หวังลึกๆในใจ จะมีบ้างไหมสักวัน สิ่งที่ดีๆเหล่านั้น จะกลับมา...

แม้มันจะริบหรี่ลงเรื่อยๆ แต่ก็อดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ เพลงมันมาได้ถูกจังหวะจริงๆ
(... อ้าว เคยเขียนบันทึกจากเพลง ฝุ่น เหมือนกันนี่นา ย้อนกลับไปอ่านซักหน่อยคงดี...)

Feb 19, 2010

เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง

เมื่อวันก่อนได้อ่านชีวิตของนักมวยไทยคนหนึ่งแล้วให้นึกถึงชีวิตของตัวเองช่วงนี้
รู้สึกเหมือนเป็นการชกที่โดนไล่ถลุงจนลงไปนอนนับแปดตั้งแต่ยกแรก
แม้จะพยายามลุกขึ้นมาสู้ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ยกที่สามก็โดนปลายคางให้ลงไปนอนนับอีกครั้ง
รู้สึกเหมือนอยากลุกแต่ก็ไม่อยากลุก
มองไปที่มุมของตัวเอง ภาพของพี่เลี้ยงและคนที่คุ้นตาไม่มีอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว...

นึกย้อนชีวิตของตัวเองเปรียบเทียบกับนักมวย
สมัยที่เรายังกระดูกอ่อนมีพี่เลี้ยงคอยสั่งสอน คอยแนะนำ
ไม่ว่าจะไม่ชอบหน้ากันขนาดไหน แต่ก่อนชกเขาก็สอนเรา ขณะชกเขาก็ตะโกนบอกเรา ชกเสร็จก็ยังให้เราซ้อมต่อ
บางครั้งเห็นไม่ไหวจริงๆ แกก็โยนผ้ายอมแพ้ให้ เทคนิคใหม่ๆแกก็สอนให้
มีปัญหาคับค้องใจอะไรก็ปรึกษาแกได้ คัมภีร์มวยที่ว่ายากๆ แกก็หาวิธีอธิบายให้เราเข้าใจได้อย่างง่ายๆ

นอกจากพี่เลี้ยง อีกคนหนึ่งก็ลูกสาวเจ้าของค่ายมวย
ทุกครั้งที่ขึ้นชก เธอก็ยืนตะโกนอยู่ตรงนั้น
หมดยกทีไรเธอก็คอยให้น้ำ คอยเช็ดหน้าเช็ดตาให้
บางทีหมดแรงกายจะลุกก็ได้เสียงเธอเป็นแรงใจให้ลุกได้อีกครั้ง ชนะก็กอดกันกลม แพ้ก็ปลอบใจกัน

จนวันที่เราเริ่มมีประสบการณ์ เริ่มมีทางมวยไม่ตรงกันกับพี่เลี้ยง เริ่มไม่อยากเป็นนักมวยสังกัดค่าย
เราอยากหาชั้นเชิงมวยของตัวเราเอง อยากลองต่อยมวยในแบบของเราเอง...

เสียงเชียร์จากคนดูยังคงดังกึกก้องอยู่รอบเวที
แต่ผมรู้ว่า ไม่ว่าผมจะชนะหรือแพ้
คนเหล่านี้ก็จะกลับบ้านไปพร้อมกับเพื่อนของเขา กลับไปอยู่กับครอบครัวของเขา
สุดท้าย ก็จะเหลือผมอยู่เพียงลำพัง
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมอาจจะยังลุกขึ้นมาต่อยอีกสักครั้ง
อย่างน้อยแม้จะแพ้ ก็ยังมีเรื่องไว้เล่าให้ใครบางคนฟังว่าผมพยายามแล้วนะ

นึกแล้วบางทีก็อยากย้อนเวลากลับไปได้
ถ้าวันนั้นเราไม่ทะนงและลำพองในตัวเองมากไป
วันนี้เราอาจคงยังมีพี่เลี้ยงอยู่ที่มุมเวที แต่ที่แน่ๆ จะยังคงมีใครบางคนที่ยืนอยู่เพื่อผมตรงนั้น...

ระฆังยังไม่ดัง เวลายังไม่หมด กรรมการยังไม่นับสิบ ผมยังมีโอกาสชนะ

ถ้าผมไม่ลุกขึ้นมา หนทางของผมคงจบลงที่ความพ่ายแพ้แน่นอน
แต่ถ้าลุกขึ้นมา แม้จะยังไม่รู้ว่าจะลุกขึ้นมาเพื่อใครหรือเพื่ออะไร
อย่างน้อยประตูสำหรับชัยชนะของผมก็ยังไม่ปิดตายเสียทีเดียว

ดูเหมือนว่า ณ ตอนที่เขียนเรื่องนี้อยู่ ผมจะลุกขึ้นมาได้สำเร็จและยืนอยู่ได้จนครบยก

ผมรู้ว่า ยกหน้า แรงที่เหลือเพียงน้อยนิดคงทนโดนต่อยหนักๆ ได้อีกไม่กี่ครั้ง
หนีไปคงไม่มีประโยชน์ คงมีแต่ต้องใส่ไม่ยั้ง แลกกันไปให้เห็นดำเห็นแดง

อย่างน้อย ชกครั้งนี้ ผมก็ได้เรียนรู้จะเป็นพี่เลี้ยงของตัวเองในขณะชก
ไม่มีคนให้ฟูมฟายด้วย ไม่มีคนคอยช่วย ไม่มีกำลังใจจากคนอื่น
ไม่มีคนปรึกษา ไม่มีคนอยู่เคียงข้าง
คงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่า มันเป็นการต่อสู้เพียงลำพังเต็มรูปแบบครั้งแรกของผม

จะชนะหรือแพ้ ตอนนี้คงไม่สำคัญสำหรับผมเท่าไหร่
เพราะการชกบนเวทีนี้ สอนให้ผมได้รู้ว่า หนทางของนักสู้อยู่ที่หัวใจของตัวเอง
มันเป็นความรับผิดชอบของตัวเราเองล้วนๆ
แม้จะเหลือเพียงลำพัง แต่หากระฆังยังไม่ดังหมดยก ลมหายใจยังไม่หยุด
จะล้มอีกเจ็ดครั้ง ก็ให้ลุกขึ้นมาอีกเจ็ดครั้ง และหาหนทางที่จะชนะให้ได้

ไม่ต้องรอจนชกครบ 12 ยก หรือต้องคว่ำคู่ต่อสู้ให้ได้ก่อน ถึงจะเรียกว่า ชนะ
ชัยชนะที่แท้จริง เริ่มต้นที่หัวใจของคนที่ยืนอยู่บนสังเวียน

ขอบคุณที่เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง ผมจึงได้หัวใจของนักสู้มาแทน...


ปล. ไม่มีพี่เลี้ยงไม่เป็นไร แต่อย่างไรก็ตาม ขอมีลูกสาวเจ้าของค่ายมวยไว้สักคนก็ยังดี เห็นด้วยไหมครับ

Feb 6, 2010

สองคน

เมื่อวานนี้ไปกินข้าวกับน้องคนหนึ่งมา เขาเล่าให้ฟังถึงเรื่องเพื่อนของเขา...

วันก่อนเดินผ่านตึกที่กำลังก่อสร้าง เพิ่งรู้ว่าเขากำลังสร้างสนามแบต...

เมื่อสัปดาห์ น้องคนหนึ่งขึ้นหัวข้อความในแชตว่า “Two are better than one; because they have a good reward for their labour. For if they fall, the one will lift up his fellow: but woe to him that is alone when he falleth; for He hath not another to help him up.”


สองสามวันมานี้ป่วยหนักแบบไม่มีสาเหตุ ในบางช่วงบางจังหวะชวนให้คิดย้อนไปข้างหลังและคิดล่วงไปข้างหน้าถึงเรื่องราวหลายอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว และยังไม่เกิดขึ้น บางอย่างก็อยากให้เกิดขึ้น บางอย่างก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น...

นึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่ผมเคยถามเขาว่าคิดอย่างไรถึงแต่งงาน และหลังจากนั้นอีกสามปีก็ถามเขาอีกครั้งว่า แต่งงานแล้วเป็นอย่างไร...

นึกถึงงานแต่งงานของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ที่มีข้อขัดแย้งกับแม่เจ้าสาว เรื่องการจัดงานแต่งงาน ในคืนก่อนวันแต่งงาน...

นึกถึงพ่อกับแม่ เวลาที่แม่ยิ้มเมื่อพูดถึงพ่อ เวลาที่พ่อร้องไห้เมื่อพูดถึงแม่...

นึกถึงความรู้สึกของปู่ ที่เป็นอัมพฤกษ์ก่อนย่า แล้วต้องเห็นย่าเส้นเลือดในสมองแตกและเสียชีวิตก่อนตัวเอง...

นึกถึงชีวิตของตัวเอง...


นึกแล้วก็ชวนให้เกิดคำถาม คำถามที่นำไปสู่คำถามที่หาคำตอบไม่ได้ “ความรักคืออะไร” แม้จะมีนิยามความหมายดีๆมากมายของคนที่พยายามให้นิยามไว้ แต่ในส่วนตัวผม คำนิยามที่ว่า “ผู้ที่ไม่รู้จักพระเจ้าก็ไม่รู้จักความรัก เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก” ดูจะเป็นนิยามที่กินใจที่สุด

ใครจะบอกได้ว่าพระเจ้าเป็นอย่างไร ความรักก็เหมือนกัน...

สิบกว่าปีก่อน ผมเคยสงสัยว่า ทำไมการจะรักใครสักคนถึงยากจัง มาถึงวันนี้ จึงเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า การจะรักใครสักคนนั้นไม่ยาก แต่มันยากที่จะต้องยอมรับว่า เราอาจจะไม่ใช่คนที่ถูกรักของคนที่เรารัก มันยากตรงที่วันหนึ่งคนที่เรารัก เขาอาจจะไม่อยู่ให้เรารักอีกแล้ว มันยากตรงที่บางครั้ง เราก็ต้องแสดงออกความรักของเราด้วยอาการของการไม่รัก

พูดง่ายๆ เรากลัวและไม่อยากเจ็บปวด เราไม่อยากอยู่คนเดียว ไม่อยากกลับมาอยู่กับความเปล่าเปลี่ยวอีกครั้ง

แม้ในความเป็นจริง เราอาจจะมาถึงจุดตระหนักที่ว่า มนุษย์ทุกคน แต่ละคนถูกสร้างมาเพื่อเป็นที่รัก ทุกสถานการณ์ ทุกสิ่งอย่างได้รับการจัดเตรียมมาอย่างเจาะจงเพื่อเรา เพื่อบอกว่า เหตุผลที่มีเราอยู่บนโลกนี้ เพราะพระเจ้าทรงรักเรามากๆ แต่สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า มันก็ทำให้เรารู้สึกแย่และเจ็บปวด จนยากที่จะเชื่อได้อย่างนั้นว่า เราเป็นที่รักจริงๆ

ไม่รู้ว่าเพราะความกลัวเหล่านี้หรือเปล่า บางคนถึงเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง

ผมเคยคิดว่า ถ้าเลือกได้ ผมขอตายทีหลังภรรยาผม ผมคิดว่าคนที่ยังอยู่ คงต้องเผชิญกับอะไรหลายๆอย่างมากกว่าที่ไม่น่ารื่นรมย์นัก จริงๆ ถึงวันนี้ ผมก็ยังคิดอย่างนั้นอยู่ เพียงแต่ตระหนักมากขึ้นว่า นั่นเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ สิ่งที่ผมทำได้คือพยายามสร้างความทรงจำที่ดีให้แต่ละคนเก็บเอาไว้

คอยเช็ดตัวเวลาที่ไม่สบาย ทำกับข้าวให้กิน ไปออกกำลังกายด้วยกัน ช่วยใส่รองเท้า นั่งร้องไห้ด้วยกัน ไปงานปาร์ตี้ด้วยกัน มีความสุขด้วยกัน

ผมคิดว่าความทรงจำดีๆเหล่านี้ ยิ่งมีมากเท่าไหร่ คงช่วยเป็นกำลังใจให้กับเราได้มากเท่านั้น ในวันที่เราคนใดคนหนึ่งต้องอยู่เผชิญโลกนี้เพียงลำพัง

ช่วยให้เราจำได้ว่า ครั้งหนึ่ง เราเคยรักใครคนหนึ่ง และเป็นที่รักของใครคนนั้น

"The supreme happiness of life is the conviction that we are loved." - Victor Hugo

Nov 20, 2009

ไปด้วยกัน

ปกติ สี่แยกแถวบ้านผม ตอนเช้าๆ จะปล่อยรถนานมาก รถเมล์ส่วนใหญ่ก็มักจะเลี้ยวซ้ายไปลอดใต้สะพาน แล้วเลี้ยวซ้ายที่สี่แยกอีกที เพื่อกลับสู่เส้นทางเดิม

เช้านี้ รถเมล์คันที่ผมนั่ง ทำท่าเหมือนจะตรงไป ผมเดาว่าคนขับคงคิดเหมือนผม เพราะถ้ารถที่กำลังวิ่งอยู่หยุด เราจะได้ไฟเขียว แต่จู่ๆ รถก็ฉีกออกซ้าย จังหวะที่รถเลี้ยวซ้าย ไฟก็เขียวพอดี

คนเก็บตั๋ว พูดออกมาอย่างหัวเสีย "อะไรกันนี่ รออยู่ตั้งนาน พอเลี้ยวปุ้บ ไฟเขียวปั้บ" (ผมปรับคำพูดเล็กน้อยให้เหมาะกับการอ่านของเยาวชน) ความคิดของผมในเวลานั้น คือ เขาวิ่งรถในเส้นทางนี้ เขาน่าจะรู้ว่า ไฟกำลังจะเขียวแล้ว...

การตัดสินใจของคนขับรถ ทำให้ผมเสียเวลาไปมากกว่า 5 นาที... นั่น หมายถึง ผมพลาดเรือ 1 ลำ แปลว่า ผมจะไปทำงานช้าอีกเกือบ 15-25 นาที

แต่ เรื่องยังไม่จบ
วันนี้ ผมนั่งรถเมล์จากเทเวศน์ไปที่ทำงานแถวประตูน้ำ ด้วยเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ทั้งที่รถแทบไม่ติดเลย เมื่อเทียบกับทุกๆวัน คนขับเขาขับรถแบบเซ็งโลกมากอ่ะ ขับไปเรื่อยๆ รถสายเดียวกันแซงไปแล้ว 3 คัน ผมลงที่ป้ายพร้อมกับ คันที่ 4 เข้ามาจอด...

วันนี้ ผมมาทำงานสาย 28 นาที


.... เป็นเรื่องจริงที่ว่า ในโลกของวันนี้ การทำงานใหญ่ให้ได้ผลงานระดับสุดยอดนั้น คือ การประกอบด้วยการทำงานย่อยๆอย่างยอดเยี่ยมของคนหลายๆคน เป็นเรื่องจำเป็นที่เราต้องเลือกว่าเราจะอยู่ที่ไหน อยู่กับใคร ลำพังเพียงเราคนเดียวแม้จะเก่งกาจสามารถเพียงใด ก็อาจดำเนินชีวิตได้ไม่ง่ายนัก หากปราศจากการพึ่งพาอาศัยกัน เพราะเราต่างกัน มันจะมีบางอย่างแน่ๆ ที่เราไม่ชำนาญ เรื่องที่สำคัญก็คือ ต้องพึ่งพาให้ถูกคนด้วย

ไม่ว่าจะเป็นคนร่วมชีวิต คนร่วมสังคม คนร่วมงาน คนร่วมเดินทาง และอีกหลายๆ การไปด้วยกัน แม้ในโลกที่แบนลงเรื่อยๆ เช่นทุกวันนี้ ดูเหมือนว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็ว แต่เรื่องความสัมพันธ์ ความผูกพัน ก็ยังเป็นเรื่องที่สำคัญ และเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

ผมคิดว่า หากเราเชิญชวน/ร่วมไปกับใคร บนพื้นฐาน ว่าเขา/เราทำอะไรได้ มันเสี่ยงต่อการคบกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ แต่ในบางความสัมพันธ์มันก็เริ่มต้นด้วยผลประโยชน์จริงๆ เช่น การทำงาน หรือ การทำธุรกิจ ซึ่งจะมีข้อตกลง ทำสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษร แต่อาจจะไม่เหนียวแน่นและใช้เวลาเหมือนสัญญาใจ

"เพื่อนก็เพื่อน ธุรกิจก็ธุรกิจ" คำพูดที่ผู้ใหญ่สอนมาตั้งนาน แต่ผมเพิ่งจะซึ้งกับคำนี้ ก็ปีนี้นี่เอง

บางครั้ง เราก็ยังไม่รู้ว่าจะไปกับใคร ก็เดินกันไปเรื่อยๆ เพื่อเรียนรู้ว่า ใครบ้างที่เหมาะจะไปกับเรา/เราเหมาะจะไปกับใครบ้าง บ่อยครั้ง ขณะที่เรายังไม่รู้จักกันดี เราก็เชื่อสิ่งที่เขาบอก แล้วก็ตัดสินใจบนพื้นฐานสิ่งที่เขาพูด แต่บางครั้งก็บนพื้นฐาน ความเอื้ออารีย์ของเขา

แต่เมื่อถึงวันหนึ่งที่เรารู้จักเขาว่าเขาเป็นอย่างไร วันหนึ่งที่เราพบคนที่สนใจในสิ่งต่างๆคล้ายๆเรา เรากำลังจะตัดสินใจไปด้วยกันกับคนใหม่ กับกลุ่มใหม่... มันเป็นเรื่องที่ลำบากใจในการ ต้อง พูดกับคนที่เขาเข้าใจไปแล้วว่า เราจะไปกับเขาตลอดไป

ถ้ายืมศัพท์ของนักกฎหมายมาใช้ ก็ต้องเรียกว่า เป็น โมฆียะทางใจ... สัญญาใจที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานความเข้าใจผิดที่มีต่อกัน ถ้าไม่รีบบอกเลิกซะโดยเร็ว สัญญาใจฉบับนี้ก็จะมีผลบังคับใช้ตลอดไป

จะคบใคร จะไปกับใคร ก็เลือกกันดีๆ มองให้เห็น สันหลัง ของเขา จะได้เลือกไม่พลาด
ถ้าหากคิดว่า ตัวเองมี โมฆียะทางใจ ก็รีบบอกล้างสัญญานั้นซะ
ขณะเดียวกัน ก็อย่าลืมให้เกียรติคนอื่น เคารพในการเลือกและการตัดสินใจของเขา แต่อย่างไร ความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นแล้วก็เป็นสิ่งดีที่มีคุณค่าควรแก่การรักษาไว้ และปฏิบัติต่อกันเช่นดังเดิม (แม้อาจมีระยะห่างระหว่างใจเพิ่มขึ้นบ้างตามระยะทางที่มากขึ้น)


แม้เมื่อเช้านี้ผมจะไม่เห็นสันหลังของคนขับรถคนนั้น แต่ก็จำหน้าเขาได้ละ... อย่าหวังเลย ว่าผมจะขึ้นรถคันที่เขาขับอีก
ลาที ลาขาด
ไปด้วยกัน...เหรอ? ไม่มีทาง...(จนกว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเองนะ) ^^