Showing posts with label กรอบความคิด. Show all posts
Showing posts with label กรอบความคิด. Show all posts

Nov 10, 2009

7 นิสัยของคนใช้ชีวิต...เติบโตจากภายใน

นิสัยสุดท้าย นิสัยที่ 7 คือ การเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็น "กระบวนการ" การขยายความสามารถในการผลิตส่วนบุคคล ผ่านการเรียนรู้ ความตั้งใจจริงของตัวเอง และการเปลี่ยนแปลง

มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในส่วนสุดท้ายนี้ ซึ่งผมเข้าใจมาก่อนหน้านี้เกือบ 10 ปีแล้ว จากการศึกษาพระคัมภีร์ส่วนตัว (น่าแปลกใจว่า ที่ผ่านมา เมื่อผมแบ่งปันแนวคิดเหล่านี้ คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนในโบสถ์มักมีอาการของความสงสัยว่าแนวคิดเหล่านี้เชื่อถือได้หรือไม่ ทำเหมือนได้ยินเป็นครั้งแรก ทั้งที่หลายคนก็อ้างตัวเองว่า อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วด้วย)

คนเราจะเติบโตขึ้นใน 4 ด้าน ได้แก่ ร่างกาย สติปัญญา จิตวิญญาณ และ สังคม/อารมณ์ (ผมเข้าใจแนวคิดนี้จาก พระธรรม ลูกา 2:52)
มนุษย์มีร่างกายเพื่อใช้ในการดำเนินบนโลกใบนี้ ไม่ว่ามันจะถูกใจเราหรือไม่ การออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์อย่างพอเพียง พักผ่อนอย่างเพียงพอ เป็นเรื่องพื้นฐานในการรักและดูแลตัวเอง
สติปัญญา เป็นเรื่องของการพัฒนาความคิด ความเข้าใจ ความสามารถในการจัดการและแก้ไขปัญหา การอ่านหนังสือดีมีประโยชน์ รักที่จะเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต รวมทั้งการเขียน ก็เป็นประโยชน์เช่นกัน
จิตวิญญาณ การค้นพบ "เรื่องสำคัญ" ของชีวิต สิ่งที่ทำแล้ว ชีวิตรู้สึกได้รับการเติมให้เต็ม ความเชื่อและค่านิยมของชีวิต การมีเวลาพักและสงบนิ่งส่วนตัวในแต่ละวัน จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับความแข็งแรงของจิตวิญญาณ
สังคมและอารมณ์ เป็นส่วนประกอบพื้นฐานของมนุษย์ การมีสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นเรื่องของความรู้สึกเป็นหลัก การดำเนินชีวิตด้วยเหตุและผลเพียงอย่างเดียว จึงอาจนำมาซึ่งความพินาศต่อทั้งการรู้จักตัวเองและผู้อื่นในที่สุด

ทั้ง 4 ด้านนี้ มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน เมื่อด้านใดด้านหนึ่งของเราเติบโตขึ้น ก็จะช่วยส่งผลให้ด้านอื่นๆแข็งแรงขึ้นด้วย

ทั้ง 7 นิสัยนี้ ทำไม่ยาก แต่จะกลายเป็นนิสัยของเราจริงๆ ต้องใช้เวลา

ในระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้ หลายครั้งที่ได้ลองฝึกใช้ลักษณะนิสัยเหล่านี้ในชีวิตจริง และเห็นผลที่เกิดขึ้นในทางดีอย่างน่าประหลาดใจ
ทำให้ผมรู้ว่า มันใช้ได้จริง ไม่ใช่ คิด ว่ามันใช้ได้จริง เหมือนหลายครั้งหลายเรื่องที่ผ่านมา

ชวนให้ผมนึกถึง คำพูดของ Albert Einstein

"You can never solve a problem on the level on which it was created."
และ "The only source of knowledge is experience."

สุดท้าย ขอนำส่วนหนึ่งในบทส่งท้ายของหนังสือมาลงให้อ่านกันครับ

Ezra Taft Benson said it this way,
“The Lord works from the inside-out. The world works from the outside in. The world would take the people out of the slums. Christ takes the slums out of people and then they take themselves out of the slums…The world would shape human behavior, but Christ can change human behavior.”

Oct 23, 2009

7 นิสัยของคนใช้ชีวิต...อารัมภบท: ห่านกับไข่ทองคำ

หยิบ 7 Habits of highly Effective people / Stephen R. Covey มาปัดฝุ่นอ่านอีกครั้ง อ่านรอบนี้ ความคิดและชีวิตของผมเปลี่ยนแปลงไปอีกหลายเรื่องทีเดียว

หลายคนคงคุ้นเคยกับนิทานอีสปเรื่องห่านออกไข่เป็นทองคำกันดี ห่านออกไข่เป็นทองคำทุกวัน วันละ 1 ฟอง เจ้าของเอาไปขายได้เงินมากมาย แล้วเจ้าของก็ฆ่าผ่าท้องห่าน หวังจะเอาทองทั้งหมดไปขายในคราวเดียว แต่ท้องห่านว่างเปล่า สุดท้ายไม่เหลือทั้งห่านไม่ได้ทั้งทอง...
เราเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง โลภมากลาภหาย... เพียงแค่นั้นเองหรือ

... เราเร่งทำงานหามรุ่งหามค่ำ แล้วก็เจ็บป่วยในท้ายที่สุด...
... เราสั่งลูก(น้อง)ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อให้ได้ผล(งาน)ตามคุณภาพที่ต้องการ แต่ทำให้ลูก(น้อง)กลัวเรา และทำงานไม่เป็น...
... ผู้จัดการฝ่ายผลิตเปิดเครื่องจักรผลิตสินค้าทั้งวันทั้งคืน ไม่หยุดพัก บริษัททำยอดขายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่หลังจากผู้จัดการคนนี้ย้ายออกไปแล้ว งบซ่อมบำรุงก็สูงขึ้นมาก จนการเปลี่ยนเครื่องจักรอาจคุ้มกว่า...
... GDP ของประเทศสูงขึ้นทันทีภายในไม่กี่ปี แต่หลังจากเปลี่ยนรัฐบาล จึงพบว่าหนี้ประชาชาติสูงขึ้นเกียบ 10 เท่า ภายในระยะเวลาไม่ถึง 8 ปี ของรัฐบาลชุดก่อน...
คุ้นๆ กับเรื่องพวกนี้บ้างไหม

ผลิตผลหรือผลงานเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประสิทธิผลของการทำงานไม่ได้หมายถึงผลงานตามเป้าหมายในระยะสั้นๆ เท่านั้น เป็นเรื่องสำคัญ ที่เราต้องผลิตผลงาน โดยพิจารณาเรื่อง "ความสามารถในการผลิต" ไปพร้อมๆกัน เพราะสิ่งนี้จะเพิ่มผลผลิตของเราในระยะยาว

ลองหยุดคิดสักนิด... ว่าจริงไหม

เรารู้ว่า ถ้าเราเก่งภาษามากกว่านี้ เราจะได้งานดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น แต่เราก็วุ่นกับงานในตอนนี้ จนไม่มีเวลาไปเรียนหรือแม้แต่ฝึกภาษาเพิ่มเติม...
เรารู้ว่า น้ำหนักตัวเรามากเกินไป เรามีไขมันสะสมที่หน้าท้อง เราจำเป็นต้องออกกำลังกาย แต่เราก็มีอะไรเร่งด่วนต้องทำเต็มไปหมด...
เรารู้ว่า การพักผ่อนที่เพียงพอ ทำให้เรามีความสดชื่นในการทำงานวันรุ่งขึ้น แต่บ่อยครั้งเราก็ทำงานติดพันดึกดื่นเกินเที่ยงคืน...
จริงๆแล้ว เราไม่ได้มีงานมากเกินไป ปัีญหาไม่ได้อยู่ที่เราไม่จัดลำดับความสำคัญของงาน ปัญหาอยู่ที่ว่าเรา นิยาม ความหมายของ "งานสำคัญ" ว่าอย่างไร

การละเลยเรื่องสำคัญ จะทำให้เรื่องสำคัญกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน ยิ่งเรามีงาน "เร่งด่วน" มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสะท้อนว่าที่ผ่านมา เราละเลย "เรื่องสำคัญ" มากเพียงไร
นั่นยิ่งหมายถึง ความจำเป็นในการควบคุมตัวเองให้สนใจกับเรื่องสำคัญมากขึ้น ต้องรู้จักปฏิเสธงานเร่งด่วน ซึ่งเรียกร้องทรัพยากรอย่างมากในการทุ่มเทจัดการ เพื่อทำงานสำคัญ หรือ อาจรวมถึง การลดเรื่องสนุกสนานที่บ่อยครั้งมักไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน (แต่เราชอบทำ) เพื่อจัดการทั้งงานสำคัญและงานเร่งด่วนได้มากขึ้น

งานที่สำคัญ จะทำให้เราเติบโตขึ้น แข็งแรงขึ้น มีความสามารถในการทำงานมากขึ้น หากเราสนใจและลงมือทำอย่างถูกต้องในสิ่งที่ถูกต้อง เราก็จะได้รับผลที่ดีตามมาอย่างเป็นธรรมชาติ

ที่ผ่านมา ผมเองก็ละเลย ปล่อยให้คนอื่นบงการชีวิต จนสูญเสียศักยภาพและความสามารถหลายๆอย่างไป แ่ต่วันนี้ผมแข็งแรงขึ้นและตัดสินใจที่หันกลับมาดูแล "ห่าน" ทุกตัวของผมอย่างดี แม้วันนี้พวกมันยังไม่แข็งแรง อาจออกไข่ไม่ได้ แต่ผมรู้ว่า วันหนึ่ง (เร็วๆนี้) มันจะแข็งแรง และออกไข่ทองคำให้ผมได้อย่างแน่นอน

ไม่จำเป็นที่เราจะต้่องกังวลว่าเราจะได้รับไข่ทองคำจนถึงเมื่อไหร่ หากเราดูแลรักษา ให้อาหาร "ห่าน" ด้วยความใส่ใจ เราจะได้รับ "ไข่ทองคำ" จากห่านอย่างแน่นอน

คำถามสำคัญและเร่งด่วนก็คือว่า วันนี้ อะไรคือ "ห่าน" ของเรา และเราดูแลห่านของเราดีแค่ไหนกัน