Showing posts with label ภาพยนตร์. Show all posts
Showing posts with label ภาพยนตร์. Show all posts

Mar 15, 2010

ฮือฮือ ฮาฮา

ตั้งแต่จำความได้
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมร้องไห้ และหัวเราะไปพร้อมๆกัน

ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึงนาที
เกิดจากได้เห็นชีวิตของหลายๆต่อหลายคน
แล้วมาขมวดเกลียวจบลงที่คุณตากับคุณยายคู่หนึ่ง

คุณยายก็เร่งให้ตา (แก่) เร็วๆหน่อย
คุณตาก็โต้กลับว่า อยากเร็วนักก็หย่าไปแต่งกับคนหนุ่มๆสิ...

ชีวิตที่อยู่ด้วยกันมา 30 กว่าปี...
ยังทะเลาะกันเหมือนเดิม
ยังงอนกันเหมือนเดิม
ยังประชดประชันกันเหมือนเดิม

ความรู้สึกผมมาขึ้นเอาสูงสุด
ก็ตอนที่ทั้งสองคนเดินฝ่าอันตรายของเมืองกรุงมาจนถึงริมทะเล

คลื่นที่ยังคงซัดเข้าฝั่งเสมอ
คุณยายเอนหัวลงพิงคุณตา
คุณยายชวนคุณตาไปกินข้าว
แล้วคุณยายก็เร่งเร้าคุณตาเหมือนเดิม...
ทะเลาะกัน งอนกัน กระแหนะกระแหนใส่กัน...

ดูแล้วยังไงๆ ผมก็เห็นว่า 2 คนนี้ ยัง “รักกันเหมือนเดิม”

ขอบคุณหนังดีๆอีกเรื่องหนึ่งในชีวิต
New York, I love you.

Mar 2, 2010

ดูหนังดูละครย้อนดูตัว... The Book of Eli

ผมชอบหนังเรื่องนี้มาก ด้วยเหตุผลที่หลากหลายแง่มุม มันดิบ มันเถื่อน มันจริง
แม้มันจะเป็นเพียงการจินตนาการถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึงก็ตาม

Eli เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่รอดจากสงครามครั้งใหญ่ สงครามที่ทำให้โลกถูกเผาและสว่างจ้านานนับปี
นับจากนั้น โลกก็ตกอยู่ในสภาพของความขาดแคลนที่เลวร้าย
หนังสือที่ทรงอิทธิพลเล่มหนึ่ง (ซึ่งปัจจุบันพิมพ์เผยแพร่เป็นภาษาต่างๆมากที่สุดในโลก) ถูกเผาไฟทิ้ง
บ้างก็ว่ามันจะช่วยกอบกู้โลกนี้ได้ บ้างก็ว่ามันคือต้นเหตุของสงครามใหญ่ครั้งนั้น

Eli ได้ยินเสียงหนึ่งดังก้องอยู่ในหัวเขา เขาได้ยินชัดเจนเหมือนเสียงคนคุยกัน
นำเขาไปยังสถานที่ยังมีสำเนาหนังสือเล่มนั้น และให้เขาออกเดินทางไปทางทิศตะวันตก
จะพบสถานที่ที่หนังสือเล่มนั้นจะได้รับการเก็บรักษาอย่างปลอดภัย

เขาออกเดินทางโดยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ไปอย่างไร จะอยู่อย่างไร จะเจออะไรบ้าง
สิ่งที่เขารู้คือ มุ่งตะวันตก และ เสียงนั้นจะปกป้องรักษาเขาให้ปลอดภัย...

ระหว่างทาง Eli ไม่ยอมให้ใครได้แตะต้องหนังสือเล่มนั้น
จนได้พบกับชายคนหนึ่ง ที่ต้องการหนังสือเล่มนี้เช่นกัน
เขาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ครอบครอง แม้แต่ใช้ลูกสาวตัวเอง
ฉากนี้ผมประทับใจกับคำพูดของ Eli มาก
เขาพูดว่า ถึงเวลาที่จะต้องทำตามสิ่งที่หนังสือสอนซะที
คือ การทำเพื่อคนอื่นมากกว่าเพื่อตัวเอง...

ตอนใกล้จบ หนังได้เฉลยอะไรบางอย่างที่ทำให้เรายิ่งต้องทึ่งกับการเดินทางของ Eli มากขึ้นไปอีก
ทึ่งมากจนอยากจะดูอีกรอบ


บางครั้งคนเราก็มีสิ่งสำคัญของชีวิต สิ่งที่เรายินดีจะปกป้องด้วยชีวิตของเราเอง
สิ่งที่เรายินดีจะสละทุกสิ่งเพื่อให้ได้มาในครอบครอง
และบางครั้ง สิ่งที่คนหนึ่งปกป้อง กลับกลายเป็นสิ่งเดียวกับที่อีกคนหนึ่งต้องการครอบครอง

วิธีการไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่าผลลัพธ์
การจดจ่ออยู่กับการบรรลุเป้าหมาย อาจทำให้เราถูกครอบงำ
ไม่คำนึงถึงวิธีการที่ถูกต้อง และมักนำมาซึ่งความพินาศในที่สุด

ทุกๆ ขั้นตอนของกระบวนการสู่ความสำเร็จล้วนมีคุณค่า
ผู้ที่เดินผ่านจนถึงปลายทางเท่านั้น จึงควรค่าแก่ความสำเร็จที่ได้รับ
บางครั้งเราอาจจะคิดว่า ความสำคัญ มันอยู่ที่เบื้องปลาย
แต่บ่อยครั้ง ที่ความสำคัญนั้น อยู่ระหว่างทาง

จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราทำงานหาเงินมากๆ เพื่อหวังว่าจะสร้างครอบครัวที่มีความสุข
แต่เมื่อถึงวันนั้นที่เรามีเงินมากๆ อาจไม่เหลือครอบครัวให้เราสร้างแล้วก็ได้

ชีวิตคนเรา ไม่ช้าก็เร็วคงต้องจากโลกนี้ไป
แต่ก่อนไปคงจะดีหากเราได้ทำภารกิจของเราให้เรียบร้อย
บางสิ่งที่จะได้รับการถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไป
บางสิ่งที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงให้โลกนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น
มันอาจจะเป็นสิ่งใหญ่โตยากเย็นแสนเข็ญชนิดเลือดตาแทบกระเด็น
หรืออาจเป็นสิ่งเล็กๆ เช่นการให้น้ำดื่มกับชายแปลกหน้าซักคน

ชีวิต เป็นเรื่องของการเดินทางในแต่ละวัน เป้าหมายที่สำเร็จลงได้ก็เป็นเช่นเดียวกัน

ระหว่างที่ดูหนัง ผมรู้สึกว่าคนที่จะได้รับโอกาสในการทำภารกิจ ยิ่งสำคัญ ยิ่งต้องเป็นคนมีฝีมือ
แต่ตอนที่หนังจบ ผมกลับมองว่า คนที่ยิ่งมีพลังใจมากต่างหาก ที่จะได้รับโอกาสนั้น

ทักษะเรียนรู้กันได้... ง่ายกว่าฝึกฝนให้มีจิตใจที่แข็งแกร่ง

เพราะคงมีแต่คนจิตใจเข้มแข็งเท่านั้น ที่ถูกยิงแล้วยังเดินทางต่อไปยังไม่ยอมตาย
จนสามารถถ่ายทอด หนังสือ นั้นได้ครบทุกตัวอักษร


ขอทรงโปรดนำทางผม สร้างผมให้มีจิตใจที่แข็งแกร่ง ประทานกำลังให้ผมในการเดินทางแต่ละวัน...เอเมน

“I have fought a good fight, I have finished my course, I have kept the faith.” 2Timothy 4:7

Sep 27, 2009

โลกมายา

ในบทละครเรื่อง As you like it ของ วิลเลียม เช็คสเปียร์ (William Shakespeare) แต่งเอาไว้ว่า
All the world's a stage,
And all the man and women merely players;
They have their exits and their entrances;
And one man in his time plays many parts,

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแปลบทละครของวิลเลียม เช็คสเปียร์ ไว้เป็นภาคภาษาไทยชื่อ ตามใจท่าน ลครเริงรมย์ ความว่า
“ทั้งโลกเปรียบเหมือนโรงละครใหญ่
ชายหญิงไซร้เปรียบตัวละครนั่น
ต่างมียามเข้าออกอยู่เหมือนกัน
คนหนึ่งนั้นย่อมเล่นตัวนานา”

เมื่อสัก 10 ปีที่ผ่านมา ก็มีหนังเรื่อง true man shows ที่ถ่ายทำชีวิตจริงของคนๆหนึ่งตั้งแต่เด็กยันโต ไม่รู้ว่า เป็นที่มาของรายการแบบ reality shows ยอดฮิต ในปัจจุบันหรือเปล่า

เกริ่นมาตั้งนาน แค่กำลังคิดว่า มายาคติ นี่สงผลร้ายต่อชีวิตคนเราเยอะนะ โดยเฉพาะกับเรื่อง การรู้จักตนเอง
แล้ว การรู้จักตัวเอง อย่างผิดๆนี่แหล่ะ ที่นำมาซึ่งความฉิบหายทั้งต่อตัวเอง คนรอบข้าง จนถึงขั้นเสียบ้านเสียเมือง ก็เคยมีตัวอย่างให้เห็นกันมาแล้ว (และอาจจะมีให้เห็นอีก ในไม่ช้า)

เมื่อวันก่อนนั่งดูหนังเรื่อง Bolt แล้วก็คิดถึงชีวิตของตัวเอง คิดถึงเพื่อนๆ บางคน พวกเราหลายคนเติบโตมาในโลกเสมือนจริง มันจริงแต่มันก็ไม่จริง มันจริงเพราะโลกนี้มันจริงอยู่แล้ว แต่มันไม่จริง เพราะเราเองต่างหาก ที่ไม่ยอมรับความจริงบางเรื่อง ของตัวเราเอง

หนักๆเข้า หลายคน รวมถึงตัวผมเองด้วยในสมัยก่อน ก็สร้างขอบเขตโลกของตัวเองขึ้นมา ในโลกจริงใบนี้ แน่นอนว่าในโลกของเรานี้ เหตุผลของตัวเราคือสัจธรรม มันถูกต้องเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น หากเราทำให้มีคนศรัทธาในสัจธรรมของเราได้ โลกใบเล็กของเราก็จะมีคนมาร่วมใช้ชีวิตอยู่ด้วยมากขึ้น

แต่เมื่อวันหนึ่งที่เราก้าวออกมาจากโลกใบเล็กของเรา ความจริงที่เรายึดถือมาตลอดจะถูกทดสอบทันที สิ่งที่เราเคยทำได้ อยู่ๆก็ทำไม่ได้ ราวกับว่าความพินาศจะมาเยือนเราเร็วเกินไป ความมั่นอกมั่นใจของเราไม่ได้นำพาสิ่งใดมาให้เลย นอกจากการประเมินเกินความจริงและความหายนะซึ่งไม่เพียงต่อตัวเอง แต่กับคนรอบข้างด้วย ที่คิดว่าเราเป็นตัวจริงอย่างที่เราบอกใครต่อใครด้วยความจริงใจ (เพราะเราเข้าใจตัวเองอย่างนั้นจริงๆ)

เป็นเรื่องปกติที่เราจะยืนกรานในสิ่งที่เชื่อ ซึ่งหากไม่มาถึงจุดวิกฤตของชีวิต และไม่มีเพื่อนหรือคนคอยชี้แนะ คงไม่ง่ายที่เราจะมาถึงจุดแห่งการยอมรับความจริงว่าเป็นอย่างไร

ความจริงก็คือ เราเป็นคนธรรมดา เป็นคนปกติ เราทำผิดพลาดหลายเรื่อง อีกเยอะที่ยังไม่รู้ อีกมากที่ยังไม่เข้าใจ อีกไม่รู้เท่าไหร่ที่ทำไม่เป็น เรื่องดีๆก็มีมาก แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราจะถูกไปทั้งหมด

ผมดูหนังเรื่องนี้แล้วผมดีใจ ผมขอบคุณพระเจ้ามากที่วันนี้ พระเจ้านำผมมาถึงจุดที่ ผมเลือดออกเป็น มาถึงจุดที่ผมรู้ว่าผมหิว ที่สำคัญ ผมมีคนคอยสอนผมว่า การใช้ชีวิตปกติของมนุษย์ นั้นเป็นอย่างไร... มนุษย์เราจะมีชีวิตที่ปกติไม่ได้เลย หากเราไม่รู้จักกับพระเยซู

...มิตรภาพจะตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงใจได้อย่างไร หากความจริงใจนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานความไม่จริง

ความกล้าหาญ หรือการเป็น Hero ไม่ได้เกิดจากการคิดว่าเราเป็นอย่างไร ไม่ได้เกิดจากการมองว่าตัวเราเองสำคัญ แต่เกิดจากการยอมรับว่าเราเป็นอย่างไร ในสถานการณ์นั้นๆ เราทำอะไรได้ และเราเลือกจะทำอย่างไร เพื่อคนอื่น

สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ความเชื่อของแต่ละคนต่อมุมมองเรื่องความจริงเป็นเรื่องอัตวิสัย ที่เราต้องเคารพและให้เกียรติ ความจริงที่เขาเผชิญ หลายครั้งหลายเรื่อง มันเจ็บปวดเสียจนต้องสร้างเกราะขึ้นมาห่อหุ้มปกป้องตัวเอง

แต่กับคนที่รู้จักพระเจ้า คนที่ยืดอกบอกใครต่อใครว่ารู้จักพระเจ้า บ่อยครั้งกลับหลบซ่อนอยู่ในเปลือกหนาๆ ที่เขียนป้ายติดไว้ให้ตัวเองและคนอื่นอ่านทุกค่ำเช้าว่า "ตัดสินใจ" "ตามความจริง" "เพื่อพระเจ้า" (ผมไม่ได้บอกว่า ทุกคนจะเป็นอย่างนี้นะครับ) ถ้าไปอ่านพระคัมภีร์ ก็จะเห็นว่า พระเยซูก็ตำหนิคนที่ทำอย่างนี้

ผมเชื่อว่า การยอมรับข้อจำกัดของผมในวันนี้ จะส่งผลให้ผมสามารถ ทำ หรือ ใช้ ความสามารถที่ผมมีได้อย่างดีในโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่แค่พอถูไถไปที หรือเพ้อฝันเก่งอยู่แต่ในโลกมายาเหมือนที่ผ่านๆมา...

ที่สำคัญ แม้เราจะมีปัญหาชีวิตเหมือนๆกัน ลำบากบ้างอะไรบ้าง แต่เป็น a man ในโลกของความจริง มีความสุขกว่าเป็น Super man ในโลกมายาเยอะครับ

it's my real super bark "Bow-wow!"

http://www.youtube.com/watch?v=8xDgw5ROfeM

Jul 23, 2009

(ไม่) หนี... (แต่ขอทำ)ตามกาลิเลโอ

เมื่อวาน ไปดูหนัง "หนีตามกาลิเลโอ" รอบพิเศษกับทางคณะนิเทศ จุฬาฯ...
ไม่ได้จะมา review หนัง ไม่ได้จะมาเชียร์ แต่อยากให้ดู หนังไทยดีๆ ไม่มีฉากหวือหวาให้สยิวกิ้วอารมณ์ หรือทำได้เพียงเรียกเสียงหัวเราะแต่ไม่เพิ่มรอยหยักให้สมอง เหมือนหนังบางเรื่องที่เพิ่งจะจัดงานฉลองไปไม่กี่วันนี้

เป็นหนังที่โคตรจริง มีความเป็นคนอยู่เต็มเปี่ยมในหนังเรื่องนี้...

เป็นเรื่องปกติ ที่ใครๆก็อยากฟังความจริง แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาอีกเช่นกัน ที่เราจะไม่อยากยอมรับมันหากว่ามันไม่ตรงกับสิ่งที่เราอยากได้ยิน บ่อยครั้ง เราเลือกปฏิเสธที่จะยอมรับความจริง ด้วยการมีเหตุผล ด้วยข้ออ้าง ด้วยการหลอกลวง ด้วยการบอกว่าคนพูดไม่น่าเชื่อถือ ด้วยประสบการณ์ของเราเอง หรือแม้แต่ด้วยการหนี

หนีไปจากคำจริงเหล่านั้น หนีไปจากคนพูด หนีไปจากสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย หนีไปจากโลกด้วยการฆ่าัตัวตาย หรือแม้แต่หนีไปจากตัวเองด้วยการมีโลกส่วนตัว แต่ความจริงก็คือความจริง ไม่มีใครหนีพ้น มันเป็นกฎสากลเหมือนกฎแรงโน้มถ่วงของโลกนี้

ณ หอเอนแห่งเมืองปิซ่า บ้านเกิดของนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ตัวพ่อชื่อ กาลิเลโอ เขาทดลองทิ้งวัตถุชนิดเดียวกัน 2 ชิ้น ซึ่งมีขนาด (น้ำหนัก) ไม่เท่ากัน จากความสูงเดียวกัน พร้อมๆกัน เพื่อพิสูจน์ว่า ทฤษฎีของเขาถูกต้อง หากวัตถุทั้งสองชิ้นตกถึงพื้นพร้อมกัน... แน่นอนว่า ทฤษฎีของเขาถูกต้อง แต่ขัดแย้งกับแนวคิดของศาสนจักร ซึ่งทำให้เขา ถูกหมายหัวว่าเป็นพวก "ขบถ" ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดนับแต่นั้นมา

และอีกครั้งที่เขาสร้างความขัดแย้งกับศาสนจักร เมื่อประกาศสนับสนุนแนวคิดว่า โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล แต่เป็นดวงอาทิตย์ต่างหาก คำประกาศของเขาหักล้างความเชื่อที่ ศาสนจักร เพียรพยายามส่งเสริมชนทั้งหลายให้เชื่อว่า จักรวาลนี้มีโลกเป็นศูนย์กลาง ลงอย่างสิ้นเชิง

และนั่นจึงนำภัยมาสู่ตัวเขา ศาสนจักรเห็นเขาเป็นตัวอันตรายที่ต้องจัดการในทันที เขาถูกสั่งขัง สูญเสียอิสรภาพทางกาย และต้องมีชีวิตลำบากเป็นอย่างมากตลอดชั่วชีวิตของเขา

บางคนเลือกที่จะหนีความจริงว่าตัวเองผิด ด้วยการโทษความห่วยแตกของสังคมคนรอบข้าง โยนขี้ให้คนอื่น และ (หนี) ไปจากสังคมนั้น
บางคนเลือกจะหนีความบกพร่อง/ความอ่อนแอของตัวเอง ด้วยการ เปลี่ยน สภาพแวดล้อมที่ตัวเองอยู่เสียใหม่

แต่โลกนี้มักเต็มไปด้วยเรื่องตลกร้ายกาจที่คาดไม่ถึง บทเรียนแห่งชีวิตที่เราสอบไม่ผ่าน จะวนกลับมาหาเราเสมอ ไม่ว่าเราจะ หนี ไปที่ไหน หรือ ด้วยรูปแบบใด เพื่อช่วยเราให้ไปถึงยังปลายทางแห่งการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆได้ แม้จะด้วยราคาและรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป

ไม่ว่าเราจะเลือกยืนหยัดต่อความจริงเหมือนกาลิเลโอ หรือโอนอ่่อนนั่งทำใจอยู่ไปวันๆ เป็นดั่งคนตายที่รอเพียงเวลาหมดลมหายใจ ความจริง ก็คือ เราไม่ใช่ศูนย์กลางของโลกใบนี้ ทุกความล้มเหลว ทุกความผิดพลาด เรามีส่วนร่วมรับผิดชอบไม่มากก็น้อย เราไม่สามารถปัดความรับผิดชอบของผลที่เกิดขึ้นได้ ไม่มีใครทำอะไรเราได้ ถ้าเราไม่ทำตั้งแต่แรก

หากเราไม่กล้ายอมรับความจริง สิ่งที่เรารู้สึกจริงๆ สิ่งที่เราเชื่อจริงๆ หรือแม้แต่ความผิดที่เราทำไว้จริงๆ เราก็จะไม่เปลี่ยนแปลงจริงๆสักที ต่อให้เปลี่ยนสิ่งนอกตัวไปเท่าไหร่ เราก็จะยังไม่เข้าใจ บางทีอาจต้องใช้เวลานานนับร้อยปีเหมือนที่กว่าคนจะยอมรับว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล เราจึงจะเข้าใจว่า เราเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลกกว้างๆใบนี้ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้นอกจากเปลี่ยนตัวเองก่อน และเราจะไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งมนุษยโลกได้เลย หากไม่กล้ายืนหยัดต่อความจริงที่เราพบ เชื่อ และรับไว้

ใครจะหนีตามกาลิเลโอ ยกมือขึ้น !!!