เมื่อวาน ไปดูหนัง "หนีตามกาลิเลโอ" รอบพิเศษกับทางคณะนิเทศ จุฬาฯ...
ไม่ได้จะมา review หนัง ไม่ได้จะมาเชียร์ แต่อยากให้ดู หนังไทยดีๆ ไม่มีฉากหวือหวาให้สยิวกิ้วอารมณ์ หรือทำได้เพียงเรียกเสียงหัวเราะแต่ไม่เพิ่มรอยหยักให้สมอง เหมือนหนังบางเรื่องที่เพิ่งจะจัดงานฉลองไปไม่กี่วันนี้
เป็นหนังที่โคตรจริง มีความเป็นคนอยู่เต็มเปี่ยมในหนังเรื่องนี้...
เป็นเรื่องปกติ ที่ใครๆก็อยากฟังความจริง แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาอีกเช่นกัน ที่เราจะไม่อยากยอมรับมันหากว่ามันไม่ตรงกับสิ่งที่เราอยากได้ยิน บ่อยครั้ง เราเลือกปฏิเสธที่จะยอมรับความจริง ด้วยการมีเหตุผล ด้วยข้ออ้าง ด้วยการหลอกลวง ด้วยการบอกว่าคนพูดไม่น่าเชื่อถือ ด้วยประสบการณ์ของเราเอง หรือแม้แต่ด้วยการหนี
หนีไปจากคำจริงเหล่านั้น หนีไปจากคนพูด หนีไปจากสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย หนีไปจากโลกด้วยการฆ่าัตัวตาย หรือแม้แต่หนีไปจากตัวเองด้วยการมีโลกส่วนตัว แต่ความจริงก็คือความจริง ไม่มีใครหนีพ้น มันเป็นกฎสากลเหมือนกฎแรงโน้มถ่วงของโลกนี้
ณ หอเอนแห่งเมืองปิซ่า บ้านเกิดของนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ตัวพ่อชื่อ กาลิเลโอ เขาทดลองทิ้งวัตถุชนิดเดียวกัน 2 ชิ้น ซึ่งมีขนาด (น้ำหนัก) ไม่เท่ากัน จากความสูงเดียวกัน พร้อมๆกัน เพื่อพิสูจน์ว่า ทฤษฎีของเขาถูกต้อง หากวัตถุทั้งสองชิ้นตกถึงพื้นพร้อมกัน... แน่นอนว่า ทฤษฎีของเขาถูกต้อง แต่ขัดแย้งกับแนวคิดของศาสนจักร ซึ่งทำให้เขา ถูกหมายหัวว่าเป็นพวก "ขบถ" ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดนับแต่นั้นมา
และอีกครั้งที่เขาสร้างความขัดแย้งกับศาสนจักร เมื่อประกาศสนับสนุนแนวคิดว่า โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล แต่เป็นดวงอาทิตย์ต่างหาก คำประกาศของเขาหักล้างความเชื่อที่ ศาสนจักร เพียรพยายามส่งเสริมชนทั้งหลายให้เชื่อว่า จักรวาลนี้มีโลกเป็นศูนย์กลาง ลงอย่างสิ้นเชิง
และนั่นจึงนำภัยมาสู่ตัวเขา ศาสนจักรเห็นเขาเป็นตัวอันตรายที่ต้องจัดการในทันที เขาถูกสั่งขัง สูญเสียอิสรภาพทางกาย และต้องมีชีวิตลำบากเป็นอย่างมากตลอดชั่วชีวิตของเขา
บางคนเลือกที่จะหนีความจริงว่าตัวเองผิด ด้วยการโทษความห่วยแตกของสังคมคนรอบข้าง โยนขี้ให้คนอื่น และ (หนี) ไปจากสังคมนั้น
บางคนเลือกจะหนีความบกพร่อง/ความอ่อนแอของตัวเอง ด้วยการ เปลี่ยน สภาพแวดล้อมที่ตัวเองอยู่เสียใหม่
แต่โลกนี้มักเต็มไปด้วยเรื่องตลกร้ายกาจที่คาดไม่ถึง บทเรียนแห่งชีวิตที่เราสอบไม่ผ่าน จะวนกลับมาหาเราเสมอ ไม่ว่าเราจะ หนี ไปที่ไหน หรือ ด้วยรูปแบบใด เพื่อช่วยเราให้ไปถึงยังปลายทางแห่งการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆได้ แม้จะด้วยราคาและรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป
ไม่ว่าเราจะเลือกยืนหยัดต่อความจริงเหมือนกาลิเลโอ หรือโอนอ่่อนนั่งทำใจอยู่ไปวันๆ เป็นดั่งคนตายที่รอเพียงเวลาหมดลมหายใจ ความจริง ก็คือ เราไม่ใช่ศูนย์กลางของโลกใบนี้ ทุกความล้มเหลว ทุกความผิดพลาด เรามีส่วนร่วมรับผิดชอบไม่มากก็น้อย เราไม่สามารถปัดความรับผิดชอบของผลที่เกิดขึ้นได้ ไม่มีใครทำอะไรเราได้ ถ้าเราไม่ทำตั้งแต่แรก
หากเราไม่กล้ายอมรับความจริง สิ่งที่เรารู้สึกจริงๆ สิ่งที่เราเชื่อจริงๆ หรือแม้แต่ความผิดที่เราทำไว้จริงๆ เราก็จะไม่เปลี่ยนแปลงจริงๆสักที ต่อให้เปลี่ยนสิ่งนอกตัวไปเท่าไหร่ เราก็จะยังไม่เข้าใจ บางทีอาจต้องใช้เวลานานนับร้อยปีเหมือนที่กว่าคนจะยอมรับว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล เราจึงจะเข้าใจว่า เราเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลกกว้างๆใบนี้ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้นอกจากเปลี่ยนตัวเองก่อน และเราจะไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งมนุษยโลกได้เลย หากไม่กล้ายืนหยัดต่อความจริงที่เราพบ เชื่อ และรับไว้
ใครจะหนีตามกาลิเลโอ ยกมือขึ้น !!!
Showing posts with label ทฤษฎี. Show all posts
Showing posts with label ทฤษฎี. Show all posts
Jul 23, 2009
Jul 3, 2009
ทฤษฎีเกม
ทฤษฎีเกม หรือ Game Theory เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่นักเ๋ศรษฐศาสตร์และนักวางแผนกลยุทธ์ทั่วไป
หลายคนที่เคยชมภาพยนตร์เรื่อง a beautiful mind ซึ่งสร้างจากเค้าโครงชีวิตจริงของ จอห์น แนช (John Nash) นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ คงอาจพอทราบบ้างว่า ทฤษฎีนี้ใช้เ็ป็นเครื่องมือในการตัดสินใจเลือกได้เป็นอย่างดี
ทุกเวลาที่ผ่านไปของชีวิตเรา เราต้องเลือกอยู่ตลอดเวลาว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร การเลือกจึงเป็นเรื่องปกติของชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะเลือกด้วยความรู้สึก เลือกด้วยเหตุและผล หรือแม้แต่เลือกตามๆเขาไป จะใช้ข้อมูลหรือไม่ใช่ อย่างไรเราก็ต้องเลือกอยู่ดี
ทฤษฎีเกมเป็นการแสดงความเป็นไปได้ของผลลัพธ์จากทางเลือกต่างๆ โดยสมมติว่า มีผู้เล่น 2 คน ในเกม และผู้เล่นทั้งคู่ต่างมีเหตุมีผล ดังนั้น ผู้เล่นจะเลือกทางเลือกที่ตนได้ผลประโยชน์มากที่สุดเสมอ โดยปกติมักไม่ใช้กฎเกณฑ์ทางศีลธรรม/มนุษยธรรม มาพิจารณาด้วย (เพราะมันวัดได้ลำบากในการจะบอกว่าใครเป็นคนดี) คงไม่ผิดนัก ถ้าจะบอกว่า ทฤษฎีนี้ตั้งสมมติฐานเบื้องต้นว่า มนุษย์นั้นล้วนเห็นแก่ตัว
ลักษณะรูปแบบของเกมส์ที่เล่นมีหลากหลายรูปแบบ แต่ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบไหน หลักคิดสำคัญ คือ เราจะเลือกใช้กลยุทธ์ใดเมื่อผู้เล่นอีกฝ่ายเลือกกลยุทธ์ต่างๆ
บางเกมเราเลือกก่อน บางเกมเขาเลือกก่อน บางเกมเลือกพร้อมกัน บางเกมเล่นครั้งเดียว บางเกมเล่นระยะยาว ยังมีอีกหลายองค์ประกอบที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือก ถ้าหากไม่ว่าอีกผ่ายจะเลือกอย่างไร เรายังคงควรเลือกกลยุทธ์เดิม เรียกกลยุทธ์นั้นสำหรับเราว่าเป็น "กลยุทธ์เด่น" ในขณะเดียวกัน อาจมีบางกลยุทธ์ให้ผลตอบแทนแก่เราต่ำกว่าทางเลือกอื่นๆเสมอ นั่นคือ "กลยุทธ์หมอบ" สำหรับเรา
หากทั้งสองฝ่ายสามารถเลือกกลยุทธ์ที่ทำให้ต่างก็ได้รับความพอใจมากที่สุด เพราะไม่สามารถได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าได้ด้วยการเปลี่ยนไปเลือกทางเลือกอื่นๆ เราเรียกกลยุทธ์นั้นว่า "จุดสมดุลย์ของแนช" (Nash's equilibrium)
สมมติว่า ในสถานการณ์หนึ่ง เรากับอีกฝ่ายต่างมีทางเลือก A และทางเลือก B
หากเขาเลือก A แล้วเราเลือก A เกิดประโยชน์ เราได้ 5 เขาได้ 10
หากเขาเลือก A แล้วเราเลือก B เกิดประโยชน์ เราได้ 4 เขาได้ 3
หากเขาเลือก B แล้วเราเลือก A เกิดประโยชน์ เราได้ 3 เขาได้ 8
หากเขาเลือก B แล้วเราเลือก B เกิดประโยชน์ เราได้ 2 เขาได้ 1
คุณคิดว่า เรา ควรเลือกกลยุทธ์ใด เกมนี้มีกลยุทธ์เด่นของเราหรือไม่ ถ้ามีคืออะไร.....
ลองคิดก่อนจะอ่านต่อไปนะครับ
.
.
.
ดูเหมือนว่า ทางเลือก B น่าจะเป็นกลยุทธ์เด่นของเรา เพราะไม่ว่าอีกฝ่ายจะเลือกอะไร เราก็ได้ "มากกว่าเขา" เสมอ ดังนั้น ทางเลือก A จึงเป็นกลยุทธ์หมอบที่น่าหลบเลี่ยงของเราเสมอ ด้วยวิธีการให้เหตุผลอย่างเดียวกัน
แท้ที่จริงแล้ว แก่นแท้ของการใช้ทฤษฎีเกม หรือ การคิดเชิงกลยุทธ์ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้าม แต่เป้าหมายของเราคือ การมุ่งเลือกทางเลือกที่จะสามารถรักษา/ได้รับผลประโยชน์ของตัวเราเองให้ได้มากที่สุด
ดังนั้น จากตัวอย่างสถานการณ์ข้างต้น ทางเลือก A จึงเป็นกลยุทธ์เด่นของเรา เพราะไม่ว่าเขาจะเลือกอะไร เราจะได้ผลตอบแทนมากที่สุดเสมอในความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้น
หากเราไม่พยายามจะเอาชนะกันและกันมากจนเกินไปนัก มากจนบ่อยครั้งถึงขั้นทำร้ายตัวเอง เพื่อให้อีกฝ่ายได้ผลตอบแทนที่น้อยลง หากเราหันกลับมามุ่งพิจารณาทางเลือก เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ต่อตัวเองมากที่สุด บางทีโลกอาจจะเกิดความผาสุขท่ามกลางมนุษย์ผู้กำลังแย่งชิงกัน มากกว่า ณ ปัจจุบันนี้ก็เป็นได้
หลายคนที่เคยชมภาพยนตร์เรื่อง a beautiful mind ซึ่งสร้างจากเค้าโครงชีวิตจริงของ จอห์น แนช (John Nash) นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ คงอาจพอทราบบ้างว่า ทฤษฎีนี้ใช้เ็ป็นเครื่องมือในการตัดสินใจเลือกได้เป็นอย่างดี
ทุกเวลาที่ผ่านไปของชีวิตเรา เราต้องเลือกอยู่ตลอดเวลาว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร การเลือกจึงเป็นเรื่องปกติของชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะเลือกด้วยความรู้สึก เลือกด้วยเหตุและผล หรือแม้แต่เลือกตามๆเขาไป จะใช้ข้อมูลหรือไม่ใช่ อย่างไรเราก็ต้องเลือกอยู่ดี
ทฤษฎีเกมเป็นการแสดงความเป็นไปได้ของผลลัพธ์จากทางเลือกต่างๆ โดยสมมติว่า มีผู้เล่น 2 คน ในเกม และผู้เล่นทั้งคู่ต่างมีเหตุมีผล ดังนั้น ผู้เล่นจะเลือกทางเลือกที่ตนได้ผลประโยชน์มากที่สุดเสมอ โดยปกติมักไม่ใช้กฎเกณฑ์ทางศีลธรรม/มนุษยธรรม มาพิจารณาด้วย (เพราะมันวัดได้ลำบากในการจะบอกว่าใครเป็นคนดี) คงไม่ผิดนัก ถ้าจะบอกว่า ทฤษฎีนี้ตั้งสมมติฐานเบื้องต้นว่า มนุษย์นั้นล้วนเห็นแก่ตัว
ลักษณะรูปแบบของเกมส์ที่เล่นมีหลากหลายรูปแบบ แต่ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบไหน หลักคิดสำคัญ คือ เราจะเลือกใช้กลยุทธ์ใดเมื่อผู้เล่นอีกฝ่ายเลือกกลยุทธ์ต่างๆ
บางเกมเราเลือกก่อน บางเกมเขาเลือกก่อน บางเกมเลือกพร้อมกัน บางเกมเล่นครั้งเดียว บางเกมเล่นระยะยาว ยังมีอีกหลายองค์ประกอบที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือก ถ้าหากไม่ว่าอีกผ่ายจะเลือกอย่างไร เรายังคงควรเลือกกลยุทธ์เดิม เรียกกลยุทธ์นั้นสำหรับเราว่าเป็น "กลยุทธ์เด่น" ในขณะเดียวกัน อาจมีบางกลยุทธ์ให้ผลตอบแทนแก่เราต่ำกว่าทางเลือกอื่นๆเสมอ นั่นคือ "กลยุทธ์หมอบ" สำหรับเรา
หากทั้งสองฝ่ายสามารถเลือกกลยุทธ์ที่ทำให้ต่างก็ได้รับความพอใจมากที่สุด เพราะไม่สามารถได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าได้ด้วยการเปลี่ยนไปเลือกทางเลือกอื่นๆ เราเรียกกลยุทธ์นั้นว่า "จุดสมดุลย์ของแนช" (Nash's equilibrium)
สมมติว่า ในสถานการณ์หนึ่ง เรากับอีกฝ่ายต่างมีทางเลือก A และทางเลือก B
หากเขาเลือก A แล้วเราเลือก A เกิดประโยชน์ เราได้ 5 เขาได้ 10
หากเขาเลือก A แล้วเราเลือก B เกิดประโยชน์ เราได้ 4 เขาได้ 3
หากเขาเลือก B แล้วเราเลือก A เกิดประโยชน์ เราได้ 3 เขาได้ 8
หากเขาเลือก B แล้วเราเลือก B เกิดประโยชน์ เราได้ 2 เขาได้ 1
คุณคิดว่า เรา ควรเลือกกลยุทธ์ใด เกมนี้มีกลยุทธ์เด่นของเราหรือไม่ ถ้ามีคืออะไร.....
ลองคิดก่อนจะอ่านต่อไปนะครับ
.
.
.
ดูเหมือนว่า ทางเลือก B น่าจะเป็นกลยุทธ์เด่นของเรา เพราะไม่ว่าอีกฝ่ายจะเลือกอะไร เราก็ได้ "มากกว่าเขา" เสมอ ดังนั้น ทางเลือก A จึงเป็นกลยุทธ์หมอบที่น่าหลบเลี่ยงของเราเสมอ ด้วยวิธีการให้เหตุผลอย่างเดียวกัน
แท้ที่จริงแล้ว แก่นแท้ของการใช้ทฤษฎีเกม หรือ การคิดเชิงกลยุทธ์ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้าม แต่เป้าหมายของเราคือ การมุ่งเลือกทางเลือกที่จะสามารถรักษา/ได้รับผลประโยชน์ของตัวเราเองให้ได้มากที่สุด
ดังนั้น จากตัวอย่างสถานการณ์ข้างต้น ทางเลือก A จึงเป็นกลยุทธ์เด่นของเรา เพราะไม่ว่าเขาจะเลือกอะไร เราจะได้ผลตอบแทนมากที่สุดเสมอในความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้น
หากเราไม่พยายามจะเอาชนะกันและกันมากจนเกินไปนัก มากจนบ่อยครั้งถึงขั้นทำร้ายตัวเอง เพื่อให้อีกฝ่ายได้ผลตอบแทนที่น้อยลง หากเราหันกลับมามุ่งพิจารณาทางเลือก เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ต่อตัวเองมากที่สุด บางทีโลกอาจจะเกิดความผาสุขท่ามกลางมนุษย์ผู้กำลังแย่งชิงกัน มากกว่า ณ ปัจจุบันนี้ก็เป็นได้
Jul 2, 2009
ทฤษฎีหงส์ดำ
ครั้งที่แล้วพูดถึงแกะดำไปแล้ว ครั้งนี้มาพูดถึงหงส์ดำกันบ้างนะครับ หงส์ดำนี่ไม่ได้เป็นอะไรกับหงส์แดงนะครับ (ผมเชียร์ลิเวอร์พูลมา 20 ปีแล้วครับ) แล้วก็ไม่เกี่ยวกับ สิงห์ดำ-สิงห์แดง ของสองฟากเด็กคณะรัฐศาสตร์ด้วย
แต่ทฤษฎีนี้ เป็นชื่อทฤษฎีทางอนาคตศึกษาซึ่งดังระเบิดเถิดเทิงของนาย "นัชชิม ตาลีบ" (Nassim Nicholas Taleb) โดยเฉพาะในวงการตลาดทุนตลาดเงิน ที่กำลังนำทฤษฎีนี้มาประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง
เคยคิดจะเขียนเรื่อง หงส์ดำ มาครั้งหนึ่งแล้ว
ตอนนั้น ไปอ่านเจอในนิตยสารฉบับหนึ่งว่า โลกเมื่อก่อน ไม่เคยมีใครพบเห็นหงส์สีอื่นนอกจากสีขาว จึงเชื่อกันอย่างสุดใจว่า หงส์มีแต่สีขาวเท่านั้น จนมีการค้นพบ หงส์สีดำตัวเป็นๆ ที่ออสเตรเลียเป็นครั้งแรก ความคิดของ(คนใน)โลกนี้ ก็เปลี่ยนไป
เนื้อหาใจความหลักของ ทฤษฎีหงส์ดำ (Black Swan Theory) นั้น พูดกันง่ายๆ ทฤษฎีนี้บอกว่า ความรู้เก่าๆ รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อนแล้วนั้น อย่าเพิ่งด่วนสรุปหรือรีบร้อนเชื่อเร็วเกินไป เพราะอาจไม่เป็นประโยชน์ที่จะนำมาใช้สามารถพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
สิ่งที่ไม่เคยเห็น ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีจริง สิ่งที่มองเห็น อาจเป็นผลที่เกิดขึ้นจากปัจจัยอื่นที่เราคิดไม่ถึง มองไม่เห็น บ่อยครั้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีอยู่จริงๆ
ส่วนรายละเอียดอื่นๆ หาอ่านได้จากหนังสือของเขาครับ
ผ่านๆตาดูแล้ว ท่าทางว่านายตาลีบเนี่ย จะค่อนข้างโน้มเอียงมาทางนักปรัชญายุคใหม่ทางสาย เฮเกล, มาร์กซ พอสมควร
แต่ก็มีบางมุมที่ช่วยทำให้ผมเข้าใจตัวเองและวิธีคิดของตัวเองมากขึ้นด้วย
โดยส่วนตัว ผมชอบ Part 2 ของหนังสือเล่มนี้มากครับ We just can't predict
กระบวนการในการหาคำตอบ สำคัญกว่าคำตอบที่กำลังหา (อ่านย้อนหลัง เรื่อง นักปรัชญา ได้ครับ)
ผมคิดว่า คนเรานั้นหากไม่รู้จักตรึกตรองเผชิญหน้ากับตัวเองในที่สงบ อาจทำให้เรารู้ไม่เท่าทันตัวเราเอง
บางสิ่งที่เราเชื่อ ที่เรายึดถือไว้เป็น ต้นแบบ ในเรื่องต่างๆของชีวิตเรา อาจกลายเป็น กรอบ ให้เราคิดอย่างมีอคติ โดยไม่รู้ตัว
ถ้ามีคนอื่นเห็น ช่วยเตือน ช่วยบอกเราได้ก็ดีไป สิ่งนั้น ก็เป็นแค่ blind-self ของตัวเราเอง (แต่ก็ขึ้นอยู่กับเราอีกนั่นแหล่ะนะ ว่าจะเชื่อสิ่งที่เขาบอกหรือเปล่า)
ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่า ไม่มีใครเห็นเลย ตัวเราเองก็ไม่เห็นตัวเอง คนรอบข้างก็มองไม่เห็น เป็น hidden-self ที่รอวัน shock ตกตะลึงตึงตังพร้อมกันว่า "โลกนี้มีหงส์สีดำจริงๆนะ จะบอกให้..."
------------------------------------------------------------------------
ลองค้นดู มีคนreviewไว้ให้อ่านด้วย
http://www.gotomanager.com/books/details.aspx?menu=books,new&id=845
แต่ทฤษฎีนี้ เป็นชื่อทฤษฎีทางอนาคตศึกษาซึ่งดังระเบิดเถิดเทิงของนาย "นัชชิม ตาลีบ" (Nassim Nicholas Taleb) โดยเฉพาะในวงการตลาดทุนตลาดเงิน ที่กำลังนำทฤษฎีนี้มาประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง
เคยคิดจะเขียนเรื่อง หงส์ดำ มาครั้งหนึ่งแล้ว
ตอนนั้น ไปอ่านเจอในนิตยสารฉบับหนึ่งว่า โลกเมื่อก่อน ไม่เคยมีใครพบเห็นหงส์สีอื่นนอกจากสีขาว จึงเชื่อกันอย่างสุดใจว่า หงส์มีแต่สีขาวเท่านั้น จนมีการค้นพบ หงส์สีดำตัวเป็นๆ ที่ออสเตรเลียเป็นครั้งแรก ความคิดของ(คนใน)โลกนี้ ก็เปลี่ยนไป
เนื้อหาใจความหลักของ ทฤษฎีหงส์ดำ (Black Swan Theory) นั้น พูดกันง่ายๆ ทฤษฎีนี้บอกว่า ความรู้เก่าๆ รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อนแล้วนั้น อย่าเพิ่งด่วนสรุปหรือรีบร้อนเชื่อเร็วเกินไป เพราะอาจไม่เป็นประโยชน์ที่จะนำมาใช้สามารถพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
สิ่งที่ไม่เคยเห็น ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีจริง สิ่งที่มองเห็น อาจเป็นผลที่เกิดขึ้นจากปัจจัยอื่นที่เราคิดไม่ถึง มองไม่เห็น บ่อยครั้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีอยู่จริงๆ
ส่วนรายละเอียดอื่นๆ หาอ่านได้จากหนังสือของเขาครับ
ผ่านๆตาดูแล้ว ท่าทางว่านายตาลีบเนี่ย จะค่อนข้างโน้มเอียงมาทางนักปรัชญายุคใหม่ทางสาย เฮเกล, มาร์กซ พอสมควร
แต่ก็มีบางมุมที่ช่วยทำให้ผมเข้าใจตัวเองและวิธีคิดของตัวเองมากขึ้นด้วย
โดยส่วนตัว ผมชอบ Part 2 ของหนังสือเล่มนี้มากครับ We just can't predict
กระบวนการในการหาคำตอบ สำคัญกว่าคำตอบที่กำลังหา (อ่านย้อนหลัง เรื่อง นักปรัชญา ได้ครับ)
ผมคิดว่า คนเรานั้นหากไม่รู้จักตรึกตรองเผชิญหน้ากับตัวเองในที่สงบ อาจทำให้เรารู้ไม่เท่าทันตัวเราเอง
บางสิ่งที่เราเชื่อ ที่เรายึดถือไว้เป็น ต้นแบบ ในเรื่องต่างๆของชีวิตเรา อาจกลายเป็น กรอบ ให้เราคิดอย่างมีอคติ โดยไม่รู้ตัว
ถ้ามีคนอื่นเห็น ช่วยเตือน ช่วยบอกเราได้ก็ดีไป สิ่งนั้น ก็เป็นแค่ blind-self ของตัวเราเอง (แต่ก็ขึ้นอยู่กับเราอีกนั่นแหล่ะนะ ว่าจะเชื่อสิ่งที่เขาบอกหรือเปล่า)
ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่า ไม่มีใครเห็นเลย ตัวเราเองก็ไม่เห็นตัวเอง คนรอบข้างก็มองไม่เห็น เป็น hidden-self ที่รอวัน shock ตกตะลึงตึงตังพร้อมกันว่า "โลกนี้มีหงส์สีดำจริงๆนะ จะบอกให้..."
------------------------------------------------------------------------
ลองค้นดู มีคนreviewไว้ให้อ่านด้วย
http://www.gotomanager.com/books/details.aspx?menu=books,new&id=845
Subscribe to:
Posts (Atom)