Showing posts with label live 'n learn. Show all posts
Showing posts with label live 'n learn. Show all posts

May 31, 2016

PUSH UP

ชีวิตเริ่มต้น เมื่อเรารู้ว่าเราเป็นใคร จะไปที่ไหน ต้องการอะไร
คนเราไม่ใช่ต้นไม้ จะโตได้ต้องมีเป้าหมาย ปล่อยไปเรื่อยๆ ไม่ได้

ผมเคยเชื่อเรื่อง การเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ
เชื่อว่าการเติบโตควรเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
การเติบโตเป็นเรื่องธรรมชาติ แม้เราไม่ทำอะไร ก็ยังมีการเติบโต
ซึ่งทั้งหมดนี้ มันไม่ถูกต้องเลย

ต้นไม้ ลองเราไม่รดน้ำ ใส่ปุ๋ย มันจะโตไหม
เราจะบำรุงใบ ก็ต้องใส่ปุ๋ยแบบนึง จะบำรุงลูกก็ใส่อีกแบบนึง
จะให้มันออกดอกก็ต้องงดน้ำ แกล้งมัน

ทุกอย่างมันมี เป้าหมาย
สิ่งที่เราต้องการ จะเป็นตัวหนดว่า เราต้องทำอย่างไร
เพื่อให้ได้ ผลลัพธ์ ตามนั้นอย่างที่เราต้องการ

การไม่ทำอะไรเลย แล้วคาดหวังว่าจะเห็นการเติบโต
จึงเป็นเรื่องเสียสติ

การจะบรรลุ เป้าหมาย ที่ตั้งไว้ จึงเป็นการทำให้สำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ
เข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นเรื่อยๆ
ทำจนเป็น นิสัย
ผลลัพธ์ ที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน
แต่ผ่านการสะสมพลัง ผ่านการซ้อม ผ่านการฝึกฝนมาแล้วอย่างหนัก

เมื่อใดที่เราใช้ทางลัด วันนึงเราจะต้องจ่ายราคาของมัน และจะต้องจ่ายหนักมาก

แก่นของการเดินทางสู่เป้าหมาย หรือ กระบวนการเติบโต นี้ คือ ความเชื่อ
ความเชื่อที่เรายึดถือไว้เป็นหลักการของตัวเราเอง
ความเชื่อที่เรารู้อยู่แก่ใจของเราว่า คุณค่า ของเรานั้น คืออะไร

๑. เริ่มต้นด้วย ความเชื่อ เป็นจุดยืน
๒. มีเป้าหมาย เป็นแรงบันดาลผลักดันใจ
๓. มีวินัย ทำเป็นนิสัย



a little bit, a little more

"Success is a process, a quality of mind and way of being,
and outgoing affirmation of life" / Alex Noble

Dec 31, 2014

2014 year in review

2014 กำลังจะผ่านไปแล้ว เป็นปีที่ยากจะหาคำมาอธิบายมากๆ
มีเรื่องราวเกิดขึ้นหลายอย่างที่ส่งผลให้ความคิดและพฤติกรรมของตัวเองเปลี่ยนไป
ลองนั่งรวบรวมความคิดออกมาได้ ๓๐ ข้อ เก็บไว้เป็นบทเรียนอีกครั้งหนึ่ง

1. จงมีสติเสมอ เคล็ดลับ คือ จงอยู่กับปัจจุบัน

2. การวางแผนที่ดี เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น
เริ่มต้นด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน และตามด้วยการดำเนินงานที่ยอมรับความเสี่ยงได้

3. ส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับการสร้างแบรนด์คือ แนวคิด และ อัตลักษณ์ ของแบรนด์
(the most important part of branding is concept and DNA)

4. ฅนที่สนใจแต่สิ่งที่จับต้องได้ ส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องวิธีการ
(people who care tangible things, mostly don't care process)

5. ไม่อาจคาดหวังเรื่องที่ใช้การได้จากฅนที่ขาดความเข้าใจเรื่องนั้นๆ
(Never expect a practical issue from an unrealistic person)

6. ฅนส่วนใหญ่ถูกจูงใจด้วยอารมณ์และประสบการณ์
ฅนเก่งถูกจูงใจด้วยเหตุผลและผลประโยชน์
ฅนที่น่านับถือถูกจูงใจด้วยอุดมการณ์
(และเราอาจเปลี่ยนคำว่าจูงใจ เป็น หลอก ได้ด้วย)

7. เป็นความโง่เขลาที่ไม่ยอมเรียนรู้ แต่จะยิ่งอัปยศหากไม่ยอมรับความจริง

8. ความสัมพันธ์ไม่ใช่ zero sum game ไม่มีผู้แพ้และผู้ชนะในเกมส์เดียวกัน
ที่สำคัญมันไม่ใช่เกมส์ (หยอดเหรียญเล่นใหม่ไม่ได้ restart ก็ไม่ได้)

9. ผู้ฅนรู้จักเราจากสิ่งที่เราแสดงออก ไม่ใช่สิ่งที่เราเป็น
เว้นแต่เขาจะเป็นฅนลึกซึ้ง ซึ่งไม่คุ้มกันที่จะใช้ตัวเองเป็นเครื่องมือตามหาฅนเหล่านั้น

10. การ พัก(และ)ผ่อน เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

11. จงมองหาของที่คุ้มค่ากับราคาที่เราจ่ายไหว แทนการมองหาของถูก

12. ความเข้มแข็งของฅน อยู่ที่ความแข็งแกร่งของจิตใจ
ซึ่งจะถูกพิสูจน์ได้ด้วย ทัศนคติและประสบการณ์ของตัวฅนๆ นั้นเอง

13. ก้าวแรกของความสำเร็จ ถูกกำหนดโดยวิสัยทัศน์

14. การอยู่ในสังคม อาจเป็นตัวเองได้ไม่ทั้งหมด จุดสมดุลย์ คือ อยู่ด้วยกันอย่างมีสันติ

15. การทำสิ่งต่างๆ "เพื่อบางสิ่ง" ต่างจาก การทำสิ่งต่างๆ "เพราะบางสิ่ง"
(บางสิ่งนั้น อาจคือ บางฅนก็ได้)

16. สุภาษิตโบราณ อาจเป็นถ้อยคำที่ไม่เคยโดน จนกว่าเราจะแก่พอ

17. บ่อยครั้ง ชัยชนะ เฉือนกันที่เรื่องสำคัญเล็กเล็ก รายละเอียดนิดน้อย

18. ถ้าอยากเป็นฅนดังให้พูด ถ้าอยากเป็นฅนเก่งให้ฝึกฝน ถ้าอยากเป็นฅนยิ่งใหญ่ให้มีน้ำใจ

19. หากมีน้ำใจแต่ขาดปัญญา ระวังจะถูกเอาเปรียบ หากมีปัญญาแต่ขาดน้ำใจ ระวังจะเห็นแก่ตัว

20. ข้อพิสูจน์ว่าเรากำลังทำงานที่ชอบ คือ เรายอมทำงานนั้นต่อไปแม้รู้สึกว่า ได้ ไม่คุ้ม เสีย

21. ใจเย็นเรื่องฅน อดทนเรื่องงาน

22. การที่เขายังไม่รู้ ไม่ได้แปลว่าเขาโง่ แต่การที่เขาไม่ใส่ใจที่จะเรียนรู้ แสดงถึงแนวโน้มว่า เขาโง่

23. หากพบปัญหาเดิมๆ ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน
ให้สงสัยไว้ก่อนว่า ปัญหาอยู่ที่ ฅน หรือ ระบบปฏิบัติการ

24. ข้อพิสูจน์ว่าเรากำลังทำตามความฝันหรือวิสัยทัศน์ของเรา คือ
เรายอมลงทุนในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ณ ปัจจุบัน

25. มีดคมในฝัก เรือเร็วในท่าจอด รถแรงในพิท พรสวรรค์ในฅนที่ใช้มันไม่เป็น ไม่มีประโยชน์

26. เคล็ดลับของชีวิตที่มีความสุข คือ จงมีความสุข และแบ่งปันความสุขเหล่านั้นให้ฅนรอบข้าง
แล้วอยู่ท่ามกลางฅนเหล่านั้น

27. กำหนดเป้าหมายให้ตัวเองมากขึ้น ลดความคาดหวังแก่ฅนอื่นให้น้อยลง

28. ฅนเราจะรู้สึกพอ หากความสุขเกิดจากการมี ไม่ใช่จากการได้มา

29. รากฐานของชีวิต คือ ความสัมพันธ์
รากฐานของความสัมพันธ์ คือ การแบ่งปัน

30. สิ่งต่างๆ ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ จนกว่าเราจะต้องลงมือทำด้วยตัวเองจริงๆ
และมันจะง่ายจริงๆ เมื่อเราทำมันเสร็จได้แล้วอย่างยอดเยี่ยม


ไม่่รู้ว่าปีหน้าจะเป็นอย่างไร หรือจะเจออะไรบ้าง แต่ก็ช่างมันเถอะ สิ่งที่เราทำได้ก็คือ ทำสิ่งที่อยู่ ณ ปัจจุบัน ตรงนี้
ถึงอย่างนั้นก็ยังแอบหวังและแอบรู้สึกว่า ปีหน้าคงได้เห็นอะไรดีๆ อีกหลายอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ 

มีความสุขกันทุกวันนะครับ เจอกันปีหน้า :)

Sep 3, 2014

เกิดเป็นคนจน ก็ต้องโดนเอาเปรียบอยู่ร่ำไป

เมื่อเช้านี้ไปซื้อข้าวที่ร้านประจำแถวออฟฟิซ
มีป้ายแปะไว้ว่า ขึ้นราคาอาหาร
ที่จริงเขาแจกแจงละเอียดเลยล่ะ ว่าซื้อกี่อย่าง จากราคาเดิม เพิ่มเป็นเท่าไหร่

เจ๊ข้างหลังผมแซวเจ้าของร้านว่า "ไม่ได้มาแป้บเดียวเอง ขึ้นราคาแล้วเหรอ"
"ก็ขึ้นแค่ 5 บาทเท่านั้นเอง" เจ้าของร้านตอบด้วยสีหน้าเจื่อนๆ

ร้านนี้ขายข้าวราดแกง (แต่ความจริง มันคือตักแกงราดข้าว!!) กับข้าว 2 อย่าง เริ่มต้นที่ 35 บาท
ซึ่งก็นับว่า ไม่แพงมากนักเมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ ในระแวกนี้
ปกติผมซื้อข้าวจานนึง ก็ 40-50 บาท สามอย่างบ้าง กินไข่ต้มบ้าง

พอได้ยินว่า ขึ้น 5 บาทเท่านั้นเอง ผมกลับอดคิดต่อไปไม่ได้
และนำมาซึ่งข้อสรุปตามหัวเรื่องข้างต้นว่า
"เกิดเป็นคนจน ทำไมต้องโดนเอาเปรียบอยู่ร่ำไป"

ลองคิดตามผมนะ
สมมติฐานคือ คนมีตังค์น้อยก็จะกินข้าวราคาถูกกว่า ตามกำลังทรัพย์ที่จ่ายได้
ลูกค้า 3 คน เดิมจ่ายค่าข้าว 30, 40, 50 บาท ราคาใหม่ กินเท่าเดิม
จ่าย 35, 45, 55 บาท ตามลำดับ ก็ดูยุติธรรมดีใช่ไหม?

ไม่เลย!!

เมื่อลองคิดเปอร์เซนต์ที่แต่ละคนต้องจ่ายเพิ่ม [(ราคาใหม่-ราคาเดิม)/ราคาเดิม]
จะได้เป็น 17%, 13%, 10% ตามลำดับ
กลายเป็นว่า คนที่มีตังค์น้อยกลับต้องจ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าคนมีตังค์เยอะ

ถ้าลองเอาโมเดลนี้ประยุกต์กับเรื่องอื่นๆ ของสังคม
ทุกครั้งที่มีการขึ้นราคาเท่า ๆ กัน ฅนที่มีกำลังซื้อน้อยกว่า ฐานะยากจนกว่า
จะรู้สึกถูกกระทบมากกว่าเสมอ

ครั้งหนึ่ง สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เรือข้ามฟากปรับขึ้นราคา พวกเราที่คณะตื่นตัวกันมาก
ผมจำไม่ได้ ว่าเขาขึ้น 50 สตางค์ หรือ 1 บาท แต่จำได้แม่นว่าเขาขึ้น 100%

หากขยายขอบเขตการประยุกต์เรื่องนี้ไปยังเรื่องอื่นๆ ที่มีลักษณะของการเฉลี่ยต้นทุนไปยังทุกหน่วย(ผลิต/บริโภค/ลงทุน)
เราอาจพบว่า จริงๆ แล้ว มันมีต้นทุนแอบแฝง หรือ ความอยุติธรรม
แอบแฝงอยู่อีกไม่น้อยเลยทีเดียว

ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเศร้านะ
คนเขาจนอยู่แล้ว ได้กินเท่าเดิมโดยที่ต้องจ่ายมากขึ้น ความพอใจลดลง โดนดอกแรก
แล้วยังโดนดอกที่สอง คือ ตัวเองยังต้องจ่ายแพงขึ้นกว่าคนที่รวยกว่าตัวเอง

ถามว่าอย่างนั้นแล้ว เราควรทำอย่างไรเรื่องการปรับราคา
ถ้าจะให้แฟร์ ก็ต้องปรับเป็นเปอร์เซนต์น่ะแหล่ะ
แต่ความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าเป็นไปได้ยากในยุคสมัยนี้
ยุคสมัยที่เราได้ยินบางคนพูดว่าเศษเงินยี่สิบบาท ยุคที่ฅนไม่พกเหรียญเพราะหนักกระเป๋า
ยุคที่ใครๆ ก็ฝันอยากมีเงินเป็นล้านแต่ดูถูกเงิน 25 สตางค์
(หลายคนคงลืมสุภาษิตว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท ไปแล้ว)
ยุคที่แม้แต่พ่อค้าข้าวแกงยังพูดว่า "ก็แค่ 5 บาท เท่านั้นเอง"

...
หลายเดือนก่อน ไปซื้อของสดเข้าบ้านที่ห้างแห่งหนึ่ง
คุณลุงข้างหน้าผม หลังจ่ายเงิน
เขาตรวจใบเสร็จก่อนจะท้วงพนักงานว่าคิดเงินผิด เกินไป 4.5 บาท
ไม่ผิดครับ "สี่บาท ห้าสิบสตางค์" จริงๆ
พนักงานแสดงความไม่พอใจออกทางสีหน้าเล็กน้อย
ส่วนผมน่ะหงุดหงิด เพราะอยากรีบกลับบ้าน

พอเข็นรถมาถึงที่จอด เราจอดรถใกล้กัน คุณลุงขับ ซี่รี่ย์ 7 ...
ตึ้งโป๊ะ!

ผมคิดง่ายๆ และความคิดของผมเปลี่ยนทันที
ถ้าอยากจะรวย ก็ต้องใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
เงินไม่ได้หายากมากนัก แต่รั่วไหลง่ายมาก

ผมเริ่มหัดนิสัยตัวเองใหม่ตั้งแต่วันนั้น
เมื่อได้ยินพ่อค้าข้าวแกงพูดเมื่อเช้านี้ ผมหวังว่า แม้ผมจะเกิดมาไม่รวยเหมือนคนอื่นเขา
แต่วันนึงข้างหน้า ผมจะไม่เป็นคนหนึ่งที่โดนสังคมเอาเปรียบอีกต่อไป




Sep 17, 2012

สูญเปล่า

วันนี้ออกกำลังกาย เผาทิ้งไปได้ราว 100 Kcal
อาบน้ำเสร็จ นั่งกินทูน่ากับผัก กินเสร็จ นึกขึ้นได้
หยิบกระป๋องทูน่ามาดู... 120 Kcal

พัง!!

สูญเปล่า คือ ความคิดแรกที่วิ่งเข้ามาในหัว
วิ่งเหนื่อยแทบตาย ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

เป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่า...

เราได้วิ่งออกกำลังกายจริงๆ
เสียเหงื่อจริงๆ
หัวใจเต้นแรงขึ้นจริงๆ
กล้ามเนื้อขยับตัวจริงๆ
.
.
.

หลายครั้ง เมื่อถึงที่สุดแล้ว
เราอาจจะพบกับความล้มเหลว ผิดหวัง
สิ่งที่เราทำลงไป ไม่ได้รับผลกลับมาดั่งที่เราตั้งใจ
หลายฅน บอกว่า เสียเวลา สูญเปล่า ไม่เกิดประโยชน์

และบ่อยครั้ง
ฅนที่พูดเหล่านั้น ก็ "กลัว" เกินกว่าจะลงมือทำ

Jonas E. Salk ค้นพบวัคซีนโรคโปลิโอ หลังจาก ผิดพลาด กว่าสองพันครั้ง
Thomas Edison ก็ค้นพบวัสดุที่เหมาะสมสำหรับทำไส้หลอดไฟฟ้า หลังจาก พบวัสดุที่ไม่เหมาะสมนับหมื่นชนิด

บางฅนอาจจะอ่านหนังสือเต็มที่แล้ว แต่สอบไม่ผ่าน
หรือบางฅนทำงานอย่างดีแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนงาน
หรือบางฅนคบกับคู่รักอยู่ดีๆ ก็ต้องร้างลากันไป

ไม่เคยมีสิ่งใด สูญเปล่า
ทุกสิ่งซึ่งเกิดขึ้นนั้น ล้วนมีประโยชน์และเป็นผลดีแก่ชีวิตของเราในที่สุด

ลองถามตัวเองว่า สิ่งที่ดูเหมือนแย่ซึ่งเกิดขึ้นกับเรานั้น ดีต่อเราอย่างไร

สำหรับผม...
แทนที่ จะมี 220 Kcal อยู่ในตัว ก็มีแค่ 120 เองนิ

Mar 23, 2012

น้ำพริกแกงส้มพร้อมปรุง (Instant Sour Curry)

วันนี้อยากกินแกงส้มตอนเกือบหกโมงเย็น
จะไปซื้อน้ำพริกแกงส้มที่ร้านค้าชุมชน
ก็ไม่ทันเสียแล้ว
เรื่องตำเองยิ่งไม่ต้องพูดถึง

พอดีหันไปเห็น
ผงน้ำพริกแกงส้มสำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่ง
พ่อซื้อมาวางไว้ได้เกือบสัปดาห์แล้ว
เสร็จโก๋ ฮี่ฮี่

หลังจากเดินไปเก็บผักหลังบ้าน
เตรียมกุ้ง ละลายส้มมะขาม
ทุกอย่างก็พร้อมสำหรับปรุงน้ำแกง

น้ำเดือดปุ้บ ใส่ผงแกงส้มปั้บ
ตามที่ข้างซองแนะนำไว้
รอเดือดแป้บนึง
ตักขึ้นมาชิม...
โอ้ว ไม่กอด!!!
รสชาติยังกะน้ำต้มมาม่า!!!

เข้าใจว่า
หลายฅนคงคุ้นเคยกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหลายยี่ห้อดี
ผมไม่แน่ใจว่า ถ้ากินวันละรส
หนึ่งเดือนจะกินครบทุกเจ้า ทุกรสหรือเปล่านะ

แต่ช่างเถอะ จะบอกแค่ว่า
พวกนี้ก็กึ่งสำเร็จรูปเหมือนกัน ถูก ง่าย ไว
แต่ถ้าเราลองได้กิน บะหมี่ต้นตำรับจริงๆ แล้ว
รสชาติผิดกันลิบลับ
ถ้าให้เลือกได้
ก็คงไม่กินบะหมี่กึ่งสำเร็จอีกเป็นแน่แท้

ปกติแล้ว ที่บ้านผมใช้น้ำพริกแกงสดๆ
ตำขายกันทุกสัปดาห์
เนื้อเงี้ยเนียน กลิ่นก็หอม มีสีแดงระเรื่อ...
มั่นใจได้ว่า กำลังพูดถึงน้ำพริกแกง (ฮา)

ที่สำคัญ คือ เมื่อเอามาปรุง
รสชาติอร่อยเหาะ
แทบไม่ต้องแก้
หรือต้องปรุงเพิ่มกันเลย

ยุคสมัยนี้
อะไรๆ ก็เน้นง่าย เร็ว สะดวก เข้าว่า
มองมุมหนึ่ง ผมก็เข้าใจนะ
ยิ่งสินค้าบางตัว เช่น เครื่องเรือน
คงไม่มีใครมานั่งเลื่อยไม้พะยูงต่อเตียงเอง
เหมือนที่พ่อของผมเคยทำในสมัยก่อน
แค่ซื้อจากไอ้เกี้ยมาต่อจนสำเร็จได้เองเนี่ย
ก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว

แต่อีกมุมหนึ่ง ความเร็ว สะดวก ง่าย
ก็ต้องแลกด้วย คุณค่าที่แท้จริง ซึ่งสูญเสียไป

ยิ่งยุคสมัยนี้ หลายฅนมุ่งเน้นที่
ผลลัพธ์ หรือ ผลผลิต
มากกว่าการให้ความสำคัญกับ
กระบวนการ หรือ วิธีการ

ทั้งที่หลายเรื่อง คุณค่า เกิดจาก กระบวนการ

เราจึงมักพบเห็นผู้ประสบความสำเร็จทั้งหลาย
มักเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีด้วย
เพราะเขาสามารถส่งต่อ คุณค่า ที่เขาได้รับมา
ให้แก่เราได้

ลองนึกดู
เราจะเห็นวิธีคิดที่มุ่งเน้นผลลัพธ์แบบสำเร็จรูป
ใน(แทบจะ)ทุกวงการ
จะซื้อหุ้นตัวไหนดี ตัวนี้จะวิ่งไหมพี่...
ทำงานง่าย ได้เงินเร็ว แค่คลิ้ก...
เรียนกับเราดีกว่า จบง่าย จบเร็ว...
เป็นแฟนกันเมื่อวาน เมื่อเช้าทะเลาะกัน
คืนนี้เลิก เปลี่ยนฅนใหม่ดีกว่า...

เราเห็นฅนอื่นมีผลลัพธ์ที่ดี เราก็อยากมีผลลัพธ์ที่ดีบ้าง
ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ไม่มีความสำเร็จใดที่ไม่แลกมาด้วยความลำบากและความทุ่มเท

น้ำพริกแกงส้ม อาจเป็นเรื่องเล็กๆ หนึ่ง
ที่กินคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าก็ออกจากชีวิตเราไปแล้ว
แต่ยังมีเรื่องเล็กๆ อีกมากมายที่สำคัญในชีวิตเรา
และเชื่อไหมว่า
การสะสมคุณค่าที่แท้จริงทีละเล็กละน้อยเหล่านี้ไว้
ทำให้เรา รู้สึก ถึงคุณค่าของตัวเองและผู้อื่น
รวมทั้งคุณค่าของสิ่งรอบข้างได้อย่างง่ายง่าย
.
.
.

สุดท้าย ผมก็ปรุงน้ำพริกแกงส้มให้อร่อยจนได้
(ยืนยันด้วยปริมาณการกินของแม่)
แม่บอกว่า
เจ๊ข้างบ้านนี่ตำน้ำพริกอร่อยเหมือนเดิมเลยนะ

เมื่อเรารู้จัก รสชาติที่แท้จริงของชีวิตแล้ว
อะไรก็ดูง่าย ทำได้ แก้ไขได้ไปซะหมด
แต่กว่าจะเชี่ยวชาญชำนาญอย่างนั้นได้
ก็อย่าลืมว่า
เส้นทางที่ง่าย สบาย สะดวก และไม่ต้องจ่าย
ไม่ใช่เส้นทางที่จะพาเราไปถึงปลายทางนั้น

ลองมองดูเส้นทางที่เรากำลังเดินอยู่
และ
ขอให้น้ำแกงของคุณทุกเรื่อง
อร่อยเหาะนะครับ



ขนมหวาน:
จะทำแกงส้มให้อร่อย ไม่ควรใส่น้ำมาก
อย่าลืมว่ามีน้ำส้มมะขามด้วย
เอาแค่พอน้ำแกงท่วมผัก
กุ้งและปลาก็พอครับ
ถ้าใส่พวกผักดองจะต้องลดความเปรี้ยวลงด้วย
นอกจากนี้ พวกผักในแกงส้ม
เมื่อสุกแล้วจะเก็บรสเปรี้ยว เค็ม หวาน ไว้ในเนื้อผัก
เพราะฉะนั้นเวลาปรุงน้ำแกงส้มจะต้องมีรสจัดเพิ่มเล็กน้อย
เพื่อให้ได้รสน้ำแกงที่กำลังอร่อยนะครับ

Apr 25, 2011

in search of "ใบตำลึง"

เมื่อหลายวันก่อน ได้รับมอบหมายภารกิจแห่งลูกผู้ชาย
นั่นคือ การไปเก็บ (ยอดอ่อน)ใบตำลึง ท้ายไร่
ก่อนที่จะถูกตัดไปพร้อมกับหญ้า

ตำลึงเป็นพืชไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง และเนื่องจากบ้านผมเป็นสวน
เราจึงไม่อนุญาตให้ตำลึงเลื้อยขึ้นไปบนต้นไม้
ให้เลื้อยได้เฉพาะบนดินเท่านั้น
ดังนั้น
ถ้าต้องตัดหญ้า หมายถึงตำลึงก็จะโดนตัดไปด้วย
ซึ่งฝนเพิ่งตกใหม่ๆ แบบนี้
แหม... คุณเอ๋ย ถ้าได้ลองยอดตำลึงวัยขบเผาะแล้วจะติดใจ

"ดูให้ดีหน่อยนะ ตอนนี้ไม่รู้มีหญ้ามาจากไหน มันเลื้อยเหมือนตำลึงเลย"
นั่นคือคำเตือนจาก "พ่อ" ผู้มอบหมายภารกิจ

ผมออกไปเก็บตำลึงแต่เช้า ด้วยความไม่ชะล่าใจ
คราวนี้ใส่เสื้อแขนยาวกางเกงขายาวเพื่อกันยุงกัดเต็มยศ
(ยุงบ้านผม ตัวใหญ่มาก จิ้มทีแขนเป็นรูอ่ะ)

ผมพบว่า ท้ายไร่มีไม้เลื้อยขึ้นค่อนข้างพอสมควร
ที่สำคัญใบมันก็คล้ายๆตำลึงซะด้วยสิ แต่ก็ไม่แน่ใจ
จะลองกินดูก็ไม่กล้า
จะกลับไปถามพ่อ พ่อก็ไปวัดทำบุญแล้ว
ก็เลยลองเก็บไปก่อน

ยิ่งเก็บยิ่งพบว่ามันมีเยอะมาก
ยิ่งเก็บยิ่งเกิดความไม่แน่ใจว่ามันคือตำลึงขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่ง
ณ ใต้ร่มเงาของมังคุดต้นหนึ่ง
ผมพบต้นอะไรซักอย่าง (ที่ผมเก็บไปแล้วครึ่งหม้อ) กับ
ต้นอะไรอีกซักอย่างที่เห็นปุ้บ รู้เลยว่า "ตำลึง" แน่นอน

ผมคว่ำหม้อทิ้งโดยไม่ลังเล
และเริ่มต้นเก็บยอดและใบตำลึงอ่อน

มีอยู่ที่หนึ่ง ที่เจ้า 2 ต้นนี้ขึ้นอยู่ด้วยกัน
เรียกว่าพันกันกลมเลย
ใบอ่อนของมันทั้งคู่ไม่ค่อยต่างกันนัก
จึงต้องใช้วิธีดูจากใบแก่ แล้วไล่เถาว์ไปหายอดอ่อน

บางที่เจ้าหญ้าชนิดนั้นมันพันต้นไม้ได้ จนทำให้ไม้ถูกโน้มกิ่งลงมา
น่ากลัวว่ากิ่งจะหักได้ แต่พอพยายามจะดึงมันออก
มันเหนียวใช้ได้เลยครับ

ผมเก็บอยู่อีกซักพักหนึ่ง ก็พบกับดงตำลึงที่แผ่คลุมพื้นดินอยู่
นั่นทำให้ภารกิจผมเสร็จเร็วขึ้น
ผมกลับบ้านพร้อมด้วยยอดอ่อนตำลึงหม้อใหญ่
และบทเรียนจากการเก็บตำลึงเช้านี้...

คนเราก็เหมือนหญ้าและตำลึง มีดีมีเลวปะปนกันไป
จะกำจัดคนไม่ดีโดยไม่ให้กระทบคนดี เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย
ยิ่งโดยเฉพาะตอนยังเด็ก ยิ่งดูยากว่าใครดีใครเลว
สิ่งที่เราทำได้ คือ แยกแยะ และเลือกที่จะรักษาคนดีๆ ไว้กับเรา

คนแบบต้นหญ้านั้นชอบตะกายฟ้า สูงขึ้นได้ด้วยการดึงคนอื่นให้ต่ำลง
เหยียบและทำลายผู้อื่นเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง
(แถมหนังเหนียวตายยาก)
คนพวกนี้ชอบมี option เยอะ เหมือนหญ้าที่มีใบเเน่นเต็มไปหมด
ที่สำคัญ นิสัยของคนแบบนี้แพร่กระจายได้เร็ว

คนแบบตำลึงเรียบง่าย สมถะ เลื้อยไปกับดิน
มีใบน้อยแต่มีใบใหญ่ (บางใบใหญ่เท่าฝ่ามือผมเลยนะ)
ขยายตัวไม่เร็ว ไม่หวือหวา โตไปเรื่อยๆ
แต่... ตำลึงกินได้ และมีประยชน์

เราไม่จำเป็นต้องไปตัดสินว่าใครเป็นหญ้าเลื้อย
หรือใครเป็นตำลึง
เพราะในที่สุด คนเราก็จะแสดงนิสัยถาวรออกมาในที่สุด
และก็ต้องได้รับผลแห่งการกระทำของตัวเองกันไป

แต่ตอนนี้ ผมขอรับกรรมหม้อใหญ่ที่ผมลงแรงไปเก็บมาเมื่อเช้าก่อนนะครับ
แกงจืดหมูสับยอดอ่อนใบตำลึงนี่... มันแหล่มจริงๆ ครับพี่น้อง


ขนมหวาน:
ตำลึงจะมีอยู่ 2 แบบ คือ ตำลึงตัวผู้กับตำลึงตัวเมีย ชื่อทางวิชาการอย่าไปจำมันเลยนะครับ
เอาเป็นว่า ตำลึงตัวผู้จะมีสรรพคุณในการเป็นยาระบาย ส่วนตัวเมียไม่มี
วิธีสังเกต ก็คือ ตำลึงตัวผู้จะมีรอยหยักของใบลึกกว่าตำลึงตัวเมีย
และถ้าเห็นต้น ตำลึงตัวเมียจะมีลูกด้วย และพบได้ง่ายกว่าตำลึงตัวผู้
แต่ไม่ว่าจะตำลึงตัวผู้หรือหรือตัวเมีย ก็เป็นผักที่อุดมด้วยวิตามิน หากินง่าย และราคาไม่แพง

Sep 7, 2010

มันเป็น ปัญหา แต่มันไม่ใช่ อุปสรรค

วันนี้ แม่กับพ่อมาหาหมอที่โรงพยาบาลตำรวจ
ครั้งที่แล้ว หมอให้แม่ตรวจเลือด กับมวลกระดูกมาจากตราด
ปรากฎว่า แม่ไม่ได้ตรวจมวลกระดูกมา
ทำยังไงล่ะทีนี้...

ตอนแรกผมทำใจรับสภาพ แล้วคิดว่ากลับตราดแล้ว ค่อยให้แม่ไปตรวจ
ผมมาซื้อยาครั้งหน้า ค่อยเอามาให้หมอดูละกัน
แต่
อีกใจนึง ไหนๆก็มาแล้ว ก็อยากให้หมอดูให้เสร็จๆไป

ระหว่างที่แม่นั่งรอหมออยู่ ส่วนพ่อนั่งรอพยาบาลเรียกตรวจเบื้องต้น
ผมเดินไปถามพยาบาลว่า เขาตรวจมวลกระดูกกันที่ไหน
ผมเดินข้ามตึกไปถามเรื่องการวัดมวลกระดูก
"เราตรวจเฉพาะตอนบ่ายค่ะ"
"ขอโทษนะครับ พอจะช่วยอะไรได้บ้างไหมครับ คือแม่ผม..." ผมก็เล่าให้พยาบาลที่แผนกนั้นฟังอย่างคร่าวๆ
"น้อง ช่วยทำเคสให้คุณแม่หมอได้ไหม (แม่หมอ หมอไหน?)" พยาบาลเอ่ยเสียงเจื้อยแจ้วไปตามสายโทรศัพท์
"ขอเบอร์ติดต่อหมอด้วยนะคะ คุณหมออยู่แผนกไหนคะเนี่ย" สรุปว่า เธอคิดว่าผมเป็นหมอครับ
ผมช่วยแม่เปลี่ยนกางเกงมาใส่ผ้าถุง (นึกภาพผู้หญิงขี้กลัว ที่ขาข้างนึงเป็นอัมพฤกษ์ ใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ที่แถบกาวใช้ไม่ได้ คุณเอ้ย มันทุลักทุเลเกินจะกล่าว) พยาบาลเรียกอยู่นานกว่าจะเปลี่ยนกันเสร็จ
ในที่สุด แม่ก็ได้ตรวจมวลกระดูก แต่ต้องรอผลซักครู่ใหญ่ และที่สำคัญ "ผมปวดขี้"

ผมตัดสินใจพาแม่มาถึงหน้าห้องตรวจ พ่อยังนั่งจุ้มปุ้กอยู่ พยาบาลยังไม่ได้เรียกพ่อ
มันนานเกินไปแล้ว
ผมเดินไปถามพยาบาล
"รบกวนรอเรียกก่อนนะคะ (พยาบาลเหลือบตาไปเห็นใบนัดของพ่อผมในตะกร้า) อ่ะ 7โมง15... รอสักครู่นะคะ จะตามให้ค่ะ"
ปรากฎว่า แฟ้มประวัติของพ่อถูกส่งไปอีกแผนกหนึ่ง
ผมเดินกลับไปเอาผลตรวจของแม่... ผลตรวจยังไม่เสร็จ
แต่ผมกำลังจะเสร็จ ถ้าไม่รีบวิ่งเข้าห้องน้ำให้ทัน

ผมเดินออกจากห้องน้ำด้วยความสุข พร้อมๆกับยิ้มหวานของพยาบาล ที่ถือผลการตรวจของแม่อยู่ในมือ
เดินข้ามตึกกลับไปถึงห้องตรวจแรก แฟ้มพ่อเพิ่งจะมาพอดี พร้อมๆกับที่คุณหมอเดินเข้าห้องตรวจ
ระหว่างที่รอคุณหมอ นั่นคือโอกาสให้ผมได้พูดคุยกับพ่อในหลายๆเรื่อง
จนถึงคิวตรวจของแม่

ผมนึกในใจว่าอยากให้ตรวจพ่อไปต่อจากแม่เลย แต่จากกองแฟ้มกองใหญ่นั่น จะเอาแฟ้มพ่อออกมาอย่างไร
จะให้หมอหยิบก็เกรงว่า เวลาที่หมอใช้ จะเป็นค่าเสียโอกาสที่สูงเกินไป ครั้นผมจะรื้อหาเองก็ดูแปลกๆ
ผมต้องการตัวช่วย...
"ขอโทษนะคะ" พยาบาลเอาแฟ้มของคนไข้มาเพิ่มความสุขให้คุณหมอ
มุขเดิมครับ ด้วยคำอธิบายสั้น 2-3 ประโยค ตัวช่วยที่ถูกส่งมาให้ผม ก็หยิบแฟ้มของพ่อมาวางไว้ให้อย่างง่ายดาย

ตอนที่หมอตรวจแม่ สีหน้าหมอยิ้มแย้มมีความสุขมาก
แต่ทันทีที่คุณหมอดูฟิล์มและซักถามอาการของพ่อแล้ว สีหน้าหมอเปลี่ยนไปชัดเจนมาก
หมอให้พ่อไปทำการ x-ray เพิ่มเติม และทำ MRI รวมทั้งไปทำปลอกคอใส่ "ทันที"

งานเข้าละครับ เพราะตอนแรก ตามแผน คือ พ่อกับแม่ จะกลับประมาณเที่ยง เพื่อให้ถึงบ้านไม่ดึกเกินไป ที่สำคัญ วันนี้คุณลุงที่ขับรถมาส่ง จะมีประชุมตอน 1 ทุ่ม

ผมไปทำการนัดครั้งต่อไป ส่งใบสั่งยา ตามปกติ
พ่อกับแม่ไปไหนหว่า... ไม่เป็นไร ก็เลยเดินไปตึกที่เมื่อเช้าเพิ่งจะพาแม่ไป
เจอกับป้ายพักเที่ยงตั้งหราเด่นอยู่ พร้อมกับคำพยักเพยิดของคนที่ยืนอยู่ก่อน "เขาพักเที่ยงน้อง ต้องรอบ่ายโมง"
ไม่มีซะล่ะ "ขอโทษนะครับ..." ทำให้ผมรู้ว่า ผมต้องใช้เอกสารใบหนึ่งที่ติดอยู่กับใบสั่งยา ในการติดต่อกับอีก 3 ตึกที่เหลือ
ทำไงล่ะทีนี้

หลังจากพาพ่อกับแม่ไปกินข้าว ผมไปติดต่อห้องยา เพื่อขอเอกสารใบนั้น
หลังจากคุยกันเข้าใจ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้เอกสารผม
แต่
ลัดคิวจ่ายยาให้ผมประมาณ 20 คิวทันที แจ๋วครับ

พาพ่อไปตึก x-ray ที่แรก ยังไม่ทันจะบ่ายโมงดี มีคนนั่งรอคิวอยู่ประมาณ 10 คน
"เอาใบใส่ตะกร้า แล้วนั่งรอเลยค่ะ" เจ้าหน้าที่บอก
ผมลองอธิบายสถานการณ์ให้เธอฟัง เธอหยิบป้ายพักเที่ยงลง แล้วบอกว่า "ให้คุณพ่อนั่งรอหน้าห้องเบอร์ 3 เลยค่ะ"

หลังจากนั้น ผมก็ไปติดต่ออีกสองที่ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง พอดีว่าหมอว่าง ไม่มีคิวนัด ผมก็เลยจองได้เรียบร้อย
ทุกอย่างผ่านไปได้เรียบร้อยดี แต่กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไป 4 โมงครึ่ง

เป็นอีกหนึ่งวันที่เหนื่อยมากๆ จริงๆ
ดูเหมือนเรื่องบังเอิญหลายๆเรื่องเกิดขึ้นนอกเหนือการคาดการณ์ของเรา
แต่มันก็ทำให้ชีวิตของเราเคลื่อนไปข้างหน้ามากขึ้น ทำให้เรากล้าหาญมากขึ้น คิดมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น รอบคอบมากขึ้น เชื่อในความกรุณาของเพื่อนมนุษย์มากขึ้น มีศรัทธามากขึ้น มีความรักมากขึ้น... ภาษาอังกฤษ เรียกสิ่งที่ช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าว่า "Problem"
ซึ่งต่างจาก "Obstruction" ที่คอยหยุดยั้งชีวิตของเราไม่ให้ก้าวต่อไปข้างหน้า ซึ่งส่วนมาก มักทำให้เราสบายกาย สบายใจ เห็นความจริงของโลกบิดเบือนไป และผูกมัดเราไว้ในเขตแดนสุขารมณ์ (Comfort Zone)


ถึงแม้ "ห้องส้วม" จะเป็นสถานที่ที่ช่วยให้เราปลดปล่อยความทุกข์ เดินออกมาทีไร หน้าตาสบายใจทุกที
แต่
คงไม่มีใครหรอกมั้ง ที่จะขังตัวเองอยู่ใน "สุขา" ตลอดเวลา

Jul 13, 2010

Heart Disk

เรื่องหนึ่งที่สำคัญในชีวิตมนุษย์ ก็คือ ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง (จริงๆ แล้ว ผมคิดว่า สำคัญที่สุดเลยนะ)
สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการทำงานของ Computer ก็คือ ข้อมูล

Windows ที่ลงเสร็จใหม่ๆ ข้อมูลน้อย ข้อมูลแทบทั้งหมด เป็นข้อมูลที่จำเป็นกับชีวิต ส่วนใหญ่เราเห็นและใช้อย่างทั่วถึง
แต่ยิ่งนานวัน ข้อมูลยิ่งมากขึ้น ยิ่งดูแลได้ยากขึ้น ข้อมูลหลายอย่างเริ่มห่างหายจากสายตา (แม้จะไม่ห่างจากสายใจก็เถอะ)
บางคนที่เคยสนิทก็ห่างหายกันนานนับปีก็มี ยิ่งมีการ upgrade ข้อมูลก็ยิ่งเยอะ
ที่สำคัญ บ่อยครั้ง การ upgrade ทำให้ ความคิด รสนิยม และการใช้ชีวิตของเราเปลี่ยนไป

ข้อมูลเยอะแยะเหล่านี้ หลายครั้งเราไม่กล้าลบ เพราะเสียดาย คิดว่า หากลบไป แล้ววันหนึ่งเราต้องใช้ จะทำอย่างไร
ซึ่งแทบทุกครั้ง เราคิดผิด ^^
แต่สำหรับคนฉลาดๆ บางคน เขาก็ Archive ข้อมูลที่ไม่ได้ใช้บ่อยเหล่านี้เอาไว้นะ

บางทีไปแอบเห็นข้อมูลเจ๋งๆ ของคนอื่น ก็เอามาง่ายๆ ด้วยการ Ctrl+ C จากเครื่องของเขา และมา Ctrl+ V ลงเครื่องของเราอย่างว่องไว บางคนกลัวคนอื่นจับได้ ก็ Rename ซะหน่อย... ชื่อใหม่ หน้าตาใหม่ แต่เนื้อหาจิตใจข้างใน “เดิมๆ”

ข้อมูลที่ (คิดว่า) หมดประโยชน์ ส่วนใหญ่ก็ Del ลงไปนอนอยู่ใน Recycle Bin เผื่อว่าจะ Restore กลับมาใช้ใหม่ หรือแค่รอวันสร้างปัญหา เนื้อที่เต็มโดยไม่ทราบสาเหตุให้กับ User ตัวจริง (ฉันใช้งานเป็นอย่างเดียว!)

บางคนรู้มากหน่อยก็ Shift+ Del เพื่อ Permanently Delete แต่หารู้ไม่ว่า จริงๆแล้ว เพราะความซับซ้อนของหัวใจมนุษย์ ข้อมูลเหล่านั้นยังไม่ได้ถูกลบไปไหน แค่ถูกหมายหัวเอาไว้ว่า เป็นความสัมพันธ์ที่ว่างแล้ว จนกว่าจะโดน save ทับเมื่อไหร่นั่นแหล่ะ ถึงจะเป็นการโดนลบอย่างถาวรจริงๆ จนไม่สามารถ Recovery กลับคืนมาใหม่ได้อีกต่อไป

เคยคุยกับช่างซ่อมคอมพิวเตอร์บางคน เขาบอกว่า จริงๆแล้ว แม้จะมีข้อมูลใหม่แทนที่ข้อมูลเก่าไปแล้ว ก็ยังสามารถกู้ข้อมูลเหล่านั้นกลับมาได้ ต่อให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการ Format หรือแม้แต่ย้ายบ้าน ด้วยการจัด Partition ใหม่ ก็ยังสามารถรื้อฟื้นความสัมพันธ์เหล่านั้นกลับมาได้ ยกเว้น กรณีเดียวที่เกินเยียวยา คือ ย้ายบ้านหนีแบบไม่ให้ใครตามตัวได้ หรือที่เรียกว่า Secured Delete Partition อันนั้น ทำยังไงก็กู้ข้อมูลกลับมาไม่ได้

ผมก็ไม่รู้ว่า ช่างคนนี้เขาพูดจริงหรือเปล่านะ ตัวผมเองก็ไม่เก่งขนาดนั้น ทำไม่เป็น และไม่เคยลองทำเสียด้วยสิ

แต่อย่างไรก็เหอะนะ คนเรา ไม่ใช่ Computer ความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกันก็ไม่ใช่ข้อมูล

มนุษย์ มี หัวใจ

มนุษย์ มี สมอง

มนุษย์ อาจใช้สมองคิด
แต่
มนุษย์ใช้หัวใจจดจำเรื่องราว

ที่สำคัญ เราใช้ “หัวใจ” เป็นสื่อเชื่อมถึงกันและกัน


ดูแลรักษา Heart Disk ของเราให้ดีนะครับ เพราะชีวิตเริ่มต้นจากตรงนั้น...
ชีวิต เริ่มต้นมาจาก “หัวใจ”

May 15, 2010

เผชิญหน้า (1)

แม่เคยบอกว่า ผมเหมือน แมงป่อง ใครเข้ามายุ่งไม่ได้ โดยต่อยทันที...
เวลาที่เถียงแม่ แม่มักพูดว่า เอ็งไม่รู้หรอก วันนึงมีลูก เอ็งจะเข้าใจ
เวลาเถียงพ่อ พ่อมักพูดว่า ถ้าเป็นคนอื่น กรูไม่พูดแล้ว กรูเหนื่อย แต่เมิงเป็นลูก กรูเห็นอะไรไม่ถูกไม่ดี ก็ต้องว่า ต้องเตือน ฟังกันบ้าง ถ้าเป็นคนอื่น เขาไม่พูดไม่เตือนเมิงแล้ว...

อวดดีมาตลอดว่าเข้าใจสิ่งที่พ่อกับแม่พูด
แต่เพิ่งจะเข้าใจคำว่า รัก มากขึ้นก็วันนี้เอง
เข้าใจว่าทำไม รัก ถึงอดทนนาน ทำสิ่งดีๆให้ ไม่ยินดีในการประพฤติผิด และยอมรับทุกอย่าง

เมื่อไม่กี่วันนี้ เพิ่งได้รับรู้มุมมองของคนอื่นที่มีต่อตัวผมเอง ความคิดเห็นเรื่องตัวผมที่เขาพูดคุยกัน เรื่องที่เขาคิดว่าจะบอกผมซักวันหนึ่ง ที่ไม่ใช่วันนี้...
หลายความรู้สึก ทั้งบวกและลบ หลายความคิดที่ตามมา
แต่ให้คิดทั้งหมดคงไม่ไหว หนังสือก็วางอยู่ตรงหน้า อีก 3-4 วันก็จะสอบแล้ว

เอาเป็นว่า ตอนนี้ ขอดู fact ว่าที่เขาพูดมันจริงหรือเปล่าก่อนก็พอ ซึ่งจริง!!!

ยังไงก็ขอบคุณพระเจ้าที่ได้รู้ พระเจ้าคงรู้ว่า ตอนนี้ผมเริ่มยอมรับตัวเองได้มากขึ้นละมั้ง

ขอบคุณพระเจ้า ที่เขียนพระคัมภีร์ไว้เตือนเรา
ขอบคุณพ่อ แม่ พี่ เพื่อน น้อง และอีกหลายคน ที่รักผม
ขอบคุณที่เคยเตือนผม แม้ผมจะ "ไม่ได้ยิน" ก็ตาม...

สู้ต่อไป อาร์ทธ !!

May 5, 2010

Replay

ตอนนี้นั่งอยู่ห้องสมุดมารวยฯ
สถานที่เดิมๆ บรรยากาศที่คุ้นเคย ทำนองเพลง รักไม่ช่วยอะไร บรรเลงลอยแว่วมาตามลม

ย้ายกลับมาอยู่แถวคลองเตยได้เดือนนึงละ เร็วจริงๆ

กี่ปีแล้วนะที่ย้ายจากที่นี่ไป เป็นการเดินทางของชีวิตช่วงหนึ่ง ที่เหมือนกับหลับฝันไปแล้วตื่นขึ้นมาบนที่นอนเดิม
มีทั้งฝันดีกระฉูดสุดยอด และฝันร้ายชนิดผวาตื่นมาเพื่อพบว่าตัวเองยังคงกำลังฝันอยู่
หลายความคิด หลายความรู้สึก ประเดประดังกันเข้ามา ยังกับพวกมันได้กลับบ้านเก่า

บางที... บางทีนะ ชีวิตมันก็อาจจะไม่ได้สำคัญเท่ากับที่เรานึกคิดไว้ก็ได้มั้ง

ทุกอย่างมันก็เป็นเหตุเป็นผลของมันเอง และบางครั้ง เรื่องดีๆก็อาจเกิดขึ้นได้ โดยเป็นเหตุเป็นผลมาจากเรื่องอื่น
คนที่เพ้อเจ้อ มีความฝันแต่ไม่ลงมือทำ ปล่อยชีวิตล่องลอยหายใจทิ้งไปวันๆ ไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ความต้องการของตัวเอง
คนอย่างงี้ มันจะมีชีวิตสูงขึ้น ดีขึ้นทางเดียวได้อย่างไร หรือมันอาจจะจริงสำหรับคนอื่นก็ได้ แต่คงไม่จริงสำหรับผมตอนนี้ซะแล้ว

สุดท้าย มันก็ต้องกลับมาที่อะไรที่สามารถจับต้องได้ ไม่ใช่เพ้อฝัน ลมๆแล้งๆไปวันๆ

ไม่ได้โทษใคร นอกจากโทษตัวเอง ที่อ่อนด้อยเอง หลงเพ้อพบคิดและตีความเข้าข้างตัวเอง ต้องการความสนใจและการยอมรับจากคนอื่นรอบข้างเอง กลัวจะถูกปฏิเสธเอง เป็นห่วงคนอื่นไปเอง ทั้งหมดมันก็เป็นผลจากตัวเราเอง มันไม่ได้เกี่ยวว่าจะเชื่อพระเยซูหรือนับถือพระพุทธเจ้า ที่ชีวิตเรามันย่ำวนเวียนเป็นเด็กไม่รู้จักโต ก็เพราะเราไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจคนอื่น ไม่เข้าใจโลกนี้ ก็แค่นั้น รู้สึกว่าการใช้ชีวิตมันยาก อยู่กับคนอื่นมันยาก อยู่ในโลกนี้มันยาก... มันก็เป็นเรื่องธรรมดาป่ะ
มันไม่เกี่ยวกับใครหรืออะไรเลย ทั้งหมดมันเป็นเรื่องของตัว (มึง) เอง ไอ้ควายเอ้ย
...

เมื่อวานไปซื้อยาให้แม่เป็นคนไข้รายสุดท้าย มีคนไข้ไม่เยอะนัก ก็เลยนั่งคุยกับหมอสักพัก
หมอเล่าถึงพวกกลุ่มเสื้อแดงที่ชุมนุมอยู่ราชประสงค์ หมอจะมาทำงานก็ถูกรื้อค้นกระเป๋า
มีการกล่าวปราศรัยและร้องรำทำเพลงเสียงดังเป็นที่สนุกสนานของพวกเขา แต่เป็นที่รบกวนคนไข้อย่างที่สุด
วันดีคืนดี พวกมันก็โซโล่กลองชุดตอนตี 4 ไม่ใช่แค่เสียง แต่แรงขับกลองทำให้ผนังสั่น ห้องพักคนไข้สะเทือน
บางคนเอาน้ำสาดลงไป (สาดไม่โดนนะ แต่มันเห็น) พวกมันก็เดินขึ้นมาถึงห้องพัก จะมาเอาเรื่องให้ได้

หมอยังเล่าอีกว่า ที่ต่างจังหวัดเด็กนักเรียนตีกัน แล้วมาโรงพยาบาล เพื่อนหมออยากให้นอนดูอาการ แต่ครูไม่อยากเฝ้า ให้เด็กกลับหอ รุ่งเช้าเด็กตาย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น โดนกระทืบซ้ำ หรือเลือดคั่งในสมอง ไม่มีใครรู้ แต่ชาวบ้านพากันมาล้อมโรงพยาบาล บอกว่าหมอต้องรับผิดชอบ หมอก็อยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าหมอผิด แต่หมอเป็น แพะ ที่หาตัวง่ายที่สุด

ยังไม่รวมเรื่องการของบประมาณซื้อเครื่องมือแพทย์ รัฐบาลบอกไม่มีงบฯ แต่เอามาจ่าย 30 บาทรักษาทุกโรคให้คนไข้ใส่เครื่องเพชรขับเบนซ์ S class มารับยา ผ่านไป 4-5 ปี บอกมีงบแล้ว อนุมัติซื้อเครื่องได้ ซึ่งตกรุ่นไปแล้ว ตัวใหม่มันออกมาแล้ว ก็ต้องทนใช้กันไป เวลารักษาก็ทำได้ไม่เต็มที่ พอมีปัญหาขึ้นมา ก็ฟ้องหมอ ถ้าจะฟ้องหมอ น่าจะฟ้อง ผอ.โรงพยาบาล รมต.สาธารณสุข และนายกรัฐมนตรีด้วย (เฮ้อ...) หมอถอนใจหลังจากเล่ามายาว

หมอบอกอีกว่า เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครเรียนหมอกันแล้ว หรืออาจจะเรียนแต่ก็ออกไปทำงานอย่างอื่นกันเยอะ โดยเฉพาะหมอทางสมอง กับหมอสูตินารี เพราะเกิดอะไรขึ้นมา ซวยตลอด ญาติไม่เคยดูเลยว่า คนไข้ทำตามที่หมอแนะนำไหม อาการคนไข้ร่อแร่ขนาดไหน โดยเฉพาะคนไข้ทางสมอง ผ่ายังไงก็ไม่มีทางหาย มีแต่ทรงกับตาย ต่อให้ตั้งใจทำอย่างดีที่สุด สุดท้ายมันก็เป็นเรื่องของฟ้าลิขิต แค่นี้หมอก็รู้สึกแย่พอแล้วที่ช่วยคนไข้ไม่ได้ แต่นี่ยังมีญาติคนไข้อีก เขาไม่คิดอะไรอื่นเลย นอกจาก “เป็นเพราะหมอ” หมอผิด

คุณแม่คุณน่ะดีแล้ว เส้นเลือดในสมองแตก เนื่องจากเส้นเลือดโป่งพองน่ะ 10คน ตาย6 ที่เหลือพิการตลอดชีวิต ขอบคุณสวรรค์เถอะ ทำบุญเยอะๆนะ หมอทิ้งท้าย (แต่ถ้าไปถามแม่ แม่จะบอกว่า ทำไมถึงไม่ดีขึ้นสักทีนะ...)

มันก็จริงนะ ใครๆ ก็คิดเห็นมองโลกจากมุมมองตัวเองกันทั้งนั้น ใครๆก็ใช้ตัวเองเป็นมาตรฐาน ทุกคนต่างก็มีความต้องการของตัวเองกันทั้งนั้น คนเราต่างเอาประโยชน์และความพอใจของเราเป็นที่ตั้งกันทั้งนั้น.. ใครๆ ก็เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น

จริงๆหลังจากคุยกับหมอแล้ว ผมอยากจะถามหมอว่า แล้วทำไมหมอยังคงทำงานอยู่ตรงนี้ แต่คิดดูแล้ว ผมก็บอกหมอไปว่า “สู้ๆนะครับหมอ” หมอยิ้มให้ผมอย่างอารมณ์ดี...

เสียดาย ชีวิตไม่ใช่เกมส์ที่จะย้อนไปเล่นใหม่ได้ มีแต่ต้องเล่นต่อไปจนกว่าเวลาจะหมด แค่ต้องเปลี่ยนวิธีเล่น ก็แค่นั้น

Mar 15, 2010

ฮือฮือ ฮาฮา

ตั้งแต่จำความได้
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมร้องไห้ และหัวเราะไปพร้อมๆกัน

ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึงนาที
เกิดจากได้เห็นชีวิตของหลายๆต่อหลายคน
แล้วมาขมวดเกลียวจบลงที่คุณตากับคุณยายคู่หนึ่ง

คุณยายก็เร่งให้ตา (แก่) เร็วๆหน่อย
คุณตาก็โต้กลับว่า อยากเร็วนักก็หย่าไปแต่งกับคนหนุ่มๆสิ...

ชีวิตที่อยู่ด้วยกันมา 30 กว่าปี...
ยังทะเลาะกันเหมือนเดิม
ยังงอนกันเหมือนเดิม
ยังประชดประชันกันเหมือนเดิม

ความรู้สึกผมมาขึ้นเอาสูงสุด
ก็ตอนที่ทั้งสองคนเดินฝ่าอันตรายของเมืองกรุงมาจนถึงริมทะเล

คลื่นที่ยังคงซัดเข้าฝั่งเสมอ
คุณยายเอนหัวลงพิงคุณตา
คุณยายชวนคุณตาไปกินข้าว
แล้วคุณยายก็เร่งเร้าคุณตาเหมือนเดิม...
ทะเลาะกัน งอนกัน กระแหนะกระแหนใส่กัน...

ดูแล้วยังไงๆ ผมก็เห็นว่า 2 คนนี้ ยัง “รักกันเหมือนเดิม”

ขอบคุณหนังดีๆอีกเรื่องหนึ่งในชีวิต
New York, I love you.

Feb 27, 2010

S-M-I-L-E

วันนี้ไปร่วมฝึกอบรมของบริษัท ในหัวข้อเกี่ยวกับ EQ workshop
มีหลักหนึ่งน่าสนใจ จำง่ายๆ ว่า SMILE หรือ ยิ้ม นั่นเอง สรุปได้ดังนี้ครับ

Self awareness คือ การรู้เท่าทันตัวเอง การมีสติ
การที่เราสามารถ “ทัน” การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง

Manage emotion คือ ความสามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ (ไม่ใช่เก็บอารมณ์นะ)
ผ่านการใช้ภาษากาย (สายตา สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง)
และสามารถผ่อนคลายอารมณ์ด้านลบของตัวเองออกได้โดยไม่ค้างไว้

Innovative inspiration คือ การมีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เพราะจะช่วยเราทำออกมาจากข้างใน
ไม่ใช่แค่มีเพียงแรงจูงใจ (motivation) ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ทำจากภายนอก
สำคัญที่ตัวเองต้องรู้ตัวเองว่าต้องการทำอะไร และใช้ชีวิตตามนั้นได้อย่างสนุกสนาน

Listen with head and heart คือ การฟังคนอื่นด้วย “หัว” และ “ใจ”
ให้ความสำคัญทั้งกับเหตุผลและความรู้สึก

Enhance social skills คือ การพัฒนาทักษะทางสังคม
ลองคิดดูว่า ถ้าใครสักคน รู้จักตัวเอง ตามตัวเองทัน
สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองจากสิ่งเร้าภายนอก สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสนุกจากตัวตนภายใน
สามารถได้ยินสิ่งที่คนอื่นสื่อสาร และสามารถสื่อสารความเข้าอกเข้าใจนั้นกลับไปให้อีกฝ่ายได้
คนนี้ น่าจะเป็นคนที่ทำงานและอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้อย่างดี

นอกจากนั้น วิทยากร (อ. จิตตรา ดุธทวีเมทา) ยังได้แนะนำเทคนิคง่ายๆในการติดต่อสื่อสารงานให้รู้เรื่องด้วยการ “ทวนซ้ำ” ก่อนจบบทสทนา
ในฝั่งผู้พูด การทวนซ้ำงานที่ต้องทำ เป็นการเน้นย้ำใจความสำคัญที่เราต้องการสื่อสาร
ในฝั่งผู้ฟัง เป็นการตรวจสอบว่าตนเองเข้าใจถูกต้อง
วิธีการง่ายๆใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่ช่วยลดการคิดไปเอง ลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้าใจไม่ตรงกัน
ที่สำคัญ ช่วยให้ทั้งสองฝ่าย (ทำงาน) มีความสุขด้วยกันทั้งคู่

ยังมีกิจกรรมอีกหลายอย่างที่วิทยากรได้ให้ผู้เข้ารับการฝึอบรมทำ
ทั้งในการฝึกการใช้สมองสองซีก และฝึก EQ ของเราทำไม่ยากและเห็นผลได้ชัดเจน (ถ้าสนใจ หลังไมล์ได้ครับ)
แต่สิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้ในวันนี้ คือ สิ่งสำคัญของความสุข เริ่มต้นที่รอยยิ้มของเราเอง
ถ้าเราโอเคแล้ว ใครจะโอเคหรือไม่โอเค อย่างน้อยก็ยังมีคนนึงล่ะที่โอเค

นั่นคือตัวเราเอง

Feb 26, 2010

ชื่อของเขาคือ...

ลองหลับตานึกถึงใครซักคนที่มีลักษณะดังนี้
+ สอบที่ไร ได้ ศูนย์ คะแนน เป็นเรื่องปกติ
+ ชอบนอนกลางวัน
+ อะไรนิดอะไรหน่อยก็ร้องไห้
+ ถูกเพื่อนๆ แกล้งเป็นประจำ
+ ร่างกายไม่แข็งแรง เล่นกีฬาไม่เก่ง
+ รักธรรมชาติ รักเพื่อนพ้อง
+ เป็นคนมีเมตตา จิตใจอ่อนโยน มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น
+ เป็นคนอดทน ไม่จดจำความผิด รักสันติ
+ มีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์
+ ปกติเป็นคนอ่อนแอ ขี้กลัว แต่ก็กล้าหาญได้ทุกครั้งเมื่อถึงเวลาคับขัน
+ ...
นึกถึงใครบ้างไหมครับ...

เมื่อเช้านี้ปวดหัวหนักมาก ไม่ได้ไปทำงาน ก็เลยได้มีโอกาสเจอกับเพื่อนเก่าคนนึง ไม่ได้เจอกันนานมากแล้ว
เขามักจะเข้ามาหนุนใจผมหลายๆครั้งที่ผมรู้สึกท้อถอย หมดกำลังใจ

วันนี้ เขาเล่าเรื่องการเดินทางครั้งใหม่ของเขาให้ผมฟัง ดูแล้วก็ทันสมัยไม่น้อย
เป็นเรื่องของภาวะการลดลงของป่าไม้เนื่องจากการดำรงชีวิตของมนุษย์
เรื่องครั้งนี้เริ่มต้นจากความอ่อนโยนของเขา ซึ่งก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีด้วยความพยายามของเขา
และแน่นอนว่า ช่วงท้ายของเรื่อง เขาก็ร้องไห้อีกแล้ว

เขาเล่าต่อเนื่อง 2 ชั่วโมง ชนิดแผ่นเดียวจบ
ผมยังคงนั่งคิดถึงสิ่งที่เขาพูด
เรื่องจิตใจที่ห่วงหากันและกัน เป็นสิ่งเชื่อมต่อชีวิดหนึ่งเข้ากับอีกชีวิตหนึ่ง
และเมื่อมีชีวิตใหม่เกิดขึ้นมา ก็จะได้รับการเลี้ยงดูจนเติบใหญ่
ทุกชีวิตต่างคอยเกื้อหนุนกันและกัน ทั่วทั้งจักรวาลจึงอบอวลไปด้วยความรัก

ช่วงท้ายที่เขาต้องจากลาเพื่อน ทุกคนต่างร้องไห้ออกมา
ผมถามตัวเองว่า ทำไมผมถึงไม่ค่อยร้องไห้เมื่อต้องจากลาคนอื่น

หลังจากนั่งตรึกตรองถึงเรื่องราวของเพื่อนผมคนนี้
ผมพบว่า ทุกครั้งที่เขาต้องจากลาคนอื่นเขาร้องไห้พร้อมรอยยิ้มทุกครั้ง
ผมนึกถึงการผจญภัยธรรมดาๆของเขาในชีวิตประจำวัน
จนกระทั่งโลดโผนทั้งใต้สมุทร กลางป่าดงดิบลึก อวกาศอันไกลโพ้น
หรือแม้แต่กระทั่งดินแดนแห่งเวทย์มนต์ หรือ ดินแดนสมัยไดโนเสาร์ก็ตามที

ทุกๆ การเดินทาง ไม่ใช่มีเพียงเขากับกลุ่มเพื่อนๆ
แต่มักจะมีใครบางคนที่ได้ร่วมในการผจญภัยนั้นๆเสมอ
ซึ่งสุดท้าย ต่างฝ่ายต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปตามวิถีทางของตัวเอง

ผมอาจจะยังเข้าใจเพียงบางส่วน
แต่ผมตอบคำถามตัวเองว่า คุณค่าของการลาจาก อยู่ที่เรื่องราวระหว่างทางที่มีต่อกัน

คงต้องใช้ความกล้าหาญไม่ใช่น้อย ที่จะรักและใช้ชีวิตกับคนอื่นอย่างสนุกสนาน
ทั้งที่รู้ว่าวันหนึ่งการจากลาก็จะมาถึง

แต่ดูเพื่อนผมคงนี้ เขาคงเห็นเป็นเรื่องปกติเสียแล้วละมั้ง
ดูเหมือนหัวใจอันอ่อนโยนของเขาไม่เคยคิดมาก และวุ่นวายอยู่กับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ผมรู้ว่าแม้ตอนจบเขาอาจดูเศร้าๆ แต่ครั้งหน้า เขาก็จะสนุกกับชีวิตได้อีก

ในเมื่อวันหนึ่งการจากลาย่อมมาถึงอย่างแน่นอน
อย่างช้าก็ด้วยความตาย

ทำไมเราถึงไม่ใช้ชีวิตในวันนี้กับคนรอบข้างอย่างมีความหมาย
สิ่งละอันพันกันทีละน้อยเป็นเรื่องราวระหว่างทางที่มีต่อกันและกัน
ถักทอเป็นคุณค่าที่มีให้ต่อกัน ซึ่งมันจะคงอยู่ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจอยู่

ต้องขอบคุณเพื่อนผมคนนี้มาก
ทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นเยอะที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไป
ไม่ได้แค่เพียงมีชีวิตอยู่เท่านั้น

อีกทั้งช่วยให้ผมเข้าใจมากขึ้นด้วยว่า
เพราะอะไรความรักจึงเข้มแข็งดั่งความตาย

นึกออกไหมครับ เพื่อนผมคนนี้คือใคร...

ชื่อของเขา คือ โนบิ โนบิตะ ครับ

Feb 23, 2010

ย้ำเตือนให้จดจำ

เมื่อกี้ได้นั่งฟังเพลง อย่างน้อย
จำได้ว่าเคยเขียนบันทึกไว้ครั้งหนึ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ที่มีเพลงนี้เป็นเพลงประกอบ
กลับไปย้อนอ่านแล้วหวนคิดถึงใครบางคนที่นึกถึงอยู่ตอนที่กำลังเขียนในขณะนั้น
ช่วยเตือนใจให้นึกถึงอะไรบางอย่างที่ลางเลือนไป

“ ...อาจจะเหนื่อยบางครั้ง อาจจะเจ็บบางที แต่ก็ยิ้มได้เรื่อยมา
อาจจะต้องผิดหวังก็ไม่เป็นไร
อย่างน้อยฉันได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ
ทุกนาทีที่ฉันมีเธอ รักคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ และมีความหมายมากมายจริงๆ
อย่างน้อยฉันเคยได้รักเธอ รักด้วยการไม่หวังอะไร
ความพยายามที่ทำเพื่อเธอ จะขอทำต่อไป แค่มีรอยยิ้มของเธอส่งมา ก็ชื่นใจ
หากในวันพรุ่งนี้ เธอจะตอบตกลง คงจะคุ้มค่ามากมาย
แม้จะต้องผิดหวังก็ไม่เสียใจ...”

ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเพียงไม่ถึงปีดี คนเราจะเผลอไผลหลงลืมเรื่องสำคัญไปได้อย่างง่ายดาย
มันอาจจะจริงว่า การไม่มองย้อนหลังกลับไปอีกเมื่อตัดสินใจเลือกแล้ว เป็นวิธีที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

ชีวิตเป็นเรื่องที่ผ่านแล้วผ่านเลย ย้อนกลับเอาคืนมาไม่ได้

การที่เราเผลอลืมบางเรื่องที่สำคัญในชีวิต ก็อาจทำให้เราเปลี่ยนไป
แม้จะเป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็อาจนานพอที่จะทำให้ใครบางคนที่เคยตัดสินใจอย่างหนึ่ง เปลี่ยนการตัดสินใจได้

แม้เมื่อเรานึกขึ้นได้และกลับมา ใครคนนั้นก็อาจเดินจากเราไปแล้วชั่วชีวิต

จากความแตกต่าง ก็กลายเป็นความแปลกแยก
จากปรับตัวเข้าหากัน ก็กลายเป็นตัวใครตัวมัน

ไม่ใช่ความผิดของใคร นอกจากตัวเองจะเตือนตัวเองเอาไว้ หากครั้งหน้าจะมีจริงเป็นโอกาสให้แก้ตัวใหม่
“จงจดจำ” เรื่องสำคัญไว้ให้ดี

... คำว่ารักยังพอให้ต่อชีวิต ยังทำให้คิดถึงวันเก่าๆเหล่านั้น
ได้แต่หวังลึกๆในใจ จะมีบ้างไหมสักวัน สิ่งที่ดีๆเหล่านั้น จะกลับมา...

แม้มันจะริบหรี่ลงเรื่อยๆ แต่ก็อดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ เพลงมันมาได้ถูกจังหวะจริงๆ
(... อ้าว เคยเขียนบันทึกจากเพลง ฝุ่น เหมือนกันนี่นา ย้อนกลับไปอ่านซักหน่อยคงดี...)

Feb 19, 2010

เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง

เมื่อวันก่อนได้อ่านชีวิตของนักมวยไทยคนหนึ่งแล้วให้นึกถึงชีวิตของตัวเองช่วงนี้
รู้สึกเหมือนเป็นการชกที่โดนไล่ถลุงจนลงไปนอนนับแปดตั้งแต่ยกแรก
แม้จะพยายามลุกขึ้นมาสู้ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ยกที่สามก็โดนปลายคางให้ลงไปนอนนับอีกครั้ง
รู้สึกเหมือนอยากลุกแต่ก็ไม่อยากลุก
มองไปที่มุมของตัวเอง ภาพของพี่เลี้ยงและคนที่คุ้นตาไม่มีอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว...

นึกย้อนชีวิตของตัวเองเปรียบเทียบกับนักมวย
สมัยที่เรายังกระดูกอ่อนมีพี่เลี้ยงคอยสั่งสอน คอยแนะนำ
ไม่ว่าจะไม่ชอบหน้ากันขนาดไหน แต่ก่อนชกเขาก็สอนเรา ขณะชกเขาก็ตะโกนบอกเรา ชกเสร็จก็ยังให้เราซ้อมต่อ
บางครั้งเห็นไม่ไหวจริงๆ แกก็โยนผ้ายอมแพ้ให้ เทคนิคใหม่ๆแกก็สอนให้
มีปัญหาคับค้องใจอะไรก็ปรึกษาแกได้ คัมภีร์มวยที่ว่ายากๆ แกก็หาวิธีอธิบายให้เราเข้าใจได้อย่างง่ายๆ

นอกจากพี่เลี้ยง อีกคนหนึ่งก็ลูกสาวเจ้าของค่ายมวย
ทุกครั้งที่ขึ้นชก เธอก็ยืนตะโกนอยู่ตรงนั้น
หมดยกทีไรเธอก็คอยให้น้ำ คอยเช็ดหน้าเช็ดตาให้
บางทีหมดแรงกายจะลุกก็ได้เสียงเธอเป็นแรงใจให้ลุกได้อีกครั้ง ชนะก็กอดกันกลม แพ้ก็ปลอบใจกัน

จนวันที่เราเริ่มมีประสบการณ์ เริ่มมีทางมวยไม่ตรงกันกับพี่เลี้ยง เริ่มไม่อยากเป็นนักมวยสังกัดค่าย
เราอยากหาชั้นเชิงมวยของตัวเราเอง อยากลองต่อยมวยในแบบของเราเอง...

เสียงเชียร์จากคนดูยังคงดังกึกก้องอยู่รอบเวที
แต่ผมรู้ว่า ไม่ว่าผมจะชนะหรือแพ้
คนเหล่านี้ก็จะกลับบ้านไปพร้อมกับเพื่อนของเขา กลับไปอยู่กับครอบครัวของเขา
สุดท้าย ก็จะเหลือผมอยู่เพียงลำพัง
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมอาจจะยังลุกขึ้นมาต่อยอีกสักครั้ง
อย่างน้อยแม้จะแพ้ ก็ยังมีเรื่องไว้เล่าให้ใครบางคนฟังว่าผมพยายามแล้วนะ

นึกแล้วบางทีก็อยากย้อนเวลากลับไปได้
ถ้าวันนั้นเราไม่ทะนงและลำพองในตัวเองมากไป
วันนี้เราอาจคงยังมีพี่เลี้ยงอยู่ที่มุมเวที แต่ที่แน่ๆ จะยังคงมีใครบางคนที่ยืนอยู่เพื่อผมตรงนั้น...

ระฆังยังไม่ดัง เวลายังไม่หมด กรรมการยังไม่นับสิบ ผมยังมีโอกาสชนะ

ถ้าผมไม่ลุกขึ้นมา หนทางของผมคงจบลงที่ความพ่ายแพ้แน่นอน
แต่ถ้าลุกขึ้นมา แม้จะยังไม่รู้ว่าจะลุกขึ้นมาเพื่อใครหรือเพื่ออะไร
อย่างน้อยประตูสำหรับชัยชนะของผมก็ยังไม่ปิดตายเสียทีเดียว

ดูเหมือนว่า ณ ตอนที่เขียนเรื่องนี้อยู่ ผมจะลุกขึ้นมาได้สำเร็จและยืนอยู่ได้จนครบยก

ผมรู้ว่า ยกหน้า แรงที่เหลือเพียงน้อยนิดคงทนโดนต่อยหนักๆ ได้อีกไม่กี่ครั้ง
หนีไปคงไม่มีประโยชน์ คงมีแต่ต้องใส่ไม่ยั้ง แลกกันไปให้เห็นดำเห็นแดง

อย่างน้อย ชกครั้งนี้ ผมก็ได้เรียนรู้จะเป็นพี่เลี้ยงของตัวเองในขณะชก
ไม่มีคนให้ฟูมฟายด้วย ไม่มีคนคอยช่วย ไม่มีกำลังใจจากคนอื่น
ไม่มีคนปรึกษา ไม่มีคนอยู่เคียงข้าง
คงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่า มันเป็นการต่อสู้เพียงลำพังเต็มรูปแบบครั้งแรกของผม

จะชนะหรือแพ้ ตอนนี้คงไม่สำคัญสำหรับผมเท่าไหร่
เพราะการชกบนเวทีนี้ สอนให้ผมได้รู้ว่า หนทางของนักสู้อยู่ที่หัวใจของตัวเอง
มันเป็นความรับผิดชอบของตัวเราเองล้วนๆ
แม้จะเหลือเพียงลำพัง แต่หากระฆังยังไม่ดังหมดยก ลมหายใจยังไม่หยุด
จะล้มอีกเจ็ดครั้ง ก็ให้ลุกขึ้นมาอีกเจ็ดครั้ง และหาหนทางที่จะชนะให้ได้

ไม่ต้องรอจนชกครบ 12 ยก หรือต้องคว่ำคู่ต่อสู้ให้ได้ก่อน ถึงจะเรียกว่า ชนะ
ชัยชนะที่แท้จริง เริ่มต้นที่หัวใจของคนที่ยืนอยู่บนสังเวียน

ขอบคุณที่เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง ผมจึงได้หัวใจของนักสู้มาแทน...


ปล. ไม่มีพี่เลี้ยงไม่เป็นไร แต่อย่างไรก็ตาม ขอมีลูกสาวเจ้าของค่ายมวยไว้สักคนก็ยังดี เห็นด้วยไหมครับ

Feb 6, 2010

สองคน

เมื่อวานนี้ไปกินข้าวกับน้องคนหนึ่งมา เขาเล่าให้ฟังถึงเรื่องเพื่อนของเขา...

วันก่อนเดินผ่านตึกที่กำลังก่อสร้าง เพิ่งรู้ว่าเขากำลังสร้างสนามแบต...

เมื่อสัปดาห์ น้องคนหนึ่งขึ้นหัวข้อความในแชตว่า “Two are better than one; because they have a good reward for their labour. For if they fall, the one will lift up his fellow: but woe to him that is alone when he falleth; for He hath not another to help him up.”


สองสามวันมานี้ป่วยหนักแบบไม่มีสาเหตุ ในบางช่วงบางจังหวะชวนให้คิดย้อนไปข้างหลังและคิดล่วงไปข้างหน้าถึงเรื่องราวหลายอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว และยังไม่เกิดขึ้น บางอย่างก็อยากให้เกิดขึ้น บางอย่างก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น...

นึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่ผมเคยถามเขาว่าคิดอย่างไรถึงแต่งงาน และหลังจากนั้นอีกสามปีก็ถามเขาอีกครั้งว่า แต่งงานแล้วเป็นอย่างไร...

นึกถึงงานแต่งงานของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ที่มีข้อขัดแย้งกับแม่เจ้าสาว เรื่องการจัดงานแต่งงาน ในคืนก่อนวันแต่งงาน...

นึกถึงพ่อกับแม่ เวลาที่แม่ยิ้มเมื่อพูดถึงพ่อ เวลาที่พ่อร้องไห้เมื่อพูดถึงแม่...

นึกถึงความรู้สึกของปู่ ที่เป็นอัมพฤกษ์ก่อนย่า แล้วต้องเห็นย่าเส้นเลือดในสมองแตกและเสียชีวิตก่อนตัวเอง...

นึกถึงชีวิตของตัวเอง...


นึกแล้วก็ชวนให้เกิดคำถาม คำถามที่นำไปสู่คำถามที่หาคำตอบไม่ได้ “ความรักคืออะไร” แม้จะมีนิยามความหมายดีๆมากมายของคนที่พยายามให้นิยามไว้ แต่ในส่วนตัวผม คำนิยามที่ว่า “ผู้ที่ไม่รู้จักพระเจ้าก็ไม่รู้จักความรัก เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก” ดูจะเป็นนิยามที่กินใจที่สุด

ใครจะบอกได้ว่าพระเจ้าเป็นอย่างไร ความรักก็เหมือนกัน...

สิบกว่าปีก่อน ผมเคยสงสัยว่า ทำไมการจะรักใครสักคนถึงยากจัง มาถึงวันนี้ จึงเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า การจะรักใครสักคนนั้นไม่ยาก แต่มันยากที่จะต้องยอมรับว่า เราอาจจะไม่ใช่คนที่ถูกรักของคนที่เรารัก มันยากตรงที่วันหนึ่งคนที่เรารัก เขาอาจจะไม่อยู่ให้เรารักอีกแล้ว มันยากตรงที่บางครั้ง เราก็ต้องแสดงออกความรักของเราด้วยอาการของการไม่รัก

พูดง่ายๆ เรากลัวและไม่อยากเจ็บปวด เราไม่อยากอยู่คนเดียว ไม่อยากกลับมาอยู่กับความเปล่าเปลี่ยวอีกครั้ง

แม้ในความเป็นจริง เราอาจจะมาถึงจุดตระหนักที่ว่า มนุษย์ทุกคน แต่ละคนถูกสร้างมาเพื่อเป็นที่รัก ทุกสถานการณ์ ทุกสิ่งอย่างได้รับการจัดเตรียมมาอย่างเจาะจงเพื่อเรา เพื่อบอกว่า เหตุผลที่มีเราอยู่บนโลกนี้ เพราะพระเจ้าทรงรักเรามากๆ แต่สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า มันก็ทำให้เรารู้สึกแย่และเจ็บปวด จนยากที่จะเชื่อได้อย่างนั้นว่า เราเป็นที่รักจริงๆ

ไม่รู้ว่าเพราะความกลัวเหล่านี้หรือเปล่า บางคนถึงเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง

ผมเคยคิดว่า ถ้าเลือกได้ ผมขอตายทีหลังภรรยาผม ผมคิดว่าคนที่ยังอยู่ คงต้องเผชิญกับอะไรหลายๆอย่างมากกว่าที่ไม่น่ารื่นรมย์นัก จริงๆ ถึงวันนี้ ผมก็ยังคิดอย่างนั้นอยู่ เพียงแต่ตระหนักมากขึ้นว่า นั่นเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ สิ่งที่ผมทำได้คือพยายามสร้างความทรงจำที่ดีให้แต่ละคนเก็บเอาไว้

คอยเช็ดตัวเวลาที่ไม่สบาย ทำกับข้าวให้กิน ไปออกกำลังกายด้วยกัน ช่วยใส่รองเท้า นั่งร้องไห้ด้วยกัน ไปงานปาร์ตี้ด้วยกัน มีความสุขด้วยกัน

ผมคิดว่าความทรงจำดีๆเหล่านี้ ยิ่งมีมากเท่าไหร่ คงช่วยเป็นกำลังใจให้กับเราได้มากเท่านั้น ในวันที่เราคนใดคนหนึ่งต้องอยู่เผชิญโลกนี้เพียงลำพัง

ช่วยให้เราจำได้ว่า ครั้งหนึ่ง เราเคยรักใครคนหนึ่ง และเป็นที่รักของใครคนนั้น

"The supreme happiness of life is the conviction that we are loved." - Victor Hugo

Jan 20, 2010

ชีวิตคู่

คนเราอยู่ด้วยกัน จะคิดเห็นไม่ตรงกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ก็ไม่แปลก

คน 2 คน เติบโตมาจากคนละพื้นฐานครอบครัว ได้รับการเลี้ยงดูต่างกัน สังคมเพื่อนฝูงต่างกัน จะให้คิด ให้รู้สึกเหมือนกันทั้งหมด มันก็แปลก สำคัญตรงที่ว่า ให้มีความรักต่อกัน เพราะความรักจะทำให้ฝ่ายหนึ่งสมบูรณ์ครบถ้วนสำหรับอีกฝ่ายหนึ่ง

คนรักกัน มันคุยกันรู้เรื่องอยู่แล้ว แต่ปัญหามันอยู่ที่เมื่อมีคนหนึ่ง ปรี้ดแตกขึ้นมา พอแตกปุ้บก็คุยกันไม่รู้เรื่องละ ยิ่งต่างฝ่ายต่างขึ้น ฉันขึ้น เธอขึ้น จากทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดา คราวนี้จะกลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดาขึ้นมา

“ทำไมเขาเปลี่ยนไป”

“เขาไม่รักเราเหมือนเมื่อก่อนแล้วเหรอ”

“เรื่องแค่นี้ ทำไมไม่เข้าใจ”

“เขาต้องง้อเราก่อนสิ”

และอื่นๆ อีกมากมาย...

คนโบราณเคยบอกไว้ว่า ชีวิตคู่ ก็เหมือน ลิ้นกับฟัน มีกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดาตามประสาคนเคียงคู่อยู่ใกล้ชิดกัน (คนที่มักกัดลิ้นตัวเองบ่อยๆ คงเข้าใจดี)

แต่ผมว่า มันก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียวนะ เพราะลิ้นกับฟัน ถูกสร้างไว้ให้อยู่ด้วยกัน จะกัดกัน ขบกันบ้าง แต่ยังไงก็ยังอยู่คู่กัน ไม่เหมือนคน ที่มีชีวิต มีความคิด มีอิสระ

กัดกันแล้ว เจ็บกันแล้ว จะไปไหนมาไหนก็ได้ตามใจชอบ

สามารถเลือกได้ ว่าจะอยู่ด้วยกันต่อไป หรือ พอแล้วสำหรับ “ชีวิตคู่”

Jan 12, 2010

จากนี้ไปไม่เหมือนเดิม

ผมเคยชื่นชอบ "มัน" มาก
ผมยกให้ "มัน" อยู่ระดับพิเศษ เรียกได้ว่า ปฏิเสธสิ่งอื่นๆได้เพื่อ "มัน"
เพื่อ “มัน” แล้วไม่ว่าจะเยอะ จะหนัก จะยาก ลำบาก ไกลแค่ไหน ดึกเท่าไหร่ ต้องจ่ายเท่าไหร่ไม่มีเกี่ยง
ผมรู้ว่า แม้ผมจะไม่ได้สนิทกับ “มัน” ที่สุด แต่ถ้าพูดถึงผม ไม่มากก็น้อยหลายคนมักนึกถึง “มัน”

จนวันหนึ่ง ผมรู้สึกว่า “มัน” เยอะเกินไปแล้ว เกินกว่าผมจะรับได้
หลายสิ่งเกิดขึ้นกับชีวิต ทำให้ผมแย่ลง สุขภาพไม่ดี ร่างกายอ่อนแอ ผมเริ่มปลีกตัวออกจาก “มัน”
แต่ก็ยังอดคิดถึง “มัน” ไม่ได้
“มัน” ช่างมีอิทธิพลกับชีวิตของผมเหลือเกิน

จนเมื่อเร็วๆนี้ ที่ผมได้พบความจริง ว่าแท้จริงแล้ว ความรู้สึกดีๆที่ผมได้จาก “มัน” นั้น เทียบไม่ได้กับ “อันตราย” มากมายที่ผมได้รับอย่างไม่ตระหนักถึง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
“มัน” ทำลายผม มากกว่าที่ผมคิดไว้

ผมก็ไม่ได้บอกว่าจะตัดขาด “มัน” ชนิดไม่ต้องเจอกันเลยนะ
บางครั้ง บางโอกาส อาจได้เจอกันบ้าง
แต่ก็คงไม่เป็นเหมือนเดิม จากนี้ไป เราไม่มีทางสนิทกันเหมือนเดิมแน่

หากเรารู้ว่า อะไรไม่ดีแล้วยังทำ หรือรู้ว่าอะไรดีแล้วไม่ทำ พระคัมภีร์ของคริสเตียนบอกว่าเป็น “บาป”
ถ้ารู้ว่าใช้ชีวิตกับอะไรแล้วทำให้ชีวิตแย่ลง หรือรู้ว่าใช้ชีวิตอย่างไรแล้ว ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น แต่ไม่ทำ นั่นคือ เราทำบาปแหงๆ

กินอาหารบุฟเฟต์เยอะๆ เนื้อๆมันๆ โดยเฉพาะมื้อเย็น อันตรายต่อชีวิตมากกว่าที่คุณคิดไว้เยอะ
ลด ละ เลิก ทุขโภชนาการทุกประการ หันมาใส่ใจสุขภาพ กินอาหารที่ดี มีประโยชน์อย่างถูกสุขโภชนากันดีกว่าครับ

(ปล. อุทิศให้ “มัน” พฤศจิกายน 2009)

Jan 4, 2010

ยัด "สั่น" แน่น พูน ล้น

เวลามีคนมา ยัดเยียด อะไรสักอย่างให้เรา
เราคงรู้สึกไม่ชอบใจ ไม่สบายใจ อึดอัด ไม่อยากจะรับไว้
ส่วนใหญ่ก็เพราะเราไม่อยากได้
จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เรา "คิด" และ "มอง" ว่ามันไม่เหมาะกับเรา เราไม่ควรจะได้รับสิ่งนั้น

เวลามีคนมา เขย่า เรา
เราก็มักจะรู้สึก ไม่ชอบใจ ไม่สบายใจ เจ็บ
รู้สึกถูกละเมิด ถูกรบกวน ความมั่นคงในจิตใจถูกสั่นคลอน
ไม่มากก็น้อย เรารู้สึก กลัว (จนตัว "สั่น")

แล้วเรารู้สึก แน่น เวลาไหนบ้าง
ใช่เวลาที่เราได้อะไรสักอย่างมากกว่าความสามารถของเราที่จะรับไว้ได้หรือเปล่า
หรือไม่ก็เป็นเวลาที่ตัวเราเองมีขนาดใหญ่กว่า ภาชนะ / สิ่งรอบตัวภายนอก ซึ่งไม่สามารถรองรับเราได้
แต่ที่แน่ๆ เราจะรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ ไม่สบายตัว
เกิดภาวะไม่เข้ากันได้อย่างดี (ภาษาเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า เสียดุลยภาพ)

ซึ่งไม่ว่าจะเกิดจากกรณีไหน ก็จะมีการปรับตัวเกิดขึ้น
ถ้าเราไม่ขยายตัวเราเองออก
เราก็ต้องลดขนาด (ตัว, ใจ, ฝัน, ความคิด) ของเราลง

หรือต้องไปเปลี่ยนสิ่งรอบตัวภายนอกให้เข้ากับเรา
หลายคนชอบแบบนี้ ชอบคิดเอาเอง (โดยไม่รู้ตัว) ว่า โลกหมุนรอบตัวฉันเอง
ชอบเปลี่ยนคนอื่นให้เข้ากับตัวเอง เนื่องจากเข้าใจว่าตัวเองสูงส่งกว่า
บางคนเป็นหนักถึงขั้นหลอกลวงคนอื่น ด้วยความฝันลมๆแล้งๆ ด้วยความหวังดีที่โอบอุ้มคนอื่นให้รู้สึกมั่นคง
เป็นการยัดเยียด ความกลัว อย่างเนียนๆให้กับผู้อื่น ซึ่งมักถูกห่อหุ้มไว้ในรูปแบบของ ความรัก การยินยอม การเชื่อฟัง และความปรารถนาดี
.
.
.

ผมรู้จักกับ ยัดสั่นแน่นพูนล้น ครั้งแรกจากพระคริสต์ธรรมคัมภีร์
เป็น 1 ใน คำสัญญาที่พระเยซูบอกว่า เราจะได้รับการอวยพรอย่างนี้ด้วย เมื่อเราให้ผู้อื่นด้วยท่าทีอย่างนี้

เมื่อก่อนผมเคย (อยู่ในชุมชนที่) เชื่อว่า การอวยพร หมายถึง เรื่องดีๆที่เราได้รับ ทำให้ผมมักจะนึกถึงคำสัญญานี้ในมุมมองของเรื่องดีๆเท่านั้น แต่หลังจากเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเองอยู่พักใหญ่ ลองกล้าทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ผมเลือกเดินบนเส้นทางของพระเจ้าที่ผมรู้จัก

ผ่านไป 5 เดือน นับตั้งแต่ที่ย้ายออกมาจากรากฐานความเชื่อเดิม
เมื่อมองย้อนกลับไป ผมได้เรียนรู้เรื่องเดิมๆ ในมุมมองใหม่ๆที่กว้างขวางขึ้น

ผมเห็น สิ่งดี จาก สิ่งร้าย ที่พระเจ้า "ยัด" ใส่ให้
ผมเห็น ความแข็งแรง ได้รับการสร้างขึ้น หลังจากพระเจ้า "เขย่า" ผม จนสั่น
ผมเห็นการขยายออกของชีวิตตัวเอง หลังจากที่ผมรู้สึก "แน่น" หลังจากผมเลือกแก้ไขปัจจัยที่ผมสามารถควบคุมได้ คือ เปลี่ยนแปลงตัวเอง

ผมรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
ผมมีโอกาสทำในสิ่งที่สนใจ และไม่ทำในสิ่งที่ไม่สนใจ (อย่างปราศจาก แรงกดดัน (จากสังคม))
ความฝันได้รับการเติมเต็ม และเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น เห็นการสนับสนุนจากพระเจ้ามากขึ้น
ความคิดเป็นเหตุเป็นผล สมจริงสมจังมากขึ้น
ยอมรับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองได้ง่ายและเร็วขึ้น
ผมรู้สึกว่า ผมเป็นมนุษย์มากขึ้นนะ

เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า
ทำไม เมื่อก่อน เราถึงมีปัญหากับ "การเจริญเติบโต" นัก
มันแทบจะเป็นวาระแห่งชาติของชุมชนที่ผมเคยอยู่เลยทีเดียว
ทั้งที่เราให้ความสำคัญขนาดนั้น แต่ดูเหมือนว่าจะ "ไกลเท่าเดิม"

คำตอบง่ายๆ ก็คือ เราหลีกเลี่ยง / ไม่ยอมรับ ความเจ็บปวด
ไม่ยอมถูก ยัดๆๆ เขย่าๆๆ สั่นๆๆ ตบ บีบ ทุบ อัด กระทืบ ให้ แน่นๆ

เราอาจเจ็บปวดโดยไม่เติบโตได้ แต่ชีวิตเราจะเติบโตขึ้น โดยไม่เจ็บปวดไม่ได้

ผมรู้สึกว่าตอนนี้ ชีวิตของผมกำลังได้รับการเติมจากพระเจ้า
สุขภาพอนามัยเริ่มดีขึ้น
ผมทำงานมีเงินเก็บ มีเงินให้พ่อกับแม่ (เป็นครั้งแรกในชีวิต)
พูดคุยกับพ่อแม่พี่และญาติได้อย่างสนิทสนมกัน กล้าแสดงจุดยืนความเชื่อของตัวเองด้วยความเคารพ
อ่านหนังสือจบเล่มและนำมาใช้ในชีวิตจริงได้ด้วย
เข้าใจหลักเหตุผลในตำราเรียน
เข้าอกเข้าใจความรู้สึกและความคิดของคนอื่น โดยไม่ต้องคิดเอาเองก่อนว่าเขาจะคิด/รู้สึกอย่างไร
เอื้ออาทรคนอื่นมากขึ้น คิดเห็นแก่คนอื่นมากขึ้น
ไม่เพียงรู้จักว่ารักคืออะไร แต่ผมรักคนอื่นได้จริงๆ
ที่สำคัญ ผมรู้สึกว่า
ผมสนิทกับพระเจ้า และกลับมาเป็นกันเองกับพระเจ้า
เหมือนเมื่อรู้จักกันใหม่ๆอีกครั้ง

มีคนเคยสอนว่า
เราต้องการอะไร ต้องจ่ายราคา ต้องรู้จัก ให้และเอา (give & take)
แต่ผมเชื่อว่าพระเจ้าสอนมนุษย์ให้รู้จัก ให้แล้วได้รับ (give, then be given)
ถึงแม้ว่าบ่อยครั้ง สิ่งที่ได้รับนั้น จะไม่มีอะไรมากไปกว่าคำว่า ความสุข

ในขณะที่ผมกำลังเรียนรู้การให้ชีวิตของตัวเองจากคนที่ให้ชีวิตของตัวเองแก่ผู้อื่นมาแล้ว ซึ่งจริงๆแล้วผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับชีวิตจากเขาด้วยนั้น ผมเองก็ได้รับด้วย

ยิ่งเราได้รับมาก ยิ่งสำนึกว่าเราได้รับมาเปล่าๆ โดยปกติ เราก็น่าจะยิ่งให้ได้ง่ายๆนะ (ว่าไหม?)
และยิ่งเราให้พระเจ้า เราก็ยิ่งได้รับจากพระองค์ (จริงๆ น๊า)

ยังเหลือคำกริยาอีก 2 คำ ที่ผมจะได้รับการอวยพรจากพระเจ้าตามพระสัญญาของพระองค์

เชื่อกันต่อไป เพราะวันนี้ สิ่งที่ได้รับมาแล้วนั้น ยังมองไม่เห็น

แต่ที่แน่ๆ... อะแฮ่ม "พูน" "ล้น" แน่นอนครับ

Nov 24, 2009

ใครว่าโลกกลม

The world is flat เป็นหนังสือเล่มล่าสุดที่ผมอ่านจบลง หนังสือเล่มนี้พูดถึง สภาวะ ที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ที่เราอาศัยอยู่

ผมเห็นด้วยว่าโลกของเราแบนลงเรื่อยๆ ไม่ใช่ในทางกายภาพ แบนลงในความหมายว่า ทุกคนมีศักยภาพในการเป็นคนสำคัญต่อโลกนี้เท่าเทียมกันมากขึ้นเรื่อยๆ โลกทั้งใบกำลังเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน

วิทยาการ ความรู้ และวิธีการใช้ชีวิตของคนในโลกนี้กำลังจะเปลี่ยนไป จริงๆมันก็เริ่มเปลี่ยนมาได้ซักพักแล้วล่ะนะ

คนรุ่นอายุผมอาจจะเป็นคนรุ่นที่ต้องปรับตัวตลอดชีวิตก็เป็นได้ ลองคิดถึงสมัยเด็กๆ สิ
ผมจำได้ว่า ผมตื่นเต้นกับโทรทัศน์สีเครื่องแรก และ เครื่องเล่นม้วนวิดีโอเทป เครื่องแรกของบ้าน (เป็นเครื่องแรกๆของหมู่บ้านเลยทีเดียว)
ผมใช้คอมพิวเตอร์ครั้งแรก จอเขียวๆ ต้องพิมพ์คำสั่ง DOS ยาวๆ ช้ามากอีกต่างหาก (ความจุฮาร์ดดิสเท่าไหร่นะ 4 หรือ 8 GB นี่แหล่ะ)
Pen friend เป็นเรื่องที่ตื่นเต้นในการได้มีโอกาสรู้จักพูดคุย และเป็นเพื่อนกับคนต่างชาติ
สมัยเรียน ม.ปลาย ใครมี Pager ใช้ นายเท่ห์มาก ส่วนโทรศัพท์มือถือไม่มีครับ มีแต่โทรศัพท์กระเป๋าหิ้วที่ทั้งหนักทั้งแพง(มากกกกก)
และอีกหลากหลาย "ความใหม่" ที่หายไปในช่วงเวลาไม่ถึงครึ่งชีวิตของผม

โลกทั้งแบนราบและเล็กลง มันเล็กลงจนคนเล็กๆคนไหนก็ได้ สามารถเป็นที่รู้จักข้ามโลกได้เพียงข้ามคืน (Susan Boyle จำได้ไหม)

การดำเนินธุรกิจ หรือ การกำหนดนโยบาย ทั้งในระดับขององค์กรหรือประเทศจากส่วนกลาง กำลังจะตาย ไม่เว้นแม้แต่ วงการสื่ออย่างวิทยุและโทรทัศน์ หากยังใช้ Business model เดิมๆ

ผู้ชม ผู้บริโภค ประชาชน ในยุคปัจจุบัน มีพลังในการคัดเลือก สูงกว่าเมื่อ 30 ปี ที่ผ่านมาอย่างมาก (ไม่เชื่อ คุณลองถาม ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสหรัฐ หรือ อดีตนายกฯสมัย รสช. ก็ได้ ว่าอะไรเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อชัยชนะและความพ่ายแพ้ของพวกเขา)

พลังแห่งการแบ่งปันและประสานผลประโยชน์ ก่อให้เกิดการเปิดเผยและเข้าถึงข้อมูลอย่างรวดเร็ว เท่าเทียมกัน อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มันเป็นยุคสมัยที่ต้องคิดให้หนัก หากคุณคิดจะทำสิ่งผิด เพราะไม่ช้าก็เร็ว (ส่วนมากมักเร็วครับ) คุณจะถูกเปิดโปงแน่นอน หรือแค่ "การมั่ว" ก็อาจจะเพียงพอให้คุณโดนเบรกในขณะที่ยังอ้าปากพูดเรื่องนั้นไม่จบ จากใครสักคนที่กำลังเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือเข้ากับแหล่งข้อมูลที่ถูกต้อง

ผมนึกถึง The village หนังเก่าเมื่อหลายปีก่อน เป็นเรื่องของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ เจ็บปวดจากสังคม พวกเขาต้องการปกป้องลูกหลานของเขาจากความชั่วร้ายเหล่านั้น จึงเข้าไปอยู่ในป่า สร้างชุมชนขึ้นที่นั่น สร้างนิยายปรัมปราและธรรมเนียมประเพณีเพื่อกักขังเด็กรุ่นใหม่ๆไว้ในความกลัว ไม่ให้กล้าที่จะก้าวข้ามชายป่าออกมาสู่โลกที่แท้จริง แต่ท้ายที่สุด ความปรารถนาดีของพวกเขาก็จบลงด้วยสถานการณ์บังคับให้ต้องออกจากป่า หากพวกเขาต้องการมีชีวิตอยู่รอดต่อไป

การอยู่รอดในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้ จึงไม่สามารถเพียงแค่การพยายามปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆ เช่น การลดต้นทุนลง 5%, การเปลี่ยนรูปแบบรายการ หรือ การเปลี่ยนวิธีการนำเสนอใหม่ แต่ต้องเปลี่ยนกระบวนความคิดใหม่ทั้งหมด

ฟังดูเป็นเรื่องที่ยากไหม ผมคิดว่า จริงๆแล้วความคิดใหม่ๆที่ว่าเป็นเรื่องที่เรียบง่ายมาก ก็คือ การรู้จักและยอมรับจุดแข็ง-จุดอ่อนของตัวเอง การมีความไว้วางใจต่อกัน การทำงานประสานร่วมกัน และการสร้างผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ผู้อื่นโดยไม่มีความเคลือบแฝง ผมเชื่อว่า วิถีแห่งการให้ จะเป็นแนวทางเดียวที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชีวิตของเราทุกคนอย่างเป็นปัจเจกชน

เมื่อสัปดาห์ก่อน รุ่นน้องผมคนหนึ่งซึ่งเรียนอยู่ที่ออสเตรเลีย ต้องเดินทางกลับกรุงเทพเพื่อผ่าตัดด่วนอย่างกะทันหัน เธอโทรศัพท์หาสายการบินที่นั่น และได้รับความช่วยเหลืออย่างดีมากจากพนักงานสาวชาวอินเดีย ซึ่งนั่งรับสายอยู่ที่อินเดีย!!

อาจจะเป็นไปได้ว่า ไม่เกินชั่วชีวิตของผม โลกนี้อาจมีการจัดระเบียบใหม่ ทุกคนจะมีอุปกรณ์พื้นฐานส่วนตัวที่เป็นยิ่งกว่าบัตรประชาชน, หนังสือเดินทาง, i-phone, Blackberry, Cannon, credit card หรืออะไรก็ตามแต่ ที่สำคัญมัน ล้ำ มาก เพราะไม่ต้องพกพา เนื่องจากมันถูกฝังอยู่ในร่างกายเรา... ก็เป็นแค่จินตนาการ ฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไหร่

แต่อย่างไรก็ตาม หากวันนี้คุณยังไม่ออกวิ่ง โปรดรู้เถิดครับว่าโลกวิ่งไปไกลแล้วและกำลังวิ่งเร็วขึ้น ก่อนที่จะฝันไปไกลถึงขั้นเดินนำโลก ช่วยชะโงกหัวออกไปดูโลกภายนอกบ้างได้ไหม ว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว ออกไปดูซะให้เห็นด้วยตาของตัวเอง แล้วคุณจะรู้ว่าโลกนี้ แม้จะกลมเหมือนผลส้มแต่มันแบนจริงๆ