Showing posts with label กำลังใจ. Show all posts
Showing posts with label กำลังใจ. Show all posts

Jan 30, 2012

ความสุขของเด็กๆ

เมื่อเช้าขับรถส่งคุณอาไปสอนหนังสือที่โรงเรียน
ผมเห็นเด็ก ๔ ฅนกำลังเล่นกันอยู่
ทั้งหมดยืนอยู่บนคันดิน
ข้างหน้าพวกเขาคือร่องระบายน้ำ
ก็ไม่กว้างมาก
เด็กฅนนึงกระโดด เด็กอีกฅนกระโดดตาม อีกฅนกระโดดด้วย...
ทั้ง ๓ ฅนกระโดดข้ามมาได้หมด หัวเราะคิดคักดีใจกันใหญ่
คุณคงนึกภาพออก ร่องระบายน้ำนั้นไม่ได้กว้างอะไรเลย
แต่
เจ้าหนูที่ตัวเล็กกว่าเพื่อนอิดออด แล้วก็ยืนหน้าม่อย
.
.
.

เด็ก ๓ ฅนที่กระโดดข้ามมาแล้ว ก็กระโดดข้ามกลับไปหาเจ้าตัวเล็ก
ไม่มีใครพูดอะไร (จริงๆ คือผมไม่ได้ยิน ผมนั่งมองจากในรถ)
ฅนนึงจับมือขวา อีกฅนจับมือซ้าย ฅนที่เหลือจับมือเพื่อน
ผมเห็นเด็กๆ แกว่งมือเป็นจังหวะ
๑... ๒... ๓... (ผมนับเองในใจ ตามจังหวะของน้องๆ)
แล้วเด็กทั้ง ๔ ฅนก็กระโดดข้ามร่องระบายน้ำมาด้วยกัน
คงดีใจกันมาก
เพราะเสียงของพวกเขาดังเข้ามาถึงในรถ
ทั้ง ๔ ฅนกลับไปจับมือกันกระโดดอีกครั้ง
หัวเราะสนุกสนานมีความสุขร่วมกันอีกครั้ง

ก่อนที่ผมจะขับรถเคลื่อนจากมา ผมเห็นเพียงว่า
เด็กทั้ง ๔ ฅน ปีนกลับไปที่เดิมอีกครั้ง
และเริ่มต้นกระโดด... ทีละฅน

Mar 2, 2010

ดูหนังดูละครย้อนดูตัว... The Book of Eli

ผมชอบหนังเรื่องนี้มาก ด้วยเหตุผลที่หลากหลายแง่มุม มันดิบ มันเถื่อน มันจริง
แม้มันจะเป็นเพียงการจินตนาการถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึงก็ตาม

Eli เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่รอดจากสงครามครั้งใหญ่ สงครามที่ทำให้โลกถูกเผาและสว่างจ้านานนับปี
นับจากนั้น โลกก็ตกอยู่ในสภาพของความขาดแคลนที่เลวร้าย
หนังสือที่ทรงอิทธิพลเล่มหนึ่ง (ซึ่งปัจจุบันพิมพ์เผยแพร่เป็นภาษาต่างๆมากที่สุดในโลก) ถูกเผาไฟทิ้ง
บ้างก็ว่ามันจะช่วยกอบกู้โลกนี้ได้ บ้างก็ว่ามันคือต้นเหตุของสงครามใหญ่ครั้งนั้น

Eli ได้ยินเสียงหนึ่งดังก้องอยู่ในหัวเขา เขาได้ยินชัดเจนเหมือนเสียงคนคุยกัน
นำเขาไปยังสถานที่ยังมีสำเนาหนังสือเล่มนั้น และให้เขาออกเดินทางไปทางทิศตะวันตก
จะพบสถานที่ที่หนังสือเล่มนั้นจะได้รับการเก็บรักษาอย่างปลอดภัย

เขาออกเดินทางโดยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ไปอย่างไร จะอยู่อย่างไร จะเจออะไรบ้าง
สิ่งที่เขารู้คือ มุ่งตะวันตก และ เสียงนั้นจะปกป้องรักษาเขาให้ปลอดภัย...

ระหว่างทาง Eli ไม่ยอมให้ใครได้แตะต้องหนังสือเล่มนั้น
จนได้พบกับชายคนหนึ่ง ที่ต้องการหนังสือเล่มนี้เช่นกัน
เขาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ครอบครอง แม้แต่ใช้ลูกสาวตัวเอง
ฉากนี้ผมประทับใจกับคำพูดของ Eli มาก
เขาพูดว่า ถึงเวลาที่จะต้องทำตามสิ่งที่หนังสือสอนซะที
คือ การทำเพื่อคนอื่นมากกว่าเพื่อตัวเอง...

ตอนใกล้จบ หนังได้เฉลยอะไรบางอย่างที่ทำให้เรายิ่งต้องทึ่งกับการเดินทางของ Eli มากขึ้นไปอีก
ทึ่งมากจนอยากจะดูอีกรอบ


บางครั้งคนเราก็มีสิ่งสำคัญของชีวิต สิ่งที่เรายินดีจะปกป้องด้วยชีวิตของเราเอง
สิ่งที่เรายินดีจะสละทุกสิ่งเพื่อให้ได้มาในครอบครอง
และบางครั้ง สิ่งที่คนหนึ่งปกป้อง กลับกลายเป็นสิ่งเดียวกับที่อีกคนหนึ่งต้องการครอบครอง

วิธีการไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่าผลลัพธ์
การจดจ่ออยู่กับการบรรลุเป้าหมาย อาจทำให้เราถูกครอบงำ
ไม่คำนึงถึงวิธีการที่ถูกต้อง และมักนำมาซึ่งความพินาศในที่สุด

ทุกๆ ขั้นตอนของกระบวนการสู่ความสำเร็จล้วนมีคุณค่า
ผู้ที่เดินผ่านจนถึงปลายทางเท่านั้น จึงควรค่าแก่ความสำเร็จที่ได้รับ
บางครั้งเราอาจจะคิดว่า ความสำคัญ มันอยู่ที่เบื้องปลาย
แต่บ่อยครั้ง ที่ความสำคัญนั้น อยู่ระหว่างทาง

จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราทำงานหาเงินมากๆ เพื่อหวังว่าจะสร้างครอบครัวที่มีความสุข
แต่เมื่อถึงวันนั้นที่เรามีเงินมากๆ อาจไม่เหลือครอบครัวให้เราสร้างแล้วก็ได้

ชีวิตคนเรา ไม่ช้าก็เร็วคงต้องจากโลกนี้ไป
แต่ก่อนไปคงจะดีหากเราได้ทำภารกิจของเราให้เรียบร้อย
บางสิ่งที่จะได้รับการถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไป
บางสิ่งที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงให้โลกนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น
มันอาจจะเป็นสิ่งใหญ่โตยากเย็นแสนเข็ญชนิดเลือดตาแทบกระเด็น
หรืออาจเป็นสิ่งเล็กๆ เช่นการให้น้ำดื่มกับชายแปลกหน้าซักคน

ชีวิต เป็นเรื่องของการเดินทางในแต่ละวัน เป้าหมายที่สำเร็จลงได้ก็เป็นเช่นเดียวกัน

ระหว่างที่ดูหนัง ผมรู้สึกว่าคนที่จะได้รับโอกาสในการทำภารกิจ ยิ่งสำคัญ ยิ่งต้องเป็นคนมีฝีมือ
แต่ตอนที่หนังจบ ผมกลับมองว่า คนที่ยิ่งมีพลังใจมากต่างหาก ที่จะได้รับโอกาสนั้น

ทักษะเรียนรู้กันได้... ง่ายกว่าฝึกฝนให้มีจิตใจที่แข็งแกร่ง

เพราะคงมีแต่คนจิตใจเข้มแข็งเท่านั้น ที่ถูกยิงแล้วยังเดินทางต่อไปยังไม่ยอมตาย
จนสามารถถ่ายทอด หนังสือ นั้นได้ครบทุกตัวอักษร


ขอทรงโปรดนำทางผม สร้างผมให้มีจิตใจที่แข็งแกร่ง ประทานกำลังให้ผมในการเดินทางแต่ละวัน...เอเมน

“I have fought a good fight, I have finished my course, I have kept the faith.” 2Timothy 4:7

Nov 11, 2009

เชรี่ยเอ้ย แม่งไม่ใช่ในหนังนะโว้ย !!

เช้านี้ ตื่นมาแล้วรู้สึกมันวิ้งๆ ไงก็ไม่รุ ดูบรรยากาศมันเงียบๆ วังเวงๆ พาลให้ไม่อยากไปทำงานซะงั้น แต่สุดท้ายก็ไปนะ ด้วยความรู้สึกเป็นหน้าที่และด้วยความรับผิดชอบ

ขึ้นรถ ลงเรือ นั่งมอไซค์ และรถเมล์อีกที

เรื่องมันเกิดตรงนี้แหล่ะ ระหว่างนั่งชืดๆอยู่ในรถเมล์ ก็เหลือบไปเห็น ผู้หญิงคนหนึ่งที่อีกฝั่งฟากถนนหนึ่ง จากชุดและกระเป๋าที่ใส่ เข้าใจว่าคงเป็นพนักงานบริษัททั่วๆไป สวยหรือเปล่าไม่รุ ไกลเกินมองไม่ชัด ดูเธอรีบๆเขย่ง คงจะรีบเดินทางไปทำงาน...

ไม่รู้จะเรียกว่าเขย่งดีไหม เพราะเธอเดินด้วย 1 ขา กับ 1 ไม้ค้ำ

มันเหมือนนั่งดูหนังมากครับ ท่านผู้ชม เหมือนเขาใช้ effect พิเศษ ลบขาข้างหนึ่งทิ้งไป

ยังครับ ยังไม่พอ ทิศทางที่เธอเดินไป เธอเดินไปทางสะพานลอย... หวังว่าคงไม่ใช่อย่างที่คิด

พระเจ้าช่วย !!! เห็นอีกที เธอกำลังขึ้นสะพานลอยครับ เขย่งๆขึ้นสะพานลอย... Oh My God !!!

ผมหันมองซ้ายมองขวาอีกทีให้แน่ใจว่าไม่มีกล้องตั้งอยู่
เชรี่ยเอ้ย แม่งไม่ใช่หนังนะโว้ย !! นี่มันเรื่องจริง

ผู้หญิงคนหนึ่ง แต่งตัวสวย มีขาข้างเดียว เธอกำลังสู้ชีวิต เธอกำลังไปทำงาน ...
กรูมีอวัยวะครบ แต่ถ้าทางจะพิการทางจิตใจมากกว่าเธอซะละมั้งเนี่ย

เธอต้องใช้ กำลังใจ มากขนาดไหนกัน ในแต่ละเช้าที่ลุกขึ้น ในแต่ละวันที่ดำเนินชีวิต เธอคงทำอะไรไม่สะดวกเหมือนอย่างเราๆ

การที่เธอพิการทางกาย ไม่ได้แปลว่าเธอจะพิการทางจิตใจ หรือพิการความสามารถทางด้านอื่นไปด้วย

ผมไม่รู้เหมือนกัน ถ้าวันหนึ่งผมตื่นมาแล้วเหลือขาอยู่ข้างเดียว ผมจะรู้สึกอย่างไร
แต่สำหรับเหตุการณ์เช้านี้ ทำให้ผมตั้งใจกับตัวเอง 2 อย่าง

1. ผมจะเข้มแข็งในด้านจิตใจมากขึ้น ไม่ย่อท้อ หรือยอมแพ้ง่ายๆ กับความโหดร้ายของโลกนี้
2. ผมจะให้เกียรติ และปฏิบัติต่อผู้พิการอย่างคนปกติมากขึ้น ให้ความเข้าใจในความแตกต่าง และพยายามจะไม่เผลอดูถูกเขาจากความพิการทางร่างกายของเขา

นึกถึงเมื่อเช้าแล้ว ภาพ 1 ขา 1 ไม้ค้ำยันยังติดตาอยู่เลย... เนี่ยแหล่ะ แม่งชีวิตจริง

Aug 9, 2009

กว่างตัวหนึ่ง

เมื่อคืนวาน หลังจากถกอภิปรัชญากันอย่างยาวนานร่วม 4 ชั่วโมง
ระหว่างเดินกลับบ้านในซอยเปลี่ยวๆ ตอนตี 2

พลันหมา 4-5 ตัวแถวนั้น ก็ลุกขึ้นเห่าหอนกันเสียงระงม !!!
ล้อเล่น... (ไม่ได้จะมาเล่าเรื่องหลอน)

จริงๆ แล้วผมเห็นกว่างตัวหนึ่งนอนแอ่งแม้งอยู่ริมทาง ขาทั้ง 6 ของมันตะกายชี้ฟ้าอย่างช้าๆ คล้ายๆ จะหมดแรง
สงสัยว่ามันคงจะตะกายมานาน
ด้วยความสงสาร ก็เลยเอาเท้าเขี่ยๆ นึกว่ามันจะพลิกตัวได้ ท่าทางมันจะอุ้ยอ้ายกว่าที่ผมคิดไว้ ก็เลยก้มลงหยิบตัวมันคว่ำลง
มันอยู่กับที่นิ่งๆซักพักนึง สงสัยว่าคงจะกำลังมึนอยู่ ไม่รู้มันจะเป็นเหมือนคนหรือเปล่าเนาะ

เห็นมันอยู่นิ่งๆ ผมก็กลัวรถจะวิ่งมาเหยียบมัน ก็เลยยืนดูอยู่ซักพัก หันซ้ายหันขวา กำลังคิดอยู่ว่าจะหยิบมันไปวางตรงไหนดี
ทันใดนั้น มันก็ขยับปีกแข็งของมันขึ้น แป้บเดียวที่ผมเห็นปีกมันขยับ มันก็ทะยานตัวขึ้นไปตามแสงของหลอดไฟข้างทางอย่างรวดเร็ว ไปโดยไม่ลา ไม่มีแม้คำขอบคุณซักคำ... ^^

ผมเดินกลับบ้านต่อ หางตาผมเห็นแค่เงาของกว่างตัวนั้นกำลังบินไปที่ไหนซักแห่ง... อาจจะเป็นบ้านของมัน

.......

คนเราคงมีกันบ้าง บางช่วงบางจังหวะของชีวิตที่ทำผิดพลาด พลาดชนิดไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวของเราเอง แม้เราจะพยายามแล้ว บางทีอาจจะพยายามมาทั้งชีวิต แต่ความผิดพลาดนั้นก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ขณะที่เรี่ยวแรงของเรากลับหมดลงทุกทีๆ

บางคนคงรีบเกินกว่าจะมองเห็นคนอย่างเรา บางคนอาจจะไม่เคยก้มลงมาต่ำพอจะมองเห็นได้ บางคนอาจจะสะกิดให้เราสู้หรือหนุนใจให้เราลุกขึ้น เพราะเชื่อในศักยภาพของเรา แต่การที่ยังเห็นเรานอนแอ้งแม้งอยู่ บางคนคงไม่พอใจ อีกทั้งอาจมองว่าเราใจไม่สู้เอาเสียเลย

ผมเชื่อว่า คนเราทุกคนมีความฝันที่ตั้งใจจะทำกันทั้งนั้น สิ่งที่คนเรา้ต้องการคือ ใครสักคนที่จะสนับสนุนเขา ช่วยจนเขากลับตัวมาตั้งต้นเองได้ กลับมาอยู่ในท่าปกติ ที่ตัวเขาเป็น

ถึงเวลานั้น เพียงไม่กี่อึดใจ ไม่นานเกินรอ เขาจะบินทะยานขึ้นไปตามฝันของเขาเหมือนเจ้ากว่างตัวนั้น

บางครั้งเราก็อยู่ในสถานะ ที่สามารถช่วยคนอื่นได้ เหมือนผมช่วยกว่างตัวนั้น
บางครั้งเราก็เป็นเหมือนกว่างตัวนั้น ที่นอนอย่างหมดแรง หมดหนทางจะพลิกกลับมาได้ด้วยกำลังของตัวเอง
แต่ถึงจะยังไม่มีใครมาช่วยก็อย่าเพิ่งรีบหมดหวัง อย่าถอดใจยอมแพ้นอนตายอยู่ข้างทาง
จงมีความเชื่อ จงมีความหวังอยู่้เสมอจวบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต
มีการช่วยกู้ให้กับผู้ที่ร้องขอเสมอ

สู้ต่อไป กว่างน้อย !!!

Jul 31, 2009

ลิง 4 ตัวในห้องๆหนึ่ง...

ได้อ่านบทความสรุปหนังสือ Competing for the Future ของ Gary Hamel และ C.K.Prahalad ตีพิมพ์โดย Harvard business School

อ่านบทความไปถึงหน้า 7 มีเรื่องของลิง ที่เป็นการทดลองจริงของผู้เขียน อ่านแล้วขำดี เอามาเล่าให้ฟัง...

เขาเอาลิง 4 ตัว มาไว้รวมกันในห้อง ในห้องมีเสาสูงต้นหนึ่งแขวนกล้วยเอาไว้
ลิงตัวหนึ่งปีนขึ้นเสาไป ก่อนที่จะได้คว้ากล้วย ก็โดนรดด้วยน้ำเย็นจากฝักบัว ลิงตัวนั้นก็วิ่งร้องเสียงหลงลงไป หลังจากนั้นอีก 3 ตัวที่เหลือ ก็พยายามปีนขึ้นไปเอากล้วย แต่ก็โดนน้ำเย็นรดจากฝักบัวเหมือนๆกัน สุดท้าย มันทุกตัวก็ยอมแพ้ และเลิกล้มความคิดที่จะกินกล้วยหวีนั้น

เขาเอาลิงออกไปตัวหนึ่ง แล้วเอาตัวใหม่เข้ามา...

พอมันเห็นกล้วยมันก็วิ่งไปที่เสา เริ่มต้นจะปีนขึ้นไปเอากล้วยที่แขวนอยู่ เจ้าลิงสามตัวที่เหลืออยู่ ก็ไปฉุดกระชากเพื่อนหน้าใหม่ลงมาไม่ยอมให้ปีนขึ้นไป ทำอยู่ซักพัก ลิงหน้าใหม่เริ่มเข้าใจว่ามีบางอย่างผิดปกติแน่ บางอย่างที่ไม่ดีจะเกิดขึ้นถ้าไปยุ่งเกี่ยวกับกล้วยหวีนั้น

แล้วเขาก็เปลี่ยนลิงเข้าไปอีกตัวหนึ่ง แล้วก็เกิดเหตุการณ์ในทำนองเดียวกัน... จนกระทั่งเปลี่ยนลิงครบ 4 ตัว

สุดท้าย ลิงทั้ง 4 ตัว ในห้องนั้น ต่างไม่เคยโดนน้ำเย็นจากฝักบัวรด จากการพยายามปีนเสาขึ้นไปเอากล้วยที่แขวนอยู่ แต่ลิงทั้ง 4 ตัว ต่างรู้ว่า อย่าปีนเสาต้นนั้น ทั้งที่ไม่มีพวกมันตัวไหนซักตัว จะรู้อย่างแน่ชัดว่าเพราะอะไร และแม้แต่ฝักบัวนั้น จะถูกเอาออกไปแล้วก็ตาม
..........

เคยคิดไหมว่า ทั้งๆที่เราเป็นคน แต่บางครั้งเราก็ทำตัวเหมือนลิง ในขณะที่ตัวเราเองหรือใครบางคน กำลังพยายามปีนไปให้ถึงฝัน ใครคนอื่นหรือตัวเราเองกลับไปดึงเขากลับลงมา เพียงเพราะต้องการช่วย เพียงเพราะความหวังดี เพียงเพราะเชื่อว่า การปีนขึ้นไป จะนำเรื่องไม่ดีมาถึงตัว

บ่อยๆ ครั้งที่อันตรายเหล่านั้น มันแค่ "เคย" มีจริง

คนเราถ้าเชื่อเสียแล้วว่าทำไม่ได้ ก็คงไม่มีอะไรที่เราจะทำได้
..........

ผมจินตนาการเรื่องต่อ...
หากการทดลองนี้ ทำหลายสิบห้อง แต่มีห้องหนึ่งที่เขาลืมให้อาหาร ลิงถูกทิ้งไว้ในห้อง จนในที่สุด ความหิว มีชัยชนะเหนือความกลัว ตัวหนึ่งในนั้น ตัดสินใจวิ่งปีนขึ้นเสาคว้ากล้วยมาได้ โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกมันแบ่งกันกินอย่างอร่้อย และรู้ว่า เสาต้นนั้นไม่ได้อันตรายอีกต่อไป

เมื่อเขาเอาลิงทั้งฝูง ทุกห้อง มาปล่อยรวมกันในห้องเดียว......


กำลังใจ คงเป็นเรื่องสำคัญที่ลิง 4 ตัวนี้ ต้องมีให้กัน เพื่อร่วมกันยืนหยัดปีนขึ้นไปให้ถึงฝัน...

วันใดที่ลิง 4 ตัวนี้ร่วมกันคว้ากล้วยมากินได้ ไม่ใช่แค่พวกมันจะได้กินกล้วยเท่านั้น
แต่ลิงทั้งฝูงก็จะรู้ในทันทีว่า "เสาต้นนั้น ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด มันสามารถปีนได้"


ปล. คิดแล้วก็อยากรู้เหมือนกันว่า ลิงมันจะมี learning curve ไหม?
จนสามารถเอาเรื่องที่เรียนรู้จากประสบการณ์นี้ ไปประยุกต์ใช้กับเรื่องอื่นๆในชีวิตได้ด้วย
ไม่ใช่ลิงซะด้วยสิเรา ^^