The world is flat เป็นหนังสือเล่มล่าสุดที่ผมอ่านจบลง หนังสือเล่มนี้พูดถึง สภาวะ ที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ที่เราอาศัยอยู่
ผมเห็นด้วยว่าโลกของเราแบนลงเรื่อยๆ ไม่ใช่ในทางกายภาพ แบนลงในความหมายว่า ทุกคนมีศักยภาพในการเป็นคนสำคัญต่อโลกนี้เท่าเทียมกันมากขึ้นเรื่อยๆ โลกทั้งใบกำลังเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน
วิทยาการ ความรู้ และวิธีการใช้ชีวิตของคนในโลกนี้กำลังจะเปลี่ยนไป จริงๆมันก็เริ่มเปลี่ยนมาได้ซักพักแล้วล่ะนะ
คนรุ่นอายุผมอาจจะเป็นคนรุ่นที่ต้องปรับตัวตลอดชีวิตก็เป็นได้ ลองคิดถึงสมัยเด็กๆ สิ
ผมจำได้ว่า ผมตื่นเต้นกับโทรทัศน์สีเครื่องแรก และ เครื่องเล่นม้วนวิดีโอเทป เครื่องแรกของบ้าน (เป็นเครื่องแรกๆของหมู่บ้านเลยทีเดียว)
ผมใช้คอมพิวเตอร์ครั้งแรก จอเขียวๆ ต้องพิมพ์คำสั่ง DOS ยาวๆ ช้ามากอีกต่างหาก (ความจุฮาร์ดดิสเท่าไหร่นะ 4 หรือ 8 GB นี่แหล่ะ)
Pen friend เป็นเรื่องที่ตื่นเต้นในการได้มีโอกาสรู้จักพูดคุย และเป็นเพื่อนกับคนต่างชาติ
สมัยเรียน ม.ปลาย ใครมี Pager ใช้ นายเท่ห์มาก ส่วนโทรศัพท์มือถือไม่มีครับ มีแต่โทรศัพท์กระเป๋าหิ้วที่ทั้งหนักทั้งแพง(มากกกกก)
และอีกหลากหลาย "ความใหม่" ที่หายไปในช่วงเวลาไม่ถึงครึ่งชีวิตของผม
โลกทั้งแบนราบและเล็กลง มันเล็กลงจนคนเล็กๆคนไหนก็ได้ สามารถเป็นที่รู้จักข้ามโลกได้เพียงข้ามคืน (Susan Boyle จำได้ไหม)
การดำเนินธุรกิจ หรือ การกำหนดนโยบาย ทั้งในระดับขององค์กรหรือประเทศจากส่วนกลาง กำลังจะตาย ไม่เว้นแม้แต่ วงการสื่ออย่างวิทยุและโทรทัศน์ หากยังใช้ Business model เดิมๆ
ผู้ชม ผู้บริโภค ประชาชน ในยุคปัจจุบัน มีพลังในการคัดเลือก สูงกว่าเมื่อ 30 ปี ที่ผ่านมาอย่างมาก (ไม่เชื่อ คุณลองถาม ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสหรัฐ หรือ อดีตนายกฯสมัย รสช. ก็ได้ ว่าอะไรเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อชัยชนะและความพ่ายแพ้ของพวกเขา)
พลังแห่งการแบ่งปันและประสานผลประโยชน์ ก่อให้เกิดการเปิดเผยและเข้าถึงข้อมูลอย่างรวดเร็ว เท่าเทียมกัน อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มันเป็นยุคสมัยที่ต้องคิดให้หนัก หากคุณคิดจะทำสิ่งผิด เพราะไม่ช้าก็เร็ว (ส่วนมากมักเร็วครับ) คุณจะถูกเปิดโปงแน่นอน หรือแค่ "การมั่ว" ก็อาจจะเพียงพอให้คุณโดนเบรกในขณะที่ยังอ้าปากพูดเรื่องนั้นไม่จบ จากใครสักคนที่กำลังเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือเข้ากับแหล่งข้อมูลที่ถูกต้อง
ผมนึกถึง The village หนังเก่าเมื่อหลายปีก่อน เป็นเรื่องของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ เจ็บปวดจากสังคม พวกเขาต้องการปกป้องลูกหลานของเขาจากความชั่วร้ายเหล่านั้น จึงเข้าไปอยู่ในป่า สร้างชุมชนขึ้นที่นั่น สร้างนิยายปรัมปราและธรรมเนียมประเพณีเพื่อกักขังเด็กรุ่นใหม่ๆไว้ในความกลัว ไม่ให้กล้าที่จะก้าวข้ามชายป่าออกมาสู่โลกที่แท้จริง แต่ท้ายที่สุด ความปรารถนาดีของพวกเขาก็จบลงด้วยสถานการณ์บังคับให้ต้องออกจากป่า หากพวกเขาต้องการมีชีวิตอยู่รอดต่อไป
การอยู่รอดในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้ จึงไม่สามารถเพียงแค่การพยายามปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆ เช่น การลดต้นทุนลง 5%, การเปลี่ยนรูปแบบรายการ หรือ การเปลี่ยนวิธีการนำเสนอใหม่ แต่ต้องเปลี่ยนกระบวนความคิดใหม่ทั้งหมด
ฟังดูเป็นเรื่องที่ยากไหม ผมคิดว่า จริงๆแล้วความคิดใหม่ๆที่ว่าเป็นเรื่องที่เรียบง่ายมาก ก็คือ การรู้จักและยอมรับจุดแข็ง-จุดอ่อนของตัวเอง การมีความไว้วางใจต่อกัน การทำงานประสานร่วมกัน และการสร้างผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ผู้อื่นโดยไม่มีความเคลือบแฝง ผมเชื่อว่า วิถีแห่งการให้ จะเป็นแนวทางเดียวที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชีวิตของเราทุกคนอย่างเป็นปัจเจกชน
เมื่อสัปดาห์ก่อน รุ่นน้องผมคนหนึ่งซึ่งเรียนอยู่ที่ออสเตรเลีย ต้องเดินทางกลับกรุงเทพเพื่อผ่าตัดด่วนอย่างกะทันหัน เธอโทรศัพท์หาสายการบินที่นั่น และได้รับความช่วยเหลืออย่างดีมากจากพนักงานสาวชาวอินเดีย ซึ่งนั่งรับสายอยู่ที่อินเดีย!!
อาจจะเป็นไปได้ว่า ไม่เกินชั่วชีวิตของผม โลกนี้อาจมีการจัดระเบียบใหม่ ทุกคนจะมีอุปกรณ์พื้นฐานส่วนตัวที่เป็นยิ่งกว่าบัตรประชาชน, หนังสือเดินทาง, i-phone, Blackberry, Cannon, credit card หรืออะไรก็ตามแต่ ที่สำคัญมัน ล้ำ มาก เพราะไม่ต้องพกพา เนื่องจากมันถูกฝังอยู่ในร่างกายเรา... ก็เป็นแค่จินตนาการ ฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไหร่
แต่อย่างไรก็ตาม หากวันนี้คุณยังไม่ออกวิ่ง โปรดรู้เถิดครับว่าโลกวิ่งไปไกลแล้วและกำลังวิ่งเร็วขึ้น ก่อนที่จะฝันไปไกลถึงขั้นเดินนำโลก ช่วยชะโงกหัวออกไปดูโลกภายนอกบ้างได้ไหม ว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว ออกไปดูซะให้เห็นด้วยตาของตัวเอง แล้วคุณจะรู้ว่าโลกนี้ แม้จะกลมเหมือนผลส้มแต่มันแบนจริงๆ
Showing posts with label SUSAN BOYLE. Show all posts
Showing posts with label SUSAN BOYLE. Show all posts
Nov 24, 2009
Jun 19, 2009
พรสวรรค์...เหรอ?
ได้ยินชื่อของ SUSAN BOYLE มาเดือนกว่าๆแล้วจากน้องคนหนึ่ง "เข้า ยูตูบ ไปดูให้ได้นะพี่ สุดยอด" น้องคนนั้นย้ำมาด้วยหน้าตาชวนสงสัยมากว่า เธอเป็นใคร แล้วทำไมต้องดู
วันนี้ โอกาสดี เข้าไปดูแล้วตะลึงตึงตัง ไม่ใช่ที่เรื่องเสียงของเธอเท่านั้นนะครับ แต่ความหมายของเพลง i dreamed a dream ที่เธอร้องกับความรู้สึกของเธอที่สื่อออกมา สำหรับผม นี่เป็นคำเตือนจากเพื่อนร่วมโลกคนหนึ่ง ที่มีอายุ 47 ปี...
อย่าเป็นเหมือนอย่างฉัน ที่ปล่อยให้ชีวิตของฉันฆ่าความฝันของฉันเอง...
แม้วันนี้ ฉันจะมีชีวิตอยู่กับมันได้ แต่มันไม่ใช่ชีวิตที่ฉันต้องการเลย
ถึงอย่างไร วันนี้ฉันได้เริ่มทำความฝันของฉันให้เป็นจริงอีกครั้ง... นั่นคือสิ่งที่เธอบอก
ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ชนะการประกวดครั้งนี้ แต่ผมก็เชื่อว่า เธอคงจะมุ่งมั่นเดินทางสู่อเมริกา สู่ก้าวต่อไปตามความฝันของเธอ
ซูซาน แพ้ในรอบชิงชนะเลิศ ให้กับ Diversity ทีมที่เต้นในลักษณะ Dance Act พวกเขามีอายุ 12-25 ปี เท่านั้น
การแสดงของพวกเขาทำให้ผมนั่งอยู่กับ ยูตูบ เพื่อดูรายการ Britain got Talent 2009 อีกหลายตัว
หลังจากดูคลิปการประกวดอีกหลายตัว ผมคิดว่า Diversity สมควรเป็นผู้ชนะเลิศจริงๆ
แม้งานนี้จะบอกว่า คนบริติชมีพรสวรรค์ แต่ผมคิดว่าพวกเขาไม่ได้ชนะด้วยพรสววรค์
นอกจาก diversity ยังมี flawless ที่เป็น dance group เช่นกัน และเต้นได้สวยมาก
ผมคิดว่าในรอบแรก flawless เต้นได้ดีกว่า diversity ด้วยซ้ำ
ผมอาจจะคิดไปเองนะ แต่ผมคิดว่า สิ่งหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งช่วยให้ diversity ชนะในที่สุด คือ ความฉลาด และ ความหลากหลาย ของคนในทีม
พวกเขาใช้ความหลากหลายของเขาได้อย่างลงตัว สะท้อนถึงความฉลาดของคนออกแบบท่าเต้นประกอบเรื่อง
ทีม diversity ประกอบด้วยคนหลายช่วงวัย ตั้งแต่นักเรียนมัธยม จนถึงเด็กมหาวิทยาลัย
การแสดงทุกชุดของเขา มี concept พวกเขามีความสุข และสนุกที่ได้ทำในสิ่งที่พวกเขาฝัน
ไม่เพียงแต่ท่าเต้น แต่เรื่องราวและดนตรีประกอบ ทุกอย่างถูกคิด และมีการซ้อมมาอย่างดี
แม้แต่ในการแสดงหลังจากประกาศรางวัล ที่หัวหน้าทีมตื่นเต้นดีใจจนพูดผิดพูดถูก พวกเขายังเต้นไม่มีหลุดคิว
สะท้อนว่า พวกเขาซ้อมกันมาอย่างหนักจริงๆ
จนถึงบรรทัดนี้ ผมยังคงนั่งคิดอยู่ว่า พวกเขาชนะการแข่งขันครั้งนี้เพราะอะไร
คงไม่ใช่เรื่องพรสวรรค์ คงไม่ใช่แค่เรื่องการซ้อม หรือว่า ความฉลาดของพวกเขา หรือเป็นเพราะเขาร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว...
หรือเพราะประโยคหนึ่ง ที่พวกเขาชอบพูดและชอบใช้บ่อยๆ... "i have a dream"
วันนี้ โอกาสดี เข้าไปดูแล้วตะลึงตึงตัง ไม่ใช่ที่เรื่องเสียงของเธอเท่านั้นนะครับ แต่ความหมายของเพลง i dreamed a dream ที่เธอร้องกับความรู้สึกของเธอที่สื่อออกมา สำหรับผม นี่เป็นคำเตือนจากเพื่อนร่วมโลกคนหนึ่ง ที่มีอายุ 47 ปี...
อย่าเป็นเหมือนอย่างฉัน ที่ปล่อยให้ชีวิตของฉันฆ่าความฝันของฉันเอง...
แม้วันนี้ ฉันจะมีชีวิตอยู่กับมันได้ แต่มันไม่ใช่ชีวิตที่ฉันต้องการเลย
ถึงอย่างไร วันนี้ฉันได้เริ่มทำความฝันของฉันให้เป็นจริงอีกครั้ง... นั่นคือสิ่งที่เธอบอก
ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ชนะการประกวดครั้งนี้ แต่ผมก็เชื่อว่า เธอคงจะมุ่งมั่นเดินทางสู่อเมริกา สู่ก้าวต่อไปตามความฝันของเธอ
ซูซาน แพ้ในรอบชิงชนะเลิศ ให้กับ Diversity ทีมที่เต้นในลักษณะ Dance Act พวกเขามีอายุ 12-25 ปี เท่านั้น
การแสดงของพวกเขาทำให้ผมนั่งอยู่กับ ยูตูบ เพื่อดูรายการ Britain got Talent 2009 อีกหลายตัว
หลังจากดูคลิปการประกวดอีกหลายตัว ผมคิดว่า Diversity สมควรเป็นผู้ชนะเลิศจริงๆ
แม้งานนี้จะบอกว่า คนบริติชมีพรสวรรค์ แต่ผมคิดว่าพวกเขาไม่ได้ชนะด้วยพรสววรค์
นอกจาก diversity ยังมี flawless ที่เป็น dance group เช่นกัน และเต้นได้สวยมาก
ผมคิดว่าในรอบแรก flawless เต้นได้ดีกว่า diversity ด้วยซ้ำ
ผมอาจจะคิดไปเองนะ แต่ผมคิดว่า สิ่งหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งช่วยให้ diversity ชนะในที่สุด คือ ความฉลาด และ ความหลากหลาย ของคนในทีม
พวกเขาใช้ความหลากหลายของเขาได้อย่างลงตัว สะท้อนถึงความฉลาดของคนออกแบบท่าเต้นประกอบเรื่อง
ทีม diversity ประกอบด้วยคนหลายช่วงวัย ตั้งแต่นักเรียนมัธยม จนถึงเด็กมหาวิทยาลัย
การแสดงทุกชุดของเขา มี concept พวกเขามีความสุข และสนุกที่ได้ทำในสิ่งที่พวกเขาฝัน
ไม่เพียงแต่ท่าเต้น แต่เรื่องราวและดนตรีประกอบ ทุกอย่างถูกคิด และมีการซ้อมมาอย่างดี
แม้แต่ในการแสดงหลังจากประกาศรางวัล ที่หัวหน้าทีมตื่นเต้นดีใจจนพูดผิดพูดถูก พวกเขายังเต้นไม่มีหลุดคิว
สะท้อนว่า พวกเขาซ้อมกันมาอย่างหนักจริงๆ
จนถึงบรรทัดนี้ ผมยังคงนั่งคิดอยู่ว่า พวกเขาชนะการแข่งขันครั้งนี้เพราะอะไร
คงไม่ใช่เรื่องพรสวรรค์ คงไม่ใช่แค่เรื่องการซ้อม หรือว่า ความฉลาดของพวกเขา หรือเป็นเพราะเขาร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว...
หรือเพราะประโยคหนึ่ง ที่พวกเขาชอบพูดและชอบใช้บ่อยๆ... "i have a dream"
Subscribe to:
Posts (Atom)