บันทึกนี้ เขียนจากความทรงจำ...
ผมกำลังนั่งมองหน้าผู้หญิงฅนหนึ่งอยู่
ผมจำไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้ายเราเจอกันเมื่อไหร่
แต่ผมไม่ได้พบเธอมากว่า ๑๕ ปีแล้ว
ผมยังจำสายตาของเธอกับเพื่อนได้... เมื่อครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน
วันนี้ เธอดูเปลี่ยนไป
ดูกลับไปเป็นเหมือนวันที่ผมเจอเธอครั้งแรก มากกว่าวันที่เจอเธอครั้งสุดท้าย
บางทีอาจจะเป็นเพราะลูกน้อยวัยกำลังซนทั้งสองฅนของเธอด้วยแหล่ะ
ฅนเราจะเปลี่ยนแปลง เมื่อมีความรัก...
เคยมีใครบางฅนพูดไว้
พี่ฅนหนึ่งที่ผมรักและเคารพมาก เคยบอกว่า
การแต่งงานเป็นเรื่อง "โคตรยาก"
"ไม่เห็นยากเลย" ผมแอบเถียงอยู่ในใจ
ตอนนี้ ฅนที่บอกว่ายาก แต่งงานแล้ว
ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับภรรยา และลูกอีก ๒ ฅน อยู่ที่อเมริกา
"ผมเห็นด้วยนะพี่" วันนี้ผมอยากจะบอกพี่เขาอย่างนี้
พี่อีกฅนหนึ่ง เคยบอกว่า
"ใช้ชีวิตโสดให้เต็มที่ วันหนึ่งหากเราแต่งงาน ชีวิตอย่างนั้นจะไม่มีอีกแล้ว"
ตอนนั้น ฟังแล้วก็เฉยๆ ยังกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะมีแฟน
ผ่านไปราวสิบปี เพิ่งจะตระหนักว่า พี่เขาพูดจริง
พี่อีกฅนหนึ่งเคยบอกว่า อยากให้โตกว่านี้อีกหน่อย
รับผิดชอบชีวิตตัวเองให้ได้ ก่อนที่จะไปรับผิดชอบชีวิตฅนอื่น
ตอนนั้นผมก็คิดว่าตัวเองโตแล้วนะ
กว่าจะเริ่มเข้าใจสิ่งที่พี่เขาพูด พี่เขามีลูกไปแล้ว ๒ ฅน
"นายเคยรักใครซักฅนหนึ่งจริงๆ บ้างไหม รักจนยินดีตายเพื่อเขาได้
นายเข้าใจหรือเปล่า" เพื่อผมฅนหนึ่งเคยถามผม
วันที่ผมพยายามจะปรามเมื่อเขาคบผู้หญิงฅนหนึ่ง
ผมตอบเขาไปว่าเคย ตอบไปว่าผมเข้าใจ
แต่จริงๆ แล้ว จนถึงวันนี้ ผมก็ยังไม่เคย
และยังไม่เข้าใจอยู่ดี
เคยคุยกับพี่ผู้หญิงฅนหนึ่ง เธอเล่าให้ฟังว่า
เธอกับแฟนก็รักกันดี แต่มีความไม่เข้ากันในหลายเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องค่านิยมและความเชื่อ
"แต่จะให้ทำยังไงล่ะ พี่คบเขามาหลายปีแล้ว เขาเองก็อายุเยอะแล้ว
เราเองก็รักกัน คงไม่เป็นไรหรอก อะไรๆ คงดีขึ้นแหล่ะ"
ผมก็ไม่รู้ว่าดีขึ้นจริงหรือเปล่า
แต่ตอนนี้เธอเป็นคุณแม่ที่เลี้ยงลูกเพียงลำพัง
เคยคุยกับน้องผู้หญิงฅนหนึ่ง เธอแต่งงานกับเพื่อนหนุ่มต่างความเชื่อ
ตอนนี้ลูกเธออายุ ๖ ขวบแล้ว เธอบอกว่า ชีวิตครอบครัวก็พอไปได้
อะไรที่รู้ว่าพูดแล้วคิดต่างกัน จะเถียงกัน ทะเลาะกัน ก็ไม่ต้องพูด
อะไรที่อยากทำ แต่ขัดใจอีกฝ่ายก็ต้องยอมงด
"พี่อย่าตัดสินใจแต่งงานเพียงเพราะพี่ไม่มีใครนะ
ถ้าพี่จะแต่ง แต่งกับคนที่ทั้งพี่และเขามีความสุขร่วมกันในสิ่งที่ทำ
ยิ่งถ้าเป็นตอนที่พี่กำลังทุ่มเททั้งชีวิตทำอะไรบางอย่างอยู่นะ จะดีมาก
เขาควรจะยอมรับและช่วยพี่ได้ด้วย ไม่ใช่แค่เข้าใจว่าพี่กำลังทำอะไรอยู่"
ผมแอบเห็นน้ำตารื้นๆ ของเธอ
สุดท้ายเธอทิ้งท้ายว่า
"ยิ่งลูกเริ่มโตมากขึ้นเท่าไหร่ หนูก็สงสารลูกมากขึ้นเท่านั้น
สุดท้ายก็ต้องทำใจ ได้แต่หวังว่า อะไรๆ คงจะดีขึ้น"
นึกถึงข้อความตอบกลับจากพี่ฅนหนึ่งว่า
ชีวิตเราสั้นนัก สั้นเกินกว่าจะใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุขใจ
เกินกว่าจะใช้ชีวิตอย่างไม่เต็มที่
คบกันแล้วเลิกกัน แย่น้อยกว่า แต่งงานกันแล้วเลิกกัน
สุดท้ายเป็นเพื่อน เป็นพี่น้องกัน ก็ยังดีกว่าไม่เป็นอะไรกันเลย
ความไม่มั่นใจ เป็นสัญญาณเตือนสำคัญ
พี่เขาเชื่อว่า ในฐานะคริสเตียน การแต่งงาน ไม่ใช่เรื่องของฅนเพียงสองฅนเท่านั้น
ผมนึกถึงอีกหลายฅนที่เคยสอนเรื่องการมีครอบครัวใหม่
ทุกฅนจะพูดคล้ายๆ กันว่า ไม่ต้องรีบร้อน เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น
ค่อยเป็นค่อยไป ทุกอย่างมีวาระและเวลาของมัน ไปตามขั้นตอน
แล้วจะสวยงาม
แต่ดูเหมือนตอนนั้นผมจะเชื่อฮอร์โมนมากกว่า
ผมเคยแอบไม่พอใจเพื่อนฅนหนึ่ง ที่ห้ามผมคุยกับฅนที่ผมชอบ
(ซึ่งจริงๆ ก็ไม่กี่วัน)
ผ่านไปอีกหลายปี ถึงเข้าใจความหวังดีของเขา
และเหตุผลซึ่งอยู่เบื้องหลังวิธีการนั้น
ใช้ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบครึ่งทางของอายุชายไทยโดยเฉลี่ย
เพื่อนๆหลายฅน มีลูกจนโต คุยกับเรารู้เรื่องได้แล้ว
หลายฅนแต่งงานและยังไม่มีลูก
บางฅนเพิ่งแต่ง บางฅนกำลังจะแต่ง
และอีกไม่น้อย ไม่มีวี่แววว่าจะแต่ง...
แน่นอนว่า รวมถึงผมด้วย
ความคิดเดินทางย้อนไป ๑๕ ปี
ทบทวนเรื่องราว เหตุการณ์ ผู้ฅน ที่เคยพบเจอ
ก่อนกลับมายังปัจจุบันในชั่วอึดใจ เมื่อลูกของเธอร้องไห้จ้า
คงจะโดนอะไรกัดเข้าให้น่ะสิ
ผมถอนหายใจยาวๆ ส่ายหัวช้าๆ ยิ้มเล็กๆให้กับตัวเอง
รำพึงอยู่ในใจว่า
"เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก
คิดอย่างเด็ก หาเหตุผลอย่างเด็ก..."
Showing posts with label myself. Show all posts
Showing posts with label myself. Show all posts
Sep 23, 2012
May 3, 2011
ถวิลหา
เมื่อวานนี้เป็นวันที่พีคมาก
จริงๆ แล้วก็สะสมมาได้ ๔-๕ วันแล้วล่ะ... หรืออาจจะเป็นเดือนก็ได้นะ
และก็อาจจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก ๒-๓ สัปดาห์ละมั้ง
ดีอย่างที่ว่าคราวนี้ อารมณ์ไม่ระเบิดออกให้คนข้างเคียงต้องเจ็บปวด
เพียงแต่อัดอั้น เป็นแรงกดดันอยู่ภายในตัวเองเท่านั้น
ช่วงเวลาแบบนี้ มักจะนึกถึงข้อพระคัมภีร์ข้อนึงอยู่เสมอๆ
“มิตรสหายก็มีความรักอยู่ทุกเวลา และพี่น้องก็เกิดมาเพื่อช่วยเหลือกันในวันทุกข์ยาก”
หยิบแฟ้มที่เก็บการ์ดและโน้ทหนุนใจขึ้นมาอ่าน
เรื่องราวและลายมือของผู้เขียน ชวนให้คนอ่านนึกย้อนถึงวันเวลาที่ล่วงผ่าน
คำขอบคุณ คำหนุนใจ คำเตือนสติ คำแซว แม้แต่คำอำลา...
นึกถึงหน้าตาท่าทางของคนเขียน รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ...
เหมือนดั่งว่าเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน
ทั้งที่ความจริง กระดาษบางแผ่น มีอายุร่วม ๑๐ ปี
หลายแผ่นเขียนจากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ชมรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย
หลายแผ่นเขียนจากพี่สาวอารมณ์ดี ผู้ที่ผมเคารพและสนิทมากคนนึง (ผมยังจำ บ่ายต่อดึก ของเจ๊ได้นะ)
บางแผ่นเขียนโดยพี่ชายที่ผมทำนิสัยแย่ๆ กับเขาไปหลายครั้ง
บางแผ่นตัดเก็บจากหนังสือ ที่อ่านแล้ว “โดน” ในช่วงนั้นๆ
หลายแผ่นเขียนจากน้องสาวคนนึงที่ผมรักมาก
และอีกหลายแผ่น เป็นคำขอบคุณจากต่างกรรมต่างวาระกัน
เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน...
หลายชิ้นเป็นโปสการ์ดที่เจ้าของเดินทางไปที่ต่างๆ แล้วนึกถึง
บางชิ้นเป็นภาพถ่ายที่ไม่มีตัวอักษรใดๆ มีเพียงสีหน้าและความรู้สึกที่อยู่ในนั้น
มีชิ้นหนึ่งเป็นเหมือนเศษกระดาษไหม้ไฟ ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง เป็นการ์ดวันเกิดย้อนหลังที่ผมอ่านแล้วซึ้งใจ
รวมถึงอีกหลายต่อหลายชิ้น ซึ่งต้องนับทุกชิ้นเป็นงานแฮนด์เมด
เพราะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว...
เจ้าของกระดาษหนุนใจเหล่านี้ บางคนยังสนิทกันอยู่ดี หลายคนก็ยังติดต่อได้อยู่
มีไม่น้อยที่ห่างเหินกันไปบ้าง ตามวัย ตามระยะทาง และภารกิจของชีวิตแต่ละคน
ซึ่งก็ยังดีกว่าอีกหลายคน ที่ผมเองนึกไม่ออกว่าจะได้เจอกันที่ไหนอีก...
แต่อย่างไรก็หวังว่า ทุกคนจะกำลังมีความสุขกับชีวิตของตัวเองดีอยู่นะ
นั่งอ่านแล้วก็มีกำลังใจขึ้นมา นึกถึงภาพหนึ่งในความทรงจำ
ที่พี่ประกิจร้องเพลง “กำลังใจ” ให้ฟัง
สำหรับทุกคนที่ผม tag มา และอีกหลายคนที่อ่านไทยไม่คล่องหรือผมไม่มีเฟซ
อยากบอกว่า “ขอบคุณมาก”
ขอบคุณมากสำหรับการระลึกถึง
ซึ่งครั้งหนึ่งได้แปรรูปส่งมาถึงยังมือของผมให้จับต้องได้
ไม่ว่าจะในรูปแบบของกระดาษโน้ท โพสการ์ด ภาพถ่าย หรือ จดหมาย
มันยังคงมีชีวิตอยู่ ผมเองได้เก็บรักษาทุกชิ้นไว้อย่างดี
ขอบคุณ สำหรับความเป็นมิตรสหายและความเป็นพี่น้องที่มีให้กัน...
อย่างน้อยครั้งหนึ่ง สิ่งที่ท่านได้มอบไว้ให้ วันนี้ ได้ช่วยให้ผม มีกำลังใจขึ้นมากทีเดียว
ขอบคุณจริงๆ ครับ
ขนมหวาน
ในรัชสมัยพระจักรพรรดิออกัสตัส (Augustus, ๖๓ ปีก่อนคริสต์ศักราช ค.ศ.๑๔) แห่งจักรวรรดิโรมัน ได้มีการจัดตั้งระบบการติดต่อทางไปรษณีย์ของทางการ (state post) ขึ้น มีการใช้ม้าในการส่งข่าวสาร มีการจัดตั้งสถานีที่พักสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่และม้า มีอาหารและที่พักพิงสำหรับเจ้าหน้าที่สื่อสาร และข้าราชบริพารที่เดินทางมาพักเรียกว่า โพซิตัส (positus) แปลว่าตั้งไว้หรือกำหนดไว้ เชื่อว่าเป็นที่มาของคำว่า “post” (การไปรษณีย์)
หลังจากที่ผู้คนหันไปใช้บริการอินเตอร์เน็ตกันอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้โลกของเราก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล ซึ่งพลิกโฉมวิถีชีวิตของผู้คนจากการเขียน (writing) ไปเป็น การพิมพ์ (typing) มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้โลกของเราจะก้าวล้ำไปด้วยเทคโนโลยีดิจิตอลอีกไกลแค่ไหน ผมก็ยังคิดว่า การเขียนด้วยกระดาษและดินสอ (หรือปากกา) ยังคงความคลาสสิคไว้ได้ดั่งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
จริงๆ แล้วก็สะสมมาได้ ๔-๕ วันแล้วล่ะ... หรืออาจจะเป็นเดือนก็ได้นะ
และก็อาจจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก ๒-๓ สัปดาห์ละมั้ง
ดีอย่างที่ว่าคราวนี้ อารมณ์ไม่ระเบิดออกให้คนข้างเคียงต้องเจ็บปวด
เพียงแต่อัดอั้น เป็นแรงกดดันอยู่ภายในตัวเองเท่านั้น
ช่วงเวลาแบบนี้ มักจะนึกถึงข้อพระคัมภีร์ข้อนึงอยู่เสมอๆ
“มิตรสหายก็มีความรักอยู่ทุกเวลา และพี่น้องก็เกิดมาเพื่อช่วยเหลือกันในวันทุกข์ยาก”
หยิบแฟ้มที่เก็บการ์ดและโน้ทหนุนใจขึ้นมาอ่าน
เรื่องราวและลายมือของผู้เขียน ชวนให้คนอ่านนึกย้อนถึงวันเวลาที่ล่วงผ่าน
คำขอบคุณ คำหนุนใจ คำเตือนสติ คำแซว แม้แต่คำอำลา...
นึกถึงหน้าตาท่าทางของคนเขียน รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ...
เหมือนดั่งว่าเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน
ทั้งที่ความจริง กระดาษบางแผ่น มีอายุร่วม ๑๐ ปี
หลายแผ่นเขียนจากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ชมรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย
หลายแผ่นเขียนจากพี่สาวอารมณ์ดี ผู้ที่ผมเคารพและสนิทมากคนนึง (ผมยังจำ บ่ายต่อดึก ของเจ๊ได้นะ)
บางแผ่นเขียนโดยพี่ชายที่ผมทำนิสัยแย่ๆ กับเขาไปหลายครั้ง
บางแผ่นตัดเก็บจากหนังสือ ที่อ่านแล้ว “โดน” ในช่วงนั้นๆ
หลายแผ่นเขียนจากน้องสาวคนนึงที่ผมรักมาก
และอีกหลายแผ่น เป็นคำขอบคุณจากต่างกรรมต่างวาระกัน
เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน...
หลายชิ้นเป็นโปสการ์ดที่เจ้าของเดินทางไปที่ต่างๆ แล้วนึกถึง
บางชิ้นเป็นภาพถ่ายที่ไม่มีตัวอักษรใดๆ มีเพียงสีหน้าและความรู้สึกที่อยู่ในนั้น
มีชิ้นหนึ่งเป็นเหมือนเศษกระดาษไหม้ไฟ ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง เป็นการ์ดวันเกิดย้อนหลังที่ผมอ่านแล้วซึ้งใจ
รวมถึงอีกหลายต่อหลายชิ้น ซึ่งต้องนับทุกชิ้นเป็นงานแฮนด์เมด
เพราะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว...
เจ้าของกระดาษหนุนใจเหล่านี้ บางคนยังสนิทกันอยู่ดี หลายคนก็ยังติดต่อได้อยู่
มีไม่น้อยที่ห่างเหินกันไปบ้าง ตามวัย ตามระยะทาง และภารกิจของชีวิตแต่ละคน
ซึ่งก็ยังดีกว่าอีกหลายคน ที่ผมเองนึกไม่ออกว่าจะได้เจอกันที่ไหนอีก...
แต่อย่างไรก็หวังว่า ทุกคนจะกำลังมีความสุขกับชีวิตของตัวเองดีอยู่นะ
นั่งอ่านแล้วก็มีกำลังใจขึ้นมา นึกถึงภาพหนึ่งในความทรงจำ
ที่พี่ประกิจร้องเพลง “กำลังใจ” ให้ฟัง
สำหรับทุกคนที่ผม tag มา และอีกหลายคนที่อ่านไทยไม่คล่องหรือผมไม่มีเฟซ
อยากบอกว่า “ขอบคุณมาก”
ขอบคุณมากสำหรับการระลึกถึง
ซึ่งครั้งหนึ่งได้แปรรูปส่งมาถึงยังมือของผมให้จับต้องได้
ไม่ว่าจะในรูปแบบของกระดาษโน้ท โพสการ์ด ภาพถ่าย หรือ จดหมาย
มันยังคงมีชีวิตอยู่ ผมเองได้เก็บรักษาทุกชิ้นไว้อย่างดี
ขอบคุณ สำหรับความเป็นมิตรสหายและความเป็นพี่น้องที่มีให้กัน...
อย่างน้อยครั้งหนึ่ง สิ่งที่ท่านได้มอบไว้ให้ วันนี้ ได้ช่วยให้ผม มีกำลังใจขึ้นมากทีเดียว
ขอบคุณจริงๆ ครับ
ขนมหวาน
ในรัชสมัยพระจักรพรรดิออกัสตัส (Augustus, ๖๓ ปีก่อนคริสต์ศักราช ค.ศ.๑๔) แห่งจักรวรรดิโรมัน ได้มีการจัดตั้งระบบการติดต่อทางไปรษณีย์ของทางการ (state post) ขึ้น มีการใช้ม้าในการส่งข่าวสาร มีการจัดตั้งสถานีที่พักสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่และม้า มีอาหารและที่พักพิงสำหรับเจ้าหน้าที่สื่อสาร และข้าราชบริพารที่เดินทางมาพักเรียกว่า โพซิตัส (positus) แปลว่าตั้งไว้หรือกำหนดไว้ เชื่อว่าเป็นที่มาของคำว่า “post” (การไปรษณีย์)
หลังจากที่ผู้คนหันไปใช้บริการอินเตอร์เน็ตกันอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้โลกของเราก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล ซึ่งพลิกโฉมวิถีชีวิตของผู้คนจากการเขียน (writing) ไปเป็น การพิมพ์ (typing) มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้โลกของเราจะก้าวล้ำไปด้วยเทคโนโลยีดิจิตอลอีกไกลแค่ไหน ผมก็ยังคิดว่า การเขียนด้วยกระดาษและดินสอ (หรือปากกา) ยังคงความคลาสสิคไว้ได้ดั่งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
Sep 7, 2010
มันเป็น ปัญหา แต่มันไม่ใช่ อุปสรรค
วันนี้ แม่กับพ่อมาหาหมอที่โรงพยาบาลตำรวจ
ครั้งที่แล้ว หมอให้แม่ตรวจเลือด กับมวลกระดูกมาจากตราด
ปรากฎว่า แม่ไม่ได้ตรวจมวลกระดูกมา
ทำยังไงล่ะทีนี้...
ตอนแรกผมทำใจรับสภาพ แล้วคิดว่ากลับตราดแล้ว ค่อยให้แม่ไปตรวจ
ผมมาซื้อยาครั้งหน้า ค่อยเอามาให้หมอดูละกัน
แต่
อีกใจนึง ไหนๆก็มาแล้ว ก็อยากให้หมอดูให้เสร็จๆไป
ระหว่างที่แม่นั่งรอหมออยู่ ส่วนพ่อนั่งรอพยาบาลเรียกตรวจเบื้องต้น
ผมเดินไปถามพยาบาลว่า เขาตรวจมวลกระดูกกันที่ไหน
ผมเดินข้ามตึกไปถามเรื่องการวัดมวลกระดูก
"เราตรวจเฉพาะตอนบ่ายค่ะ"
"ขอโทษนะครับ พอจะช่วยอะไรได้บ้างไหมครับ คือแม่ผม..." ผมก็เล่าให้พยาบาลที่แผนกนั้นฟังอย่างคร่าวๆ
"น้อง ช่วยทำเคสให้คุณแม่หมอได้ไหม (แม่หมอ หมอไหน?)" พยาบาลเอ่ยเสียงเจื้อยแจ้วไปตามสายโทรศัพท์
"ขอเบอร์ติดต่อหมอด้วยนะคะ คุณหมออยู่แผนกไหนคะเนี่ย" สรุปว่า เธอคิดว่าผมเป็นหมอครับ
ผมช่วยแม่เปลี่ยนกางเกงมาใส่ผ้าถุง (นึกภาพผู้หญิงขี้กลัว ที่ขาข้างนึงเป็นอัมพฤกษ์ ใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ที่แถบกาวใช้ไม่ได้ คุณเอ้ย มันทุลักทุเลเกินจะกล่าว) พยาบาลเรียกอยู่นานกว่าจะเปลี่ยนกันเสร็จ
ในที่สุด แม่ก็ได้ตรวจมวลกระดูก แต่ต้องรอผลซักครู่ใหญ่ และที่สำคัญ "ผมปวดขี้"
ผมตัดสินใจพาแม่มาถึงหน้าห้องตรวจ พ่อยังนั่งจุ้มปุ้กอยู่ พยาบาลยังไม่ได้เรียกพ่อ
มันนานเกินไปแล้ว
ผมเดินไปถามพยาบาล
"รบกวนรอเรียกก่อนนะคะ (พยาบาลเหลือบตาไปเห็นใบนัดของพ่อผมในตะกร้า) อ่ะ 7โมง15... รอสักครู่นะคะ จะตามให้ค่ะ"
ปรากฎว่า แฟ้มประวัติของพ่อถูกส่งไปอีกแผนกหนึ่ง
ผมเดินกลับไปเอาผลตรวจของแม่... ผลตรวจยังไม่เสร็จ
แต่ผมกำลังจะเสร็จ ถ้าไม่รีบวิ่งเข้าห้องน้ำให้ทัน
ผมเดินออกจากห้องน้ำด้วยความสุข พร้อมๆกับยิ้มหวานของพยาบาล ที่ถือผลการตรวจของแม่อยู่ในมือ
เดินข้ามตึกกลับไปถึงห้องตรวจแรก แฟ้มพ่อเพิ่งจะมาพอดี พร้อมๆกับที่คุณหมอเดินเข้าห้องตรวจ
ระหว่างที่รอคุณหมอ นั่นคือโอกาสให้ผมได้พูดคุยกับพ่อในหลายๆเรื่อง
จนถึงคิวตรวจของแม่
ผมนึกในใจว่าอยากให้ตรวจพ่อไปต่อจากแม่เลย แต่จากกองแฟ้มกองใหญ่นั่น จะเอาแฟ้มพ่อออกมาอย่างไร
จะให้หมอหยิบก็เกรงว่า เวลาที่หมอใช้ จะเป็นค่าเสียโอกาสที่สูงเกินไป ครั้นผมจะรื้อหาเองก็ดูแปลกๆ
ผมต้องการตัวช่วย...
"ขอโทษนะคะ" พยาบาลเอาแฟ้มของคนไข้มาเพิ่มความสุขให้คุณหมอ
มุขเดิมครับ ด้วยคำอธิบายสั้น 2-3 ประโยค ตัวช่วยที่ถูกส่งมาให้ผม ก็หยิบแฟ้มของพ่อมาวางไว้ให้อย่างง่ายดาย
ตอนที่หมอตรวจแม่ สีหน้าหมอยิ้มแย้มมีความสุขมาก
แต่ทันทีที่คุณหมอดูฟิล์มและซักถามอาการของพ่อแล้ว สีหน้าหมอเปลี่ยนไปชัดเจนมาก
หมอให้พ่อไปทำการ x-ray เพิ่มเติม และทำ MRI รวมทั้งไปทำปลอกคอใส่ "ทันที"
งานเข้าละครับ เพราะตอนแรก ตามแผน คือ พ่อกับแม่ จะกลับประมาณเที่ยง เพื่อให้ถึงบ้านไม่ดึกเกินไป ที่สำคัญ วันนี้คุณลุงที่ขับรถมาส่ง จะมีประชุมตอน 1 ทุ่ม
ผมไปทำการนัดครั้งต่อไป ส่งใบสั่งยา ตามปกติ
พ่อกับแม่ไปไหนหว่า... ไม่เป็นไร ก็เลยเดินไปตึกที่เมื่อเช้าเพิ่งจะพาแม่ไป
เจอกับป้ายพักเที่ยงตั้งหราเด่นอยู่ พร้อมกับคำพยักเพยิดของคนที่ยืนอยู่ก่อน "เขาพักเที่ยงน้อง ต้องรอบ่ายโมง"
ไม่มีซะล่ะ "ขอโทษนะครับ..." ทำให้ผมรู้ว่า ผมต้องใช้เอกสารใบหนึ่งที่ติดอยู่กับใบสั่งยา ในการติดต่อกับอีก 3 ตึกที่เหลือ
ทำไงล่ะทีนี้
หลังจากพาพ่อกับแม่ไปกินข้าว ผมไปติดต่อห้องยา เพื่อขอเอกสารใบนั้น
หลังจากคุยกันเข้าใจ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้เอกสารผม
แต่
ลัดคิวจ่ายยาให้ผมประมาณ 20 คิวทันที แจ๋วครับ
พาพ่อไปตึก x-ray ที่แรก ยังไม่ทันจะบ่ายโมงดี มีคนนั่งรอคิวอยู่ประมาณ 10 คน
"เอาใบใส่ตะกร้า แล้วนั่งรอเลยค่ะ" เจ้าหน้าที่บอก
ผมลองอธิบายสถานการณ์ให้เธอฟัง เธอหยิบป้ายพักเที่ยงลง แล้วบอกว่า "ให้คุณพ่อนั่งรอหน้าห้องเบอร์ 3 เลยค่ะ"
หลังจากนั้น ผมก็ไปติดต่ออีกสองที่ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง พอดีว่าหมอว่าง ไม่มีคิวนัด ผมก็เลยจองได้เรียบร้อย
ทุกอย่างผ่านไปได้เรียบร้อยดี แต่กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไป 4 โมงครึ่ง
เป็นอีกหนึ่งวันที่เหนื่อยมากๆ จริงๆ
ดูเหมือนเรื่องบังเอิญหลายๆเรื่องเกิดขึ้นนอกเหนือการคาดการณ์ของเรา
แต่มันก็ทำให้ชีวิตของเราเคลื่อนไปข้างหน้ามากขึ้น ทำให้เรากล้าหาญมากขึ้น คิดมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น รอบคอบมากขึ้น เชื่อในความกรุณาของเพื่อนมนุษย์มากขึ้น มีศรัทธามากขึ้น มีความรักมากขึ้น... ภาษาอังกฤษ เรียกสิ่งที่ช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าว่า "Problem"
ซึ่งต่างจาก "Obstruction" ที่คอยหยุดยั้งชีวิตของเราไม่ให้ก้าวต่อไปข้างหน้า ซึ่งส่วนมาก มักทำให้เราสบายกาย สบายใจ เห็นความจริงของโลกบิดเบือนไป และผูกมัดเราไว้ในเขตแดนสุขารมณ์ (Comfort Zone)
ถึงแม้ "ห้องส้วม" จะเป็นสถานที่ที่ช่วยให้เราปลดปล่อยความทุกข์ เดินออกมาทีไร หน้าตาสบายใจทุกที
แต่
คงไม่มีใครหรอกมั้ง ที่จะขังตัวเองอยู่ใน "สุขา" ตลอดเวลา
ครั้งที่แล้ว หมอให้แม่ตรวจเลือด กับมวลกระดูกมาจากตราด
ปรากฎว่า แม่ไม่ได้ตรวจมวลกระดูกมา
ทำยังไงล่ะทีนี้...
ตอนแรกผมทำใจรับสภาพ แล้วคิดว่ากลับตราดแล้ว ค่อยให้แม่ไปตรวจ
ผมมาซื้อยาครั้งหน้า ค่อยเอามาให้หมอดูละกัน
แต่
อีกใจนึง ไหนๆก็มาแล้ว ก็อยากให้หมอดูให้เสร็จๆไป
ระหว่างที่แม่นั่งรอหมออยู่ ส่วนพ่อนั่งรอพยาบาลเรียกตรวจเบื้องต้น
ผมเดินไปถามพยาบาลว่า เขาตรวจมวลกระดูกกันที่ไหน
ผมเดินข้ามตึกไปถามเรื่องการวัดมวลกระดูก
"เราตรวจเฉพาะตอนบ่ายค่ะ"
"ขอโทษนะครับ พอจะช่วยอะไรได้บ้างไหมครับ คือแม่ผม..." ผมก็เล่าให้พยาบาลที่แผนกนั้นฟังอย่างคร่าวๆ
"น้อง ช่วยทำเคสให้คุณแม่หมอได้ไหม (แม่หมอ หมอไหน?)" พยาบาลเอ่ยเสียงเจื้อยแจ้วไปตามสายโทรศัพท์
"ขอเบอร์ติดต่อหมอด้วยนะคะ คุณหมออยู่แผนกไหนคะเนี่ย" สรุปว่า เธอคิดว่าผมเป็นหมอครับ
ผมช่วยแม่เปลี่ยนกางเกงมาใส่ผ้าถุง (นึกภาพผู้หญิงขี้กลัว ที่ขาข้างนึงเป็นอัมพฤกษ์ ใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ที่แถบกาวใช้ไม่ได้ คุณเอ้ย มันทุลักทุเลเกินจะกล่าว) พยาบาลเรียกอยู่นานกว่าจะเปลี่ยนกันเสร็จ
ในที่สุด แม่ก็ได้ตรวจมวลกระดูก แต่ต้องรอผลซักครู่ใหญ่ และที่สำคัญ "ผมปวดขี้"
ผมตัดสินใจพาแม่มาถึงหน้าห้องตรวจ พ่อยังนั่งจุ้มปุ้กอยู่ พยาบาลยังไม่ได้เรียกพ่อ
มันนานเกินไปแล้ว
ผมเดินไปถามพยาบาล
"รบกวนรอเรียกก่อนนะคะ (พยาบาลเหลือบตาไปเห็นใบนัดของพ่อผมในตะกร้า) อ่ะ 7โมง15... รอสักครู่นะคะ จะตามให้ค่ะ"
ปรากฎว่า แฟ้มประวัติของพ่อถูกส่งไปอีกแผนกหนึ่ง
ผมเดินกลับไปเอาผลตรวจของแม่... ผลตรวจยังไม่เสร็จ
แต่ผมกำลังจะเสร็จ ถ้าไม่รีบวิ่งเข้าห้องน้ำให้ทัน
ผมเดินออกจากห้องน้ำด้วยความสุข พร้อมๆกับยิ้มหวานของพยาบาล ที่ถือผลการตรวจของแม่อยู่ในมือ
เดินข้ามตึกกลับไปถึงห้องตรวจแรก แฟ้มพ่อเพิ่งจะมาพอดี พร้อมๆกับที่คุณหมอเดินเข้าห้องตรวจ
ระหว่างที่รอคุณหมอ นั่นคือโอกาสให้ผมได้พูดคุยกับพ่อในหลายๆเรื่อง
จนถึงคิวตรวจของแม่
ผมนึกในใจว่าอยากให้ตรวจพ่อไปต่อจากแม่เลย แต่จากกองแฟ้มกองใหญ่นั่น จะเอาแฟ้มพ่อออกมาอย่างไร
จะให้หมอหยิบก็เกรงว่า เวลาที่หมอใช้ จะเป็นค่าเสียโอกาสที่สูงเกินไป ครั้นผมจะรื้อหาเองก็ดูแปลกๆ
ผมต้องการตัวช่วย...
"ขอโทษนะคะ" พยาบาลเอาแฟ้มของคนไข้มาเพิ่มความสุขให้คุณหมอ
มุขเดิมครับ ด้วยคำอธิบายสั้น 2-3 ประโยค ตัวช่วยที่ถูกส่งมาให้ผม ก็หยิบแฟ้มของพ่อมาวางไว้ให้อย่างง่ายดาย
ตอนที่หมอตรวจแม่ สีหน้าหมอยิ้มแย้มมีความสุขมาก
แต่ทันทีที่คุณหมอดูฟิล์มและซักถามอาการของพ่อแล้ว สีหน้าหมอเปลี่ยนไปชัดเจนมาก
หมอให้พ่อไปทำการ x-ray เพิ่มเติม และทำ MRI รวมทั้งไปทำปลอกคอใส่ "ทันที"
งานเข้าละครับ เพราะตอนแรก ตามแผน คือ พ่อกับแม่ จะกลับประมาณเที่ยง เพื่อให้ถึงบ้านไม่ดึกเกินไป ที่สำคัญ วันนี้คุณลุงที่ขับรถมาส่ง จะมีประชุมตอน 1 ทุ่ม
ผมไปทำการนัดครั้งต่อไป ส่งใบสั่งยา ตามปกติ
พ่อกับแม่ไปไหนหว่า... ไม่เป็นไร ก็เลยเดินไปตึกที่เมื่อเช้าเพิ่งจะพาแม่ไป
เจอกับป้ายพักเที่ยงตั้งหราเด่นอยู่ พร้อมกับคำพยักเพยิดของคนที่ยืนอยู่ก่อน "เขาพักเที่ยงน้อง ต้องรอบ่ายโมง"
ไม่มีซะล่ะ "ขอโทษนะครับ..." ทำให้ผมรู้ว่า ผมต้องใช้เอกสารใบหนึ่งที่ติดอยู่กับใบสั่งยา ในการติดต่อกับอีก 3 ตึกที่เหลือ
ทำไงล่ะทีนี้
หลังจากพาพ่อกับแม่ไปกินข้าว ผมไปติดต่อห้องยา เพื่อขอเอกสารใบนั้น
หลังจากคุยกันเข้าใจ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้เอกสารผม
แต่
ลัดคิวจ่ายยาให้ผมประมาณ 20 คิวทันที แจ๋วครับ
พาพ่อไปตึก x-ray ที่แรก ยังไม่ทันจะบ่ายโมงดี มีคนนั่งรอคิวอยู่ประมาณ 10 คน
"เอาใบใส่ตะกร้า แล้วนั่งรอเลยค่ะ" เจ้าหน้าที่บอก
ผมลองอธิบายสถานการณ์ให้เธอฟัง เธอหยิบป้ายพักเที่ยงลง แล้วบอกว่า "ให้คุณพ่อนั่งรอหน้าห้องเบอร์ 3 เลยค่ะ"
หลังจากนั้น ผมก็ไปติดต่ออีกสองที่ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง พอดีว่าหมอว่าง ไม่มีคิวนัด ผมก็เลยจองได้เรียบร้อย
ทุกอย่างผ่านไปได้เรียบร้อยดี แต่กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไป 4 โมงครึ่ง
เป็นอีกหนึ่งวันที่เหนื่อยมากๆ จริงๆ
ดูเหมือนเรื่องบังเอิญหลายๆเรื่องเกิดขึ้นนอกเหนือการคาดการณ์ของเรา
แต่มันก็ทำให้ชีวิตของเราเคลื่อนไปข้างหน้ามากขึ้น ทำให้เรากล้าหาญมากขึ้น คิดมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น รอบคอบมากขึ้น เชื่อในความกรุณาของเพื่อนมนุษย์มากขึ้น มีศรัทธามากขึ้น มีความรักมากขึ้น... ภาษาอังกฤษ เรียกสิ่งที่ช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าว่า "Problem"
ซึ่งต่างจาก "Obstruction" ที่คอยหยุดยั้งชีวิตของเราไม่ให้ก้าวต่อไปข้างหน้า ซึ่งส่วนมาก มักทำให้เราสบายกาย สบายใจ เห็นความจริงของโลกบิดเบือนไป และผูกมัดเราไว้ในเขตแดนสุขารมณ์ (Comfort Zone)
ถึงแม้ "ห้องส้วม" จะเป็นสถานที่ที่ช่วยให้เราปลดปล่อยความทุกข์ เดินออกมาทีไร หน้าตาสบายใจทุกที
แต่
คงไม่มีใครหรอกมั้ง ที่จะขังตัวเองอยู่ใน "สุขา" ตลอดเวลา
Jul 30, 2010
นักลงทุน
(บทความนี้ เขียนเมื่อ 28 พ.ค. 2010)
หลังจากเหตุการณ์ไม่สงบผ่านพ้นไป เรื่องราวต่างๆ ที่เลวร้ายก็ (น่าจะ) ผ่านพ้นไป
ตั้งแต่ตลาดหุ้นเปิดทำการจนถึงวันนี้ นักลงทุนต่างประเทศยังคงเทขายไม่หยุด
แม้จะมีแรงซื้อคืนมาบ้างจากนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อยภายในประเทศ
แต่ภาพรวมของตลาดก็ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์ โดยเฉพาะทีมข่าวของหนังสือพิมพ์หลายแห่ง
ต่างจรดปากกาไปในทิศทางเดียวกันว่า
เป็นเพราะต่างชาติขาดความมั่นใจในการเมืองไทย เป็นเพราะรัฐบาลยังคงมาตรการเคอร์ฟิวส์
เสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยเพียงตัวเดียว ที่ส่งผลอย่างมีน้ำหนักต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเมืองไทย
ในมุมมองของคนไทยคนหนึ่ง
ถ้าเชื่อตามข่าวข้างต้น ผมคิดว่าเป็นการกระทำของต่างชาติที่เห็นแก่ตัวมาก
โดยเฉพาะถ้าดูหุ้นรายตัวที่โดนเทขายทิ้งอย่างมาก
ก็คือ บริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบในครั้งนี้
เช่น เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และ ไทยทีวีสีช่อง 3 (TV3)
ทั้งที่จริง เวลาเช่นนี้ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งต้องเร่งระดมทุนเพื่อฟื้นฟูกิจการ
เป็นเวลาที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เป็นเวลาที่ต้องการทั้งกำลังเงินและกำลังใจ
แต่ปรากฎว่า คนที่เคยร่วมเป็นหุ้นส่วน กลับทิ้งสภาพความเป็นเจ้าของไปเสียนี่
แต่หากมองมุมกลับในมุมของนักลงทุน ไม่ว่าจะรายใหญ่ รายย่อย หรือสถาบัน
เป้าหมายเบื้องต้น คือ การสร้างกำไรต่อหน่วยลงทุนให้สูงที่สุด
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่เราเห็นพฤติกรรมการเทขายหุ้นของกลุ่มทุนต่างๆ
พวกเขาเล่นตามกติกาของตลาด กติกาของโลกเสรีประชาธิปไตยนิยมทุน
กติตกาสากลของโลกยุคปัจจุบันที่เขา คุณ และผม (ถูกยัดเยียดให้เล่นตาม) กำลังอาศัยอยู่
ซึ่งถ้าว่ากันตามกรอบกติกานี้ ก็คงเข้าใจได้ไม่ยากกับพฤติกรรมของกองทุนต่างชาติเหล่านั้น
(ถ้ายังจำกันได้ ช่วงต้นปีที่ผ่านมา
ประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนศาลฯ ประกาศคำพิพากษาคดียึดทรัพย์นักการเมืองคนหนึ่ง
ADVANCE ได้ประกาศปันผลงวดพิเศษให้ผู้ถือหุ้นเพิ่มเติมจากปันผลปกติ (พูดภาษาชาวบ้านง่ายๆ นะ)
ทำให้ กลุ่มทุนต่างชาติที่เพิ่งถือหุ้นมาได้ประมาณ 2 ปีกว่า คืนทุนเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่กำไรสะสม ลดลงเหลือประมาณ 10% กว่า (ถ้าจำตัวเลขไม่ผิดนะ)
ซึ่งโดยปกติ เวลาบริษัทจะลงทุนเพิ่ม เขาก็จะใช้กำไรสะสม หรือ กู้ธนาคาร หรือ ออกหุ้นกู้
ตามแต่สถานะทางการเงินของตัวเอง และการคาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจในอนาคต)
ในความเห็นส่วนตัวผม ผมไม่ค่อยเชื่อหนังสือพิมพ์เท่าไหร่นะ
ว่าปัจจัยที่ส่งผลจะมีแค่เรื่องเสถียรภาพทางการเมืองของไทยเท่านั้น
โลกทุกวันนี้มันแบนลงมาก
ผมยังคงมองว่า สภาพทางเศรษฐกิจที่อ่อนไหว
สามารถสร้างผลกระทบต่อเนื่อง ให้เกิดวิกฤตเลวร้ายทั่วทั้งโลกได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
หากเกิดวิกฤติจากจุดใดจุดหนึ่งของระบบการเงินโลก
อย่าลืมว่าเรามีเชื้อประทุอยู่ทั้งที่อเมริกา ยุโรป
และจีน (ซึ่งมีเงินสำรอง 80%อยู่ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ)
การใช้ชีวิตบนโลกนับจากนี้ไป จะอาศัยข้อมูลจากอดีตและปัจจุบัน
รวมทั้งประสบการณ์ เอามาร่วมวิเคราะห์ เท่านั้นคงไม่พอ
โลกเปลี่ยนแปลงเร็วเกินกว่าจะใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ
เพื่อแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่กำลังและจะเกิดขึ้น
(คงจำเรื่อง Black swan theory ที่ผมเคยเขียนได้นะครับ)
มีคำขวัญหนึ่งกล่าวว่า “ชีวิตคือการลงทุน”
ผมไม่รู้ว่ามันจริงมากน้อยเพียงใด
แต่ก็เชื่อว่า “ส่วนหนึ่ง” ของชีวิต คือ การลงทุนจริงๆ
พอเริ่มนั่งคิดว่า ชีวิตคือการลงทุนขึ้นมาจริงๆ
ฟังดูเหมือนชีวิตนี้มีแต่เรื่องผลประโยชน์
จะคบใคร จะทำอะไร ดูมันเป็นเรื่องที่ต้องคิดคำนวณ ดูความคุ้มค่า ดูผลประโยชน์ที่จะได้รับ
ว่ามันมากที่สุด สูงที่สุดหรือเปล่า
ซึ่งผมคิดว่า คำพูดทำนองนี้
มาจากแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เรื่อง อรรถประโยชน์สูงสุด (Maximize utility)
ก็คงไม่แปลกถ้าจะใช้คิดกับเรื่องการลงทุน แต่คงแปลกๆ ถ้าใช้คิดกับเรื่องการใช้ชีวิต
เคยคุยเล่นๆ กับเพื่อนสนิทว่า มีเมียเป็นการลงทุน มีลูกเป็นค่าใช้จ่าย...
แม้จะมองว่าเป็นการลงทุนเหมือนกัน ในแง่ลักษณะการเลือกลงทุน
ที่เราเลือกลงทุนแบบเน้นคุณค่า(Value investment)
เน้นลงทุนในหุ้นที่เรารู้จักดี มีพื้นฐานดี อยู่ในธุรกิจที่ดี ผู้บริหารดี
และเราเชื่อว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีและยั่งยืนให้เราได้ชั่วลูกหลาน (555 อันนี้เว่อร์ไปละ)
ไม่ได้มองแค่ผิวเผิน เพียงเก็งกำไรระยะสั้น หรือเล่นตามตลาดเหมือนหลายคนทำกัน
แต่ก็ยังมีมุมมองที่ต่างกันบ้าง
ตรงที่การลงทุนทางธุรกิจ หรือเป็นหุ้นส่วนธุรกิจนั้น
มี “กำไรสูงสุด” เป็นเป้าหมาย ถ้าหุ้นที่ถืออยู่ไม่ตอบโจทย์ ก็ต้องเปลี่ยน
ต้องยอมขายขาดทุนในบางครั้ง
ในขณะที่อีกอย่างนั้น มันเป็นคำตอบในตัวของมันเอง
มันเป็นความผูกพันของชีวิต เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลง
เคยฝันอยากเป็นนักกลยุทธ์ธุรกิจและที่ปรึกษาทางการลงทุน
(ตอนนี้ก็ยังอยากอยู่นะ)
แต่คงต้องฝึกฝนสมองและหัวใจอีกมากๆ
ตอนนี้ก็ค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ
ก่อนจะเริ่มต้นก้าวสู่การเป็น “นักลงทุน” ตัวจริงต่อไป
หลังจากเหตุการณ์ไม่สงบผ่านพ้นไป เรื่องราวต่างๆ ที่เลวร้ายก็ (น่าจะ) ผ่านพ้นไป
ตั้งแต่ตลาดหุ้นเปิดทำการจนถึงวันนี้ นักลงทุนต่างประเทศยังคงเทขายไม่หยุด
แม้จะมีแรงซื้อคืนมาบ้างจากนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อยภายในประเทศ
แต่ภาพรวมของตลาดก็ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์ โดยเฉพาะทีมข่าวของหนังสือพิมพ์หลายแห่ง
ต่างจรดปากกาไปในทิศทางเดียวกันว่า
เป็นเพราะต่างชาติขาดความมั่นใจในการเมืองไทย เป็นเพราะรัฐบาลยังคงมาตรการเคอร์ฟิวส์
เสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยเพียงตัวเดียว ที่ส่งผลอย่างมีน้ำหนักต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเมืองไทย
ในมุมมองของคนไทยคนหนึ่ง
ถ้าเชื่อตามข่าวข้างต้น ผมคิดว่าเป็นการกระทำของต่างชาติที่เห็นแก่ตัวมาก
โดยเฉพาะถ้าดูหุ้นรายตัวที่โดนเทขายทิ้งอย่างมาก
ก็คือ บริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบในครั้งนี้
เช่น เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และ ไทยทีวีสีช่อง 3 (TV3)
ทั้งที่จริง เวลาเช่นนี้ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งต้องเร่งระดมทุนเพื่อฟื้นฟูกิจการ
เป็นเวลาที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เป็นเวลาที่ต้องการทั้งกำลังเงินและกำลังใจ
แต่ปรากฎว่า คนที่เคยร่วมเป็นหุ้นส่วน กลับทิ้งสภาพความเป็นเจ้าของไปเสียนี่
แต่หากมองมุมกลับในมุมของนักลงทุน ไม่ว่าจะรายใหญ่ รายย่อย หรือสถาบัน
เป้าหมายเบื้องต้น คือ การสร้างกำไรต่อหน่วยลงทุนให้สูงที่สุด
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่เราเห็นพฤติกรรมการเทขายหุ้นของกลุ่มทุนต่างๆ
พวกเขาเล่นตามกติกาของตลาด กติกาของโลกเสรีประชาธิปไตยนิยมทุน
กติตกาสากลของโลกยุคปัจจุบันที่เขา คุณ และผม (ถูกยัดเยียดให้เล่นตาม) กำลังอาศัยอยู่
ซึ่งถ้าว่ากันตามกรอบกติกานี้ ก็คงเข้าใจได้ไม่ยากกับพฤติกรรมของกองทุนต่างชาติเหล่านั้น
(ถ้ายังจำกันได้ ช่วงต้นปีที่ผ่านมา
ประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนศาลฯ ประกาศคำพิพากษาคดียึดทรัพย์นักการเมืองคนหนึ่ง
ADVANCE ได้ประกาศปันผลงวดพิเศษให้ผู้ถือหุ้นเพิ่มเติมจากปันผลปกติ (พูดภาษาชาวบ้านง่ายๆ นะ)
ทำให้ กลุ่มทุนต่างชาติที่เพิ่งถือหุ้นมาได้ประมาณ 2 ปีกว่า คืนทุนเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่กำไรสะสม ลดลงเหลือประมาณ 10% กว่า (ถ้าจำตัวเลขไม่ผิดนะ)
ซึ่งโดยปกติ เวลาบริษัทจะลงทุนเพิ่ม เขาก็จะใช้กำไรสะสม หรือ กู้ธนาคาร หรือ ออกหุ้นกู้
ตามแต่สถานะทางการเงินของตัวเอง และการคาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจในอนาคต)
ในความเห็นส่วนตัวผม ผมไม่ค่อยเชื่อหนังสือพิมพ์เท่าไหร่นะ
ว่าปัจจัยที่ส่งผลจะมีแค่เรื่องเสถียรภาพทางการเมืองของไทยเท่านั้น
โลกทุกวันนี้มันแบนลงมาก
ผมยังคงมองว่า สภาพทางเศรษฐกิจที่อ่อนไหว
สามารถสร้างผลกระทบต่อเนื่อง ให้เกิดวิกฤตเลวร้ายทั่วทั้งโลกได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
หากเกิดวิกฤติจากจุดใดจุดหนึ่งของระบบการเงินโลก
อย่าลืมว่าเรามีเชื้อประทุอยู่ทั้งที่อเมริกา ยุโรป
และจีน (ซึ่งมีเงินสำรอง 80%อยู่ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ)
การใช้ชีวิตบนโลกนับจากนี้ไป จะอาศัยข้อมูลจากอดีตและปัจจุบัน
รวมทั้งประสบการณ์ เอามาร่วมวิเคราะห์ เท่านั้นคงไม่พอ
โลกเปลี่ยนแปลงเร็วเกินกว่าจะใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ
เพื่อแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่กำลังและจะเกิดขึ้น
(คงจำเรื่อง Black swan theory ที่ผมเคยเขียนได้นะครับ)
มีคำขวัญหนึ่งกล่าวว่า “ชีวิตคือการลงทุน”
ผมไม่รู้ว่ามันจริงมากน้อยเพียงใด
แต่ก็เชื่อว่า “ส่วนหนึ่ง” ของชีวิต คือ การลงทุนจริงๆ
พอเริ่มนั่งคิดว่า ชีวิตคือการลงทุนขึ้นมาจริงๆ
ฟังดูเหมือนชีวิตนี้มีแต่เรื่องผลประโยชน์
จะคบใคร จะทำอะไร ดูมันเป็นเรื่องที่ต้องคิดคำนวณ ดูความคุ้มค่า ดูผลประโยชน์ที่จะได้รับ
ว่ามันมากที่สุด สูงที่สุดหรือเปล่า
ซึ่งผมคิดว่า คำพูดทำนองนี้
มาจากแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เรื่อง อรรถประโยชน์สูงสุด (Maximize utility)
ก็คงไม่แปลกถ้าจะใช้คิดกับเรื่องการลงทุน แต่คงแปลกๆ ถ้าใช้คิดกับเรื่องการใช้ชีวิต
เคยคุยเล่นๆ กับเพื่อนสนิทว่า มีเมียเป็นการลงทุน มีลูกเป็นค่าใช้จ่าย...
แม้จะมองว่าเป็นการลงทุนเหมือนกัน ในแง่ลักษณะการเลือกลงทุน
ที่เราเลือกลงทุนแบบเน้นคุณค่า(Value investment)
เน้นลงทุนในหุ้นที่เรารู้จักดี มีพื้นฐานดี อยู่ในธุรกิจที่ดี ผู้บริหารดี
และเราเชื่อว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีและยั่งยืนให้เราได้ชั่วลูกหลาน (555 อันนี้เว่อร์ไปละ)
ไม่ได้มองแค่ผิวเผิน เพียงเก็งกำไรระยะสั้น หรือเล่นตามตลาดเหมือนหลายคนทำกัน
แต่ก็ยังมีมุมมองที่ต่างกันบ้าง
ตรงที่การลงทุนทางธุรกิจ หรือเป็นหุ้นส่วนธุรกิจนั้น
มี “กำไรสูงสุด” เป็นเป้าหมาย ถ้าหุ้นที่ถืออยู่ไม่ตอบโจทย์ ก็ต้องเปลี่ยน
ต้องยอมขายขาดทุนในบางครั้ง
ในขณะที่อีกอย่างนั้น มันเป็นคำตอบในตัวของมันเอง
มันเป็นความผูกพันของชีวิต เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลง
เคยฝันอยากเป็นนักกลยุทธ์ธุรกิจและที่ปรึกษาทางการลงทุน
(ตอนนี้ก็ยังอยากอยู่นะ)
แต่คงต้องฝึกฝนสมองและหัวใจอีกมากๆ
ตอนนี้ก็ค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ
ก่อนจะเริ่มต้นก้าวสู่การเป็น “นักลงทุน” ตัวจริงต่อไป
May 15, 2010
เผชิญหน้า (1)
แม่เคยบอกว่า ผมเหมือน แมงป่อง ใครเข้ามายุ่งไม่ได้ โดยต่อยทันที...
เวลาที่เถียงแม่ แม่มักพูดว่า เอ็งไม่รู้หรอก วันนึงมีลูก เอ็งจะเข้าใจ
เวลาเถียงพ่อ พ่อมักพูดว่า ถ้าเป็นคนอื่น กรูไม่พูดแล้ว กรูเหนื่อย แต่เมิงเป็นลูก กรูเห็นอะไรไม่ถูกไม่ดี ก็ต้องว่า ต้องเตือน ฟังกันบ้าง ถ้าเป็นคนอื่น เขาไม่พูดไม่เตือนเมิงแล้ว...
อวดดีมาตลอดว่าเข้าใจสิ่งที่พ่อกับแม่พูด
แต่เพิ่งจะเข้าใจคำว่า รัก มากขึ้นก็วันนี้เอง
เข้าใจว่าทำไม รัก ถึงอดทนนาน ทำสิ่งดีๆให้ ไม่ยินดีในการประพฤติผิด และยอมรับทุกอย่าง
เมื่อไม่กี่วันนี้ เพิ่งได้รับรู้มุมมองของคนอื่นที่มีต่อตัวผมเอง ความคิดเห็นเรื่องตัวผมที่เขาพูดคุยกัน เรื่องที่เขาคิดว่าจะบอกผมซักวันหนึ่ง ที่ไม่ใช่วันนี้...
หลายความรู้สึก ทั้งบวกและลบ หลายความคิดที่ตามมา
แต่ให้คิดทั้งหมดคงไม่ไหว หนังสือก็วางอยู่ตรงหน้า อีก 3-4 วันก็จะสอบแล้ว
เอาเป็นว่า ตอนนี้ ขอดู fact ว่าที่เขาพูดมันจริงหรือเปล่าก่อนก็พอ ซึ่งจริง!!!
ยังไงก็ขอบคุณพระเจ้าที่ได้รู้ พระเจ้าคงรู้ว่า ตอนนี้ผมเริ่มยอมรับตัวเองได้มากขึ้นละมั้ง
ขอบคุณพระเจ้า ที่เขียนพระคัมภีร์ไว้เตือนเรา
ขอบคุณพ่อ แม่ พี่ เพื่อน น้อง และอีกหลายคน ที่รักผม
ขอบคุณที่เคยเตือนผม แม้ผมจะ "ไม่ได้ยิน" ก็ตาม...
สู้ต่อไป อาร์ทธ !!
เวลาที่เถียงแม่ แม่มักพูดว่า เอ็งไม่รู้หรอก วันนึงมีลูก เอ็งจะเข้าใจ
เวลาเถียงพ่อ พ่อมักพูดว่า ถ้าเป็นคนอื่น กรูไม่พูดแล้ว กรูเหนื่อย แต่เมิงเป็นลูก กรูเห็นอะไรไม่ถูกไม่ดี ก็ต้องว่า ต้องเตือน ฟังกันบ้าง ถ้าเป็นคนอื่น เขาไม่พูดไม่เตือนเมิงแล้ว...
อวดดีมาตลอดว่าเข้าใจสิ่งที่พ่อกับแม่พูด
แต่เพิ่งจะเข้าใจคำว่า รัก มากขึ้นก็วันนี้เอง
เข้าใจว่าทำไม รัก ถึงอดทนนาน ทำสิ่งดีๆให้ ไม่ยินดีในการประพฤติผิด และยอมรับทุกอย่าง
เมื่อไม่กี่วันนี้ เพิ่งได้รับรู้มุมมองของคนอื่นที่มีต่อตัวผมเอง ความคิดเห็นเรื่องตัวผมที่เขาพูดคุยกัน เรื่องที่เขาคิดว่าจะบอกผมซักวันหนึ่ง ที่ไม่ใช่วันนี้...
หลายความรู้สึก ทั้งบวกและลบ หลายความคิดที่ตามมา
แต่ให้คิดทั้งหมดคงไม่ไหว หนังสือก็วางอยู่ตรงหน้า อีก 3-4 วันก็จะสอบแล้ว
เอาเป็นว่า ตอนนี้ ขอดู fact ว่าที่เขาพูดมันจริงหรือเปล่าก่อนก็พอ ซึ่งจริง!!!
ยังไงก็ขอบคุณพระเจ้าที่ได้รู้ พระเจ้าคงรู้ว่า ตอนนี้ผมเริ่มยอมรับตัวเองได้มากขึ้นละมั้ง
ขอบคุณพระเจ้า ที่เขียนพระคัมภีร์ไว้เตือนเรา
ขอบคุณพ่อ แม่ พี่ เพื่อน น้อง และอีกหลายคน ที่รักผม
ขอบคุณที่เคยเตือนผม แม้ผมจะ "ไม่ได้ยิน" ก็ตาม...
สู้ต่อไป อาร์ทธ !!
May 5, 2010
Replay
ตอนนี้นั่งอยู่ห้องสมุดมารวยฯ
สถานที่เดิมๆ บรรยากาศที่คุ้นเคย ทำนองเพลง รักไม่ช่วยอะไร บรรเลงลอยแว่วมาตามลม
ย้ายกลับมาอยู่แถวคลองเตยได้เดือนนึงละ เร็วจริงๆ
กี่ปีแล้วนะที่ย้ายจากที่นี่ไป เป็นการเดินทางของชีวิตช่วงหนึ่ง ที่เหมือนกับหลับฝันไปแล้วตื่นขึ้นมาบนที่นอนเดิม
มีทั้งฝันดีกระฉูดสุดยอด และฝันร้ายชนิดผวาตื่นมาเพื่อพบว่าตัวเองยังคงกำลังฝันอยู่
หลายความคิด หลายความรู้สึก ประเดประดังกันเข้ามา ยังกับพวกมันได้กลับบ้านเก่า
บางที... บางทีนะ ชีวิตมันก็อาจจะไม่ได้สำคัญเท่ากับที่เรานึกคิดไว้ก็ได้มั้ง
ทุกอย่างมันก็เป็นเหตุเป็นผลของมันเอง และบางครั้ง เรื่องดีๆก็อาจเกิดขึ้นได้ โดยเป็นเหตุเป็นผลมาจากเรื่องอื่น
คนที่เพ้อเจ้อ มีความฝันแต่ไม่ลงมือทำ ปล่อยชีวิตล่องลอยหายใจทิ้งไปวันๆ ไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ความต้องการของตัวเอง
คนอย่างงี้ มันจะมีชีวิตสูงขึ้น ดีขึ้นทางเดียวได้อย่างไร หรือมันอาจจะจริงสำหรับคนอื่นก็ได้ แต่คงไม่จริงสำหรับผมตอนนี้ซะแล้ว
สุดท้าย มันก็ต้องกลับมาที่อะไรที่สามารถจับต้องได้ ไม่ใช่เพ้อฝัน ลมๆแล้งๆไปวันๆ
ไม่ได้โทษใคร นอกจากโทษตัวเอง ที่อ่อนด้อยเอง หลงเพ้อพบคิดและตีความเข้าข้างตัวเอง ต้องการความสนใจและการยอมรับจากคนอื่นรอบข้างเอง กลัวจะถูกปฏิเสธเอง เป็นห่วงคนอื่นไปเอง ทั้งหมดมันก็เป็นผลจากตัวเราเอง มันไม่ได้เกี่ยวว่าจะเชื่อพระเยซูหรือนับถือพระพุทธเจ้า ที่ชีวิตเรามันย่ำวนเวียนเป็นเด็กไม่รู้จักโต ก็เพราะเราไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจคนอื่น ไม่เข้าใจโลกนี้ ก็แค่นั้น รู้สึกว่าการใช้ชีวิตมันยาก อยู่กับคนอื่นมันยาก อยู่ในโลกนี้มันยาก... มันก็เป็นเรื่องธรรมดาป่ะ
มันไม่เกี่ยวกับใครหรืออะไรเลย ทั้งหมดมันเป็นเรื่องของตัว (มึง) เอง ไอ้ควายเอ้ย
...
เมื่อวานไปซื้อยาให้แม่เป็นคนไข้รายสุดท้าย มีคนไข้ไม่เยอะนัก ก็เลยนั่งคุยกับหมอสักพัก
หมอเล่าถึงพวกกลุ่มเสื้อแดงที่ชุมนุมอยู่ราชประสงค์ หมอจะมาทำงานก็ถูกรื้อค้นกระเป๋า
มีการกล่าวปราศรัยและร้องรำทำเพลงเสียงดังเป็นที่สนุกสนานของพวกเขา แต่เป็นที่รบกวนคนไข้อย่างที่สุด
วันดีคืนดี พวกมันก็โซโล่กลองชุดตอนตี 4 ไม่ใช่แค่เสียง แต่แรงขับกลองทำให้ผนังสั่น ห้องพักคนไข้สะเทือน
บางคนเอาน้ำสาดลงไป (สาดไม่โดนนะ แต่มันเห็น) พวกมันก็เดินขึ้นมาถึงห้องพัก จะมาเอาเรื่องให้ได้
หมอยังเล่าอีกว่า ที่ต่างจังหวัดเด็กนักเรียนตีกัน แล้วมาโรงพยาบาล เพื่อนหมออยากให้นอนดูอาการ แต่ครูไม่อยากเฝ้า ให้เด็กกลับหอ รุ่งเช้าเด็กตาย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น โดนกระทืบซ้ำ หรือเลือดคั่งในสมอง ไม่มีใครรู้ แต่ชาวบ้านพากันมาล้อมโรงพยาบาล บอกว่าหมอต้องรับผิดชอบ หมอก็อยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าหมอผิด แต่หมอเป็น แพะ ที่หาตัวง่ายที่สุด
ยังไม่รวมเรื่องการของบประมาณซื้อเครื่องมือแพทย์ รัฐบาลบอกไม่มีงบฯ แต่เอามาจ่าย 30 บาทรักษาทุกโรคให้คนไข้ใส่เครื่องเพชรขับเบนซ์ S class มารับยา ผ่านไป 4-5 ปี บอกมีงบแล้ว อนุมัติซื้อเครื่องได้ ซึ่งตกรุ่นไปแล้ว ตัวใหม่มันออกมาแล้ว ก็ต้องทนใช้กันไป เวลารักษาก็ทำได้ไม่เต็มที่ พอมีปัญหาขึ้นมา ก็ฟ้องหมอ ถ้าจะฟ้องหมอ น่าจะฟ้อง ผอ.โรงพยาบาล รมต.สาธารณสุข และนายกรัฐมนตรีด้วย (เฮ้อ...) หมอถอนใจหลังจากเล่ามายาว
หมอบอกอีกว่า เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครเรียนหมอกันแล้ว หรืออาจจะเรียนแต่ก็ออกไปทำงานอย่างอื่นกันเยอะ โดยเฉพาะหมอทางสมอง กับหมอสูตินารี เพราะเกิดอะไรขึ้นมา ซวยตลอด ญาติไม่เคยดูเลยว่า คนไข้ทำตามที่หมอแนะนำไหม อาการคนไข้ร่อแร่ขนาดไหน โดยเฉพาะคนไข้ทางสมอง ผ่ายังไงก็ไม่มีทางหาย มีแต่ทรงกับตาย ต่อให้ตั้งใจทำอย่างดีที่สุด สุดท้ายมันก็เป็นเรื่องของฟ้าลิขิต แค่นี้หมอก็รู้สึกแย่พอแล้วที่ช่วยคนไข้ไม่ได้ แต่นี่ยังมีญาติคนไข้อีก เขาไม่คิดอะไรอื่นเลย นอกจาก “เป็นเพราะหมอ” หมอผิด
คุณแม่คุณน่ะดีแล้ว เส้นเลือดในสมองแตก เนื่องจากเส้นเลือดโป่งพองน่ะ 10คน ตาย6 ที่เหลือพิการตลอดชีวิต ขอบคุณสวรรค์เถอะ ทำบุญเยอะๆนะ หมอทิ้งท้าย (แต่ถ้าไปถามแม่ แม่จะบอกว่า ทำไมถึงไม่ดีขึ้นสักทีนะ...)
มันก็จริงนะ ใครๆ ก็คิดเห็นมองโลกจากมุมมองตัวเองกันทั้งนั้น ใครๆก็ใช้ตัวเองเป็นมาตรฐาน ทุกคนต่างก็มีความต้องการของตัวเองกันทั้งนั้น คนเราต่างเอาประโยชน์และความพอใจของเราเป็นที่ตั้งกันทั้งนั้น.. ใครๆ ก็เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น
จริงๆหลังจากคุยกับหมอแล้ว ผมอยากจะถามหมอว่า แล้วทำไมหมอยังคงทำงานอยู่ตรงนี้ แต่คิดดูแล้ว ผมก็บอกหมอไปว่า “สู้ๆนะครับหมอ” หมอยิ้มให้ผมอย่างอารมณ์ดี...
เสียดาย ชีวิตไม่ใช่เกมส์ที่จะย้อนไปเล่นใหม่ได้ มีแต่ต้องเล่นต่อไปจนกว่าเวลาจะหมด แค่ต้องเปลี่ยนวิธีเล่น ก็แค่นั้น
สถานที่เดิมๆ บรรยากาศที่คุ้นเคย ทำนองเพลง รักไม่ช่วยอะไร บรรเลงลอยแว่วมาตามลม
ย้ายกลับมาอยู่แถวคลองเตยได้เดือนนึงละ เร็วจริงๆ
กี่ปีแล้วนะที่ย้ายจากที่นี่ไป เป็นการเดินทางของชีวิตช่วงหนึ่ง ที่เหมือนกับหลับฝันไปแล้วตื่นขึ้นมาบนที่นอนเดิม
มีทั้งฝันดีกระฉูดสุดยอด และฝันร้ายชนิดผวาตื่นมาเพื่อพบว่าตัวเองยังคงกำลังฝันอยู่
หลายความคิด หลายความรู้สึก ประเดประดังกันเข้ามา ยังกับพวกมันได้กลับบ้านเก่า
บางที... บางทีนะ ชีวิตมันก็อาจจะไม่ได้สำคัญเท่ากับที่เรานึกคิดไว้ก็ได้มั้ง
ทุกอย่างมันก็เป็นเหตุเป็นผลของมันเอง และบางครั้ง เรื่องดีๆก็อาจเกิดขึ้นได้ โดยเป็นเหตุเป็นผลมาจากเรื่องอื่น
คนที่เพ้อเจ้อ มีความฝันแต่ไม่ลงมือทำ ปล่อยชีวิตล่องลอยหายใจทิ้งไปวันๆ ไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ความต้องการของตัวเอง
คนอย่างงี้ มันจะมีชีวิตสูงขึ้น ดีขึ้นทางเดียวได้อย่างไร หรือมันอาจจะจริงสำหรับคนอื่นก็ได้ แต่คงไม่จริงสำหรับผมตอนนี้ซะแล้ว
สุดท้าย มันก็ต้องกลับมาที่อะไรที่สามารถจับต้องได้ ไม่ใช่เพ้อฝัน ลมๆแล้งๆไปวันๆ
ไม่ได้โทษใคร นอกจากโทษตัวเอง ที่อ่อนด้อยเอง หลงเพ้อพบคิดและตีความเข้าข้างตัวเอง ต้องการความสนใจและการยอมรับจากคนอื่นรอบข้างเอง กลัวจะถูกปฏิเสธเอง เป็นห่วงคนอื่นไปเอง ทั้งหมดมันก็เป็นผลจากตัวเราเอง มันไม่ได้เกี่ยวว่าจะเชื่อพระเยซูหรือนับถือพระพุทธเจ้า ที่ชีวิตเรามันย่ำวนเวียนเป็นเด็กไม่รู้จักโต ก็เพราะเราไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจคนอื่น ไม่เข้าใจโลกนี้ ก็แค่นั้น รู้สึกว่าการใช้ชีวิตมันยาก อยู่กับคนอื่นมันยาก อยู่ในโลกนี้มันยาก... มันก็เป็นเรื่องธรรมดาป่ะ
มันไม่เกี่ยวกับใครหรืออะไรเลย ทั้งหมดมันเป็นเรื่องของตัว (มึง) เอง ไอ้ควายเอ้ย
...
เมื่อวานไปซื้อยาให้แม่เป็นคนไข้รายสุดท้าย มีคนไข้ไม่เยอะนัก ก็เลยนั่งคุยกับหมอสักพัก
หมอเล่าถึงพวกกลุ่มเสื้อแดงที่ชุมนุมอยู่ราชประสงค์ หมอจะมาทำงานก็ถูกรื้อค้นกระเป๋า
มีการกล่าวปราศรัยและร้องรำทำเพลงเสียงดังเป็นที่สนุกสนานของพวกเขา แต่เป็นที่รบกวนคนไข้อย่างที่สุด
วันดีคืนดี พวกมันก็โซโล่กลองชุดตอนตี 4 ไม่ใช่แค่เสียง แต่แรงขับกลองทำให้ผนังสั่น ห้องพักคนไข้สะเทือน
บางคนเอาน้ำสาดลงไป (สาดไม่โดนนะ แต่มันเห็น) พวกมันก็เดินขึ้นมาถึงห้องพัก จะมาเอาเรื่องให้ได้
หมอยังเล่าอีกว่า ที่ต่างจังหวัดเด็กนักเรียนตีกัน แล้วมาโรงพยาบาล เพื่อนหมออยากให้นอนดูอาการ แต่ครูไม่อยากเฝ้า ให้เด็กกลับหอ รุ่งเช้าเด็กตาย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น โดนกระทืบซ้ำ หรือเลือดคั่งในสมอง ไม่มีใครรู้ แต่ชาวบ้านพากันมาล้อมโรงพยาบาล บอกว่าหมอต้องรับผิดชอบ หมอก็อยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าหมอผิด แต่หมอเป็น แพะ ที่หาตัวง่ายที่สุด
ยังไม่รวมเรื่องการของบประมาณซื้อเครื่องมือแพทย์ รัฐบาลบอกไม่มีงบฯ แต่เอามาจ่าย 30 บาทรักษาทุกโรคให้คนไข้ใส่เครื่องเพชรขับเบนซ์ S class มารับยา ผ่านไป 4-5 ปี บอกมีงบแล้ว อนุมัติซื้อเครื่องได้ ซึ่งตกรุ่นไปแล้ว ตัวใหม่มันออกมาแล้ว ก็ต้องทนใช้กันไป เวลารักษาก็ทำได้ไม่เต็มที่ พอมีปัญหาขึ้นมา ก็ฟ้องหมอ ถ้าจะฟ้องหมอ น่าจะฟ้อง ผอ.โรงพยาบาล รมต.สาธารณสุข และนายกรัฐมนตรีด้วย (เฮ้อ...) หมอถอนใจหลังจากเล่ามายาว
หมอบอกอีกว่า เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครเรียนหมอกันแล้ว หรืออาจจะเรียนแต่ก็ออกไปทำงานอย่างอื่นกันเยอะ โดยเฉพาะหมอทางสมอง กับหมอสูตินารี เพราะเกิดอะไรขึ้นมา ซวยตลอด ญาติไม่เคยดูเลยว่า คนไข้ทำตามที่หมอแนะนำไหม อาการคนไข้ร่อแร่ขนาดไหน โดยเฉพาะคนไข้ทางสมอง ผ่ายังไงก็ไม่มีทางหาย มีแต่ทรงกับตาย ต่อให้ตั้งใจทำอย่างดีที่สุด สุดท้ายมันก็เป็นเรื่องของฟ้าลิขิต แค่นี้หมอก็รู้สึกแย่พอแล้วที่ช่วยคนไข้ไม่ได้ แต่นี่ยังมีญาติคนไข้อีก เขาไม่คิดอะไรอื่นเลย นอกจาก “เป็นเพราะหมอ” หมอผิด
คุณแม่คุณน่ะดีแล้ว เส้นเลือดในสมองแตก เนื่องจากเส้นเลือดโป่งพองน่ะ 10คน ตาย6 ที่เหลือพิการตลอดชีวิต ขอบคุณสวรรค์เถอะ ทำบุญเยอะๆนะ หมอทิ้งท้าย (แต่ถ้าไปถามแม่ แม่จะบอกว่า ทำไมถึงไม่ดีขึ้นสักทีนะ...)
มันก็จริงนะ ใครๆ ก็คิดเห็นมองโลกจากมุมมองตัวเองกันทั้งนั้น ใครๆก็ใช้ตัวเองเป็นมาตรฐาน ทุกคนต่างก็มีความต้องการของตัวเองกันทั้งนั้น คนเราต่างเอาประโยชน์และความพอใจของเราเป็นที่ตั้งกันทั้งนั้น.. ใครๆ ก็เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น
จริงๆหลังจากคุยกับหมอแล้ว ผมอยากจะถามหมอว่า แล้วทำไมหมอยังคงทำงานอยู่ตรงนี้ แต่คิดดูแล้ว ผมก็บอกหมอไปว่า “สู้ๆนะครับหมอ” หมอยิ้มให้ผมอย่างอารมณ์ดี...
เสียดาย ชีวิตไม่ใช่เกมส์ที่จะย้อนไปเล่นใหม่ได้ มีแต่ต้องเล่นต่อไปจนกว่าเวลาจะหมด แค่ต้องเปลี่ยนวิธีเล่น ก็แค่นั้น
Apr 18, 2010
คุ้นเคย...
หลังจากตื่นนอน คุณทำอะไรเป็นสิ่งแรก
เวลาบีบหลอดยาสีฟัน คุณบีบตรงส่วนไหน หัว กลาง หรือท้าย
คุณใส่เสื้อ หรือ กางเกง (กระโปรง) ก่อนกัน
เวลาไปซื้อของที่ตลาดนัด คุณต่อราคากับคนขายหรือเปล่า
คิดอะไรไม่ออก เหงา เศร้า ซึม ต้องการความช่วยเหลือ คุณนึกถึงคือใครเป็นคนแรกๆ
จะชวนเพื่อนไปเที่ยวซักคน คุณนึกถึงใคร
คุณมีพฤติกรรมอะไรบ้างที่คนรอบข้างฟังแล้วบอกได้ว่า นั่นมัน ... (ใส่ชื่อตัวคุณเองนะ) นี่หว่า
และอื่นๆ อีกมากมาย...
สาระของคำถามข้างต้นนั้น ไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณทำอะไร
แต่อยู่ที่คุณได้คิดหรือเปล่าว่า คุณทำสิ่งนั้นสิ่งนี้เพราะอะไร
คุณได้คิดหรือเปล่า หรือ คุณแค่ทำไปตามความคุ้นเคย...
เมื่อไม่กี่วันก่อนผมทะเลาะกับน้องคนหนึ่ง
เนื่องจาก เราต่างคุ้นเคยกับการทำบางอย่างไม่เหมือนกัน
ผมตอบคำถามไม่ได้ว่า ผมทำอย่างนั้นเพราะอะไร
เท่าที่นึกออก ก็อาจจะเพราะ เราเรียนมาว่า เงินรับต้องเร็วที่สุด เงินจ่ายต้องช้าที่สุด
ขณะที่น้องเขาต้องการให้เสร็จๆไปทันทีไม่ต้องมายุ่งยากภายหลัง
แต่เอาเข้าจริงๆ เหตุผลที่ผมนึกออก มันก็ไม่ใช่เหตุผลอยู่ดี
วันนั้น ผมเครียดมาก
กลับมาบ้านเทศกาลสงกรานต์คราวนี้ เป็นการกลับบ้านที่ผมไม่ค่อยอยากกลับซักเท่าไหร่
มีเรื่องเครียดๆ สะสมอยู่หลายเรื่อง มีงานค้างอยู่ในหัวหลายงาน มีเรื่องกังวลใจอีกหลายสิ่ง
เป็นภาวะที่ผมไม่คุ้นเคยเลยกับการต้องอยู่กับคนอื่น
โดยเฉพาะพ่อแม่ ญาติพี่น้องซึ่งเป็นผู้คนที่เรารู้ว่าเราควรรักเขา และควรดูแลเอาใจใส่เขาให้มากๆ
ใจจริงผมอยากจะอยู่กทม. นั่งทำงาน นั่งจัดแจงสิ่งต่างๆให้ลงตัวมากขึ้นมากกว่า
แต่อีกใจหนึ่ง ผมก็คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ อยากกลับบ้านไปเยี่ยมท่านบ้าง แม้ว่าพอจะเดาได้ว่า จะเกิดสภาพอย่างไร
พ่อชี้ให้ดูต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนเพียงลำพัง
เนื่องจากกำลังมีการขยายถนน ต้นไม้เล็กๆ ชนิดอื่นๆ จึงถูกขุดถอนไปจนหมด
“ไม่รู้มันจะอยู่ได้นานอีกเท่าไหร่ เหลืออยู่ต้นเดียวโด่เด่อย่างนี้ อยู่ลำบาก” พ่อบอก
พ่อกำลังคิดว่าจะโค่นมันลงเพื่อเอามาทำวงกบประตูดี หรือจะขายทั้งต้นดี
ป้าถามว่า ตั้งแต่กลับมา เดินไปหาญาติคนอื่นบ้างหรือยัง... พ่อแซวต่อว่า สงสัยผมคงจะไปหาตอนที่จะกลับกทม.
... ผมเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ มีความคิดและชอบทำอะไรไม่ค่อยเหมือนคนอื่นมาตั้งแต่เด็ก (สมัยนี้ ก็ต้องเรียกว่า เป็นพวกไม่แคร์สื่อมาตั้งแต่เด็ก)
บ่อยครั้งเพราะต้องการเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้าง แต่บ่อยครั้งก็เพราะไม่สนใจคนอื่น
สนใจเพียงความต้องการของตัวเอง
ตอนเด็กๆ ผมเล่นคนเดียวเป็นประจำ อ่านหนังสือ วิ่ง ว่ายน้ำ เตะฟุตบอล เล่นปิงปอง เล่นหมากฮอส เล่นตุ๊กตา ดูดาว อื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน จะดึกเท่าไหร่ ส่วนใหญ่แทบทุกครั้งก็ไปคนเดียว
แต่ในใจของผมก็อยากมีเพื่อนซักคนไปด้วยกัน
ผมคิดว่ามันคงดี เวลาที่เราสนุกและได้หัวเราะได้ยิ้มด้วยกัน
เวลาหลงทางก็ยังมีคนอยู่ด้วยให้อุ่นใจ เวลาโซ่จักรยานหลุดก็ยังมีคนช่วยใส่ เวลาว่ายน้ำแล้วเป็นตะคริวก็ยังมีคนคอยช่วยลากเข้าตลิ่ง ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
คงมีทะเลาะบ้าง เถียงกันบ้าง คิดไม่ตรงกันบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าอยู่เพียงลำพัง
บางครั้งผมก็อิจฉาพี่ชายของผมนะ (ลูกของลุง) เขาเป็นฝาแฝดกันไปไหนก็ไปด้วยกัน
จนได้รู้จักกับพระเยซู ผมรู้สึกว่าพระองค์เป็นเพื่อนที่ไปกับผมทุกที่จริงๆ
ชีวิตผมก็เหมือนกับคนทั่วๆไป ในแง่ที่เรามีเพื่อน มีคนรู้จัก ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย โบสถ์ (วัด)
เราชอบเพศตรงข้าม บางเวลาเราสมหวัง บางเวลาเราผิดหวัง
สำหรับตัวผม หลายปีก่อน ผมเคยคิดว่า อยู่คนเดียวก็ได้
จนเมื่อปีที่แล้ว ที่ผมเลือกจะคบกับผู้หญิงคนหนึ่ง และตั้งใจจะแต่งงานอยู่กินด้วยกันจนแก่เฒ่า
ผมและเธอต้องปรับตัวจากสิ่งที่แต่ละคนคุ้นเคย จากการใช้ชีวิตเพียงลำพังมาเป็นการใช้ชีวิตร่วมกัน
ต้องปรับหาคลื่นให้เข้ากันทั้งเรื่องความคิด และวิถีการดำเนินชีวิต
ผมเชื่อว่า การที่ทั้งสองคนต้องก้าวออกมาจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง
คงทำให้ทั้งคู่อยู่ในภาวะ ไม่สบายตัวไม่สบายใจ บ้าง ไม่มากก็น้อย
จนเมื่อสามเดือนก่อน ความรู้สึก ของแต่ละฝ่าย ก็เดินทางมาถึง แนวต้าน และหยุดลง ณ ตรงนั้น...
กลับบ้านคราวนี้
ช่วยให้ผมยอมรับความจริงของตัวเองอย่างหนึ่งว่า ผมคุ้นเคยกับการอยู่ตัวคนเดียว
แม้ผมจะไม่ชอบและไม่อยากอยู่คนเดียวก็ตาม
ผมมองตัวเองว่าเกิดมาเป็นดั่งไม้ยืนต้น ที่วันหนึ่งคงเป็นร่มเงาให้ไม้เลื้อยและสัตว์อื่นได้พักพิงบ้าง
แต่ถึงวันนี้ ความจริงที่ว่า ไม้ใหญ่ไม่อาจยืนต้นได้เพียงลำพัง
ยิ่งตอกย้ำให้ผมไม่มั่นใจมากขึ้นว่า ผมจะเติบโตจนเป็นอย่างนั้นได้หรือเปล่า
เกือบ 1 ปีที่ผ่านมา
ผมได้เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้คนมากขึ้น
การลึกลงในความสัมพันธ์กับบางคน ก็ช่วยให้ความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ดีขึ้นไปด้วย
เป็นการเรียนรู้ที่ตลอด 30 ปี บนโลกนี้ ผมแทบจะไม่รู้จักเลย
ขณะที่ 3 เดือนที่ผ่านมา
กลับเป็นชีวิตที่ลักหลั่นยอกย้อนย่อนแย่นระหว่าง ชีวิตเดิมที่คุ้นเคยมาตลอดในการอยู่คนเดียว
กับชีวิตใหม่ที่คุ้นเคยกับการอยู่กับผู้คน
บ่อยครั้งที่ทำให้ผมหวนคิดถึงและโหยหาคนที่เปิดโลกใหม่ให้กับผม
แต่ก็ต้องย้ำบอกกับตัวเองไว้เสมอว่า วันเวลาเหล่านั้นได้ผ่านไปแล้ว
ยังไม่รู้เหมือนกันว่า วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
เพียงแต่ไม่อยากให้ตัวเองใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ
ตามความ คุ้นเคย กับวิถีชีวิตเดิมๆ ในอดีตของตัวเองก็แค่นั้น
เวลาบีบหลอดยาสีฟัน คุณบีบตรงส่วนไหน หัว กลาง หรือท้าย
คุณใส่เสื้อ หรือ กางเกง (กระโปรง) ก่อนกัน
เวลาไปซื้อของที่ตลาดนัด คุณต่อราคากับคนขายหรือเปล่า
คิดอะไรไม่ออก เหงา เศร้า ซึม ต้องการความช่วยเหลือ คุณนึกถึงคือใครเป็นคนแรกๆ
จะชวนเพื่อนไปเที่ยวซักคน คุณนึกถึงใคร
คุณมีพฤติกรรมอะไรบ้างที่คนรอบข้างฟังแล้วบอกได้ว่า นั่นมัน ... (ใส่ชื่อตัวคุณเองนะ) นี่หว่า
และอื่นๆ อีกมากมาย...
สาระของคำถามข้างต้นนั้น ไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณทำอะไร
แต่อยู่ที่คุณได้คิดหรือเปล่าว่า คุณทำสิ่งนั้นสิ่งนี้เพราะอะไร
คุณได้คิดหรือเปล่า หรือ คุณแค่ทำไปตามความคุ้นเคย...
เมื่อไม่กี่วันก่อนผมทะเลาะกับน้องคนหนึ่ง
เนื่องจาก เราต่างคุ้นเคยกับการทำบางอย่างไม่เหมือนกัน
ผมตอบคำถามไม่ได้ว่า ผมทำอย่างนั้นเพราะอะไร
เท่าที่นึกออก ก็อาจจะเพราะ เราเรียนมาว่า เงินรับต้องเร็วที่สุด เงินจ่ายต้องช้าที่สุด
ขณะที่น้องเขาต้องการให้เสร็จๆไปทันทีไม่ต้องมายุ่งยากภายหลัง
แต่เอาเข้าจริงๆ เหตุผลที่ผมนึกออก มันก็ไม่ใช่เหตุผลอยู่ดี
วันนั้น ผมเครียดมาก
กลับมาบ้านเทศกาลสงกรานต์คราวนี้ เป็นการกลับบ้านที่ผมไม่ค่อยอยากกลับซักเท่าไหร่
มีเรื่องเครียดๆ สะสมอยู่หลายเรื่อง มีงานค้างอยู่ในหัวหลายงาน มีเรื่องกังวลใจอีกหลายสิ่ง
เป็นภาวะที่ผมไม่คุ้นเคยเลยกับการต้องอยู่กับคนอื่น
โดยเฉพาะพ่อแม่ ญาติพี่น้องซึ่งเป็นผู้คนที่เรารู้ว่าเราควรรักเขา และควรดูแลเอาใจใส่เขาให้มากๆ
ใจจริงผมอยากจะอยู่กทม. นั่งทำงาน นั่งจัดแจงสิ่งต่างๆให้ลงตัวมากขึ้นมากกว่า
แต่อีกใจหนึ่ง ผมก็คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ อยากกลับบ้านไปเยี่ยมท่านบ้าง แม้ว่าพอจะเดาได้ว่า จะเกิดสภาพอย่างไร
พ่อชี้ให้ดูต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนเพียงลำพัง
เนื่องจากกำลังมีการขยายถนน ต้นไม้เล็กๆ ชนิดอื่นๆ จึงถูกขุดถอนไปจนหมด
“ไม่รู้มันจะอยู่ได้นานอีกเท่าไหร่ เหลืออยู่ต้นเดียวโด่เด่อย่างนี้ อยู่ลำบาก” พ่อบอก
พ่อกำลังคิดว่าจะโค่นมันลงเพื่อเอามาทำวงกบประตูดี หรือจะขายทั้งต้นดี
ป้าถามว่า ตั้งแต่กลับมา เดินไปหาญาติคนอื่นบ้างหรือยัง... พ่อแซวต่อว่า สงสัยผมคงจะไปหาตอนที่จะกลับกทม.
... ผมเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ มีความคิดและชอบทำอะไรไม่ค่อยเหมือนคนอื่นมาตั้งแต่เด็ก (สมัยนี้ ก็ต้องเรียกว่า เป็นพวกไม่แคร์สื่อมาตั้งแต่เด็ก)
บ่อยครั้งเพราะต้องการเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้าง แต่บ่อยครั้งก็เพราะไม่สนใจคนอื่น
สนใจเพียงความต้องการของตัวเอง
ตอนเด็กๆ ผมเล่นคนเดียวเป็นประจำ อ่านหนังสือ วิ่ง ว่ายน้ำ เตะฟุตบอล เล่นปิงปอง เล่นหมากฮอส เล่นตุ๊กตา ดูดาว อื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน จะดึกเท่าไหร่ ส่วนใหญ่แทบทุกครั้งก็ไปคนเดียว
แต่ในใจของผมก็อยากมีเพื่อนซักคนไปด้วยกัน
ผมคิดว่ามันคงดี เวลาที่เราสนุกและได้หัวเราะได้ยิ้มด้วยกัน
เวลาหลงทางก็ยังมีคนอยู่ด้วยให้อุ่นใจ เวลาโซ่จักรยานหลุดก็ยังมีคนช่วยใส่ เวลาว่ายน้ำแล้วเป็นตะคริวก็ยังมีคนคอยช่วยลากเข้าตลิ่ง ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
คงมีทะเลาะบ้าง เถียงกันบ้าง คิดไม่ตรงกันบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าอยู่เพียงลำพัง
บางครั้งผมก็อิจฉาพี่ชายของผมนะ (ลูกของลุง) เขาเป็นฝาแฝดกันไปไหนก็ไปด้วยกัน
จนได้รู้จักกับพระเยซู ผมรู้สึกว่าพระองค์เป็นเพื่อนที่ไปกับผมทุกที่จริงๆ
ชีวิตผมก็เหมือนกับคนทั่วๆไป ในแง่ที่เรามีเพื่อน มีคนรู้จัก ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย โบสถ์ (วัด)
เราชอบเพศตรงข้าม บางเวลาเราสมหวัง บางเวลาเราผิดหวัง
สำหรับตัวผม หลายปีก่อน ผมเคยคิดว่า อยู่คนเดียวก็ได้
จนเมื่อปีที่แล้ว ที่ผมเลือกจะคบกับผู้หญิงคนหนึ่ง และตั้งใจจะแต่งงานอยู่กินด้วยกันจนแก่เฒ่า
ผมและเธอต้องปรับตัวจากสิ่งที่แต่ละคนคุ้นเคย จากการใช้ชีวิตเพียงลำพังมาเป็นการใช้ชีวิตร่วมกัน
ต้องปรับหาคลื่นให้เข้ากันทั้งเรื่องความคิด และวิถีการดำเนินชีวิต
ผมเชื่อว่า การที่ทั้งสองคนต้องก้าวออกมาจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง
คงทำให้ทั้งคู่อยู่ในภาวะ ไม่สบายตัวไม่สบายใจ บ้าง ไม่มากก็น้อย
จนเมื่อสามเดือนก่อน ความรู้สึก ของแต่ละฝ่าย ก็เดินทางมาถึง แนวต้าน และหยุดลง ณ ตรงนั้น...
กลับบ้านคราวนี้
ช่วยให้ผมยอมรับความจริงของตัวเองอย่างหนึ่งว่า ผมคุ้นเคยกับการอยู่ตัวคนเดียว
แม้ผมจะไม่ชอบและไม่อยากอยู่คนเดียวก็ตาม
ผมมองตัวเองว่าเกิดมาเป็นดั่งไม้ยืนต้น ที่วันหนึ่งคงเป็นร่มเงาให้ไม้เลื้อยและสัตว์อื่นได้พักพิงบ้าง
แต่ถึงวันนี้ ความจริงที่ว่า ไม้ใหญ่ไม่อาจยืนต้นได้เพียงลำพัง
ยิ่งตอกย้ำให้ผมไม่มั่นใจมากขึ้นว่า ผมจะเติบโตจนเป็นอย่างนั้นได้หรือเปล่า
เกือบ 1 ปีที่ผ่านมา
ผมได้เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้คนมากขึ้น
การลึกลงในความสัมพันธ์กับบางคน ก็ช่วยให้ความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ดีขึ้นไปด้วย
เป็นการเรียนรู้ที่ตลอด 30 ปี บนโลกนี้ ผมแทบจะไม่รู้จักเลย
ขณะที่ 3 เดือนที่ผ่านมา
กลับเป็นชีวิตที่ลักหลั่นยอกย้อนย่อนแย่นระหว่าง ชีวิตเดิมที่คุ้นเคยมาตลอดในการอยู่คนเดียว
กับชีวิตใหม่ที่คุ้นเคยกับการอยู่กับผู้คน
บ่อยครั้งที่ทำให้ผมหวนคิดถึงและโหยหาคนที่เปิดโลกใหม่ให้กับผม
แต่ก็ต้องย้ำบอกกับตัวเองไว้เสมอว่า วันเวลาเหล่านั้นได้ผ่านไปแล้ว
ยังไม่รู้เหมือนกันว่า วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
เพียงแต่ไม่อยากให้ตัวเองใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ
ตามความ คุ้นเคย กับวิถีชีวิตเดิมๆ ในอดีตของตัวเองก็แค่นั้น
Mar 28, 2010
บ้านของเรา ภาค2
วันนี้ นั่งเก็บของเตรียมย้ายที่พักอีกครั้ง... (เศร้าจัง) ^^
ไปเจอไดอารี่ที่เคยเขียนไว้เมื่อปี 2007
เปิดไปอ่านหน้าแรกแล้วชวนให้นึกถึง เพลง บ้านของเรา
เหมือนเป็นบันทึกคำพยากรณ์ ที่เพิ่งจะสำเร็จเป็นจริงเมื่อไม่นานมานี้
ก็เลยคัดลอกไว้เป็นอนุสรณ์ให้ตัวเองได้จดจำ
ก่อนที่ต้นฉบับจะถูกเผาทิ้งในอีกไม่ช้านี้...
----------------------------------------------
สวัสดีปีใหม่ 2007
a little story เรื่องราวเล็กๆ เริ่มขึ้นที่ตรงไหนกัน
"บ้าน" คนคงมักนึกถึงอาคารซักหลังหนึ่ง มีผนัง มีหลังคา มีเนื้อที่
หลายคนคงนึกอย่างนั้น
แต่ถ้ามีแค่นั้น มันคงไม่ใช้มั้ง
"ความเป็นบ้าน" สำหรับผม ก็คือ ครอบครัว
ผมเคยคิดว่า ผมเจอที่ของผมแล้ว ที่ๆผมจะสร้างบ้าน ปลูกรักและความสัมพันธ์
ที่ๆผมจะลงหลักปักฐาน ไม่ว่าจะเจอลมแรง พายุโหมเพียงใด
ผมตั้งใจที่จะประคับประคองให้บ้านของเราฝ่าฟันไปได้
แต่วันนึง ผมก็พบว่า ทั้งหมดมันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อของผมคนเดียว
บ้านหลังนั้น หายวับไปในพริบตา
ดูๆแล้วก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่สำหรับผม ผมเหมือนเป็นคนหลงทางยังงัยก็ไม่รู้
ผมไม่รู้ว่าจะไปไหน ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ไม่รู้จะก้าวต่อไปอย่างไร
มีแต่ความกลัวและความเจ็บปวด
เหงาและเศร้า
ผมอยากกลับบ้าน แต่เหมือนไม่มีบ้านให้กลับ
อยากจะมีซักมุมหนึ่งของเมืองใหญ่ ให้ผมได้แอบตัวลงขดนอนบ้าง
อยากจะมีใครซักคนที่มองเห็นผมบ้าง
คนที่รักและแคร์กันจริง
พระเจ้าครับ ผมอยากมีบ้านให้กลับ
อยากมีที่ให้พัก อยากมีคนให้รัก
พระเจ้าถ้าไม่ลำบากพระองค์เกินไป ช่วยหันใจของผมให้รักเขาด้วยนะครับ
ผมรักไม่ไหวแล้ว
หัวใจผมมันล้าเต็มทีแล้วพระองค์ ช่วยรักผมด้วยนะครับ
เผื่อว่าซักวัน ผมอาจรักใครซักคนได้อีก
เผื่อสักวัน ผมจะกลับถึงบ้านของผมซักที
Jan.10,07
ไปเจอไดอารี่ที่เคยเขียนไว้เมื่อปี 2007
เปิดไปอ่านหน้าแรกแล้วชวนให้นึกถึง เพลง บ้านของเรา
เหมือนเป็นบันทึกคำพยากรณ์ ที่เพิ่งจะสำเร็จเป็นจริงเมื่อไม่นานมานี้
ก็เลยคัดลอกไว้เป็นอนุสรณ์ให้ตัวเองได้จดจำ
ก่อนที่ต้นฉบับจะถูกเผาทิ้งในอีกไม่ช้านี้...
----------------------------------------------
สวัสดีปีใหม่ 2007
a little story เรื่องราวเล็กๆ เริ่มขึ้นที่ตรงไหนกัน
"บ้าน" คนคงมักนึกถึงอาคารซักหลังหนึ่ง มีผนัง มีหลังคา มีเนื้อที่
หลายคนคงนึกอย่างนั้น
แต่ถ้ามีแค่นั้น มันคงไม่ใช้มั้ง
"ความเป็นบ้าน" สำหรับผม ก็คือ ครอบครัว
ผมเคยคิดว่า ผมเจอที่ของผมแล้ว ที่ๆผมจะสร้างบ้าน ปลูกรักและความสัมพันธ์
ที่ๆผมจะลงหลักปักฐาน ไม่ว่าจะเจอลมแรง พายุโหมเพียงใด
ผมตั้งใจที่จะประคับประคองให้บ้านของเราฝ่าฟันไปได้
แต่วันนึง ผมก็พบว่า ทั้งหมดมันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อของผมคนเดียว
บ้านหลังนั้น หายวับไปในพริบตา
ดูๆแล้วก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่สำหรับผม ผมเหมือนเป็นคนหลงทางยังงัยก็ไม่รู้
ผมไม่รู้ว่าจะไปไหน ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ไม่รู้จะก้าวต่อไปอย่างไร
มีแต่ความกลัวและความเจ็บปวด
เหงาและเศร้า
ผมอยากกลับบ้าน แต่เหมือนไม่มีบ้านให้กลับ
อยากจะมีซักมุมหนึ่งของเมืองใหญ่ ให้ผมได้แอบตัวลงขดนอนบ้าง
อยากจะมีใครซักคนที่มองเห็นผมบ้าง
คนที่รักและแคร์กันจริง
พระเจ้าครับ ผมอยากมีบ้านให้กลับ
อยากมีที่ให้พัก อยากมีคนให้รัก
พระเจ้าถ้าไม่ลำบากพระองค์เกินไป ช่วยหันใจของผมให้รักเขาด้วยนะครับ
ผมรักไม่ไหวแล้ว
หัวใจผมมันล้าเต็มทีแล้วพระองค์ ช่วยรักผมด้วยนะครับ
เผื่อว่าซักวัน ผมอาจรักใครซักคนได้อีก
เผื่อสักวัน ผมจะกลับถึงบ้านของผมซักที
Jan.10,07
Mar 15, 2010
ฮือฮือ ฮาฮา
ตั้งแต่จำความได้
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมร้องไห้ และหัวเราะไปพร้อมๆกัน
ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึงนาที
เกิดจากได้เห็นชีวิตของหลายๆต่อหลายคน
แล้วมาขมวดเกลียวจบลงที่คุณตากับคุณยายคู่หนึ่ง
คุณยายก็เร่งให้ตา (แก่) เร็วๆหน่อย
คุณตาก็โต้กลับว่า อยากเร็วนักก็หย่าไปแต่งกับคนหนุ่มๆสิ...
ชีวิตที่อยู่ด้วยกันมา 30 กว่าปี...
ยังทะเลาะกันเหมือนเดิม
ยังงอนกันเหมือนเดิม
ยังประชดประชันกันเหมือนเดิม
ความรู้สึกผมมาขึ้นเอาสูงสุด
ก็ตอนที่ทั้งสองคนเดินฝ่าอันตรายของเมืองกรุงมาจนถึงริมทะเล
คลื่นที่ยังคงซัดเข้าฝั่งเสมอ
คุณยายเอนหัวลงพิงคุณตา
คุณยายชวนคุณตาไปกินข้าว
แล้วคุณยายก็เร่งเร้าคุณตาเหมือนเดิม...
ทะเลาะกัน งอนกัน กระแหนะกระแหนใส่กัน...
ดูแล้วยังไงๆ ผมก็เห็นว่า 2 คนนี้ ยัง “รักกันเหมือนเดิม”
ขอบคุณหนังดีๆอีกเรื่องหนึ่งในชีวิต
New York, I love you.
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมร้องไห้ และหัวเราะไปพร้อมๆกัน
ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึงนาที
เกิดจากได้เห็นชีวิตของหลายๆต่อหลายคน
แล้วมาขมวดเกลียวจบลงที่คุณตากับคุณยายคู่หนึ่ง
คุณยายก็เร่งให้ตา (แก่) เร็วๆหน่อย
คุณตาก็โต้กลับว่า อยากเร็วนักก็หย่าไปแต่งกับคนหนุ่มๆสิ...
ชีวิตที่อยู่ด้วยกันมา 30 กว่าปี...
ยังทะเลาะกันเหมือนเดิม
ยังงอนกันเหมือนเดิม
ยังประชดประชันกันเหมือนเดิม
ความรู้สึกผมมาขึ้นเอาสูงสุด
ก็ตอนที่ทั้งสองคนเดินฝ่าอันตรายของเมืองกรุงมาจนถึงริมทะเล
คลื่นที่ยังคงซัดเข้าฝั่งเสมอ
คุณยายเอนหัวลงพิงคุณตา
คุณยายชวนคุณตาไปกินข้าว
แล้วคุณยายก็เร่งเร้าคุณตาเหมือนเดิม...
ทะเลาะกัน งอนกัน กระแหนะกระแหนใส่กัน...
ดูแล้วยังไงๆ ผมก็เห็นว่า 2 คนนี้ ยัง “รักกันเหมือนเดิม”
ขอบคุณหนังดีๆอีกเรื่องหนึ่งในชีวิต
New York, I love you.
Jan 20, 2010
ชีวิตคู่
คนเราอยู่ด้วยกัน จะคิดเห็นไม่ตรงกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ก็ไม่แปลก
คน 2 คน เติบโตมาจากคนละพื้นฐานครอบครัว ได้รับการเลี้ยงดูต่างกัน สังคมเพื่อนฝูงต่างกัน จะให้คิด ให้รู้สึกเหมือนกันทั้งหมด มันก็แปลก สำคัญตรงที่ว่า ให้มีความรักต่อกัน เพราะความรักจะทำให้ฝ่ายหนึ่งสมบูรณ์ครบถ้วนสำหรับอีกฝ่ายหนึ่ง
คนรักกัน มันคุยกันรู้เรื่องอยู่แล้ว แต่ปัญหามันอยู่ที่เมื่อมีคนหนึ่ง ปรี้ดแตกขึ้นมา พอแตกปุ้บก็คุยกันไม่รู้เรื่องละ ยิ่งต่างฝ่ายต่างขึ้น ฉันขึ้น เธอขึ้น จากทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดา คราวนี้จะกลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดาขึ้นมา
“ทำไมเขาเปลี่ยนไป”
“เขาไม่รักเราเหมือนเมื่อก่อนแล้วเหรอ”
“เรื่องแค่นี้ ทำไมไม่เข้าใจ”
“เขาต้องง้อเราก่อนสิ”
และอื่นๆ อีกมากมาย...
คนโบราณเคยบอกไว้ว่า ชีวิตคู่ ก็เหมือน ลิ้นกับฟัน มีกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดาตามประสาคนเคียงคู่อยู่ใกล้ชิดกัน (คนที่มักกัดลิ้นตัวเองบ่อยๆ คงเข้าใจดี)
แต่ผมว่า มันก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียวนะ เพราะลิ้นกับฟัน ถูกสร้างไว้ให้อยู่ด้วยกัน จะกัดกัน ขบกันบ้าง แต่ยังไงก็ยังอยู่คู่กัน ไม่เหมือนคน ที่มีชีวิต มีความคิด มีอิสระ
กัดกันแล้ว เจ็บกันแล้ว จะไปไหนมาไหนก็ได้ตามใจชอบ
สามารถเลือกได้ ว่าจะอยู่ด้วยกันต่อไป หรือ พอแล้วสำหรับ “ชีวิตคู่”
คน 2 คน เติบโตมาจากคนละพื้นฐานครอบครัว ได้รับการเลี้ยงดูต่างกัน สังคมเพื่อนฝูงต่างกัน จะให้คิด ให้รู้สึกเหมือนกันทั้งหมด มันก็แปลก สำคัญตรงที่ว่า ให้มีความรักต่อกัน เพราะความรักจะทำให้ฝ่ายหนึ่งสมบูรณ์ครบถ้วนสำหรับอีกฝ่ายหนึ่ง
คนรักกัน มันคุยกันรู้เรื่องอยู่แล้ว แต่ปัญหามันอยู่ที่เมื่อมีคนหนึ่ง ปรี้ดแตกขึ้นมา พอแตกปุ้บก็คุยกันไม่รู้เรื่องละ ยิ่งต่างฝ่ายต่างขึ้น ฉันขึ้น เธอขึ้น จากทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดา คราวนี้จะกลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดาขึ้นมา
“ทำไมเขาเปลี่ยนไป”
“เขาไม่รักเราเหมือนเมื่อก่อนแล้วเหรอ”
“เรื่องแค่นี้ ทำไมไม่เข้าใจ”
“เขาต้องง้อเราก่อนสิ”
และอื่นๆ อีกมากมาย...
คนโบราณเคยบอกไว้ว่า ชีวิตคู่ ก็เหมือน ลิ้นกับฟัน มีกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดาตามประสาคนเคียงคู่อยู่ใกล้ชิดกัน (คนที่มักกัดลิ้นตัวเองบ่อยๆ คงเข้าใจดี)
แต่ผมว่า มันก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียวนะ เพราะลิ้นกับฟัน ถูกสร้างไว้ให้อยู่ด้วยกัน จะกัดกัน ขบกันบ้าง แต่ยังไงก็ยังอยู่คู่กัน ไม่เหมือนคน ที่มีชีวิต มีความคิด มีอิสระ
กัดกันแล้ว เจ็บกันแล้ว จะไปไหนมาไหนก็ได้ตามใจชอบ
สามารถเลือกได้ ว่าจะอยู่ด้วยกันต่อไป หรือ พอแล้วสำหรับ “ชีวิตคู่”
Jan 16, 2010
เพลงเก่าๆ
เดินผ่าน มองคนไม่รู้จัก วนเวียนและเป็นอยู่
ดูไปก็รู้สึก อย่างเคย เหมือนเคย
ลองมองผ่าน ความทรงจำที่มีอยู่ คงมีเพียงฉันคนหนึ่ง
คนเดียวที่รู้จัก อย่างเดิม เหมือนเดิม
วันเดือนปีเคยเป็นแค่เพียงสายลมผ่าน
(แต่)ใครคนนึงทำเวลาฉันให้รู้สึกมีความหมาย
คนๆหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงทุกๆอย่างไป
คนที่ทำให้ยิ้มได้ ไม่ว่าเราจะเศร้าเพียงไหน
เธอคนหนึ่ง ทำให้รักฉันเปลี่ยนไป
ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ อาจเป็นเพราะคู่กัน
ในวันหนึ่งแค่มองเธอนั้นเดินผ่าน เพียงคนไม่รู้จัก
ทำวันที่เป็นอยู่เปลี่ยนไป จากเดิม
วันเดือนปีเคยเป็นแค่เพียงสายลมผ่าน
(แต่)ใครคนนึงทำเวลาฉันให้รู้สึกมีความหมาย
คนๆหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงทุกๆอย่างไป
คนที่ทำให้ยิ้มได้ ไม่ว่าเราจะเศร้าเพียงไหน
เธอคนหนึ่ง ทำให้รักฉันเปลี่ยนไป
ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ อาจเป็นเพราะคู่กัน
.
.
.
หากเราต้องจากกัน จากกันด้วยเหตุใด
เก็บความคิดที่คล้ายกัน กับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนั้นไว้
หากวันไหนที่เธอ เกิดเจอะเจอทุกข์ภัย
หากเธอนั้นเดือดร้อนใจ จะเป็นเรื่องใดที่ทำให้เธอท้อแท้
ขอเพียงแต่เขียนมา ขอเพียงส่งเสียงมา จะไปหา
จะไปในทันใด จะไปยืนเคียงข้างเธอ
ไปอยู่ดูแลเป็นเพื่อนเธอ ให้เธอหมดความกังวลใจ
จะไปในทันใด จะตรงไปจะใกล้ไกล
หากเป็นเธอจะรีบไป ให้เธอได้ความสบายใจ
โปรดจงรู้ว่ามี อยู่ตรงนี้อีกคน
กับชีวิตที่วกวน จะมีผู้คนกี่คนที่เป็นมิตรแท้
ขอเพียงแต่เขียนมา ขอเพียงส่งเสียงมา จะไปหา
จะไปในทันใด จะไปยืนเคียงข้างเธอ
ไปอยู่ดูแลเป็นเพื่อนเธอ ให้เธอหมดความกังวลใจ
จะไปในทันใด จะตรงไปจะใกล้ไกล
หากเป็นเธอจะรีบไป ให้เธอได้ความสบายใจ
จิตใจยังพร้อมจะยินดี กับรอยยิ้มที่เธอมี
อยากเห็นยิ้มที่ชื่นบาน อยากเห็นจากเธอ
อยากให้เธอได้มี สิ่งที่ดีเรื่อยไป
หากวันไหนเกิดทุกข์ภัย โปรดจงมั่นใจ
จะไปในทันใด จะไปยืนเคียงข้างเธอ
ไปอยู่ดูแลเป็นเพื่อนเธอ ให้เธอหมดความกังวลใจ
จะไปในทันใด จะตรงไปจะใกล้ไกล
หากเป็นเธอจะรีบไป ให้เธอได้ความสบายใจ
จะไปในทันใด จะไปยืนเคียงข้างเธอ
ไปอยู่ดูแลเป็นเพื่อนเธอ ให้เธอหมดความกังวลใจ
จะไปในทันใด จะตรงไปจะใกล้ไกล
หากเป็นเธอจะรีบไป ให้เธอได้ความสบายใจ
.
.
.
ลมพัดมาแค่เพียงเบาๆ ดาวทุกดวงก็ดูสวยดี ทุกอย่างดูดีกว่าทุกวัน
เพลงที่เคยหลงลืมมันไป กลับไปหามาฟังทั้งวัน
ปลอดปลดอารมณ์ ปล่อยให้มันลอยหายไป
ฟ้าเดิม ๆ แต่คืนนี้กลับดูสวยจัง ได้แต่นั่งอยู่ตรงนี้ กับใจที่มันอ้างว้างเหลือเกิน
อยู่ดีๆ ก็อยากร้องไห้ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เกิดเหงาอะไรขึ้นมา
อยู่ดีๆ ก็อยากร้องไห้ น้ำใสๆ ก็รินจากตา มันเหงา ไม่รู้ทำไม
มันเหมือนใจรอใครบางคน แต่ว่าเขาไม่มีตัวตน
ก็อยากมีคน นั่งมองดาวกับฉันบ้าง
.
.
.
ดึกแล้ว ข่มตานอนแต่หัวใจรุมเร้า
ออกมายืนหาดาวช่วยปลอบใจ
ดึกแล้ววุ่นใหญ่ใจร้อนรน
อยู่ไหน อยากจะรู้ตอนนี้เธอ อยู่ไหน
หลับสบายหรือไร ช่วยบอกกัน
เอ่ยถามพระจันทร์ บอกฉันที
* เขาคงนอนหลับอยู่ ไม่รู้ ไม่สนใจ
ฉันเดียวดาย ก็ใครคิดถึงเธอ
แค่เพียงเอ่ยความในใจ
บอกเธอให้รู้ไป เริ่มยังไง ไม่กล้าพอ
** อยากขอ ฝากดวงดาวทำให้ใจเธอรู้ ว่ามีใครเฝ้าดู ได้แต่คอย
ได้ไหม วานหน่อย ช่วยฉันที ช่วยบอกเธอ
.
.
.
ตัวฉันคนอย่างตัวฉันใครจะมาสนใจ
คนสวยคนที่ดีพร้อมเขาก็มองข้ามไป
เพราะฉันมันเป็นคนแบบปอนปอนทั่วไป
ไม่เห็นจะมีดีที่ใดปล่อยชีวิตไปวันวัน
ได้แต่ฝันจะมีใครอยู่ข้างเคียง
ยามเหงาได้แต่ทนเอาเราเกิดเป็นผู้ชาย
เจียมไว้ได้แต่เจียมหัวใจได้แต่คอยซักวัน
และแล้วมาเจอคนแบบปอนปอนเหมือนกัน
ตัวฉันจึงมีคนรู้ใจไปไหนก็ไปกันต่างก็รู้ในใจกัน
เรามั่นใจ..
เราจะฝ่าฟันเรารู้เรา
มีกันและกัน
เราจะแบ่งปันจะบวกใจ
ให้เป็นหนึ่งเดียว..
บางครั้งถ้าหากเจอฝนเราจะทนด้วยกัน
เราหนาวเราเปียกปอนเท่าใด
เดินต่อไปไม่หวั่น
เพราะรู้ว่าเราเป็น
แบบปอนปอนเหมือนกันมีร่มเพียงคันเดียวก็พอ
เท่านั้นก็พอใจหากลมฝนจะแรงไปเราไม่กลัว
และแล้วมาเจอคนแบบปอนปอนเหมือนกัน
ตัวฉันจึงมีคนรู้ใจไปไหนก็ไปกัน
ต่างก็รู้ในใจกันเรามั่นใจไปไหนก็ไปกัน
ต่างก็รู้ในใจกันอย่างนี้
.
.
.
กว่าจะรวมจิตใจ เก็บทรายสวยๆ มากอง ก่อปราสาทสักหลัง
ก่อกำแพงประตู ก่อสะพานสร้างเป็นทาง ทำให้เป็นดังฝัน
ก่อนที่ฉันจะได้เห็นทุกอย่าง อย่างที่ฝันที่ฉันทุ่มเท
น้ำทะเลก็สาดเข้ามา ไม่เหลืออะไรเลย แหลกสลายลงไปกับตา
เหลือเพียงทรายที่ว่างเปล่า กับน้ำทะเลเท่านั้น
ไม่เหลืออะไรเลย จากที่เคยมีความใฝ่ฝัน
ไร้กำลังจะสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม
ทีละเล็กละน้อย ที่คอยสะสมความดี มีให้เธอเท่านั้น
ก่อเป็นความเข้าใจ แต่งเติมความหมายด้วยกัน
คอยถึงวันที่หวัง ก่อนที่ฉันจะได้พบความสุข อย่างที่ฉันฝันไว้ทุกวัน
เธอก็พลันมาจากฉันไป ไม่เหลืออะไรเลย
(ไม่เหลืออะไรเลย) แหลกสลายลงไปกับตา
เหลือเพียงใจที่ว่างเปล่า กับฉันคนเดียวเท่านั้น
จะเอาแรงพลังจากไหนไว้เติมแต่งฝัน
จะเอาวันและคืนจากไหนให้พอทำใจ ไม่เหลืออะไรเลย
จากที่เคยมีความใฝ่ฝัน ไร้กำลังจะสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม
จะเอาแรงพลังจากไหน ไว้เติมแต่งฝัน
จะเอาวันและคืนจากไหน ให้พอทำใจ ไม่เหลืออะไรเลย
.
.
.
เธอเคยบอกว่าเธอไม่มีแม้ใครสักคนหนึ่ง
คงลืมว่าอย่างน้อยยังมีฉันไง
วันใดที่เธอมีเพื่อนรุมล้อมเธอหรือยังมีใคร
เธอก็จะไม่เห็นฉันเลยคนดี
แม้วันใดหัวใจเธอพ่าย จะมาแพ้ไปกับเธอ
และถ้ามีวันใด น้ำตาเธอเอ่อ จะร้องไห้เป็นเพื่อนกัน
* หากเธอสมหวัง...ในวันหนึ่ง
ให้รู้ว่าฉันยังแอบเห็นและชื่นชม
หากเธอท้อแท้...ฉันยังอยู่
หากแม้นไม่เห็นฉัน
จงโปรดรู้ไว้ว่าเธอใช่อยู่คนเดียว
.
.
.
ในบางช่วงของอารมณ์...
แล้วก็
คิดถึงเพลงใหม่ๆ เพลงหนึ่ง...
ฉันบินได้ และสามารถได้ยินความคิดใครๆ
และยังเคลื่อนไหวภายในพริบตา
หายตัวได้ และสามารถเยียวยาแผลได้เร็วไว
ข้ามเวลาไปไหน ดั่งใจต้องการ
แต่ใจฉันทรมาน ทุกวันยังนอนไม่หลับ
ไม่รู้ว่าอะไรที่ฉันขาด ที่ฉันยังต้องการอีกไหม
ปีกมีไว้ทำไม ถ้าไม่เคยมีใครให้โอบ
รู้ความในใจคงไม่มีประโยชน์ ไม่มีใครให้เข้าใจ
หัวเราะได้ และสามารถจะมองฟ้าที่กว้างใหญ่
เจ็บปวดเมื่อไร ก็มีน้ำตา
ร้องเพลงได้ และสามารถจูงมือคนรักเรื่อยไป
เท่านี้ใช่ไหมที่คนต้องการ
แต่ใจฉันทรมาน ทุกวันยังนอนไม่หลับ
รู้ว่าอะไรที่ฉันขาด แต่ฉันคงไม่อาจมีไว้
ไม่ต้องหายตัวได้ ถ้าไม่เคยมีใครเฝ้าดู
ข้ามเวลาไปฉันก็คงจะรู้ ว่าฉันจะต้องอยู่อย่างไร
ปีกมีไว้ทำไม ถ้าไม่เคยมีใครให้โอบ
รู้ความในใจคงไม่ประโยชน์ ไม่มีใครให้เข้าใจ
ไม่มีใครให้เข้าใจ
ฉันบินได้
.
.
.
ดูไปก็รู้สึก อย่างเคย เหมือนเคย
ลองมองผ่าน ความทรงจำที่มีอยู่ คงมีเพียงฉันคนหนึ่ง
คนเดียวที่รู้จัก อย่างเดิม เหมือนเดิม
วันเดือนปีเคยเป็นแค่เพียงสายลมผ่าน
(แต่)ใครคนนึงทำเวลาฉันให้รู้สึกมีความหมาย
คนๆหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงทุกๆอย่างไป
คนที่ทำให้ยิ้มได้ ไม่ว่าเราจะเศร้าเพียงไหน
เธอคนหนึ่ง ทำให้รักฉันเปลี่ยนไป
ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ อาจเป็นเพราะคู่กัน
ในวันหนึ่งแค่มองเธอนั้นเดินผ่าน เพียงคนไม่รู้จัก
ทำวันที่เป็นอยู่เปลี่ยนไป จากเดิม
วันเดือนปีเคยเป็นแค่เพียงสายลมผ่าน
(แต่)ใครคนนึงทำเวลาฉันให้รู้สึกมีความหมาย
คนๆหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงทุกๆอย่างไป
คนที่ทำให้ยิ้มได้ ไม่ว่าเราจะเศร้าเพียงไหน
เธอคนหนึ่ง ทำให้รักฉันเปลี่ยนไป
ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ อาจเป็นเพราะคู่กัน
.
.
.
หากเราต้องจากกัน จากกันด้วยเหตุใด
เก็บความคิดที่คล้ายกัน กับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนั้นไว้
หากวันไหนที่เธอ เกิดเจอะเจอทุกข์ภัย
หากเธอนั้นเดือดร้อนใจ จะเป็นเรื่องใดที่ทำให้เธอท้อแท้
ขอเพียงแต่เขียนมา ขอเพียงส่งเสียงมา จะไปหา
จะไปในทันใด จะไปยืนเคียงข้างเธอ
ไปอยู่ดูแลเป็นเพื่อนเธอ ให้เธอหมดความกังวลใจ
จะไปในทันใด จะตรงไปจะใกล้ไกล
หากเป็นเธอจะรีบไป ให้เธอได้ความสบายใจ
โปรดจงรู้ว่ามี อยู่ตรงนี้อีกคน
กับชีวิตที่วกวน จะมีผู้คนกี่คนที่เป็นมิตรแท้
ขอเพียงแต่เขียนมา ขอเพียงส่งเสียงมา จะไปหา
จะไปในทันใด จะไปยืนเคียงข้างเธอ
ไปอยู่ดูแลเป็นเพื่อนเธอ ให้เธอหมดความกังวลใจ
จะไปในทันใด จะตรงไปจะใกล้ไกล
หากเป็นเธอจะรีบไป ให้เธอได้ความสบายใจ
จิตใจยังพร้อมจะยินดี กับรอยยิ้มที่เธอมี
อยากเห็นยิ้มที่ชื่นบาน อยากเห็นจากเธอ
อยากให้เธอได้มี สิ่งที่ดีเรื่อยไป
หากวันไหนเกิดทุกข์ภัย โปรดจงมั่นใจ
จะไปในทันใด จะไปยืนเคียงข้างเธอ
ไปอยู่ดูแลเป็นเพื่อนเธอ ให้เธอหมดความกังวลใจ
จะไปในทันใด จะตรงไปจะใกล้ไกล
หากเป็นเธอจะรีบไป ให้เธอได้ความสบายใจ
จะไปในทันใด จะไปยืนเคียงข้างเธอ
ไปอยู่ดูแลเป็นเพื่อนเธอ ให้เธอหมดความกังวลใจ
จะไปในทันใด จะตรงไปจะใกล้ไกล
หากเป็นเธอจะรีบไป ให้เธอได้ความสบายใจ
.
.
.
ลมพัดมาแค่เพียงเบาๆ ดาวทุกดวงก็ดูสวยดี ทุกอย่างดูดีกว่าทุกวัน
เพลงที่เคยหลงลืมมันไป กลับไปหามาฟังทั้งวัน
ปลอดปลดอารมณ์ ปล่อยให้มันลอยหายไป
ฟ้าเดิม ๆ แต่คืนนี้กลับดูสวยจัง ได้แต่นั่งอยู่ตรงนี้ กับใจที่มันอ้างว้างเหลือเกิน
อยู่ดีๆ ก็อยากร้องไห้ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เกิดเหงาอะไรขึ้นมา
อยู่ดีๆ ก็อยากร้องไห้ น้ำใสๆ ก็รินจากตา มันเหงา ไม่รู้ทำไม
มันเหมือนใจรอใครบางคน แต่ว่าเขาไม่มีตัวตน
ก็อยากมีคน นั่งมองดาวกับฉันบ้าง
.
.
.
ดึกแล้ว ข่มตานอนแต่หัวใจรุมเร้า
ออกมายืนหาดาวช่วยปลอบใจ
ดึกแล้ววุ่นใหญ่ใจร้อนรน
อยู่ไหน อยากจะรู้ตอนนี้เธอ อยู่ไหน
หลับสบายหรือไร ช่วยบอกกัน
เอ่ยถามพระจันทร์ บอกฉันที
* เขาคงนอนหลับอยู่ ไม่รู้ ไม่สนใจ
ฉันเดียวดาย ก็ใครคิดถึงเธอ
แค่เพียงเอ่ยความในใจ
บอกเธอให้รู้ไป เริ่มยังไง ไม่กล้าพอ
** อยากขอ ฝากดวงดาวทำให้ใจเธอรู้ ว่ามีใครเฝ้าดู ได้แต่คอย
ได้ไหม วานหน่อย ช่วยฉันที ช่วยบอกเธอ
.
.
.
ตัวฉันคนอย่างตัวฉันใครจะมาสนใจ
คนสวยคนที่ดีพร้อมเขาก็มองข้ามไป
เพราะฉันมันเป็นคนแบบปอนปอนทั่วไป
ไม่เห็นจะมีดีที่ใดปล่อยชีวิตไปวันวัน
ได้แต่ฝันจะมีใครอยู่ข้างเคียง
ยามเหงาได้แต่ทนเอาเราเกิดเป็นผู้ชาย
เจียมไว้ได้แต่เจียมหัวใจได้แต่คอยซักวัน
และแล้วมาเจอคนแบบปอนปอนเหมือนกัน
ตัวฉันจึงมีคนรู้ใจไปไหนก็ไปกันต่างก็รู้ในใจกัน
เรามั่นใจ..
เราจะฝ่าฟันเรารู้เรา
มีกันและกัน
เราจะแบ่งปันจะบวกใจ
ให้เป็นหนึ่งเดียว..
บางครั้งถ้าหากเจอฝนเราจะทนด้วยกัน
เราหนาวเราเปียกปอนเท่าใด
เดินต่อไปไม่หวั่น
เพราะรู้ว่าเราเป็น
แบบปอนปอนเหมือนกันมีร่มเพียงคันเดียวก็พอ
เท่านั้นก็พอใจหากลมฝนจะแรงไปเราไม่กลัว
และแล้วมาเจอคนแบบปอนปอนเหมือนกัน
ตัวฉันจึงมีคนรู้ใจไปไหนก็ไปกัน
ต่างก็รู้ในใจกันเรามั่นใจไปไหนก็ไปกัน
ต่างก็รู้ในใจกันอย่างนี้
.
.
.
กว่าจะรวมจิตใจ เก็บทรายสวยๆ มากอง ก่อปราสาทสักหลัง
ก่อกำแพงประตู ก่อสะพานสร้างเป็นทาง ทำให้เป็นดังฝัน
ก่อนที่ฉันจะได้เห็นทุกอย่าง อย่างที่ฝันที่ฉันทุ่มเท
น้ำทะเลก็สาดเข้ามา ไม่เหลืออะไรเลย แหลกสลายลงไปกับตา
เหลือเพียงทรายที่ว่างเปล่า กับน้ำทะเลเท่านั้น
ไม่เหลืออะไรเลย จากที่เคยมีความใฝ่ฝัน
ไร้กำลังจะสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม
ทีละเล็กละน้อย ที่คอยสะสมความดี มีให้เธอเท่านั้น
ก่อเป็นความเข้าใจ แต่งเติมความหมายด้วยกัน
คอยถึงวันที่หวัง ก่อนที่ฉันจะได้พบความสุข อย่างที่ฉันฝันไว้ทุกวัน
เธอก็พลันมาจากฉันไป ไม่เหลืออะไรเลย
(ไม่เหลืออะไรเลย) แหลกสลายลงไปกับตา
เหลือเพียงใจที่ว่างเปล่า กับฉันคนเดียวเท่านั้น
จะเอาแรงพลังจากไหนไว้เติมแต่งฝัน
จะเอาวันและคืนจากไหนให้พอทำใจ ไม่เหลืออะไรเลย
จากที่เคยมีความใฝ่ฝัน ไร้กำลังจะสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม
จะเอาแรงพลังจากไหน ไว้เติมแต่งฝัน
จะเอาวันและคืนจากไหน ให้พอทำใจ ไม่เหลืออะไรเลย
.
.
.
เธอเคยบอกว่าเธอไม่มีแม้ใครสักคนหนึ่ง
คงลืมว่าอย่างน้อยยังมีฉันไง
วันใดที่เธอมีเพื่อนรุมล้อมเธอหรือยังมีใคร
เธอก็จะไม่เห็นฉันเลยคนดี
แม้วันใดหัวใจเธอพ่าย จะมาแพ้ไปกับเธอ
และถ้ามีวันใด น้ำตาเธอเอ่อ จะร้องไห้เป็นเพื่อนกัน
* หากเธอสมหวัง...ในวันหนึ่ง
ให้รู้ว่าฉันยังแอบเห็นและชื่นชม
หากเธอท้อแท้...ฉันยังอยู่
หากแม้นไม่เห็นฉัน
จงโปรดรู้ไว้ว่าเธอใช่อยู่คนเดียว
.
.
.
ในบางช่วงของอารมณ์...
แล้วก็
คิดถึงเพลงใหม่ๆ เพลงหนึ่ง...
ฉันบินได้ และสามารถได้ยินความคิดใครๆ
และยังเคลื่อนไหวภายในพริบตา
หายตัวได้ และสามารถเยียวยาแผลได้เร็วไว
ข้ามเวลาไปไหน ดั่งใจต้องการ
แต่ใจฉันทรมาน ทุกวันยังนอนไม่หลับ
ไม่รู้ว่าอะไรที่ฉันขาด ที่ฉันยังต้องการอีกไหม
ปีกมีไว้ทำไม ถ้าไม่เคยมีใครให้โอบ
รู้ความในใจคงไม่มีประโยชน์ ไม่มีใครให้เข้าใจ
หัวเราะได้ และสามารถจะมองฟ้าที่กว้างใหญ่
เจ็บปวดเมื่อไร ก็มีน้ำตา
ร้องเพลงได้ และสามารถจูงมือคนรักเรื่อยไป
เท่านี้ใช่ไหมที่คนต้องการ
แต่ใจฉันทรมาน ทุกวันยังนอนไม่หลับ
รู้ว่าอะไรที่ฉันขาด แต่ฉันคงไม่อาจมีไว้
ไม่ต้องหายตัวได้ ถ้าไม่เคยมีใครเฝ้าดู
ข้ามเวลาไปฉันก็คงจะรู้ ว่าฉันจะต้องอยู่อย่างไร
ปีกมีไว้ทำไม ถ้าไม่เคยมีใครให้โอบ
รู้ความในใจคงไม่ประโยชน์ ไม่มีใครให้เข้าใจ
ไม่มีใครให้เข้าใจ
ฉันบินได้
.
.
.
Jan 12, 2010
จากนี้ไปไม่เหมือนเดิม
ผมเคยชื่นชอบ "มัน" มาก
ผมยกให้ "มัน" อยู่ระดับพิเศษ เรียกได้ว่า ปฏิเสธสิ่งอื่นๆได้เพื่อ "มัน"
เพื่อ “มัน” แล้วไม่ว่าจะเยอะ จะหนัก จะยาก ลำบาก ไกลแค่ไหน ดึกเท่าไหร่ ต้องจ่ายเท่าไหร่ไม่มีเกี่ยง
ผมรู้ว่า แม้ผมจะไม่ได้สนิทกับ “มัน” ที่สุด แต่ถ้าพูดถึงผม ไม่มากก็น้อยหลายคนมักนึกถึง “มัน”
จนวันหนึ่ง ผมรู้สึกว่า “มัน” เยอะเกินไปแล้ว เกินกว่าผมจะรับได้
หลายสิ่งเกิดขึ้นกับชีวิต ทำให้ผมแย่ลง สุขภาพไม่ดี ร่างกายอ่อนแอ ผมเริ่มปลีกตัวออกจาก “มัน”
แต่ก็ยังอดคิดถึง “มัน” ไม่ได้
“มัน” ช่างมีอิทธิพลกับชีวิตของผมเหลือเกิน
จนเมื่อเร็วๆนี้ ที่ผมได้พบความจริง ว่าแท้จริงแล้ว ความรู้สึกดีๆที่ผมได้จาก “มัน” นั้น เทียบไม่ได้กับ “อันตราย” มากมายที่ผมได้รับอย่างไม่ตระหนักถึง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
“มัน” ทำลายผม มากกว่าที่ผมคิดไว้
ผมก็ไม่ได้บอกว่าจะตัดขาด “มัน” ชนิดไม่ต้องเจอกันเลยนะ
บางครั้ง บางโอกาส อาจได้เจอกันบ้าง
แต่ก็คงไม่เป็นเหมือนเดิม จากนี้ไป เราไม่มีทางสนิทกันเหมือนเดิมแน่
หากเรารู้ว่า อะไรไม่ดีแล้วยังทำ หรือรู้ว่าอะไรดีแล้วไม่ทำ พระคัมภีร์ของคริสเตียนบอกว่าเป็น “บาป”
ถ้ารู้ว่าใช้ชีวิตกับอะไรแล้วทำให้ชีวิตแย่ลง หรือรู้ว่าใช้ชีวิตอย่างไรแล้ว ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น แต่ไม่ทำ นั่นคือ เราทำบาปแหงๆ
กินอาหารบุฟเฟต์เยอะๆ เนื้อๆมันๆ โดยเฉพาะมื้อเย็น อันตรายต่อชีวิตมากกว่าที่คุณคิดไว้เยอะ
ลด ละ เลิก ทุขโภชนาการทุกประการ หันมาใส่ใจสุขภาพ กินอาหารที่ดี มีประโยชน์อย่างถูกสุขโภชนากันดีกว่าครับ
(ปล. อุทิศให้ “มัน” พฤศจิกายน 2009)
ผมยกให้ "มัน" อยู่ระดับพิเศษ เรียกได้ว่า ปฏิเสธสิ่งอื่นๆได้เพื่อ "มัน"
เพื่อ “มัน” แล้วไม่ว่าจะเยอะ จะหนัก จะยาก ลำบาก ไกลแค่ไหน ดึกเท่าไหร่ ต้องจ่ายเท่าไหร่ไม่มีเกี่ยง
ผมรู้ว่า แม้ผมจะไม่ได้สนิทกับ “มัน” ที่สุด แต่ถ้าพูดถึงผม ไม่มากก็น้อยหลายคนมักนึกถึง “มัน”
จนวันหนึ่ง ผมรู้สึกว่า “มัน” เยอะเกินไปแล้ว เกินกว่าผมจะรับได้
หลายสิ่งเกิดขึ้นกับชีวิต ทำให้ผมแย่ลง สุขภาพไม่ดี ร่างกายอ่อนแอ ผมเริ่มปลีกตัวออกจาก “มัน”
แต่ก็ยังอดคิดถึง “มัน” ไม่ได้
“มัน” ช่างมีอิทธิพลกับชีวิตของผมเหลือเกิน
จนเมื่อเร็วๆนี้ ที่ผมได้พบความจริง ว่าแท้จริงแล้ว ความรู้สึกดีๆที่ผมได้จาก “มัน” นั้น เทียบไม่ได้กับ “อันตราย” มากมายที่ผมได้รับอย่างไม่ตระหนักถึง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
“มัน” ทำลายผม มากกว่าที่ผมคิดไว้
ผมก็ไม่ได้บอกว่าจะตัดขาด “มัน” ชนิดไม่ต้องเจอกันเลยนะ
บางครั้ง บางโอกาส อาจได้เจอกันบ้าง
แต่ก็คงไม่เป็นเหมือนเดิม จากนี้ไป เราไม่มีทางสนิทกันเหมือนเดิมแน่
หากเรารู้ว่า อะไรไม่ดีแล้วยังทำ หรือรู้ว่าอะไรดีแล้วไม่ทำ พระคัมภีร์ของคริสเตียนบอกว่าเป็น “บาป”
ถ้ารู้ว่าใช้ชีวิตกับอะไรแล้วทำให้ชีวิตแย่ลง หรือรู้ว่าใช้ชีวิตอย่างไรแล้ว ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น แต่ไม่ทำ นั่นคือ เราทำบาปแหงๆ
กินอาหารบุฟเฟต์เยอะๆ เนื้อๆมันๆ โดยเฉพาะมื้อเย็น อันตรายต่อชีวิตมากกว่าที่คุณคิดไว้เยอะ
ลด ละ เลิก ทุขโภชนาการทุกประการ หันมาใส่ใจสุขภาพ กินอาหารที่ดี มีประโยชน์อย่างถูกสุขโภชนากันดีกว่าครับ
(ปล. อุทิศให้ “มัน” พฤศจิกายน 2009)
Jan 4, 2010
ยัด "สั่น" แน่น พูน ล้น
เวลามีคนมา ยัดเยียด อะไรสักอย่างให้เรา
เราคงรู้สึกไม่ชอบใจ ไม่สบายใจ อึดอัด ไม่อยากจะรับไว้
ส่วนใหญ่ก็เพราะเราไม่อยากได้
จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เรา "คิด" และ "มอง" ว่ามันไม่เหมาะกับเรา เราไม่ควรจะได้รับสิ่งนั้น
เวลามีคนมา เขย่า เรา
เราก็มักจะรู้สึก ไม่ชอบใจ ไม่สบายใจ เจ็บ
รู้สึกถูกละเมิด ถูกรบกวน ความมั่นคงในจิตใจถูกสั่นคลอน
ไม่มากก็น้อย เรารู้สึก กลัว (จนตัว "สั่น")
แล้วเรารู้สึก แน่น เวลาไหนบ้าง
ใช่เวลาที่เราได้อะไรสักอย่างมากกว่าความสามารถของเราที่จะรับไว้ได้หรือเปล่า
หรือไม่ก็เป็นเวลาที่ตัวเราเองมีขนาดใหญ่กว่า ภาชนะ / สิ่งรอบตัวภายนอก ซึ่งไม่สามารถรองรับเราได้
แต่ที่แน่ๆ เราจะรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ ไม่สบายตัว
เกิดภาวะไม่เข้ากันได้อย่างดี (ภาษาเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า เสียดุลยภาพ)
ซึ่งไม่ว่าจะเกิดจากกรณีไหน ก็จะมีการปรับตัวเกิดขึ้น
ถ้าเราไม่ขยายตัวเราเองออก
เราก็ต้องลดขนาด (ตัว, ใจ, ฝัน, ความคิด) ของเราลง
หรือต้องไปเปลี่ยนสิ่งรอบตัวภายนอกให้เข้ากับเรา
หลายคนชอบแบบนี้ ชอบคิดเอาเอง (โดยไม่รู้ตัว) ว่า โลกหมุนรอบตัวฉันเอง
ชอบเปลี่ยนคนอื่นให้เข้ากับตัวเอง เนื่องจากเข้าใจว่าตัวเองสูงส่งกว่า
บางคนเป็นหนักถึงขั้นหลอกลวงคนอื่น ด้วยความฝันลมๆแล้งๆ ด้วยความหวังดีที่โอบอุ้มคนอื่นให้รู้สึกมั่นคง
เป็นการยัดเยียด ความกลัว อย่างเนียนๆให้กับผู้อื่น ซึ่งมักถูกห่อหุ้มไว้ในรูปแบบของ ความรัก การยินยอม การเชื่อฟัง และความปรารถนาดี
.
.
.
ผมรู้จักกับ ยัดสั่นแน่นพูนล้น ครั้งแรกจากพระคริสต์ธรรมคัมภีร์
เป็น 1 ใน คำสัญญาที่พระเยซูบอกว่า เราจะได้รับการอวยพรอย่างนี้ด้วย เมื่อเราให้ผู้อื่นด้วยท่าทีอย่างนี้
เมื่อก่อนผมเคย (อยู่ในชุมชนที่) เชื่อว่า การอวยพร หมายถึง เรื่องดีๆที่เราได้รับ ทำให้ผมมักจะนึกถึงคำสัญญานี้ในมุมมองของเรื่องดีๆเท่านั้น แต่หลังจากเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเองอยู่พักใหญ่ ลองกล้าทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ผมเลือกเดินบนเส้นทางของพระเจ้าที่ผมรู้จัก
ผ่านไป 5 เดือน นับตั้งแต่ที่ย้ายออกมาจากรากฐานความเชื่อเดิม
เมื่อมองย้อนกลับไป ผมได้เรียนรู้เรื่องเดิมๆ ในมุมมองใหม่ๆที่กว้างขวางขึ้น
ผมเห็น สิ่งดี จาก สิ่งร้าย ที่พระเจ้า "ยัด" ใส่ให้
ผมเห็น ความแข็งแรง ได้รับการสร้างขึ้น หลังจากพระเจ้า "เขย่า" ผม จนสั่น
ผมเห็นการขยายออกของชีวิตตัวเอง หลังจากที่ผมรู้สึก "แน่น" หลังจากผมเลือกแก้ไขปัจจัยที่ผมสามารถควบคุมได้ คือ เปลี่ยนแปลงตัวเอง
ผมรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
ผมมีโอกาสทำในสิ่งที่สนใจ และไม่ทำในสิ่งที่ไม่สนใจ (อย่างปราศจาก แรงกดดัน (จากสังคม))
ความฝันได้รับการเติมเต็ม และเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น เห็นการสนับสนุนจากพระเจ้ามากขึ้น
ความคิดเป็นเหตุเป็นผล สมจริงสมจังมากขึ้น
ยอมรับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองได้ง่ายและเร็วขึ้น
ผมรู้สึกว่า ผมเป็นมนุษย์มากขึ้นนะ
เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า
ทำไม เมื่อก่อน เราถึงมีปัญหากับ "การเจริญเติบโต" นัก
มันแทบจะเป็นวาระแห่งชาติของชุมชนที่ผมเคยอยู่เลยทีเดียว
ทั้งที่เราให้ความสำคัญขนาดนั้น แต่ดูเหมือนว่าจะ "ไกลเท่าเดิม"
คำตอบง่ายๆ ก็คือ เราหลีกเลี่ยง / ไม่ยอมรับ ความเจ็บปวด
ไม่ยอมถูก ยัดๆๆ เขย่าๆๆ สั่นๆๆ ตบ บีบ ทุบ อัด กระทืบ ให้ แน่นๆ
เราอาจเจ็บปวดโดยไม่เติบโตได้ แต่ชีวิตเราจะเติบโตขึ้น โดยไม่เจ็บปวดไม่ได้
ผมรู้สึกว่าตอนนี้ ชีวิตของผมกำลังได้รับการเติมจากพระเจ้า
สุขภาพอนามัยเริ่มดีขึ้น
ผมทำงานมีเงินเก็บ มีเงินให้พ่อกับแม่ (เป็นครั้งแรกในชีวิต)
พูดคุยกับพ่อแม่พี่และญาติได้อย่างสนิทสนมกัน กล้าแสดงจุดยืนความเชื่อของตัวเองด้วยความเคารพ
อ่านหนังสือจบเล่มและนำมาใช้ในชีวิตจริงได้ด้วย
เข้าใจหลักเหตุผลในตำราเรียน
เข้าอกเข้าใจความรู้สึกและความคิดของคนอื่น โดยไม่ต้องคิดเอาเองก่อนว่าเขาจะคิด/รู้สึกอย่างไร
เอื้ออาทรคนอื่นมากขึ้น คิดเห็นแก่คนอื่นมากขึ้น
ไม่เพียงรู้จักว่ารักคืออะไร แต่ผมรักคนอื่นได้จริงๆ
ที่สำคัญ ผมรู้สึกว่า
ผมสนิทกับพระเจ้า และกลับมาเป็นกันเองกับพระเจ้า
เหมือนเมื่อรู้จักกันใหม่ๆอีกครั้ง
มีคนเคยสอนว่า
เราต้องการอะไร ต้องจ่ายราคา ต้องรู้จัก ให้และเอา (give & take)
แต่ผมเชื่อว่าพระเจ้าสอนมนุษย์ให้รู้จัก ให้แล้วได้รับ (give, then be given)
ถึงแม้ว่าบ่อยครั้ง สิ่งที่ได้รับนั้น จะไม่มีอะไรมากไปกว่าคำว่า ความสุข
ในขณะที่ผมกำลังเรียนรู้การให้ชีวิตของตัวเองจากคนที่ให้ชีวิตของตัวเองแก่ผู้อื่นมาแล้ว ซึ่งจริงๆแล้วผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับชีวิตจากเขาด้วยนั้น ผมเองก็ได้รับด้วย
ยิ่งเราได้รับมาก ยิ่งสำนึกว่าเราได้รับมาเปล่าๆ โดยปกติ เราก็น่าจะยิ่งให้ได้ง่ายๆนะ (ว่าไหม?)
และยิ่งเราให้พระเจ้า เราก็ยิ่งได้รับจากพระองค์ (จริงๆ น๊า)
ยังเหลือคำกริยาอีก 2 คำ ที่ผมจะได้รับการอวยพรจากพระเจ้าตามพระสัญญาของพระองค์
เชื่อกันต่อไป เพราะวันนี้ สิ่งที่ได้รับมาแล้วนั้น ยังมองไม่เห็น
แต่ที่แน่ๆ... อะแฮ่ม "พูน" "ล้น" แน่นอนครับ
เราคงรู้สึกไม่ชอบใจ ไม่สบายใจ อึดอัด ไม่อยากจะรับไว้
ส่วนใหญ่ก็เพราะเราไม่อยากได้
จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เรา "คิด" และ "มอง" ว่ามันไม่เหมาะกับเรา เราไม่ควรจะได้รับสิ่งนั้น
เวลามีคนมา เขย่า เรา
เราก็มักจะรู้สึก ไม่ชอบใจ ไม่สบายใจ เจ็บ
รู้สึกถูกละเมิด ถูกรบกวน ความมั่นคงในจิตใจถูกสั่นคลอน
ไม่มากก็น้อย เรารู้สึก กลัว (จนตัว "สั่น")
แล้วเรารู้สึก แน่น เวลาไหนบ้าง
ใช่เวลาที่เราได้อะไรสักอย่างมากกว่าความสามารถของเราที่จะรับไว้ได้หรือเปล่า
หรือไม่ก็เป็นเวลาที่ตัวเราเองมีขนาดใหญ่กว่า ภาชนะ / สิ่งรอบตัวภายนอก ซึ่งไม่สามารถรองรับเราได้
แต่ที่แน่ๆ เราจะรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ ไม่สบายตัว
เกิดภาวะไม่เข้ากันได้อย่างดี (ภาษาเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า เสียดุลยภาพ)
ซึ่งไม่ว่าจะเกิดจากกรณีไหน ก็จะมีการปรับตัวเกิดขึ้น
ถ้าเราไม่ขยายตัวเราเองออก
เราก็ต้องลดขนาด (ตัว, ใจ, ฝัน, ความคิด) ของเราลง
หรือต้องไปเปลี่ยนสิ่งรอบตัวภายนอกให้เข้ากับเรา
หลายคนชอบแบบนี้ ชอบคิดเอาเอง (โดยไม่รู้ตัว) ว่า โลกหมุนรอบตัวฉันเอง
ชอบเปลี่ยนคนอื่นให้เข้ากับตัวเอง เนื่องจากเข้าใจว่าตัวเองสูงส่งกว่า
บางคนเป็นหนักถึงขั้นหลอกลวงคนอื่น ด้วยความฝันลมๆแล้งๆ ด้วยความหวังดีที่โอบอุ้มคนอื่นให้รู้สึกมั่นคง
เป็นการยัดเยียด ความกลัว อย่างเนียนๆให้กับผู้อื่น ซึ่งมักถูกห่อหุ้มไว้ในรูปแบบของ ความรัก การยินยอม การเชื่อฟัง และความปรารถนาดี
.
.
.
ผมรู้จักกับ ยัดสั่นแน่นพูนล้น ครั้งแรกจากพระคริสต์ธรรมคัมภีร์
เป็น 1 ใน คำสัญญาที่พระเยซูบอกว่า เราจะได้รับการอวยพรอย่างนี้ด้วย เมื่อเราให้ผู้อื่นด้วยท่าทีอย่างนี้
เมื่อก่อนผมเคย (อยู่ในชุมชนที่) เชื่อว่า การอวยพร หมายถึง เรื่องดีๆที่เราได้รับ ทำให้ผมมักจะนึกถึงคำสัญญานี้ในมุมมองของเรื่องดีๆเท่านั้น แต่หลังจากเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเองอยู่พักใหญ่ ลองกล้าทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ผมเลือกเดินบนเส้นทางของพระเจ้าที่ผมรู้จัก
ผ่านไป 5 เดือน นับตั้งแต่ที่ย้ายออกมาจากรากฐานความเชื่อเดิม
เมื่อมองย้อนกลับไป ผมได้เรียนรู้เรื่องเดิมๆ ในมุมมองใหม่ๆที่กว้างขวางขึ้น
ผมเห็น สิ่งดี จาก สิ่งร้าย ที่พระเจ้า "ยัด" ใส่ให้
ผมเห็น ความแข็งแรง ได้รับการสร้างขึ้น หลังจากพระเจ้า "เขย่า" ผม จนสั่น
ผมเห็นการขยายออกของชีวิตตัวเอง หลังจากที่ผมรู้สึก "แน่น" หลังจากผมเลือกแก้ไขปัจจัยที่ผมสามารถควบคุมได้ คือ เปลี่ยนแปลงตัวเอง
ผมรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
ผมมีโอกาสทำในสิ่งที่สนใจ และไม่ทำในสิ่งที่ไม่สนใจ (อย่างปราศจาก แรงกดดัน (จากสังคม))
ความฝันได้รับการเติมเต็ม และเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น เห็นการสนับสนุนจากพระเจ้ามากขึ้น
ความคิดเป็นเหตุเป็นผล สมจริงสมจังมากขึ้น
ยอมรับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองได้ง่ายและเร็วขึ้น
ผมรู้สึกว่า ผมเป็นมนุษย์มากขึ้นนะ
เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า
ทำไม เมื่อก่อน เราถึงมีปัญหากับ "การเจริญเติบโต" นัก
มันแทบจะเป็นวาระแห่งชาติของชุมชนที่ผมเคยอยู่เลยทีเดียว
ทั้งที่เราให้ความสำคัญขนาดนั้น แต่ดูเหมือนว่าจะ "ไกลเท่าเดิม"
คำตอบง่ายๆ ก็คือ เราหลีกเลี่ยง / ไม่ยอมรับ ความเจ็บปวด
ไม่ยอมถูก ยัดๆๆ เขย่าๆๆ สั่นๆๆ ตบ บีบ ทุบ อัด กระทืบ ให้ แน่นๆ
เราอาจเจ็บปวดโดยไม่เติบโตได้ แต่ชีวิตเราจะเติบโตขึ้น โดยไม่เจ็บปวดไม่ได้
ผมรู้สึกว่าตอนนี้ ชีวิตของผมกำลังได้รับการเติมจากพระเจ้า
สุขภาพอนามัยเริ่มดีขึ้น
ผมทำงานมีเงินเก็บ มีเงินให้พ่อกับแม่ (เป็นครั้งแรกในชีวิต)
พูดคุยกับพ่อแม่พี่และญาติได้อย่างสนิทสนมกัน กล้าแสดงจุดยืนความเชื่อของตัวเองด้วยความเคารพ
อ่านหนังสือจบเล่มและนำมาใช้ในชีวิตจริงได้ด้วย
เข้าใจหลักเหตุผลในตำราเรียน
เข้าอกเข้าใจความรู้สึกและความคิดของคนอื่น โดยไม่ต้องคิดเอาเองก่อนว่าเขาจะคิด/รู้สึกอย่างไร
เอื้ออาทรคนอื่นมากขึ้น คิดเห็นแก่คนอื่นมากขึ้น
ไม่เพียงรู้จักว่ารักคืออะไร แต่ผมรักคนอื่นได้จริงๆ
ที่สำคัญ ผมรู้สึกว่า
ผมสนิทกับพระเจ้า และกลับมาเป็นกันเองกับพระเจ้า
เหมือนเมื่อรู้จักกันใหม่ๆอีกครั้ง
มีคนเคยสอนว่า
เราต้องการอะไร ต้องจ่ายราคา ต้องรู้จัก ให้และเอา (give & take)
แต่ผมเชื่อว่าพระเจ้าสอนมนุษย์ให้รู้จัก ให้แล้วได้รับ (give, then be given)
ถึงแม้ว่าบ่อยครั้ง สิ่งที่ได้รับนั้น จะไม่มีอะไรมากไปกว่าคำว่า ความสุข
ในขณะที่ผมกำลังเรียนรู้การให้ชีวิตของตัวเองจากคนที่ให้ชีวิตของตัวเองแก่ผู้อื่นมาแล้ว ซึ่งจริงๆแล้วผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับชีวิตจากเขาด้วยนั้น ผมเองก็ได้รับด้วย
ยิ่งเราได้รับมาก ยิ่งสำนึกว่าเราได้รับมาเปล่าๆ โดยปกติ เราก็น่าจะยิ่งให้ได้ง่ายๆนะ (ว่าไหม?)
และยิ่งเราให้พระเจ้า เราก็ยิ่งได้รับจากพระองค์ (จริงๆ น๊า)
ยังเหลือคำกริยาอีก 2 คำ ที่ผมจะได้รับการอวยพรจากพระเจ้าตามพระสัญญาของพระองค์
เชื่อกันต่อไป เพราะวันนี้ สิ่งที่ได้รับมาแล้วนั้น ยังมองไม่เห็น
แต่ที่แน่ๆ... อะแฮ่ม "พูน" "ล้น" แน่นอนครับ
Dec 8, 2009
กี่ปี ?
เมื่อคืนคุยกับพ่อตามกระแสวันพ่อที่เพิ่งผ่านไป
คุยกันเรื่องเดิมๆ เมื่อไหร่จะเรียนจบ เสียเวลามาเยอะแล้ว ทำงานเลี้ยงตัวให้ได้ ไม่จำเป็นต้องรวย เรื่องเมียไม่ต้องรีบ คราวนี้มีเพิ่มมานิดหน่อย เรื่องการใช้และสะสมบุญบารมี
แต่แม้จะเรื่องเดิมๆ เมื่อคืนคุยกันสนุกมาก
พ่อเล่าให้ฟังถึงเพื่อนผมสมัยประถมแถวบ้านหลายคน เขาต่างทำงาน แต่งงาน มีลูกกันหมดแล้ว พ่อว่าสมัยก่อน จะมีลูกซักคน เขาว่าต้องมีเงินซัก 3 ล้าน เพื่อนผมแถวบ้านคนหนึ่ง มีลูก 2 คน รวมเงินใช้เองผัว-เมียด้วย ก็ไม่ต่ำกว่า 10 ล้าน พ่อถามว่า “มึงทำงานได้ปีละเท่าไหร่” กะด้วยสายตาคร่าวๆ ราวๆ แสนต้นๆ “มึงตามหลังเขาอยู่ 10 กว่าปี” พ่อพูดต่อ “ถ้าเป็นคน 10 ปีนี่ 1 ศตวรรษ มันคนละยุค คนละสมัย คุยกันคนละภาษาแล้วนะ” “แล้วยังงี้ มึงยังจะบอกว่ามึงไม่ล้าหลังอีกเหรอ”...
ผมนึกถึงข่าวในหนังสือพิมพ์ที่เคยอ่านตั้งแต่ยังเด็กๆ ถ้าจำไม่ผิด เขาว่าเมื่อก่อน ในแถบเอเซียน ใครๆก็ตามประเทศไทยกันหลักสิบปีทั้งนั้น เราทิ้งห่างสิงคโปร์ มาเลเซีย อยู่หลายสิบปี จนสูสี จนตอนนี้ เขาทิ้งเราไปไหนต่อไหนแล้ว เวียดนาม ที่เคยอยู่คนละชั้นกับเรา ดูเหมือนว่าก็กำลังหายใจรดต้นคอเราเข้ามาเรื่อยๆ และถ้าเข้าใจไม่ผิด พม่า กับ เขมร ก็กำลังเตรียมตัวเทียบชั้นเราอยู่ โดยเฉพาะรายหลังนั้น ถึงขั้นเชิญนักโทษชายของไทยไปเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจเลยทีเดียว
ผมไม่ได้บอกว่าประเทศไทยไม่ได้พัฒนา เพียงแต่ผมคิดว่าเราพัฒนาขึ้นน้อยมาก โดยเฉพาะหากเทียบกับความทันสมัยที่มากขึ้นของบ้านเมืองในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา
ผมคิดว่า อาจเป็นเพราะเราเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่เพิ่มค่าไม่ได้มากกว่าสินทรัพย์ที่เพิ่มค่าได้
ในวิชาเศรษฐศาสตร์ มีเรื่องหนึ่ง ชื่อว่า กฎทองของการสะสมทุน (Golden rule Level of Capital) ใจความโดยสรุปง่ายๆ ก็คือ เมื่อคนรุ่นเรา (เสียสละ) ใช้เงินน้อยลง ทำให้ความพอใจของเราจากการบริโภคลดลง แต่เราจะลงทุนได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้คนรุ่นลูกได้ผลตอบแทนจากการลงทุน ทำให้เขามีเงินใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะสร้างความพอใจให้เขามากขึ้น และถ้ารุ่นลูกทำเหมือนเรา รุ่นหลานทำเหมือนเรา... สินทรัพย์ก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกรุ่น รุ่นต่อรุ่น
“จงรักลูกหลานเหมือนรักตัวเอง”
โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่า คน เป็นมากกว่าทรัพยากรทางเศรษฐกิจ แต่ผมยอมรับว่า คน เป็นสินทรัพย์ที่คุ้มค่าที่สุดในการลงทุนระยะยาว
ถ้าหากดูจาก สิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้านที่หลายคนมักหยิบยกมากล่าวถึงชื่นชมในความทันสมัย เขาใช้เวลาในการพัฒนาประเทศ ประมาณ 50 ปี โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาคุณภาพชีวิต ความสามารถ และความคิดของคน...
ต้นไม้แต่ละชนิด ย่อมมีระยะเวลาและวิธีในการเพาะเมล็ดแตกต่างกันฉันใด ชีวิตคนเราก็มีช่วงระยะเวลาและวิธีการในการบ่มเพาะชีวิตแตกต่างกันฉันนั้น
หากเมล็ดนั้นถูกเพาะลงดินแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลใจ แต่หากวางไว้บนทิชชูชุ่มน้ำ รอเป็น 100 ปี ก็คงไม่งอกขึ้นมา เว้นแต่จะเป็นเมล็ดถั่วงอก !!
วันนี้ ผมได้เจอที่ของผมแล้ว ชีวิตของผมได้รับการปลูกลงแล้ว วันหนึ่งมันจะออกดอกออกผลให้เก็บเกี่ยวแน่ ไม่รู้ว่าจะทันในช่วงรุ่นอายุผมหรือเปล่านะ หรือต้องรอถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
แต่หวังว่า อย่างน้อยมันจะได้ทันแตกยอดอ่อนในรุ่นอายุพ่อของผม
ทันให้ท่านได้เห็น ทันให้ท่านได้ภูมิใจ
คุยกันเรื่องเดิมๆ เมื่อไหร่จะเรียนจบ เสียเวลามาเยอะแล้ว ทำงานเลี้ยงตัวให้ได้ ไม่จำเป็นต้องรวย เรื่องเมียไม่ต้องรีบ คราวนี้มีเพิ่มมานิดหน่อย เรื่องการใช้และสะสมบุญบารมี
แต่แม้จะเรื่องเดิมๆ เมื่อคืนคุยกันสนุกมาก
พ่อเล่าให้ฟังถึงเพื่อนผมสมัยประถมแถวบ้านหลายคน เขาต่างทำงาน แต่งงาน มีลูกกันหมดแล้ว พ่อว่าสมัยก่อน จะมีลูกซักคน เขาว่าต้องมีเงินซัก 3 ล้าน เพื่อนผมแถวบ้านคนหนึ่ง มีลูก 2 คน รวมเงินใช้เองผัว-เมียด้วย ก็ไม่ต่ำกว่า 10 ล้าน พ่อถามว่า “มึงทำงานได้ปีละเท่าไหร่” กะด้วยสายตาคร่าวๆ ราวๆ แสนต้นๆ “มึงตามหลังเขาอยู่ 10 กว่าปี” พ่อพูดต่อ “ถ้าเป็นคน 10 ปีนี่ 1 ศตวรรษ มันคนละยุค คนละสมัย คุยกันคนละภาษาแล้วนะ” “แล้วยังงี้ มึงยังจะบอกว่ามึงไม่ล้าหลังอีกเหรอ”...
ผมนึกถึงข่าวในหนังสือพิมพ์ที่เคยอ่านตั้งแต่ยังเด็กๆ ถ้าจำไม่ผิด เขาว่าเมื่อก่อน ในแถบเอเซียน ใครๆก็ตามประเทศไทยกันหลักสิบปีทั้งนั้น เราทิ้งห่างสิงคโปร์ มาเลเซีย อยู่หลายสิบปี จนสูสี จนตอนนี้ เขาทิ้งเราไปไหนต่อไหนแล้ว เวียดนาม ที่เคยอยู่คนละชั้นกับเรา ดูเหมือนว่าก็กำลังหายใจรดต้นคอเราเข้ามาเรื่อยๆ และถ้าเข้าใจไม่ผิด พม่า กับ เขมร ก็กำลังเตรียมตัวเทียบชั้นเราอยู่ โดยเฉพาะรายหลังนั้น ถึงขั้นเชิญนักโทษชายของไทยไปเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจเลยทีเดียว
ผมไม่ได้บอกว่าประเทศไทยไม่ได้พัฒนา เพียงแต่ผมคิดว่าเราพัฒนาขึ้นน้อยมาก โดยเฉพาะหากเทียบกับความทันสมัยที่มากขึ้นของบ้านเมืองในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา
ผมคิดว่า อาจเป็นเพราะเราเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่เพิ่มค่าไม่ได้มากกว่าสินทรัพย์ที่เพิ่มค่าได้
ในวิชาเศรษฐศาสตร์ มีเรื่องหนึ่ง ชื่อว่า กฎทองของการสะสมทุน (Golden rule Level of Capital) ใจความโดยสรุปง่ายๆ ก็คือ เมื่อคนรุ่นเรา (เสียสละ) ใช้เงินน้อยลง ทำให้ความพอใจของเราจากการบริโภคลดลง แต่เราจะลงทุนได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้คนรุ่นลูกได้ผลตอบแทนจากการลงทุน ทำให้เขามีเงินใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะสร้างความพอใจให้เขามากขึ้น และถ้ารุ่นลูกทำเหมือนเรา รุ่นหลานทำเหมือนเรา... สินทรัพย์ก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกรุ่น รุ่นต่อรุ่น
“จงรักลูกหลานเหมือนรักตัวเอง”
โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่า คน เป็นมากกว่าทรัพยากรทางเศรษฐกิจ แต่ผมยอมรับว่า คน เป็นสินทรัพย์ที่คุ้มค่าที่สุดในการลงทุนระยะยาว
ถ้าหากดูจาก สิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้านที่หลายคนมักหยิบยกมากล่าวถึงชื่นชมในความทันสมัย เขาใช้เวลาในการพัฒนาประเทศ ประมาณ 50 ปี โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาคุณภาพชีวิต ความสามารถ และความคิดของคน...
ต้นไม้แต่ละชนิด ย่อมมีระยะเวลาและวิธีในการเพาะเมล็ดแตกต่างกันฉันใด ชีวิตคนเราก็มีช่วงระยะเวลาและวิธีการในการบ่มเพาะชีวิตแตกต่างกันฉันนั้น
หากเมล็ดนั้นถูกเพาะลงดินแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลใจ แต่หากวางไว้บนทิชชูชุ่มน้ำ รอเป็น 100 ปี ก็คงไม่งอกขึ้นมา เว้นแต่จะเป็นเมล็ดถั่วงอก !!
วันนี้ ผมได้เจอที่ของผมแล้ว ชีวิตของผมได้รับการปลูกลงแล้ว วันหนึ่งมันจะออกดอกออกผลให้เก็บเกี่ยวแน่ ไม่รู้ว่าจะทันในช่วงรุ่นอายุผมหรือเปล่านะ หรือต้องรอถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
แต่หวังว่า อย่างน้อยมันจะได้ทันแตกยอดอ่อนในรุ่นอายุพ่อของผม
ทันให้ท่านได้เห็น ทันให้ท่านได้ภูมิใจ
Nov 22, 2009
no fear in LOVE
เมื่อวานนี้ ที่นิวซอง พี่ Peter เล่าให้ฟังว่า มีบางสิ่งเกิดขึ้นกับพี่น้องของเราคนหนึ่ง ผมไม่รู้รายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แต่ว่าพี่น้องของเราคนนี้ กล้าที่จะเดินมาเล่าให้พี่ Peter ฟังว่า เขาไปทำอะไรมา
ตอนที่ผมได้ยินเรื่องนี้ ผมอดใจหายไม่ได้ จำได้ว่า เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ผมยังรู้สึกดีใจอยู่เลย ที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับเขามากขึ้น ตื่นเต้นที่จะได้สนิทกันมากขึ้น จริงๆผมอยากให้เขาอยู่ที่นี่กับพวกเรามากกว่า แต่มันก็คงไม่ง่ายนักในความเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ผมได้แต่หวังว่า เขาจะได้รับการรื้อฟื้น และกลับมาที่นิวซองอีกครั้งหนึ่ง เร็วๆนี้
... เรื่องราวของใครบางคน และอีกหลายคน โผล่เข้ามาในความคิดของผม...
ผมรู้จักผู้ชายคนหนึ่งที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนชีวิตสมรส จริงๆแล้วเขากำลังเตรียมตัวจะเดินทางไปเป็นผู้นำที่โบสถ์ต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง ไม่กี่เดือนต่อมา ผู้นำโบสถ์ที่กรุงเทพก็ส่งเขาทั้ง 2 คนไปต่างจังหวัด ผู้ชายเดินทางไปเป็นผู้นำ ผู้หญิงไปอีกจังหวัดหนึ่ง เพราะเธอท้อง
ผู้ชายคนนี้ได้รับเกียรติในฐานะผู้รับใช้พระเจ้า ส่วนผู้หญิงคนนั้นตกระกำลำบากในฐานะคนทำผิด
หลายปีผ่านไป ผู้ชายคนนั้นจัดงานแต่งงานใหญ่โต คณะผู้ปกครองและผู้นำหลายคนไปร่วมอวยพรแสดงความยินดี และประกอบพิธี "สมรสศักดิ์สิทธิ์" ให้ ทุกคนทำเหมือนไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้น ทั้งที่เจ้าสาวในงาน เป็นคนละคนกับผู้หญิงคนแรกที่ตั้งท้อง
14 ปีที่ผ่านมา ผมพูดเสมอว่า ผู้นำก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ทำผิดได้ ทำพลาดได้ สิ่งที่เราต้องทำ คือ ยอมรับว่าเราอ่อนแอ กลับใจใหม่ และพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ไม่ใช่การปกปิด รักษาหน้า ทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำตัวราวดั่งกับเป็นเทพ บริสุทธิ์ ผิดไม่เป็น แตะต้องไม่ได้ โดยเฉพาะเหตุผลที่บอกว่า "จะบอกทำไม บอกแล้วไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ต้องบอก ยิ่งบอกยิ่งทำให้งานพระเจ้าเคลื่อนช้าลง" (ผมคิดว่ามันเป็นเหตุผลที่ไร้สาระและเลวระยำตำบอนมาก) (เถียงมากๆเข้า ก็จะเจอประโยคเด็ด "ไม่ฉลาดเท่าผม ก็เชื่อฟังผมเถอะ" หรือ "เชื่อผมเถอะ ผมรับผิดชอบเอง" เฮ้อ... เก่งๆกันทั้งน้านนน...) แม้จะเชื่อว่าคนพูดมีความตั้งใจดีเพื่องานพระเจ้าจริงๆ (ซึ่งเชื่อได้ยากเต็มที) แต่มันเป็นการใช้เหตุผลที่ไม่ต่างจากการใช้เหตุผลของหญิงชั่วในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ สุภาษิต7:14-20 เลย
ผู้นำทำผิดปกปิดเพื่อพระเจ้า แต่สมาชิกต้องเปิดเผยทุกเรื่องต่อผู้นำ การกระทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากการบีบบังคับ และวางแอกลงบนคอผู้เชื่อ เป็นการไม่ให้เกียรติกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ และยังเป็นการใช้มาตรฐานซ้อนในชุมชนอีกด้วย อาจจะเพราะมันเป็นรากเหง้าของสังคมไทยก็ได้ (ก็เราอยู่ในสังคมไทยนี่นา... ช่วยไม่ได้ !!)
ผมเคยตั้งประเด็นสงสัยความผิดทางจริยธรรมคริสเตียนส่งให้ผู้นำโบสถ์หลายครั้ง มีครั้งหนึ่งที่ตั้งประเด็นสงสัยว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการฉ้อโกงพระเจ้าหรือไม่ กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โตว่าผมมีท่าทีผิด คิดร้ายต่อคณะผู้ปกครอง และสุดท้ายเรื่องราวที่ผมสงสัยก็เงียบหายไปไม่มีการพูดถึงอีกเลย
มีคนหนึ่งบอกเพื่อนผมว่า นิวซองเป็นโบสถ์แปลกๆ ไม่พูดภาษาแปลกๆ (จริงๆเราพูดนะครับ) นมัสการแปลกๆ (ไม่เหมือนที่โบสถ์ของคนพูด) เทศนาก็ "แบบ" แปลกๆ มีแต่คนแปลกๆ ทั้งที่คนที่พูดก็ฟังเขามาอีกทีจากคนที่ไม่เคยแม้แต่จะเหยียบเข้ามาที่นิวซอง เพียงแต่เขาน่าเชื่อถือ เป็นคนมีภาพพจน์ดีและได้รับการยอมรับจากคนในชุมชนที่เขาอยู่
เมื่อวานนี้ ผมไม่เพียงรู้สึกว่าคนที่นิวซองแมนมาก เท่ห์ จริงใจ และให้เกียรติพี่น้องร่วมชุมชน แต่ผมยังรู้สึกว่า ถ้าเป็นที่นี่ ผมกล้าที่จะเล่าเรื่องราวของชีวิตผมทุกเรื่องให้ฟัง บางเรื่องอาจมีบางคนไม่เห็นด้วยและยากที่จะยอมรับมัน แต่ผมรู้ว่า นิวซองยังมีความรัก ความกรุณาให้ผมเหมือนเดิม
ขอบคุณพระเจ้าที่ให้ผมมีประสบการณ์เรียนรู้ในเรื่องความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้ามากขึ้นผ่านชุมชนที่นี่ ทำให้ผมตระหนักถ้อยคำหนึ่งในพระคัมภีร์มากขึ้น "ในความรักนั้นไม่มีความกลัว" (1ยน.4:18)
ตอนที่ผมได้ยินเรื่องนี้ ผมอดใจหายไม่ได้ จำได้ว่า เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ผมยังรู้สึกดีใจอยู่เลย ที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับเขามากขึ้น ตื่นเต้นที่จะได้สนิทกันมากขึ้น จริงๆผมอยากให้เขาอยู่ที่นี่กับพวกเรามากกว่า แต่มันก็คงไม่ง่ายนักในความเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ผมได้แต่หวังว่า เขาจะได้รับการรื้อฟื้น และกลับมาที่นิวซองอีกครั้งหนึ่ง เร็วๆนี้
... เรื่องราวของใครบางคน และอีกหลายคน โผล่เข้ามาในความคิดของผม...
ผมรู้จักผู้ชายคนหนึ่งที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนชีวิตสมรส จริงๆแล้วเขากำลังเตรียมตัวจะเดินทางไปเป็นผู้นำที่โบสถ์ต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง ไม่กี่เดือนต่อมา ผู้นำโบสถ์ที่กรุงเทพก็ส่งเขาทั้ง 2 คนไปต่างจังหวัด ผู้ชายเดินทางไปเป็นผู้นำ ผู้หญิงไปอีกจังหวัดหนึ่ง เพราะเธอท้อง
ผู้ชายคนนี้ได้รับเกียรติในฐานะผู้รับใช้พระเจ้า ส่วนผู้หญิงคนนั้นตกระกำลำบากในฐานะคนทำผิด
หลายปีผ่านไป ผู้ชายคนนั้นจัดงานแต่งงานใหญ่โต คณะผู้ปกครองและผู้นำหลายคนไปร่วมอวยพรแสดงความยินดี และประกอบพิธี "สมรสศักดิ์สิทธิ์" ให้ ทุกคนทำเหมือนไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้น ทั้งที่เจ้าสาวในงาน เป็นคนละคนกับผู้หญิงคนแรกที่ตั้งท้อง
14 ปีที่ผ่านมา ผมพูดเสมอว่า ผู้นำก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ทำผิดได้ ทำพลาดได้ สิ่งที่เราต้องทำ คือ ยอมรับว่าเราอ่อนแอ กลับใจใหม่ และพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ไม่ใช่การปกปิด รักษาหน้า ทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำตัวราวดั่งกับเป็นเทพ บริสุทธิ์ ผิดไม่เป็น แตะต้องไม่ได้ โดยเฉพาะเหตุผลที่บอกว่า "จะบอกทำไม บอกแล้วไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ต้องบอก ยิ่งบอกยิ่งทำให้งานพระเจ้าเคลื่อนช้าลง" (ผมคิดว่ามันเป็นเหตุผลที่ไร้สาระและเลวระยำตำบอนมาก) (เถียงมากๆเข้า ก็จะเจอประโยคเด็ด "ไม่ฉลาดเท่าผม ก็เชื่อฟังผมเถอะ" หรือ "เชื่อผมเถอะ ผมรับผิดชอบเอง" เฮ้อ... เก่งๆกันทั้งน้านนน...) แม้จะเชื่อว่าคนพูดมีความตั้งใจดีเพื่องานพระเจ้าจริงๆ (ซึ่งเชื่อได้ยากเต็มที) แต่มันเป็นการใช้เหตุผลที่ไม่ต่างจากการใช้เหตุผลของหญิงชั่วในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ สุภาษิต7:14-20 เลย
ผู้นำทำผิดปกปิดเพื่อพระเจ้า แต่สมาชิกต้องเปิดเผยทุกเรื่องต่อผู้นำ การกระทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากการบีบบังคับ และวางแอกลงบนคอผู้เชื่อ เป็นการไม่ให้เกียรติกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ และยังเป็นการใช้มาตรฐานซ้อนในชุมชนอีกด้วย อาจจะเพราะมันเป็นรากเหง้าของสังคมไทยก็ได้ (ก็เราอยู่ในสังคมไทยนี่นา... ช่วยไม่ได้ !!)
ผมเคยตั้งประเด็นสงสัยความผิดทางจริยธรรมคริสเตียนส่งให้ผู้นำโบสถ์หลายครั้ง มีครั้งหนึ่งที่ตั้งประเด็นสงสัยว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการฉ้อโกงพระเจ้าหรือไม่ กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โตว่าผมมีท่าทีผิด คิดร้ายต่อคณะผู้ปกครอง และสุดท้ายเรื่องราวที่ผมสงสัยก็เงียบหายไปไม่มีการพูดถึงอีกเลย
มีคนหนึ่งบอกเพื่อนผมว่า นิวซองเป็นโบสถ์แปลกๆ ไม่พูดภาษาแปลกๆ (จริงๆเราพูดนะครับ) นมัสการแปลกๆ (ไม่เหมือนที่โบสถ์ของคนพูด) เทศนาก็ "แบบ" แปลกๆ มีแต่คนแปลกๆ ทั้งที่คนที่พูดก็ฟังเขามาอีกทีจากคนที่ไม่เคยแม้แต่จะเหยียบเข้ามาที่นิวซอง เพียงแต่เขาน่าเชื่อถือ เป็นคนมีภาพพจน์ดีและได้รับการยอมรับจากคนในชุมชนที่เขาอยู่
เมื่อวานนี้ ผมไม่เพียงรู้สึกว่าคนที่นิวซองแมนมาก เท่ห์ จริงใจ และให้เกียรติพี่น้องร่วมชุมชน แต่ผมยังรู้สึกว่า ถ้าเป็นที่นี่ ผมกล้าที่จะเล่าเรื่องราวของชีวิตผมทุกเรื่องให้ฟัง บางเรื่องอาจมีบางคนไม่เห็นด้วยและยากที่จะยอมรับมัน แต่ผมรู้ว่า นิวซองยังมีความรัก ความกรุณาให้ผมเหมือนเดิม
ขอบคุณพระเจ้าที่ให้ผมมีประสบการณ์เรียนรู้ในเรื่องความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้ามากขึ้นผ่านชุมชนที่นี่ ทำให้ผมตระหนักถ้อยคำหนึ่งในพระคัมภีร์มากขึ้น "ในความรักนั้นไม่มีความกลัว" (1ยน.4:18)
Nov 20, 2009
ไปด้วยกัน
ปกติ สี่แยกแถวบ้านผม ตอนเช้าๆ จะปล่อยรถนานมาก รถเมล์ส่วนใหญ่ก็มักจะเลี้ยวซ้ายไปลอดใต้สะพาน แล้วเลี้ยวซ้ายที่สี่แยกอีกที เพื่อกลับสู่เส้นทางเดิม
เช้านี้ รถเมล์คันที่ผมนั่ง ทำท่าเหมือนจะตรงไป ผมเดาว่าคนขับคงคิดเหมือนผม เพราะถ้ารถที่กำลังวิ่งอยู่หยุด เราจะได้ไฟเขียว แต่จู่ๆ รถก็ฉีกออกซ้าย จังหวะที่รถเลี้ยวซ้าย ไฟก็เขียวพอดี
คนเก็บตั๋ว พูดออกมาอย่างหัวเสีย "อะไรกันนี่ รออยู่ตั้งนาน พอเลี้ยวปุ้บ ไฟเขียวปั้บ" (ผมปรับคำพูดเล็กน้อยให้เหมาะกับการอ่านของเยาวชน) ความคิดของผมในเวลานั้น คือ เขาวิ่งรถในเส้นทางนี้ เขาน่าจะรู้ว่า ไฟกำลังจะเขียวแล้ว...
การตัดสินใจของคนขับรถ ทำให้ผมเสียเวลาไปมากกว่า 5 นาที... นั่น หมายถึง ผมพลาดเรือ 1 ลำ แปลว่า ผมจะไปทำงานช้าอีกเกือบ 15-25 นาที
แต่ เรื่องยังไม่จบ
วันนี้ ผมนั่งรถเมล์จากเทเวศน์ไปที่ทำงานแถวประตูน้ำ ด้วยเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ทั้งที่รถแทบไม่ติดเลย เมื่อเทียบกับทุกๆวัน คนขับเขาขับรถแบบเซ็งโลกมากอ่ะ ขับไปเรื่อยๆ รถสายเดียวกันแซงไปแล้ว 3 คัน ผมลงที่ป้ายพร้อมกับ คันที่ 4 เข้ามาจอด...
วันนี้ ผมมาทำงานสาย 28 นาที
.... เป็นเรื่องจริงที่ว่า ในโลกของวันนี้ การทำงานใหญ่ให้ได้ผลงานระดับสุดยอดนั้น คือ การประกอบด้วยการทำงานย่อยๆอย่างยอดเยี่ยมของคนหลายๆคน เป็นเรื่องจำเป็นที่เราต้องเลือกว่าเราจะอยู่ที่ไหน อยู่กับใคร ลำพังเพียงเราคนเดียวแม้จะเก่งกาจสามารถเพียงใด ก็อาจดำเนินชีวิตได้ไม่ง่ายนัก หากปราศจากการพึ่งพาอาศัยกัน เพราะเราต่างกัน มันจะมีบางอย่างแน่ๆ ที่เราไม่ชำนาญ เรื่องที่สำคัญก็คือ ต้องพึ่งพาให้ถูกคนด้วย
ไม่ว่าจะเป็นคนร่วมชีวิต คนร่วมสังคม คนร่วมงาน คนร่วมเดินทาง และอีกหลายๆ การไปด้วยกัน แม้ในโลกที่แบนลงเรื่อยๆ เช่นทุกวันนี้ ดูเหมือนว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็ว แต่เรื่องความสัมพันธ์ ความผูกพัน ก็ยังเป็นเรื่องที่สำคัญ และเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา
ผมคิดว่า หากเราเชิญชวน/ร่วมไปกับใคร บนพื้นฐาน ว่าเขา/เราทำอะไรได้ มันเสี่ยงต่อการคบกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ แต่ในบางความสัมพันธ์มันก็เริ่มต้นด้วยผลประโยชน์จริงๆ เช่น การทำงาน หรือ การทำธุรกิจ ซึ่งจะมีข้อตกลง ทำสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษร แต่อาจจะไม่เหนียวแน่นและใช้เวลาเหมือนสัญญาใจ
"เพื่อนก็เพื่อน ธุรกิจก็ธุรกิจ" คำพูดที่ผู้ใหญ่สอนมาตั้งนาน แต่ผมเพิ่งจะซึ้งกับคำนี้ ก็ปีนี้นี่เอง
บางครั้ง เราก็ยังไม่รู้ว่าจะไปกับใคร ก็เดินกันไปเรื่อยๆ เพื่อเรียนรู้ว่า ใครบ้างที่เหมาะจะไปกับเรา/เราเหมาะจะไปกับใครบ้าง บ่อยครั้ง ขณะที่เรายังไม่รู้จักกันดี เราก็เชื่อสิ่งที่เขาบอก แล้วก็ตัดสินใจบนพื้นฐานสิ่งที่เขาพูด แต่บางครั้งก็บนพื้นฐาน ความเอื้ออารีย์ของเขา
แต่เมื่อถึงวันหนึ่งที่เรารู้จักเขาว่าเขาเป็นอย่างไร วันหนึ่งที่เราพบคนที่สนใจในสิ่งต่างๆคล้ายๆเรา เรากำลังจะตัดสินใจไปด้วยกันกับคนใหม่ กับกลุ่มใหม่... มันเป็นเรื่องที่ลำบากใจในการ ต้อง พูดกับคนที่เขาเข้าใจไปแล้วว่า เราจะไปกับเขาตลอดไป
ถ้ายืมศัพท์ของนักกฎหมายมาใช้ ก็ต้องเรียกว่า เป็น โมฆียะทางใจ... สัญญาใจที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานความเข้าใจผิดที่มีต่อกัน ถ้าไม่รีบบอกเลิกซะโดยเร็ว สัญญาใจฉบับนี้ก็จะมีผลบังคับใช้ตลอดไป
จะคบใคร จะไปกับใคร ก็เลือกกันดีๆ มองให้เห็น สันหลัง ของเขา จะได้เลือกไม่พลาด
ถ้าหากคิดว่า ตัวเองมี โมฆียะทางใจ ก็รีบบอกล้างสัญญานั้นซะ
ขณะเดียวกัน ก็อย่าลืมให้เกียรติคนอื่น เคารพในการเลือกและการตัดสินใจของเขา แต่อย่างไร ความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นแล้วก็เป็นสิ่งดีที่มีคุณค่าควรแก่การรักษาไว้ และปฏิบัติต่อกันเช่นดังเดิม (แม้อาจมีระยะห่างระหว่างใจเพิ่มขึ้นบ้างตามระยะทางที่มากขึ้น)
แม้เมื่อเช้านี้ผมจะไม่เห็นสันหลังของคนขับรถคนนั้น แต่ก็จำหน้าเขาได้ละ... อย่าหวังเลย ว่าผมจะขึ้นรถคันที่เขาขับอีก
ลาที ลาขาด
ไปด้วยกัน...เหรอ? ไม่มีทาง...(จนกว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเองนะ) ^^
เช้านี้ รถเมล์คันที่ผมนั่ง ทำท่าเหมือนจะตรงไป ผมเดาว่าคนขับคงคิดเหมือนผม เพราะถ้ารถที่กำลังวิ่งอยู่หยุด เราจะได้ไฟเขียว แต่จู่ๆ รถก็ฉีกออกซ้าย จังหวะที่รถเลี้ยวซ้าย ไฟก็เขียวพอดี
คนเก็บตั๋ว พูดออกมาอย่างหัวเสีย "อะไรกันนี่ รออยู่ตั้งนาน พอเลี้ยวปุ้บ ไฟเขียวปั้บ" (ผมปรับคำพูดเล็กน้อยให้เหมาะกับการอ่านของเยาวชน) ความคิดของผมในเวลานั้น คือ เขาวิ่งรถในเส้นทางนี้ เขาน่าจะรู้ว่า ไฟกำลังจะเขียวแล้ว...
การตัดสินใจของคนขับรถ ทำให้ผมเสียเวลาไปมากกว่า 5 นาที... นั่น หมายถึง ผมพลาดเรือ 1 ลำ แปลว่า ผมจะไปทำงานช้าอีกเกือบ 15-25 นาที
แต่ เรื่องยังไม่จบ
วันนี้ ผมนั่งรถเมล์จากเทเวศน์ไปที่ทำงานแถวประตูน้ำ ด้วยเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ทั้งที่รถแทบไม่ติดเลย เมื่อเทียบกับทุกๆวัน คนขับเขาขับรถแบบเซ็งโลกมากอ่ะ ขับไปเรื่อยๆ รถสายเดียวกันแซงไปแล้ว 3 คัน ผมลงที่ป้ายพร้อมกับ คันที่ 4 เข้ามาจอด...
วันนี้ ผมมาทำงานสาย 28 นาที
.... เป็นเรื่องจริงที่ว่า ในโลกของวันนี้ การทำงานใหญ่ให้ได้ผลงานระดับสุดยอดนั้น คือ การประกอบด้วยการทำงานย่อยๆอย่างยอดเยี่ยมของคนหลายๆคน เป็นเรื่องจำเป็นที่เราต้องเลือกว่าเราจะอยู่ที่ไหน อยู่กับใคร ลำพังเพียงเราคนเดียวแม้จะเก่งกาจสามารถเพียงใด ก็อาจดำเนินชีวิตได้ไม่ง่ายนัก หากปราศจากการพึ่งพาอาศัยกัน เพราะเราต่างกัน มันจะมีบางอย่างแน่ๆ ที่เราไม่ชำนาญ เรื่องที่สำคัญก็คือ ต้องพึ่งพาให้ถูกคนด้วย
ไม่ว่าจะเป็นคนร่วมชีวิต คนร่วมสังคม คนร่วมงาน คนร่วมเดินทาง และอีกหลายๆ การไปด้วยกัน แม้ในโลกที่แบนลงเรื่อยๆ เช่นทุกวันนี้ ดูเหมือนว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็ว แต่เรื่องความสัมพันธ์ ความผูกพัน ก็ยังเป็นเรื่องที่สำคัญ และเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา
ผมคิดว่า หากเราเชิญชวน/ร่วมไปกับใคร บนพื้นฐาน ว่าเขา/เราทำอะไรได้ มันเสี่ยงต่อการคบกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ แต่ในบางความสัมพันธ์มันก็เริ่มต้นด้วยผลประโยชน์จริงๆ เช่น การทำงาน หรือ การทำธุรกิจ ซึ่งจะมีข้อตกลง ทำสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษร แต่อาจจะไม่เหนียวแน่นและใช้เวลาเหมือนสัญญาใจ
"เพื่อนก็เพื่อน ธุรกิจก็ธุรกิจ" คำพูดที่ผู้ใหญ่สอนมาตั้งนาน แต่ผมเพิ่งจะซึ้งกับคำนี้ ก็ปีนี้นี่เอง
บางครั้ง เราก็ยังไม่รู้ว่าจะไปกับใคร ก็เดินกันไปเรื่อยๆ เพื่อเรียนรู้ว่า ใครบ้างที่เหมาะจะไปกับเรา/เราเหมาะจะไปกับใครบ้าง บ่อยครั้ง ขณะที่เรายังไม่รู้จักกันดี เราก็เชื่อสิ่งที่เขาบอก แล้วก็ตัดสินใจบนพื้นฐานสิ่งที่เขาพูด แต่บางครั้งก็บนพื้นฐาน ความเอื้ออารีย์ของเขา
แต่เมื่อถึงวันหนึ่งที่เรารู้จักเขาว่าเขาเป็นอย่างไร วันหนึ่งที่เราพบคนที่สนใจในสิ่งต่างๆคล้ายๆเรา เรากำลังจะตัดสินใจไปด้วยกันกับคนใหม่ กับกลุ่มใหม่... มันเป็นเรื่องที่ลำบากใจในการ ต้อง พูดกับคนที่เขาเข้าใจไปแล้วว่า เราจะไปกับเขาตลอดไป
ถ้ายืมศัพท์ของนักกฎหมายมาใช้ ก็ต้องเรียกว่า เป็น โมฆียะทางใจ... สัญญาใจที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานความเข้าใจผิดที่มีต่อกัน ถ้าไม่รีบบอกเลิกซะโดยเร็ว สัญญาใจฉบับนี้ก็จะมีผลบังคับใช้ตลอดไป
จะคบใคร จะไปกับใคร ก็เลือกกันดีๆ มองให้เห็น สันหลัง ของเขา จะได้เลือกไม่พลาด
ถ้าหากคิดว่า ตัวเองมี โมฆียะทางใจ ก็รีบบอกล้างสัญญานั้นซะ
ขณะเดียวกัน ก็อย่าลืมให้เกียรติคนอื่น เคารพในการเลือกและการตัดสินใจของเขา แต่อย่างไร ความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นแล้วก็เป็นสิ่งดีที่มีคุณค่าควรแก่การรักษาไว้ และปฏิบัติต่อกันเช่นดังเดิม (แม้อาจมีระยะห่างระหว่างใจเพิ่มขึ้นบ้างตามระยะทางที่มากขึ้น)
แม้เมื่อเช้านี้ผมจะไม่เห็นสันหลังของคนขับรถคนนั้น แต่ก็จำหน้าเขาได้ละ... อย่าหวังเลย ว่าผมจะขึ้นรถคันที่เขาขับอีก
ลาที ลาขาด
ไปด้วยกัน...เหรอ? ไม่มีทาง...(จนกว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเองนะ) ^^
Nov 11, 2009
เชรี่ยเอ้ย แม่งไม่ใช่ในหนังนะโว้ย !!
เช้านี้ ตื่นมาแล้วรู้สึกมันวิ้งๆ ไงก็ไม่รุ ดูบรรยากาศมันเงียบๆ วังเวงๆ พาลให้ไม่อยากไปทำงานซะงั้น แต่สุดท้ายก็ไปนะ ด้วยความรู้สึกเป็นหน้าที่และด้วยความรับผิดชอบ
ขึ้นรถ ลงเรือ นั่งมอไซค์ และรถเมล์อีกที
เรื่องมันเกิดตรงนี้แหล่ะ ระหว่างนั่งชืดๆอยู่ในรถเมล์ ก็เหลือบไปเห็น ผู้หญิงคนหนึ่งที่อีกฝั่งฟากถนนหนึ่ง จากชุดและกระเป๋าที่ใส่ เข้าใจว่าคงเป็นพนักงานบริษัททั่วๆไป สวยหรือเปล่าไม่รุ ไกลเกินมองไม่ชัด ดูเธอรีบๆเขย่ง คงจะรีบเดินทางไปทำงาน...
ไม่รู้จะเรียกว่าเขย่งดีไหม เพราะเธอเดินด้วย 1 ขา กับ 1 ไม้ค้ำ
มันเหมือนนั่งดูหนังมากครับ ท่านผู้ชม เหมือนเขาใช้ effect พิเศษ ลบขาข้างหนึ่งทิ้งไป
ยังครับ ยังไม่พอ ทิศทางที่เธอเดินไป เธอเดินไปทางสะพานลอย... หวังว่าคงไม่ใช่อย่างที่คิด
พระเจ้าช่วย !!! เห็นอีกที เธอกำลังขึ้นสะพานลอยครับ เขย่งๆขึ้นสะพานลอย... Oh My God !!!
ผมหันมองซ้ายมองขวาอีกทีให้แน่ใจว่าไม่มีกล้องตั้งอยู่
เชรี่ยเอ้ย แม่งไม่ใช่หนังนะโว้ย !! นี่มันเรื่องจริง
ผู้หญิงคนหนึ่ง แต่งตัวสวย มีขาข้างเดียว เธอกำลังสู้ชีวิต เธอกำลังไปทำงาน ...
กรูมีอวัยวะครบ แต่ถ้าทางจะพิการทางจิตใจมากกว่าเธอซะละมั้งเนี่ย
เธอต้องใช้ กำลังใจ มากขนาดไหนกัน ในแต่ละเช้าที่ลุกขึ้น ในแต่ละวันที่ดำเนินชีวิต เธอคงทำอะไรไม่สะดวกเหมือนอย่างเราๆ
การที่เธอพิการทางกาย ไม่ได้แปลว่าเธอจะพิการทางจิตใจ หรือพิการความสามารถทางด้านอื่นไปด้วย
ผมไม่รู้เหมือนกัน ถ้าวันหนึ่งผมตื่นมาแล้วเหลือขาอยู่ข้างเดียว ผมจะรู้สึกอย่างไร
แต่สำหรับเหตุการณ์เช้านี้ ทำให้ผมตั้งใจกับตัวเอง 2 อย่าง
1. ผมจะเข้มแข็งในด้านจิตใจมากขึ้น ไม่ย่อท้อ หรือยอมแพ้ง่ายๆ กับความโหดร้ายของโลกนี้
2. ผมจะให้เกียรติ และปฏิบัติต่อผู้พิการอย่างคนปกติมากขึ้น ให้ความเข้าใจในความแตกต่าง และพยายามจะไม่เผลอดูถูกเขาจากความพิการทางร่างกายของเขา
นึกถึงเมื่อเช้าแล้ว ภาพ 1 ขา 1 ไม้ค้ำยันยังติดตาอยู่เลย... เนี่ยแหล่ะ แม่งชีวิตจริง
ขึ้นรถ ลงเรือ นั่งมอไซค์ และรถเมล์อีกที
เรื่องมันเกิดตรงนี้แหล่ะ ระหว่างนั่งชืดๆอยู่ในรถเมล์ ก็เหลือบไปเห็น ผู้หญิงคนหนึ่งที่อีกฝั่งฟากถนนหนึ่ง จากชุดและกระเป๋าที่ใส่ เข้าใจว่าคงเป็นพนักงานบริษัททั่วๆไป สวยหรือเปล่าไม่รุ ไกลเกินมองไม่ชัด ดูเธอรีบๆเขย่ง คงจะรีบเดินทางไปทำงาน...
ไม่รู้จะเรียกว่าเขย่งดีไหม เพราะเธอเดินด้วย 1 ขา กับ 1 ไม้ค้ำ
มันเหมือนนั่งดูหนังมากครับ ท่านผู้ชม เหมือนเขาใช้ effect พิเศษ ลบขาข้างหนึ่งทิ้งไป
ยังครับ ยังไม่พอ ทิศทางที่เธอเดินไป เธอเดินไปทางสะพานลอย... หวังว่าคงไม่ใช่อย่างที่คิด
พระเจ้าช่วย !!! เห็นอีกที เธอกำลังขึ้นสะพานลอยครับ เขย่งๆขึ้นสะพานลอย... Oh My God !!!
ผมหันมองซ้ายมองขวาอีกทีให้แน่ใจว่าไม่มีกล้องตั้งอยู่
เชรี่ยเอ้ย แม่งไม่ใช่หนังนะโว้ย !! นี่มันเรื่องจริง
ผู้หญิงคนหนึ่ง แต่งตัวสวย มีขาข้างเดียว เธอกำลังสู้ชีวิต เธอกำลังไปทำงาน ...
กรูมีอวัยวะครบ แต่ถ้าทางจะพิการทางจิตใจมากกว่าเธอซะละมั้งเนี่ย
เธอต้องใช้ กำลังใจ มากขนาดไหนกัน ในแต่ละเช้าที่ลุกขึ้น ในแต่ละวันที่ดำเนินชีวิต เธอคงทำอะไรไม่สะดวกเหมือนอย่างเราๆ
การที่เธอพิการทางกาย ไม่ได้แปลว่าเธอจะพิการทางจิตใจ หรือพิการความสามารถทางด้านอื่นไปด้วย
ผมไม่รู้เหมือนกัน ถ้าวันหนึ่งผมตื่นมาแล้วเหลือขาอยู่ข้างเดียว ผมจะรู้สึกอย่างไร
แต่สำหรับเหตุการณ์เช้านี้ ทำให้ผมตั้งใจกับตัวเอง 2 อย่าง
1. ผมจะเข้มแข็งในด้านจิตใจมากขึ้น ไม่ย่อท้อ หรือยอมแพ้ง่ายๆ กับความโหดร้ายของโลกนี้
2. ผมจะให้เกียรติ และปฏิบัติต่อผู้พิการอย่างคนปกติมากขึ้น ให้ความเข้าใจในความแตกต่าง และพยายามจะไม่เผลอดูถูกเขาจากความพิการทางร่างกายของเขา
นึกถึงเมื่อเช้าแล้ว ภาพ 1 ขา 1 ไม้ค้ำยันยังติดตาอยู่เลย... เนี่ยแหล่ะ แม่งชีวิตจริง
Nov 10, 2009
7 นิสัยของคนใช้ชีวิต...เติบโตจากภายใน
นิสัยสุดท้าย นิสัยที่ 7 คือ การเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็น "กระบวนการ" การขยายความสามารถในการผลิตส่วนบุคคล ผ่านการเรียนรู้ ความตั้งใจจริงของตัวเอง และการเปลี่ยนแปลง
มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในส่วนสุดท้ายนี้ ซึ่งผมเข้าใจมาก่อนหน้านี้เกือบ 10 ปีแล้ว จากการศึกษาพระคัมภีร์ส่วนตัว (น่าแปลกใจว่า ที่ผ่านมา เมื่อผมแบ่งปันแนวคิดเหล่านี้ คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนในโบสถ์มักมีอาการของความสงสัยว่าแนวคิดเหล่านี้เชื่อถือได้หรือไม่ ทำเหมือนได้ยินเป็นครั้งแรก ทั้งที่หลายคนก็อ้างตัวเองว่า อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วด้วย)
คนเราจะเติบโตขึ้นใน 4 ด้าน ได้แก่ ร่างกาย สติปัญญา จิตวิญญาณ และ สังคม/อารมณ์ (ผมเข้าใจแนวคิดนี้จาก พระธรรม ลูกา 2:52)
มนุษย์มีร่างกายเพื่อใช้ในการดำเนินบนโลกใบนี้ ไม่ว่ามันจะถูกใจเราหรือไม่ การออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์อย่างพอเพียง พักผ่อนอย่างเพียงพอ เป็นเรื่องพื้นฐานในการรักและดูแลตัวเอง
สติปัญญา เป็นเรื่องของการพัฒนาความคิด ความเข้าใจ ความสามารถในการจัดการและแก้ไขปัญหา การอ่านหนังสือดีมีประโยชน์ รักที่จะเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต รวมทั้งการเขียน ก็เป็นประโยชน์เช่นกัน
จิตวิญญาณ การค้นพบ "เรื่องสำคัญ" ของชีวิต สิ่งที่ทำแล้ว ชีวิตรู้สึกได้รับการเติมให้เต็ม ความเชื่อและค่านิยมของชีวิต การมีเวลาพักและสงบนิ่งส่วนตัวในแต่ละวัน จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับความแข็งแรงของจิตวิญญาณ
สังคมและอารมณ์ เป็นส่วนประกอบพื้นฐานของมนุษย์ การมีสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นเรื่องของความรู้สึกเป็นหลัก การดำเนินชีวิตด้วยเหตุและผลเพียงอย่างเดียว จึงอาจนำมาซึ่งความพินาศต่อทั้งการรู้จักตัวเองและผู้อื่นในที่สุด
ทั้ง 4 ด้านนี้ มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน เมื่อด้านใดด้านหนึ่งของเราเติบโตขึ้น ก็จะช่วยส่งผลให้ด้านอื่นๆแข็งแรงขึ้นด้วย
ทั้ง 7 นิสัยนี้ ทำไม่ยาก แต่จะกลายเป็นนิสัยของเราจริงๆ ต้องใช้เวลา
ในระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้ หลายครั้งที่ได้ลองฝึกใช้ลักษณะนิสัยเหล่านี้ในชีวิตจริง และเห็นผลที่เกิดขึ้นในทางดีอย่างน่าประหลาดใจ
ทำให้ผมรู้ว่า มันใช้ได้จริง ไม่ใช่ คิด ว่ามันใช้ได้จริง เหมือนหลายครั้งหลายเรื่องที่ผ่านมา
ชวนให้ผมนึกถึง คำพูดของ Albert Einstein
"You can never solve a problem on the level on which it was created."
และ "The only source of knowledge is experience."
สุดท้าย ขอนำส่วนหนึ่งในบทส่งท้ายของหนังสือมาลงให้อ่านกันครับ
Ezra Taft Benson said it this way,
“The Lord works from the inside-out. The world works from the outside in. The world would take the people out of the slums. Christ takes the slums out of people and then they take themselves out of the slums…The world would shape human behavior, but Christ can change human behavior.”
มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในส่วนสุดท้ายนี้ ซึ่งผมเข้าใจมาก่อนหน้านี้เกือบ 10 ปีแล้ว จากการศึกษาพระคัมภีร์ส่วนตัว (น่าแปลกใจว่า ที่ผ่านมา เมื่อผมแบ่งปันแนวคิดเหล่านี้ คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนในโบสถ์มักมีอาการของความสงสัยว่าแนวคิดเหล่านี้เชื่อถือได้หรือไม่ ทำเหมือนได้ยินเป็นครั้งแรก ทั้งที่หลายคนก็อ้างตัวเองว่า อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วด้วย)
คนเราจะเติบโตขึ้นใน 4 ด้าน ได้แก่ ร่างกาย สติปัญญา จิตวิญญาณ และ สังคม/อารมณ์ (ผมเข้าใจแนวคิดนี้จาก พระธรรม ลูกา 2:52)
มนุษย์มีร่างกายเพื่อใช้ในการดำเนินบนโลกใบนี้ ไม่ว่ามันจะถูกใจเราหรือไม่ การออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์อย่างพอเพียง พักผ่อนอย่างเพียงพอ เป็นเรื่องพื้นฐานในการรักและดูแลตัวเอง
สติปัญญา เป็นเรื่องของการพัฒนาความคิด ความเข้าใจ ความสามารถในการจัดการและแก้ไขปัญหา การอ่านหนังสือดีมีประโยชน์ รักที่จะเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต รวมทั้งการเขียน ก็เป็นประโยชน์เช่นกัน
จิตวิญญาณ การค้นพบ "เรื่องสำคัญ" ของชีวิต สิ่งที่ทำแล้ว ชีวิตรู้สึกได้รับการเติมให้เต็ม ความเชื่อและค่านิยมของชีวิต การมีเวลาพักและสงบนิ่งส่วนตัวในแต่ละวัน จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับความแข็งแรงของจิตวิญญาณ
สังคมและอารมณ์ เป็นส่วนประกอบพื้นฐานของมนุษย์ การมีสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นเรื่องของความรู้สึกเป็นหลัก การดำเนินชีวิตด้วยเหตุและผลเพียงอย่างเดียว จึงอาจนำมาซึ่งความพินาศต่อทั้งการรู้จักตัวเองและผู้อื่นในที่สุด
ทั้ง 4 ด้านนี้ มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน เมื่อด้านใดด้านหนึ่งของเราเติบโตขึ้น ก็จะช่วยส่งผลให้ด้านอื่นๆแข็งแรงขึ้นด้วย
ทั้ง 7 นิสัยนี้ ทำไม่ยาก แต่จะกลายเป็นนิสัยของเราจริงๆ ต้องใช้เวลา
ในระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้ หลายครั้งที่ได้ลองฝึกใช้ลักษณะนิสัยเหล่านี้ในชีวิตจริง และเห็นผลที่เกิดขึ้นในทางดีอย่างน่าประหลาดใจ
ทำให้ผมรู้ว่า มันใช้ได้จริง ไม่ใช่ คิด ว่ามันใช้ได้จริง เหมือนหลายครั้งหลายเรื่องที่ผ่านมา
ชวนให้ผมนึกถึง คำพูดของ Albert Einstein
"You can never solve a problem on the level on which it was created."
และ "The only source of knowledge is experience."
สุดท้าย ขอนำส่วนหนึ่งในบทส่งท้ายของหนังสือมาลงให้อ่านกันครับ
Ezra Taft Benson said it this way,
“The Lord works from the inside-out. The world works from the outside in. The world would take the people out of the slums. Christ takes the slums out of people and then they take themselves out of the slums…The world would shape human behavior, but Christ can change human behavior.”
Oct 28, 2009
7 นิสัยของคนใช้ชีวิต...เริ่มต้นด้วยการดูแลตัวเองให้ดี
เราจะสามารถอยู่หรือทำงานร่วมกับคนอื่นได้อย่างไร ถ้าเราไม่สามารถจัดการกับตัวเองได้ก่อน หากเราไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ เราก็พึงพากันและกันกับคนอื่นไม่ได้ ได้เพียงแค่พึ่งพิงคนอื่นเท่านั้น
ความสามารถในการดูแลตัวเองได้ สัมพันธ์โดยตรงกับการเคารพนับถือตัวเอง ความรับผิดชอบต่อตัวเอง และความสัตย์ซื่อ
3 นิสัยแรกจาก 7 นิสัย เป็นเรื่องของตัวเราเอง - การเริ่มต้นทำก่อน, การสร้างเป้าหมาย และ การทำสิ่งที่สำคัญก่อน
เราต่างมีเรื่องที่เป็นกังวล และเรื่องที่เราสามารถจัดการหรือทำอะไรได้ การให้ความสนใจเรื่องที่เราไม่สามารถทำอะไรได้ (เช่น เรื่องในอดีต) เป็นการเสียทรัพยากรอย่างสูญเปล่า เช่น หากเราเป็นห่วงความรู้สึกของแฟนเรา สิ่งที่เราทำได้ คือ รัก ใส่ใจดูแล ซื่อสัตย์ แต่เขาจะรู้สึกดีหรือไม่ นั่นเป็นส่วนของเขาซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา
สิ่งนี้ทำให้ความหมายของคำว่า "รับผิดชอบ" ของผมเปลี่ยนไป จากการทำตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาอย่างดี กลายเป็น ในความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน ผมสามารถทำอะไรได้บ้าง และได้ทำเต็มที่อย่างสมดุลย์กับเรื่องอื่นๆในชีวิตของผมหรือยัง จากการเล่นเชิงรับ เปลี่ยนเป็นการเล่นเชิงรุก แม้จะเพิ่งเริ่มต้น แต่มันก็เริ่มเปลี่ยนแปลงล่ะนะ
นิสัยการเริ่มต้นทำก่อน มีพื้นฐานมาจากการมองเห็นภาพในความคิด เราจำเป็นต้องใช้สมองซีกขวาจินตนาการทางเลือกว่าเราสามารถตอบสนองหรือทำอะไรได้บ้างในแต่ละเหตุการณ์นั้นๆ
ส่วนนิสัยการสร้างเป้าหมาย ตั้งอยู่บนหลักการการนำตัวเอง
ผู้นำต่างจากผู้จัดการ
ผู้นำคือคนที่ชี้ให้ทำในสิ่งที่ใช่ สิ่งที่ถูกต้อง ขณะที่ผู้จัดการทำสิ่งนั้นๆ อย่างถูกต้อง
การเร่งรีบเดินทางให้ถึงจุดหมาย อาจกลายเป็นเพียงการช่วยให้เราพบว่า เรามาถึงผิดที่เร็วขึ้นเท่านั้น
ผู้นำจึงไม่เพียงใช้สมองซีกขวาจินตนาการทางเลือก แต่ใช้สมองซีกซ้ายคิดและเลือกจุดหมายปลายทางอย่างมีเหตุผล แล้วกลับมาใช้สมองซีกขวาอีกครั้ง เพื่อทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จเป็นครั้งแรกในความคิดของเรา
การเริ่มต้นด้วยภาพสุดท้ายในความคิดยิ่งชัดเจนเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยให้เราเห็นเส้นทางและวิธีการในการทำให้ภาพนั้นสำเร็จได้มากเท่านั้น คนส่วนใหญ่มักทำงาน / ใช้ชีวิต ด้วยกรอบความคิดของผู้จัดการ ซึ่งเน้นที่ "วิธีการ" และ "ความเร็ว" ในการแก้ไขปัญหาหรือสร้างความสำเร็จ แต่กรอบความคิดของผู้นำ สนใจ "เป้าหมาย" เรากำลังทำในสิ่งที่ใช่ ใช่หรือไม่
ภาพความสำเร็จครั้งแรกในความคิดของเรา จะสำเร็จเป็นครั้งที่2 ในทางกายภาพด้วยทักษะในการจัดการ ด้วยนิสัยการทำสิ่งที่สำคัญก่อน (put the first things first) ซึ่งเป็นเรื่องของการจัดการตัวเอง นั่นรวมถึงการตอบปฏิเสธบางสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่ไม่สอดคล้องกับค่านิยมและจุดมุ่งหมายในใจของชีวิตเราด้วย
สิ่งสำคัญคืออะไร เราจะทำสิ่งสำคัญก่อนได้อย่างไร เป็นคำถามที่ตอบได้ด้วยการใช้กรอบความคิดเชิงรุก การเริ่มต้นทำก่อน ซึ่งจะส่งเสริมให้เราเป็นนายของตัวเอง แน่นอนว่าเป็นเรื่องไม่ง่าย ต้องอาศัยการการฝึกฝน ความมุ่งมั่น การรักษาพันธสัญญากับตัวเอง แต่ยิ่งเราใช้ชีวิตตามหลักการที่ถูกต้องมากเท่าไหร่ ชีวิตเราก็จะยิ่งมีเสรีภาพจากปัจจัยภายนอกอื่นๆ รอบตัวมากขึ้นเท่านั้น
30 ปีที่ผ่านมาของผม...ไม่รู้สิ ไม่รู้จะอธิบายด้วยคำว่าอะไรดี หลายคนอาจจะมองว่ามันเสียเปล่า และพยายามช่วยจัดการปัญหา ผมซาบซึ้งในความรัก ความห่วงใย ความหวัง...
เอาเป็นว่า มันผ่านไปแล้ว ผมตั้งใจจะไม่เก็บมันไว้เป็นข้ออ้างเหตุผลหลอกๆให้กับตัวเองในปัจจุบันอีก เพียงแค่เรียนรู้ไว้เป็นประสบการณ์
บางคนอาจไม่เข้าใจ หรืออาจมองเป็นเรื่องเล็กๆที่ไม่สำคัญ แต่นั่นไม่สำคัญสำหรับผม เพราะสิ่งที่สำคัญและผมทำได้นับตั้งแต่นี้ คือ เริ่มต้นดูแลตัวเองให้ได้อย่างดี
ความสามารถในการดูแลตัวเองได้ สัมพันธ์โดยตรงกับการเคารพนับถือตัวเอง ความรับผิดชอบต่อตัวเอง และความสัตย์ซื่อ
3 นิสัยแรกจาก 7 นิสัย เป็นเรื่องของตัวเราเอง - การเริ่มต้นทำก่อน, การสร้างเป้าหมาย และ การทำสิ่งที่สำคัญก่อน
เราต่างมีเรื่องที่เป็นกังวล และเรื่องที่เราสามารถจัดการหรือทำอะไรได้ การให้ความสนใจเรื่องที่เราไม่สามารถทำอะไรได้ (เช่น เรื่องในอดีต) เป็นการเสียทรัพยากรอย่างสูญเปล่า เช่น หากเราเป็นห่วงความรู้สึกของแฟนเรา สิ่งที่เราทำได้ คือ รัก ใส่ใจดูแล ซื่อสัตย์ แต่เขาจะรู้สึกดีหรือไม่ นั่นเป็นส่วนของเขาซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา
สิ่งนี้ทำให้ความหมายของคำว่า "รับผิดชอบ" ของผมเปลี่ยนไป จากการทำตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาอย่างดี กลายเป็น ในความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน ผมสามารถทำอะไรได้บ้าง และได้ทำเต็มที่อย่างสมดุลย์กับเรื่องอื่นๆในชีวิตของผมหรือยัง จากการเล่นเชิงรับ เปลี่ยนเป็นการเล่นเชิงรุก แม้จะเพิ่งเริ่มต้น แต่มันก็เริ่มเปลี่ยนแปลงล่ะนะ
นิสัยการเริ่มต้นทำก่อน มีพื้นฐานมาจากการมองเห็นภาพในความคิด เราจำเป็นต้องใช้สมองซีกขวาจินตนาการทางเลือกว่าเราสามารถตอบสนองหรือทำอะไรได้บ้างในแต่ละเหตุการณ์นั้นๆ
ส่วนนิสัยการสร้างเป้าหมาย ตั้งอยู่บนหลักการการนำตัวเอง
ผู้นำต่างจากผู้จัดการ
ผู้นำคือคนที่ชี้ให้ทำในสิ่งที่ใช่ สิ่งที่ถูกต้อง ขณะที่ผู้จัดการทำสิ่งนั้นๆ อย่างถูกต้อง
การเร่งรีบเดินทางให้ถึงจุดหมาย อาจกลายเป็นเพียงการช่วยให้เราพบว่า เรามาถึงผิดที่เร็วขึ้นเท่านั้น
ผู้นำจึงไม่เพียงใช้สมองซีกขวาจินตนาการทางเลือก แต่ใช้สมองซีกซ้ายคิดและเลือกจุดหมายปลายทางอย่างมีเหตุผล แล้วกลับมาใช้สมองซีกขวาอีกครั้ง เพื่อทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จเป็นครั้งแรกในความคิดของเรา
การเริ่มต้นด้วยภาพสุดท้ายในความคิดยิ่งชัดเจนเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยให้เราเห็นเส้นทางและวิธีการในการทำให้ภาพนั้นสำเร็จได้มากเท่านั้น คนส่วนใหญ่มักทำงาน / ใช้ชีวิต ด้วยกรอบความคิดของผู้จัดการ ซึ่งเน้นที่ "วิธีการ" และ "ความเร็ว" ในการแก้ไขปัญหาหรือสร้างความสำเร็จ แต่กรอบความคิดของผู้นำ สนใจ "เป้าหมาย" เรากำลังทำในสิ่งที่ใช่ ใช่หรือไม่
ภาพความสำเร็จครั้งแรกในความคิดของเรา จะสำเร็จเป็นครั้งที่2 ในทางกายภาพด้วยทักษะในการจัดการ ด้วยนิสัยการทำสิ่งที่สำคัญก่อน (put the first things first) ซึ่งเป็นเรื่องของการจัดการตัวเอง นั่นรวมถึงการตอบปฏิเสธบางสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่ไม่สอดคล้องกับค่านิยมและจุดมุ่งหมายในใจของชีวิตเราด้วย
สิ่งสำคัญคืออะไร เราจะทำสิ่งสำคัญก่อนได้อย่างไร เป็นคำถามที่ตอบได้ด้วยการใช้กรอบความคิดเชิงรุก การเริ่มต้นทำก่อน ซึ่งจะส่งเสริมให้เราเป็นนายของตัวเอง แน่นอนว่าเป็นเรื่องไม่ง่าย ต้องอาศัยการการฝึกฝน ความมุ่งมั่น การรักษาพันธสัญญากับตัวเอง แต่ยิ่งเราใช้ชีวิตตามหลักการที่ถูกต้องมากเท่าไหร่ ชีวิตเราก็จะยิ่งมีเสรีภาพจากปัจจัยภายนอกอื่นๆ รอบตัวมากขึ้นเท่านั้น
30 ปีที่ผ่านมาของผม...ไม่รู้สิ ไม่รู้จะอธิบายด้วยคำว่าอะไรดี หลายคนอาจจะมองว่ามันเสียเปล่า และพยายามช่วยจัดการปัญหา ผมซาบซึ้งในความรัก ความห่วงใย ความหวัง...
เอาเป็นว่า มันผ่านไปแล้ว ผมตั้งใจจะไม่เก็บมันไว้เป็นข้ออ้างเหตุผลหลอกๆให้กับตัวเองในปัจจุบันอีก เพียงแค่เรียนรู้ไว้เป็นประสบการณ์
บางคนอาจไม่เข้าใจ หรืออาจมองเป็นเรื่องเล็กๆที่ไม่สำคัญ แต่นั่นไม่สำคัญสำหรับผม เพราะสิ่งที่สำคัญและผมทำได้นับตั้งแต่นี้ คือ เริ่มต้นดูแลตัวเองให้ได้อย่างดี
Sep 27, 2009
โลกมายา
ในบทละครเรื่อง As you like it ของ วิลเลียม เช็คสเปียร์ (William Shakespeare) แต่งเอาไว้ว่า
All the world's a stage,
And all the man and women merely players;
They have their exits and their entrances;
And one man in his time plays many parts,
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแปลบทละครของวิลเลียม เช็คสเปียร์ ไว้เป็นภาคภาษาไทยชื่อ ตามใจท่าน ลครเริงรมย์ ความว่า
“ทั้งโลกเปรียบเหมือนโรงละครใหญ่
ชายหญิงไซร้เปรียบตัวละครนั่น
ต่างมียามเข้าออกอยู่เหมือนกัน
คนหนึ่งนั้นย่อมเล่นตัวนานา”
เมื่อสัก 10 ปีที่ผ่านมา ก็มีหนังเรื่อง true man shows ที่ถ่ายทำชีวิตจริงของคนๆหนึ่งตั้งแต่เด็กยันโต ไม่รู้ว่า เป็นที่มาของรายการแบบ reality shows ยอดฮิต ในปัจจุบันหรือเปล่า
เกริ่นมาตั้งนาน แค่กำลังคิดว่า มายาคติ นี่สงผลร้ายต่อชีวิตคนเราเยอะนะ โดยเฉพาะกับเรื่อง การรู้จักตนเอง
แล้ว การรู้จักตัวเอง อย่างผิดๆนี่แหล่ะ ที่นำมาซึ่งความฉิบหายทั้งต่อตัวเอง คนรอบข้าง จนถึงขั้นเสียบ้านเสียเมือง ก็เคยมีตัวอย่างให้เห็นกันมาแล้ว (และอาจจะมีให้เห็นอีก ในไม่ช้า)
เมื่อวันก่อนนั่งดูหนังเรื่อง Bolt แล้วก็คิดถึงชีวิตของตัวเอง คิดถึงเพื่อนๆ บางคน พวกเราหลายคนเติบโตมาในโลกเสมือนจริง มันจริงแต่มันก็ไม่จริง มันจริงเพราะโลกนี้มันจริงอยู่แล้ว แต่มันไม่จริง เพราะเราเองต่างหาก ที่ไม่ยอมรับความจริงบางเรื่อง ของตัวเราเอง
หนักๆเข้า หลายคน รวมถึงตัวผมเองด้วยในสมัยก่อน ก็สร้างขอบเขตโลกของตัวเองขึ้นมา ในโลกจริงใบนี้ แน่นอนว่าในโลกของเรานี้ เหตุผลของตัวเราคือสัจธรรม มันถูกต้องเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น หากเราทำให้มีคนศรัทธาในสัจธรรมของเราได้ โลกใบเล็กของเราก็จะมีคนมาร่วมใช้ชีวิตอยู่ด้วยมากขึ้น
แต่เมื่อวันหนึ่งที่เราก้าวออกมาจากโลกใบเล็กของเรา ความจริงที่เรายึดถือมาตลอดจะถูกทดสอบทันที สิ่งที่เราเคยทำได้ อยู่ๆก็ทำไม่ได้ ราวกับว่าความพินาศจะมาเยือนเราเร็วเกินไป ความมั่นอกมั่นใจของเราไม่ได้นำพาสิ่งใดมาให้เลย นอกจากการประเมินเกินความจริงและความหายนะซึ่งไม่เพียงต่อตัวเอง แต่กับคนรอบข้างด้วย ที่คิดว่าเราเป็นตัวจริงอย่างที่เราบอกใครต่อใครด้วยความจริงใจ (เพราะเราเข้าใจตัวเองอย่างนั้นจริงๆ)
เป็นเรื่องปกติที่เราจะยืนกรานในสิ่งที่เชื่อ ซึ่งหากไม่มาถึงจุดวิกฤตของชีวิต และไม่มีเพื่อนหรือคนคอยชี้แนะ คงไม่ง่ายที่เราจะมาถึงจุดแห่งการยอมรับความจริงว่าเป็นอย่างไร
ความจริงก็คือ เราเป็นคนธรรมดา เป็นคนปกติ เราทำผิดพลาดหลายเรื่อง อีกเยอะที่ยังไม่รู้ อีกมากที่ยังไม่เข้าใจ อีกไม่รู้เท่าไหร่ที่ทำไม่เป็น เรื่องดีๆก็มีมาก แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราจะถูกไปทั้งหมด
ผมดูหนังเรื่องนี้แล้วผมดีใจ ผมขอบคุณพระเจ้ามากที่วันนี้ พระเจ้านำผมมาถึงจุดที่ ผมเลือดออกเป็น มาถึงจุดที่ผมรู้ว่าผมหิว ที่สำคัญ ผมมีคนคอยสอนผมว่า การใช้ชีวิตปกติของมนุษย์ นั้นเป็นอย่างไร... มนุษย์เราจะมีชีวิตที่ปกติไม่ได้เลย หากเราไม่รู้จักกับพระเยซู
...มิตรภาพจะตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงใจได้อย่างไร หากความจริงใจนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานความไม่จริง
ความกล้าหาญ หรือการเป็น Hero ไม่ได้เกิดจากการคิดว่าเราเป็นอย่างไร ไม่ได้เกิดจากการมองว่าตัวเราเองสำคัญ แต่เกิดจากการยอมรับว่าเราเป็นอย่างไร ในสถานการณ์นั้นๆ เราทำอะไรได้ และเราเลือกจะทำอย่างไร เพื่อคนอื่น
สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ความเชื่อของแต่ละคนต่อมุมมองเรื่องความจริงเป็นเรื่องอัตวิสัย ที่เราต้องเคารพและให้เกียรติ ความจริงที่เขาเผชิญ หลายครั้งหลายเรื่อง มันเจ็บปวดเสียจนต้องสร้างเกราะขึ้นมาห่อหุ้มปกป้องตัวเอง
แต่กับคนที่รู้จักพระเจ้า คนที่ยืดอกบอกใครต่อใครว่ารู้จักพระเจ้า บ่อยครั้งกลับหลบซ่อนอยู่ในเปลือกหนาๆ ที่เขียนป้ายติดไว้ให้ตัวเองและคนอื่นอ่านทุกค่ำเช้าว่า "ตัดสินใจ" "ตามความจริง" "เพื่อพระเจ้า" (ผมไม่ได้บอกว่า ทุกคนจะเป็นอย่างนี้นะครับ) ถ้าไปอ่านพระคัมภีร์ ก็จะเห็นว่า พระเยซูก็ตำหนิคนที่ทำอย่างนี้
ผมเชื่อว่า การยอมรับข้อจำกัดของผมในวันนี้ จะส่งผลให้ผมสามารถ ทำ หรือ ใช้ ความสามารถที่ผมมีได้อย่างดีในโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่แค่พอถูไถไปที หรือเพ้อฝันเก่งอยู่แต่ในโลกมายาเหมือนที่ผ่านๆมา...
ที่สำคัญ แม้เราจะมีปัญหาชีวิตเหมือนๆกัน ลำบากบ้างอะไรบ้าง แต่เป็น a man ในโลกของความจริง มีความสุขกว่าเป็น Super man ในโลกมายาเยอะครับ
it's my real super bark "Bow-wow!"
http://www.youtube.com/watch?v=8xDgw5ROfeM
All the world's a stage,
And all the man and women merely players;
They have their exits and their entrances;
And one man in his time plays many parts,
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแปลบทละครของวิลเลียม เช็คสเปียร์ ไว้เป็นภาคภาษาไทยชื่อ ตามใจท่าน ลครเริงรมย์ ความว่า
“ทั้งโลกเปรียบเหมือนโรงละครใหญ่
ชายหญิงไซร้เปรียบตัวละครนั่น
ต่างมียามเข้าออกอยู่เหมือนกัน
คนหนึ่งนั้นย่อมเล่นตัวนานา”
เมื่อสัก 10 ปีที่ผ่านมา ก็มีหนังเรื่อง true man shows ที่ถ่ายทำชีวิตจริงของคนๆหนึ่งตั้งแต่เด็กยันโต ไม่รู้ว่า เป็นที่มาของรายการแบบ reality shows ยอดฮิต ในปัจจุบันหรือเปล่า
เกริ่นมาตั้งนาน แค่กำลังคิดว่า มายาคติ นี่สงผลร้ายต่อชีวิตคนเราเยอะนะ โดยเฉพาะกับเรื่อง การรู้จักตนเอง
แล้ว การรู้จักตัวเอง อย่างผิดๆนี่แหล่ะ ที่นำมาซึ่งความฉิบหายทั้งต่อตัวเอง คนรอบข้าง จนถึงขั้นเสียบ้านเสียเมือง ก็เคยมีตัวอย่างให้เห็นกันมาแล้ว (และอาจจะมีให้เห็นอีก ในไม่ช้า)
เมื่อวันก่อนนั่งดูหนังเรื่อง Bolt แล้วก็คิดถึงชีวิตของตัวเอง คิดถึงเพื่อนๆ บางคน พวกเราหลายคนเติบโตมาในโลกเสมือนจริง มันจริงแต่มันก็ไม่จริง มันจริงเพราะโลกนี้มันจริงอยู่แล้ว แต่มันไม่จริง เพราะเราเองต่างหาก ที่ไม่ยอมรับความจริงบางเรื่อง ของตัวเราเอง
หนักๆเข้า หลายคน รวมถึงตัวผมเองด้วยในสมัยก่อน ก็สร้างขอบเขตโลกของตัวเองขึ้นมา ในโลกจริงใบนี้ แน่นอนว่าในโลกของเรานี้ เหตุผลของตัวเราคือสัจธรรม มันถูกต้องเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น หากเราทำให้มีคนศรัทธาในสัจธรรมของเราได้ โลกใบเล็กของเราก็จะมีคนมาร่วมใช้ชีวิตอยู่ด้วยมากขึ้น
แต่เมื่อวันหนึ่งที่เราก้าวออกมาจากโลกใบเล็กของเรา ความจริงที่เรายึดถือมาตลอดจะถูกทดสอบทันที สิ่งที่เราเคยทำได้ อยู่ๆก็ทำไม่ได้ ราวกับว่าความพินาศจะมาเยือนเราเร็วเกินไป ความมั่นอกมั่นใจของเราไม่ได้นำพาสิ่งใดมาให้เลย นอกจากการประเมินเกินความจริงและความหายนะซึ่งไม่เพียงต่อตัวเอง แต่กับคนรอบข้างด้วย ที่คิดว่าเราเป็นตัวจริงอย่างที่เราบอกใครต่อใครด้วยความจริงใจ (เพราะเราเข้าใจตัวเองอย่างนั้นจริงๆ)
เป็นเรื่องปกติที่เราจะยืนกรานในสิ่งที่เชื่อ ซึ่งหากไม่มาถึงจุดวิกฤตของชีวิต และไม่มีเพื่อนหรือคนคอยชี้แนะ คงไม่ง่ายที่เราจะมาถึงจุดแห่งการยอมรับความจริงว่าเป็นอย่างไร
ความจริงก็คือ เราเป็นคนธรรมดา เป็นคนปกติ เราทำผิดพลาดหลายเรื่อง อีกเยอะที่ยังไม่รู้ อีกมากที่ยังไม่เข้าใจ อีกไม่รู้เท่าไหร่ที่ทำไม่เป็น เรื่องดีๆก็มีมาก แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราจะถูกไปทั้งหมด
ผมดูหนังเรื่องนี้แล้วผมดีใจ ผมขอบคุณพระเจ้ามากที่วันนี้ พระเจ้านำผมมาถึงจุดที่ ผมเลือดออกเป็น มาถึงจุดที่ผมรู้ว่าผมหิว ที่สำคัญ ผมมีคนคอยสอนผมว่า การใช้ชีวิตปกติของมนุษย์ นั้นเป็นอย่างไร... มนุษย์เราจะมีชีวิตที่ปกติไม่ได้เลย หากเราไม่รู้จักกับพระเยซู
...มิตรภาพจะตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงใจได้อย่างไร หากความจริงใจนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานความไม่จริง
ความกล้าหาญ หรือการเป็น Hero ไม่ได้เกิดจากการคิดว่าเราเป็นอย่างไร ไม่ได้เกิดจากการมองว่าตัวเราเองสำคัญ แต่เกิดจากการยอมรับว่าเราเป็นอย่างไร ในสถานการณ์นั้นๆ เราทำอะไรได้ และเราเลือกจะทำอย่างไร เพื่อคนอื่น
สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ความเชื่อของแต่ละคนต่อมุมมองเรื่องความจริงเป็นเรื่องอัตวิสัย ที่เราต้องเคารพและให้เกียรติ ความจริงที่เขาเผชิญ หลายครั้งหลายเรื่อง มันเจ็บปวดเสียจนต้องสร้างเกราะขึ้นมาห่อหุ้มปกป้องตัวเอง
แต่กับคนที่รู้จักพระเจ้า คนที่ยืดอกบอกใครต่อใครว่ารู้จักพระเจ้า บ่อยครั้งกลับหลบซ่อนอยู่ในเปลือกหนาๆ ที่เขียนป้ายติดไว้ให้ตัวเองและคนอื่นอ่านทุกค่ำเช้าว่า "ตัดสินใจ" "ตามความจริง" "เพื่อพระเจ้า" (ผมไม่ได้บอกว่า ทุกคนจะเป็นอย่างนี้นะครับ) ถ้าไปอ่านพระคัมภีร์ ก็จะเห็นว่า พระเยซูก็ตำหนิคนที่ทำอย่างนี้
ผมเชื่อว่า การยอมรับข้อจำกัดของผมในวันนี้ จะส่งผลให้ผมสามารถ ทำ หรือ ใช้ ความสามารถที่ผมมีได้อย่างดีในโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่แค่พอถูไถไปที หรือเพ้อฝันเก่งอยู่แต่ในโลกมายาเหมือนที่ผ่านๆมา...
ที่สำคัญ แม้เราจะมีปัญหาชีวิตเหมือนๆกัน ลำบากบ้างอะไรบ้าง แต่เป็น a man ในโลกของความจริง มีความสุขกว่าเป็น Super man ในโลกมายาเยอะครับ
it's my real super bark "Bow-wow!"
http://www.youtube.com/watch?v=8xDgw5ROfeM
Subscribe to:
Posts (Atom)
