Showing posts with label Think different. Show all posts
Showing posts with label Think different. Show all posts

Sep 3, 2014

เกิดเป็นคนจน ก็ต้องโดนเอาเปรียบอยู่ร่ำไป

เมื่อเช้านี้ไปซื้อข้าวที่ร้านประจำแถวออฟฟิซ
มีป้ายแปะไว้ว่า ขึ้นราคาอาหาร
ที่จริงเขาแจกแจงละเอียดเลยล่ะ ว่าซื้อกี่อย่าง จากราคาเดิม เพิ่มเป็นเท่าไหร่

เจ๊ข้างหลังผมแซวเจ้าของร้านว่า "ไม่ได้มาแป้บเดียวเอง ขึ้นราคาแล้วเหรอ"
"ก็ขึ้นแค่ 5 บาทเท่านั้นเอง" เจ้าของร้านตอบด้วยสีหน้าเจื่อนๆ

ร้านนี้ขายข้าวราดแกง (แต่ความจริง มันคือตักแกงราดข้าว!!) กับข้าว 2 อย่าง เริ่มต้นที่ 35 บาท
ซึ่งก็นับว่า ไม่แพงมากนักเมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ ในระแวกนี้
ปกติผมซื้อข้าวจานนึง ก็ 40-50 บาท สามอย่างบ้าง กินไข่ต้มบ้าง

พอได้ยินว่า ขึ้น 5 บาทเท่านั้นเอง ผมกลับอดคิดต่อไปไม่ได้
และนำมาซึ่งข้อสรุปตามหัวเรื่องข้างต้นว่า
"เกิดเป็นคนจน ทำไมต้องโดนเอาเปรียบอยู่ร่ำไป"

ลองคิดตามผมนะ
สมมติฐานคือ คนมีตังค์น้อยก็จะกินข้าวราคาถูกกว่า ตามกำลังทรัพย์ที่จ่ายได้
ลูกค้า 3 คน เดิมจ่ายค่าข้าว 30, 40, 50 บาท ราคาใหม่ กินเท่าเดิม
จ่าย 35, 45, 55 บาท ตามลำดับ ก็ดูยุติธรรมดีใช่ไหม?

ไม่เลย!!

เมื่อลองคิดเปอร์เซนต์ที่แต่ละคนต้องจ่ายเพิ่ม [(ราคาใหม่-ราคาเดิม)/ราคาเดิม]
จะได้เป็น 17%, 13%, 10% ตามลำดับ
กลายเป็นว่า คนที่มีตังค์น้อยกลับต้องจ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าคนมีตังค์เยอะ

ถ้าลองเอาโมเดลนี้ประยุกต์กับเรื่องอื่นๆ ของสังคม
ทุกครั้งที่มีการขึ้นราคาเท่า ๆ กัน ฅนที่มีกำลังซื้อน้อยกว่า ฐานะยากจนกว่า
จะรู้สึกถูกกระทบมากกว่าเสมอ

ครั้งหนึ่ง สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เรือข้ามฟากปรับขึ้นราคา พวกเราที่คณะตื่นตัวกันมาก
ผมจำไม่ได้ ว่าเขาขึ้น 50 สตางค์ หรือ 1 บาท แต่จำได้แม่นว่าเขาขึ้น 100%

หากขยายขอบเขตการประยุกต์เรื่องนี้ไปยังเรื่องอื่นๆ ที่มีลักษณะของการเฉลี่ยต้นทุนไปยังทุกหน่วย(ผลิต/บริโภค/ลงทุน)
เราอาจพบว่า จริงๆ แล้ว มันมีต้นทุนแอบแฝง หรือ ความอยุติธรรม
แอบแฝงอยู่อีกไม่น้อยเลยทีเดียว

ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเศร้านะ
คนเขาจนอยู่แล้ว ได้กินเท่าเดิมโดยที่ต้องจ่ายมากขึ้น ความพอใจลดลง โดนดอกแรก
แล้วยังโดนดอกที่สอง คือ ตัวเองยังต้องจ่ายแพงขึ้นกว่าคนที่รวยกว่าตัวเอง

ถามว่าอย่างนั้นแล้ว เราควรทำอย่างไรเรื่องการปรับราคา
ถ้าจะให้แฟร์ ก็ต้องปรับเป็นเปอร์เซนต์น่ะแหล่ะ
แต่ความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าเป็นไปได้ยากในยุคสมัยนี้
ยุคสมัยที่เราได้ยินบางคนพูดว่าเศษเงินยี่สิบบาท ยุคที่ฅนไม่พกเหรียญเพราะหนักกระเป๋า
ยุคที่ใครๆ ก็ฝันอยากมีเงินเป็นล้านแต่ดูถูกเงิน 25 สตางค์
(หลายคนคงลืมสุภาษิตว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท ไปแล้ว)
ยุคที่แม้แต่พ่อค้าข้าวแกงยังพูดว่า "ก็แค่ 5 บาท เท่านั้นเอง"

...
หลายเดือนก่อน ไปซื้อของสดเข้าบ้านที่ห้างแห่งหนึ่ง
คุณลุงข้างหน้าผม หลังจ่ายเงิน
เขาตรวจใบเสร็จก่อนจะท้วงพนักงานว่าคิดเงินผิด เกินไป 4.5 บาท
ไม่ผิดครับ "สี่บาท ห้าสิบสตางค์" จริงๆ
พนักงานแสดงความไม่พอใจออกทางสีหน้าเล็กน้อย
ส่วนผมน่ะหงุดหงิด เพราะอยากรีบกลับบ้าน

พอเข็นรถมาถึงที่จอด เราจอดรถใกล้กัน คุณลุงขับ ซี่รี่ย์ 7 ...
ตึ้งโป๊ะ!

ผมคิดง่ายๆ และความคิดของผมเปลี่ยนทันที
ถ้าอยากจะรวย ก็ต้องใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
เงินไม่ได้หายากมากนัก แต่รั่วไหลง่ายมาก

ผมเริ่มหัดนิสัยตัวเองใหม่ตั้งแต่วันนั้น
เมื่อได้ยินพ่อค้าข้าวแกงพูดเมื่อเช้านี้ ผมหวังว่า แม้ผมจะเกิดมาไม่รวยเหมือนคนอื่นเขา
แต่วันนึงข้างหน้า ผมจะไม่เป็นคนหนึ่งที่โดนสังคมเอาเปรียบอีกต่อไป




Sep 16, 2009

think different !!

ถ้าให้ใครซักคนวาดภาพของ "บ้าน" ผมคิดว่าทุกคนต้องวาดส่วนหนึ่งของบ้านที่เรียกว่า "หลังคา" เป็นแน่ (บางคนจึงชอบพูดติดปากว่า มีบ้านไว้คุ้มกะลาหัว)

หลังคา จึงเป็นส่วนที่ช่วยปกป้องคนในบ้านไม่ให้ถูกรบกวนจากภาวะภายนอก เช่น ฝนตก แดดออก (ขี้) นกกระจอก หรือแม้แต่พวกชอบทำตัวแทนแดด (ชอบส่อง)

แต่มีใครเคยคิดไหมว่า ในทางตรงข้าม หลังคา ก็เป็นอุปสรรคปิดกั้นเราจากความงามของท้องฟ้า โดยเฉพาะในยามค่ำคืนเดือนมืดที่ดวงดาวทั้งฟ้าส่งแสงระยิบระยับตา (เว้นแต่บ้านเราจะทำหลังคากระจกใส เพื่อการศึกษาของเด็กๆ ควรมีใครซักคนลงทุนรื้อหลังคาบ้านตัวเองนะครับ ^^)

ชวนให้นึกถึง วัฒนธรรมและประเพณีของสังคม โดยเฉพาะในสังคมชุมชนคริสเตียน ซึ่งยึดถือพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นมาตรฐานในการดำเนินชีวิต โดยคริสเตียนมองว่า บทบัญญัติของพระเจ้านี้มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่ากฎหมายบ้านเมือง ซึ่งเป็นบัญญัติของมนุษย์เสียอีก (มั่นใจได้ว่า อะไรก็ตามที่คุณทำถูกต้องตรงไปตรงมาตามพระคัมภีร์ มันจะถูกกฎหมายอย่างแน่นอน แต่ในขณะที่หลายอย่างทำแล้วไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดพระคัมภีร์แบบเต็มๆ)

แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีหลายคน หลายคณะนิกาย ที่พยายามให้นโยบาย หรือ วัฒนธรรมของตัว มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าหลักการในพระคัมภีร์ ซึ่งครั้งหนึ่งพระเยซูเองก็ได้ตำหนิบรรดานักการศาสนาในสมัยนั้น ที่ชอบตู่เอาบทบัญญัติของมนุษย์มาเป็นพระบัญญัติของพระเจ้า พระองค์เรียกคนพวกนี้ว่าเป็นเหมือนอุโมงค์ฝังศพซึ่งฉาบด้วยปูนขาว ข้างนอกดูงดงาม แต่ข้างในเต็มไปด้วยกระดูกคนตาย และสารพัดโสโครก

หลายครั้ง เมื่อเราเริ่มลงมือทำอะไรซักอย่าง โดยเฉพาะยิ่งเป็นสิ่งที่เราทำตามความจริงหรือความฝันในใจเรา แล้วเราเจอกับอุปสรรค เรายอมแพ้ง่ายเกินไปหรือเปล่า

หากว่าภรรยาที่คุณรักสุดหัวใจ เป็นโรคร้ายที่หมอบอกว่าหมดหนทางรักษา และเธอนอนไม่ได้สติมานานนับปี คุณจะหมดความหวังใจและทำใจยอมรับสภาพ หรือคุณยังมีความหวัง และพยายามหาหนทางเพื่อช่วยเธอให้กลับมามีชีวิตปกติอีกครั้ง

หากคุณได้ยินว่า มีชายคนหนึ่งสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยทุกชนิดให้เป็นปกติดีได้ คุณจะเพิกเฉยและคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ หรือคุณจะคิดว่ามันเป็นไปได้ และพาภรรยาของคุณไปหาเขา

ถ้าคุณพาภรรยาของคุณไปหาเขาแล้ว ปรากฎว่า วันนั้นเขานั่งอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งคุณเห็นผู้คนเบียดเสียดออกันแน่นขนัดอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ใครๆต่างก็มาหาชายผู้นี้ และต่างพยายามจะเข้าไปให้ถึงตัวของเขา คนตาบอดบางคนคลำหาทางไม่เจอ ก็ตะโกนส่งเสียงเรียกชื่อชายคนนั้นดังๆ ด้วยหวังว่าชายคนนั้นจะได้ยินและเดินมารักษาดวงตาให้เขา แม่บางคนก็พยายามพาลูกของนางเข้าไปใกล้ เพื่อหวังว่าลูกของตนจะได้รับการอวยพร

แทบจะไม่มีใครใส่ใจใคร ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ชายคนนั้น คุณจะทำอย่างไร คุณจะกลับบ้านไหม คุณคิดว่า ไม่มีทาง "ฝ่า" ฝูงชนเข้าไป เพื่อพาภรรยาคุณไปรับการรักษาหรือเปล่า บางทีคุณอาจจะคิดว่า ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ก็ได้ (กี่ครั้งแล้วที่คุณคิดอย่างนี้)

มีใครบางคนอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆข้างต้น พวกเขา "หาม" เพื่อนมา เพื่อช่วยให้เพื่อนกลับคืนสู่สภาพปกติของชีวิตมนุษย์ แต่ฝูงชนที่คราคร่ำดูจะเป็นอุปสรรคใหญ่หลวง ในการขัดขวางไม่ให้พวกเขาให้เข้าไปถึงตัวชายผู้นั้นได้

คนพวกนี้ไม่ปล่อยให้ไฟแห่งความหวังของพวกเขาหวั่นไหวไป เพียงเพราะคนหรือสถานการณ์ไม่เป็นใจ

เขาไม่นั่งรอ "โชค" หรือ "โอกาส" ให้มาเยี่ยมเยียนก่อนจะไขว่คว้่าไว้ แต่พวกเขาเลือก "เสี่ยง" ที่จะสร้างมันขึ้นมาเอง

พวกเขาทั้ง 4 คน ลงมือรื้อทำลายสิ่งที่ปกป้องพวกเขา (และคนอื่นๆ) จากอันตราย เลือกสูญเสียพื้นที่ปลอดภัย ก้าวข้ามกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เป็นข้อจำกัดกั้นไม่ให้พวกเขาพาเพื่อนมาพบชายผู้นั้นได้ แล้วพวกเขาก็หย่อนเพื่อนลงมาทางหลังคา ด้วยความเชื่อและมุ่งมั่นว่าเพื่อนเขาจะหายดี

เรื่องราวที่บันทึกไว้ไม่ได้บอกอะไรมากกว่านี้ นอกจากบอกว่า เพื่อนที่ถูกหามมาได้รับการรักษาให้หายดี แต่คุณลองจินตนาการเรื่องนี้ไปกับผมต่ออีกซักหน่อยไหม

... ตอนที่เขาหามมา เขาคงไม่ได้เตรียมการ / อุปกรณ์มาด้วยเพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องหย่อนเพื่อนลงทางหลังคา เขาคงคิดกันหัวแทบแตกว่าทำอย่างไรจะเข้าไปให้ได้
... รื้อหลังคาบ้าน... บ้าไปแล้วแน่ๆ เอาจริงๆนะ เป็นคุณ คุณจะทำไหม
... รู้ทั้งรู้ ตำรวจต้องตั้งข้อหา ทำลายทรัพย์สินผู้อื่น ให้คุณแน่ๆ ถ้าไม่จ่ายค่าปรับก็ต้องติดคุก (คุณคิดว่า ราคา หลังคา มันถูกๆหรือ) และอื่นๆอีกมากมาย ตามแต่จะจินตนาการเพิ่มเติม

ผมเชื่อว่า ณ เวลานั้น สิ่งที่ขับเคลื่อนอยู่ในใจของคนทั้ง 4 นั้น มีเพียงสายตาและความคิดที่จดจ่ออยู่ว่า ทำอย่างไรจะนำชีวิตกลับคืนมาให้เพื่อนได้ และชายผู้นั้นเป็นคำตอบ ผมเชื่อว่า พวกเขายินดีจ่ายทุกราคาที่อาจเกิดขึ้น เพื่อแลกกับชีวิตของคน 1 คน

และด้วยความเชื่อเช่นนี้ พระเยซูไม่เพียงรักษาให้คนที่ถูกหามมาหายโรค แล้วบอกให้เขาลุกขึ้นแบกที่นอนเดินกลับบ้านไป แต่พระองค์ยังทรงบอกด้วยว่า "บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว"

จับจ้องที่เป้าหมาย, เชื่อว่าทุกสิ่งเป็นไปได้, Think different แล้วมุ่งมั่นลงมือทำ

Trust in the Lord with all your heart. Never rely on what you think you know.
Remember the Lord in everything you do, and He will show you the right way.
Proverbs 3:5-6


Credits:

inspired by Pat's preaching @ Newsong on Sep.12, 2009 (Mark 2:1-12)

inspired by คุณบีและคุณดำ (คนไม่มีเวลา / ว่าน AF)

inspired by Einstein's word (Insanity: doing the same thing over and over again and expecting different results)

inspired by พ่อกับแม่ของผมเอง ^^