เคยคิดอยากแต่งงานมาก็หลายครั้ง แต่ละครั้งก็จริงจังขึ้นเรื่อยๆ ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่รู้สึกถึงความจริงจังและรุนแรงเหลือหลาย
สถานการณ์หลายๆอย่างเกิดขึ้นอย่างเจาะจง ให้คิดถึงเรื่อง คู่อุปถัมภ์
ไม่น่าเชื่อว่าเราจะโตขึ้นได้ขนาดนี้ นิ่งได้ขนาดนี้ แรงกดดันมีผลดีต่อการสร้างชีวิตคนจริงๆ
เมื่อวันก่อน นั่งคุยกับน้องคนหนึ่ง บอกเขาไปว่า ความสับสนวุ่นวาย ทำให้คนเก่งขึ้น แต่ความนิ่งสงบ ทำให้คนเติบโตขึ้น (แต่เราก็ไม่ได้บอกไปหรอกนะว่า บ่อยครั้ง การนิ่งสงบนั้น เกิดขึ้นภายใต้สภาวะแรงกดดันแบบสุดๆ)
... จริงๆนะ ก้อน carbon ธรรมดาๆก้อนหนึ่ง ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "ถ่าน" แต่ถ้า เอาถ่าน ธรรมดาๆก้อนนี้ กด อัด บีบ หลอม อยู่ภายใต้สภาวะแรงกดดันหนักๆเป็นเวลานานเพียงพอ สุดท้าย เราจะได้ เพชร ก้อนหนึ่ง
ถ่านยิ่งก้อนใหญ่ ก็ยิ่งใช้เวลานาน ชีวิตยิ่งใหญ่ ก็คงใช้เวลานานไม่ต่างกัน
อีกวันคุยกับน้องอีกคน เรื่อง แนวคิด การสร้างชีวิตคน ด้วยภาพเปรียบเทียบของต้นไม้
ต้นไม้มี 2 ลักษณะ คือ ไม้ยืนต้น กับ ไม้ล้มลุก
ไม้ล้มลุก ขึ้นง่าย ให้ผลเร็ว แต่อายุไม่ยืน และมักไม่สามารถเป็นร่มเงาบังแดดฝนให้ใครได้ ขณะที่
ไม้ยืนต้น โตช้าหน่อย แต่เมื่อโตแล้ว ก็เป็นร่มเงาให้นกกามาอาศัยทำรังอยู่ได้มากมาย
และต้นไม้ก็มีการเติบโต 2 แบบ คือ ไม้ป่า กับ ไม้ปลูก
ไม้ปลูก คือ ต้นไม้ที่เราปลูกขึ้น ดูแล ให้น้ำ ค้ำยัน ทำร่ม เรียกว่า ประคมประหงมกัน เพื่อมั่นใจได้ว่า โตแน่ ขณะที่
ไม้ป่า คือ ไม้ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ มีเพียงการยืนหยัดของตัวมันเอง กับ การช่วยเหลือจากฟากฟ้าเท่านั้น (แถวบ้าน พ่อชอบเรียกว่า ปลูกแบบฝากเทวดาเลี้ยง เหอ เหอ เหอ)
ชีวิตคนเราก็เรียนรู้จากต้นไม้ได้ คนเราย้ายที่ย้ายทางบ่อย ก็ไม่ต่างจากไม้ย้ายดิน ถ้าเป็นไม้ล้มลุกก็ไม่เป็นไร แต่ไม้ใหญ่คงลำบากหน่อย ความแข็งแรง ความมั่นคง คงต้องใช้เวลา
คนที่โตมาแบบไม้ปลูก ก็มักคิดว่า ชีวิตคนเราสร้างได้ออกแบบได้ ซึ่งก็จริงส่วนหนึ่ง แต่บางเรื่อง เราก็ออกแบบไม่ได้ เช่น ความรัก ความรักออกแบบตัวของมันเอง ^^
แต่คนที่โตมาแบบไม้ป่า รากจะแข็งแรงกว่า แผ่ขยายและลงลึกกว่า เพราะต้องหาน้ำ หาอาหารเอง และเวลาเจอพายุ ก็ไม่มีอะไรให้คอยพยุงชีวิตเอาไว้
ไม้ป่า อาจมองไม่สวยเหมือนไม้ปลูก แต่ช่างไม้รู้กันดีกว่า เนื้อไม้ภายในของมัน แข็งแรงและสวยงามมากเพียงใด
ไม้ป่าที่กำลังยืนต้นอย่างผม คงไม่เหมาะกับ ไม้ปลูก หรือ ไม้ล้มลุก เท่าไหร่
แม้จะมองไม่ค่อยเห็นทาง แต่ก็วางใจพระเจ้าว่า พระองค์จะทรงเป็นหนทางให้เราได้มั่นใจ และเมื่อถึงเวลา ความไม่พร้อม ของเรา ก็จะกลายเป็น ความพร้อม สำหรับการใช้ชีวิตคู่กับอีกคนหนึ่งได้
Aug 22, 2008
Aug 8, 2008
ไปช้าๆ... ไวที่สุด
เมื่อวานนี้ เกิดอุบัติเหตุอีกแล้ว
เอารถน้องอีฟ ไปเอาของแถวราม แล้วก็ต้องรีบบึ่งไปบางนาต่อ
ขณะลงจากสะพานข้ามคลอง พอหลุดโค้งมา รถคันหน้าเราก็เร่ง เราก็เร่งตาม แล้วเขาก็เบรกกกกกก !!
เราก็เบรก เหมือนจะเบรกทัน เข้าใจว่ารถคงใส่ของมาหนัก มันก็เลยมีแรงโถมไปข้างหน้า กระจังหน้าแตก โลโก้หลุดไปเลย
เขาก็ดี รีบออกมาขอโทษยกใหญ่ เขาก็บอกว่า มีมอไซค์ตัดหน้าเขา เขาจึงต้องรีบเบรกอย่างกระทันหัน
สักพักใหญ่ๆ ประกันมาถึง เรากลายเป็นฝ่ายผิดซะงั้น เพิ่งจะรู้ว่า ถ้ามาเลนเดียว รถขับตามหลัง ชนเขา อย่างไรก็ผิด T_T
กลับมา ก็ขับไปให้เพื่อนที่อู่ดูตีราคาค่าซ่อม เฮ้อ... เเหนื่อยสุดๆ แต่ก็ยังเห็นพระพรของพระเจ้านะ เพราะถ้าชนสูงกว่านี้อีกไม่กี่มิล ก็จะโดนฝากระโปรงหน้าด้วย นั่นหมายถึง อย่างน้อยอีกไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท
เคลียร์เรื่องรถเสร็จ ก็มานั่งตอกไม้ ทำชั้นวางของ กว่าจะเสร็จก็เกือบเที่ยงคืน เตรียมใจไว้ตั้งแต่รถชนแล้วว่า คงได้ทำคนเดียวแหงๆ จริงๆ ตั้งแต่รู้ว่าต้องไปเอาของแทรกเข้ามา ก็พอประเมินได้ว่าเวลาทำชั้นคงเลื่อน คนที่นัดไว้ก็อาจไม่ว่าง... จริงตามนั้น
นั่งทำไป นึกถึงเรื่องที่เจอ และเรื่องที่กำลังคิดอยู่ในใจ ก็เข้าใจแนวคิดเรื่อง เวลาของพระเจ้ามากขึ้น
มนุษย์อย่างเราๆท่านๆ มีเหตุมีผลคิดอะไรเยอะแยะ ทำนู่นนี่นั่นมากมาย เราก็เลยต้องเร่งรีบทำให้ไว เพื่อจะทำให้ได้เยอะ
แต่
หลายเรื่อง หลายครั้ง การค่อยเป็นค่อยไป การไปอย่างมีเสถียรภาพ กลับเป็นการใช้เวลาที่น้อยที่สุด
การที่เรารีบเร่งทำทุกเรื่องอย่างรวดเร็ว ไม่ได้แปลว่า ภาพรวมการใช้เวลาจะน้อยที่สุด
... ต้นไม้ การเร่งให้มันมีผลไวๆ อาจจะทำได้ แต่จะคาดหวังว่า ผลนั้นจะหอมหวานอร่อย คงจะยาก
นึกถึงที่พ่อเคยสอนไว้... "ช้าเสียการ นานเสียกิจ" ต้องใช้คู่กับ "ช้าๆได้พร้าสองเล่มงาน"
(สำหรับบางเรื่อง)ไปช้าๆน่ะ... ไวที่สุด
เอารถน้องอีฟ ไปเอาของแถวราม แล้วก็ต้องรีบบึ่งไปบางนาต่อ
ขณะลงจากสะพานข้ามคลอง พอหลุดโค้งมา รถคันหน้าเราก็เร่ง เราก็เร่งตาม แล้วเขาก็เบรกกกกกก !!
เราก็เบรก เหมือนจะเบรกทัน เข้าใจว่ารถคงใส่ของมาหนัก มันก็เลยมีแรงโถมไปข้างหน้า กระจังหน้าแตก โลโก้หลุดไปเลย
เขาก็ดี รีบออกมาขอโทษยกใหญ่ เขาก็บอกว่า มีมอไซค์ตัดหน้าเขา เขาจึงต้องรีบเบรกอย่างกระทันหัน
สักพักใหญ่ๆ ประกันมาถึง เรากลายเป็นฝ่ายผิดซะงั้น เพิ่งจะรู้ว่า ถ้ามาเลนเดียว รถขับตามหลัง ชนเขา อย่างไรก็ผิด T_T
กลับมา ก็ขับไปให้เพื่อนที่อู่ดูตีราคาค่าซ่อม เฮ้อ... เเหนื่อยสุดๆ แต่ก็ยังเห็นพระพรของพระเจ้านะ เพราะถ้าชนสูงกว่านี้อีกไม่กี่มิล ก็จะโดนฝากระโปรงหน้าด้วย นั่นหมายถึง อย่างน้อยอีกไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท
เคลียร์เรื่องรถเสร็จ ก็มานั่งตอกไม้ ทำชั้นวางของ กว่าจะเสร็จก็เกือบเที่ยงคืน เตรียมใจไว้ตั้งแต่รถชนแล้วว่า คงได้ทำคนเดียวแหงๆ จริงๆ ตั้งแต่รู้ว่าต้องไปเอาของแทรกเข้ามา ก็พอประเมินได้ว่าเวลาทำชั้นคงเลื่อน คนที่นัดไว้ก็อาจไม่ว่าง... จริงตามนั้น
นั่งทำไป นึกถึงเรื่องที่เจอ และเรื่องที่กำลังคิดอยู่ในใจ ก็เข้าใจแนวคิดเรื่อง เวลาของพระเจ้ามากขึ้น
มนุษย์อย่างเราๆท่านๆ มีเหตุมีผลคิดอะไรเยอะแยะ ทำนู่นนี่นั่นมากมาย เราก็เลยต้องเร่งรีบทำให้ไว เพื่อจะทำให้ได้เยอะ
แต่
หลายเรื่อง หลายครั้ง การค่อยเป็นค่อยไป การไปอย่างมีเสถียรภาพ กลับเป็นการใช้เวลาที่น้อยที่สุด
การที่เรารีบเร่งทำทุกเรื่องอย่างรวดเร็ว ไม่ได้แปลว่า ภาพรวมการใช้เวลาจะน้อยที่สุด
... ต้นไม้ การเร่งให้มันมีผลไวๆ อาจจะทำได้ แต่จะคาดหวังว่า ผลนั้นจะหอมหวานอร่อย คงจะยาก
นึกถึงที่พ่อเคยสอนไว้... "ช้าเสียการ นานเสียกิจ" ต้องใช้คู่กับ "ช้าๆได้พร้าสองเล่มงาน"
(สำหรับบางเรื่อง)ไปช้าๆน่ะ... ไวที่สุด
Jul 31, 2008
ระทึก
เมื่อวันก่อน อยู่ดีๆก็เพิ่งรู้ตัวว่าต้องไปบางนาในบัดเดี๋ยวนั้น ด้วยวิธีการนั่งซ้อนท้ายรถมอ'ไซค์ไป
เป็นการกระทำที่ผิดนโยบายสวัสดิภาพส่วนบุคคลเป็นที่สุด ผมเองตั้งใจอยู่แล้วว่า เส้นทางที่รถใหญ่วิ่งคล่อง ผมจะไม่วิ่งด้วยรถเล็กที่ต้องเอาเนื้อไปเสี่ยงกับเหล็กโดยไม่จำเป็น
รู้สึกอยู่ในใจเหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นไหม แต่ก็อธิษฐานขอการปกป้องจากพระเจ้า แล้วนั่งต่อไปด้วยความไว้ใจในพระเจ้า
และแล้วก็ถึงเวลาที่สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้น
รถของเราวิ่งอยู่ทางซ้าย แท็กซี่เลี้ยวมาจากทางซ้าย (วิ่งอยู่หน้าเรา)เปิดไฟออกขวา พร้อมหันหัวออก เราก็เตรียมเร่งจะแซงแมงกะไซค์อีกคันที่วิ่งอยู่ซ้ายเรา
แล้วมันก็เบรก (เบรกล้อตายเลยนะ)เพื่อจะรับผู้โดยสารที่กวักมือเรียกอยู่หยอยๆ
เห็นแล้วก็เตรียมใจในเสี้ยวบัดดล ตามองถุงใส่สัมภาระ กอดให้แน่น คิดอย่างเดียวอย่าให้มันกระจาย วินาทีต่อมาก็ราวด้อฟสปริงม้วนหน้าลงไปนอนกับพื้นเรียบร้อย
นึกภาพตามนะครับ รถเพิ่งจะออกมาจากสี่แยกไฟเขียว วิ่งมา 80 แล้วเบรกชนิดล้อตาย คว่ำแบบรถกลับหัวกลับท้าย ถนนถูกขูดเป็นทางยาว รถไถลจากจุดเกิดเหตุไปประมาณ 10 เมตร
จริงๆ ตอนก่อนเกิดเหตุ ยังนึกอยู่ในใจเล่นๆเลย มอไซค์ก็ดีเหมือนกันเนอะ ซื้อไว้ขี่ซักคันดีกว่า... เลิกเลยครับ กับความคิดนี้ นั่งรถไฟฟ้า เก็บตังค์เก็บชีวิตไว้ทำอย่างอื่นดีกว่า
ลุกขึ้นมายืนขยับแข้งขยับขา ทุกส่วนไม่มีการติดขัด มีก็เพียงฝ่ามือที่ใช้ยันพื้น เป็นรอยถลอกเล็กน้อย (... แต่เจ็บมาก เลือดไหลโกรก)
คนขับแท็กซี่ เดินมาแบบเอาเรื่อง (จะเอาตังค์ มากกว่า) แล้วพระเจ้าก็ส่งทูตสวรรค์มาช่วยเรา ก็คือ คนขับมอไซค์คันทางซ้ายของเราเมื่อกี้นั่นเอง เขาเดินมาเป็นพยานให้ว่าเราไม่ผิด สุดท้าย แท้กซี่ก็ขับรถออกไป
ผมก็พูดกับน้องเท เจ้าของมอไซค์ ก็ไม่เป็นอะไรมาก ข้อเท้าเคล็ด ถุงเท้า รองเท้าขาด แต่คนปกติดี รู้สึกเหมือนล้มลงบนฟูกมากกว่าครับ นุ่มสบาย (...แต่หลังจากนั้น 2-3 วัน เริ่มปวดเมื่อยเนื้อตัวบ้างละ)
อย่างไรก็ตามดูจากสภาพรถ สถานที่เกิดเหตุ สภาพการเกิดเหตุแล้ว ขอบคุณพระเจ้า ต้องบอกว่าแทบไม่เป็นอะไรเลย แม้ว่าใจจะระทึกอยู่บ้างพอควร
เป็นการกระทำที่ผิดนโยบายสวัสดิภาพส่วนบุคคลเป็นที่สุด ผมเองตั้งใจอยู่แล้วว่า เส้นทางที่รถใหญ่วิ่งคล่อง ผมจะไม่วิ่งด้วยรถเล็กที่ต้องเอาเนื้อไปเสี่ยงกับเหล็กโดยไม่จำเป็น
รู้สึกอยู่ในใจเหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นไหม แต่ก็อธิษฐานขอการปกป้องจากพระเจ้า แล้วนั่งต่อไปด้วยความไว้ใจในพระเจ้า
และแล้วก็ถึงเวลาที่สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้น
รถของเราวิ่งอยู่ทางซ้าย แท็กซี่เลี้ยวมาจากทางซ้าย (วิ่งอยู่หน้าเรา)เปิดไฟออกขวา พร้อมหันหัวออก เราก็เตรียมเร่งจะแซงแมงกะไซค์อีกคันที่วิ่งอยู่ซ้ายเรา
แล้วมันก็เบรก (เบรกล้อตายเลยนะ)เพื่อจะรับผู้โดยสารที่กวักมือเรียกอยู่หยอยๆ
เห็นแล้วก็เตรียมใจในเสี้ยวบัดดล ตามองถุงใส่สัมภาระ กอดให้แน่น คิดอย่างเดียวอย่าให้มันกระจาย วินาทีต่อมาก็ราวด้อฟสปริงม้วนหน้าลงไปนอนกับพื้นเรียบร้อย
นึกภาพตามนะครับ รถเพิ่งจะออกมาจากสี่แยกไฟเขียว วิ่งมา 80 แล้วเบรกชนิดล้อตาย คว่ำแบบรถกลับหัวกลับท้าย ถนนถูกขูดเป็นทางยาว รถไถลจากจุดเกิดเหตุไปประมาณ 10 เมตร
จริงๆ ตอนก่อนเกิดเหตุ ยังนึกอยู่ในใจเล่นๆเลย มอไซค์ก็ดีเหมือนกันเนอะ ซื้อไว้ขี่ซักคันดีกว่า... เลิกเลยครับ กับความคิดนี้ นั่งรถไฟฟ้า เก็บตังค์เก็บชีวิตไว้ทำอย่างอื่นดีกว่า
ลุกขึ้นมายืนขยับแข้งขยับขา ทุกส่วนไม่มีการติดขัด มีก็เพียงฝ่ามือที่ใช้ยันพื้น เป็นรอยถลอกเล็กน้อย (... แต่เจ็บมาก เลือดไหลโกรก)
คนขับแท็กซี่ เดินมาแบบเอาเรื่อง (จะเอาตังค์ มากกว่า) แล้วพระเจ้าก็ส่งทูตสวรรค์มาช่วยเรา ก็คือ คนขับมอไซค์คันทางซ้ายของเราเมื่อกี้นั่นเอง เขาเดินมาเป็นพยานให้ว่าเราไม่ผิด สุดท้าย แท้กซี่ก็ขับรถออกไป
ผมก็พูดกับน้องเท เจ้าของมอไซค์ ก็ไม่เป็นอะไรมาก ข้อเท้าเคล็ด ถุงเท้า รองเท้าขาด แต่คนปกติดี รู้สึกเหมือนล้มลงบนฟูกมากกว่าครับ นุ่มสบาย (...แต่หลังจากนั้น 2-3 วัน เริ่มปวดเมื่อยเนื้อตัวบ้างละ)
อย่างไรก็ตามดูจากสภาพรถ สถานที่เกิดเหตุ สภาพการเกิดเหตุแล้ว ขอบคุณพระเจ้า ต้องบอกว่าแทบไม่เป็นอะไรเลย แม้ว่าใจจะระทึกอยู่บ้างพอควร
Jul 30, 2008
i can smile ... ^_^
ตั้งแต่ก่อนกลับบ้านครั้งที่ผ่านมา อยากจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับรอยยิ้ม
แต่ก็ไม่ได้เขียนซะที บางที อาจจะดีก็ได้ เพราะพอได้เขียนตอนนี้ ก็มีประสบการณ์มากมายที่ได้เรียนรู้
จนถึงขนาดต้องเปลี่ยนชื่อเรื่อง จาก ฉันไม่สามารถยิ้มได้ เป็น ฉันสามารถยิ้มได้
คงเป็นเรื่องปกติของชีวิตคนเรา ที่จะมีช่วงเวลา ขาขึ้น และ เวลา ขาลง จุดสำคัญอยู่ที่ว่า การขึ้นหรือลงนั้น ทำให้ชีวิตของเรา ขึ้น ไปอีกได้ไกลเท่าไร
เวลาเดินขึ้นเขา แม้ไม่ใช่ทุกก้าวที่ไปข้างหน้า แต่ทุกก้าวก็ทำให้เราไปถึงเป้าหมายมากขึ้น
แต่คนอย่างผม จะเดินขึ้นเขาลงห้วยไปที่ไหนไม่เคยเกี่ยง ขอเพียงเรื่องเดียว "คนร่วมทาง"
ผมคงไม่แปลกจากคนอื่นหรอกนะ ที่เมื่อเวลาเราเหนื่อย เพียง ยิ้ม ของ ใครบางคน แม้ไม่ได้เห็น เพียงแต่นึกถึงในความคิด ก็เรียกเรี่ยวแรงให้เราไปต่ออีกได้
จะน่าหนักใจ ก็คงตรงที่ วันนี้ ยังไม่มีคนที่เขายินดีจะยิ้มให้เราเสมอไม่ว่าในสถานการณ์ไหนๆน่ะสิ
ยิ่งไปดู หนังเรื่อง Hell boy ยิ่งโดนใจกับเพลง i can't smile without you
คงเป็นเรื่องที่วิเศษสุดในชีวิต หากมีใครสักคนเห็นคุณค่าของเรา จนยอมรับผิดชอบในการมีอยู่ของเรา เพื่อเป็นราคาให้กับการที่จะได้อยู่ด้วยกัน นั่นสินะ หากวันหนึ่ง เรามีคนนั้น แล้วต้องจากกัน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราจะยิ้มได้อย่างไร หากไม่มีเขา/เธอคนนั้นแล้ว
กลับไปบ้านก็เห็นแม่เป็นอย่างนั้นจริงๆ แม่ยิ้มเมื่อเห็นพ่อ เมื่อเห็นผม แม้ผมจะเข้าใจแต่ก็อดที่จะบอกแม่ไม่ได้ว่า แม่สามารถยิ้มได้แม้จะไม่เห็นใคร เพราะความสุขใจน่ะเป็นเรื่องของเรา ในใจตัวเองก็คิดว่า จริงๆแล้ว ก็คงมีคนที่เขารอคอยให้เราเป็นเหตุแห่งรอยยิ้มของเขาอยู่บ้างล่ะน่ะ
จากความคิดที่เมื่อนึกถึงใครบางคนเวลาเหนื่อยๆแล้วทำให้เรายิ้มได้ ก็พัฒนาไปสู่ความหวังว่าเราเองจะเป็นเหตุให้ใครคนนั้นเขายิ้มได้บ้างในเวลาที่ท้องฟ้าแห่งชีวิตของเขาหมองหม่นลง
รวมไปถึงความคิดที่ว่า จะลองพยายามยิ้มให้กับคนอื่นมากขึ้น ในภาวะที่สิ่งรอบๆตัวมีเรื่องทำให้ตึงเครียดได้ง่ายๆเช่นนี้ รอยยิ้มของเราอาจเป็นรอยยิ้มเดียวที่เขาได้รับในวันนั้นก็ได้
นึกถึงน้องที่ ที่ทำงานคนนึง... เวลาที่เขาทำงาน ชวนให้นึกถึงเพื่อนผมคนนึงเมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่เขาจะแต่งงาน เห็นแล้วก็อดขำด้วยความน่ารำคาญใจไม่ได้ แต่ก็เข้าใจในความตั้งใจและภาวะของเขานะ ตรงกันข้าม ถ้าไม่คุยเรื่องงานกัน ความสดใส ความมีชีวิตชีวา ความจริงใจ ความเป็นตัวของตัวเอง กลมกันจนกลายเป็นรอยยิ้มของเธอ เห็นแล้ว...เฮ้อ!! ^^
... แน่นอนว่า ตอนที่นั่งเขียนอยู่นี่ แค่นึกถึง ผมเองก็แอบยิ้มเล็กๆให้กับตัวเองแล้วครับ ^^
ปล. อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้แอบยิ้มกับตัวเองได้เสมอๆ เป็นเพลงเพลงหนึ่ง ที่ฟังเมื่อไหร่ก็... ^^
... วันเดือนปีเคยเป็นแค่เพียงสายลมผ่าน แต่ใครคนหนึ่งทำเวลาฉันให้รู้สึกมีความหมาย คนๆหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงทุกๆอย่างไป คนที่ทำให้ยิ้มได้ ไม่ว่าเราจะเศร้าเพียงไหน เธอคนหนึ่ง ทำให้รักฉันเปลี่ยนไป ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ ... ^^
แต่ก็ไม่ได้เขียนซะที บางที อาจจะดีก็ได้ เพราะพอได้เขียนตอนนี้ ก็มีประสบการณ์มากมายที่ได้เรียนรู้
จนถึงขนาดต้องเปลี่ยนชื่อเรื่อง จาก ฉันไม่สามารถยิ้มได้ เป็น ฉันสามารถยิ้มได้
คงเป็นเรื่องปกติของชีวิตคนเรา ที่จะมีช่วงเวลา ขาขึ้น และ เวลา ขาลง จุดสำคัญอยู่ที่ว่า การขึ้นหรือลงนั้น ทำให้ชีวิตของเรา ขึ้น ไปอีกได้ไกลเท่าไร
เวลาเดินขึ้นเขา แม้ไม่ใช่ทุกก้าวที่ไปข้างหน้า แต่ทุกก้าวก็ทำให้เราไปถึงเป้าหมายมากขึ้น
แต่คนอย่างผม จะเดินขึ้นเขาลงห้วยไปที่ไหนไม่เคยเกี่ยง ขอเพียงเรื่องเดียว "คนร่วมทาง"
ผมคงไม่แปลกจากคนอื่นหรอกนะ ที่เมื่อเวลาเราเหนื่อย เพียง ยิ้ม ของ ใครบางคน แม้ไม่ได้เห็น เพียงแต่นึกถึงในความคิด ก็เรียกเรี่ยวแรงให้เราไปต่ออีกได้
จะน่าหนักใจ ก็คงตรงที่ วันนี้ ยังไม่มีคนที่เขายินดีจะยิ้มให้เราเสมอไม่ว่าในสถานการณ์ไหนๆน่ะสิ
ยิ่งไปดู หนังเรื่อง Hell boy ยิ่งโดนใจกับเพลง i can't smile without you
คงเป็นเรื่องที่วิเศษสุดในชีวิต หากมีใครสักคนเห็นคุณค่าของเรา จนยอมรับผิดชอบในการมีอยู่ของเรา เพื่อเป็นราคาให้กับการที่จะได้อยู่ด้วยกัน นั่นสินะ หากวันหนึ่ง เรามีคนนั้น แล้วต้องจากกัน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราจะยิ้มได้อย่างไร หากไม่มีเขา/เธอคนนั้นแล้ว
กลับไปบ้านก็เห็นแม่เป็นอย่างนั้นจริงๆ แม่ยิ้มเมื่อเห็นพ่อ เมื่อเห็นผม แม้ผมจะเข้าใจแต่ก็อดที่จะบอกแม่ไม่ได้ว่า แม่สามารถยิ้มได้แม้จะไม่เห็นใคร เพราะความสุขใจน่ะเป็นเรื่องของเรา ในใจตัวเองก็คิดว่า จริงๆแล้ว ก็คงมีคนที่เขารอคอยให้เราเป็นเหตุแห่งรอยยิ้มของเขาอยู่บ้างล่ะน่ะ
จากความคิดที่เมื่อนึกถึงใครบางคนเวลาเหนื่อยๆแล้วทำให้เรายิ้มได้ ก็พัฒนาไปสู่ความหวังว่าเราเองจะเป็นเหตุให้ใครคนนั้นเขายิ้มได้บ้างในเวลาที่ท้องฟ้าแห่งชีวิตของเขาหมองหม่นลง
รวมไปถึงความคิดที่ว่า จะลองพยายามยิ้มให้กับคนอื่นมากขึ้น ในภาวะที่สิ่งรอบๆตัวมีเรื่องทำให้ตึงเครียดได้ง่ายๆเช่นนี้ รอยยิ้มของเราอาจเป็นรอยยิ้มเดียวที่เขาได้รับในวันนั้นก็ได้
นึกถึงน้องที่ ที่ทำงานคนนึง... เวลาที่เขาทำงาน ชวนให้นึกถึงเพื่อนผมคนนึงเมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่เขาจะแต่งงาน เห็นแล้วก็อดขำด้วยความน่ารำคาญใจไม่ได้ แต่ก็เข้าใจในความตั้งใจและภาวะของเขานะ ตรงกันข้าม ถ้าไม่คุยเรื่องงานกัน ความสดใส ความมีชีวิตชีวา ความจริงใจ ความเป็นตัวของตัวเอง กลมกันจนกลายเป็นรอยยิ้มของเธอ เห็นแล้ว...เฮ้อ!! ^^
... แน่นอนว่า ตอนที่นั่งเขียนอยู่นี่ แค่นึกถึง ผมเองก็แอบยิ้มเล็กๆให้กับตัวเองแล้วครับ ^^
ปล. อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้แอบยิ้มกับตัวเองได้เสมอๆ เป็นเพลงเพลงหนึ่ง ที่ฟังเมื่อไหร่ก็... ^^
... วันเดือนปีเคยเป็นแค่เพียงสายลมผ่าน แต่ใครคนหนึ่งทำเวลาฉันให้รู้สึกมีความหมาย คนๆหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงทุกๆอย่างไป คนที่ทำให้ยิ้มได้ ไม่ว่าเราจะเศร้าเพียงไหน เธอคนหนึ่ง ทำให้รักฉันเปลี่ยนไป ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ ... ^^
Jul 14, 2008
i knew you...
I knew you…
หลังจากที่หัวใจรู้สึกเหี่ยวห่อมา 2-3 คืน รู้สึกถึงแรงกดดันและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรอบตัว เหมือนครั้งหนึ่งที่เคยรู้สึก เหมือนตัวเองต้องเดินผ่านพายุ ในขณะที่รอบตัวแปรปรวนก็ยิ่งต้องนิ่ง และความท้าทายนั้น คือ ต้องนิ่งโดยเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
จำได้ว่า 2 คืนที่ผ่านมา นอนคุดคู้ อธิษฐานแล้วก็หลับไปอย่างเหนื่อยอ่อน... นึกถึงเพลง Adam ขึ้นมาซะงั้น ...ในยามอ่อนแอต้องการสักคน เป็นใครหนึ่งคนที่ได้ถูกฟ้ากำหนดมา...
เช้านี้ ไปนมัสการก่อนที่วันนี้จะต้องมีภารกิจไม่น้อยที่จะต้องทำให้เสร็จ คำเผยพระวจนะจากพระเจ้าช่วยฟื้นฟูใจอย่างมาก ไม่น่าเชื่อว่าคำเพียงสั้นๆ จะได้ใจมากขนาดนี้... “เรารู้จักเจ้า”
ความหมายของคำนี้ลึกซึ้งจริงๆ นึกถึงตอนที่ อิสอัค เข้าหานางเรเบคา พระคัมภีร์ก็ใช้คำว่า knew
การรู้จักกันจริงๆนี่ ดีจริงๆนะ อย่างน้อยก็ทำให้เรามีความมั่นคงในจิตใจขึ้นอย่างมาก
เพราะพระเจ้ารู้จักเรา ด้วยความรักของพระองค์ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น จึงเป็นความพอดีในชีวิต ไม่หนักเกิน ไม่สบายเกิน ขอบคุณสำหรับคำเชิญชวนนะครับ ผมลืมไปเลยว่า แอก ของพระองค์ก็พอเหมาะ และภาระของพระองค์ก็เบา
เฮ่อ... มัวแต่สาละวนจะทำนู่นนี่นั่นให้พระเจ้า จนกลายเป็นภาระ(ใจ)หนักๆ ลืมไปจริงๆว่า พระองค์รู้จักเรา และสิ่งที่พระองค์ปรารถนาจากชีวิตเรามากกว่าการปรนนิบัติรับใช้พระองค์ คือ สัมพันธภาพที่แนบสนิท การรู้จักกัน
วันหนึ่ง เราคงพูดได้บ้างว่า I knew you, my Lord.
หลังจากที่หัวใจรู้สึกเหี่ยวห่อมา 2-3 คืน รู้สึกถึงแรงกดดันและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรอบตัว เหมือนครั้งหนึ่งที่เคยรู้สึก เหมือนตัวเองต้องเดินผ่านพายุ ในขณะที่รอบตัวแปรปรวนก็ยิ่งต้องนิ่ง และความท้าทายนั้น คือ ต้องนิ่งโดยเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
จำได้ว่า 2 คืนที่ผ่านมา นอนคุดคู้ อธิษฐานแล้วก็หลับไปอย่างเหนื่อยอ่อน... นึกถึงเพลง Adam ขึ้นมาซะงั้น ...ในยามอ่อนแอต้องการสักคน เป็นใครหนึ่งคนที่ได้ถูกฟ้ากำหนดมา...
เช้านี้ ไปนมัสการก่อนที่วันนี้จะต้องมีภารกิจไม่น้อยที่จะต้องทำให้เสร็จ คำเผยพระวจนะจากพระเจ้าช่วยฟื้นฟูใจอย่างมาก ไม่น่าเชื่อว่าคำเพียงสั้นๆ จะได้ใจมากขนาดนี้... “เรารู้จักเจ้า”
ความหมายของคำนี้ลึกซึ้งจริงๆ นึกถึงตอนที่ อิสอัค เข้าหานางเรเบคา พระคัมภีร์ก็ใช้คำว่า knew
การรู้จักกันจริงๆนี่ ดีจริงๆนะ อย่างน้อยก็ทำให้เรามีความมั่นคงในจิตใจขึ้นอย่างมาก
เพราะพระเจ้ารู้จักเรา ด้วยความรักของพระองค์ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น จึงเป็นความพอดีในชีวิต ไม่หนักเกิน ไม่สบายเกิน ขอบคุณสำหรับคำเชิญชวนนะครับ ผมลืมไปเลยว่า แอก ของพระองค์ก็พอเหมาะ และภาระของพระองค์ก็เบา
เฮ่อ... มัวแต่สาละวนจะทำนู่นนี่นั่นให้พระเจ้า จนกลายเป็นภาระ(ใจ)หนักๆ ลืมไปจริงๆว่า พระองค์รู้จักเรา และสิ่งที่พระองค์ปรารถนาจากชีวิตเรามากกว่าการปรนนิบัติรับใช้พระองค์ คือ สัมพันธภาพที่แนบสนิท การรู้จักกัน
วันหนึ่ง เราคงพูดได้บ้างว่า I knew you, my Lord.
Jul 12, 2008
เสียง...(ที่ไม่ได้ยิน ??)
รู้จักกันมาก็นานร่วม 13 ปี
ตั้งแต่วันแรกๆที่รู้จักกัน ก็เรียกเขาว่า เพื่อน
เรียนรู้จักกันมาเรื่อยๆ จนพอจะรู้จัก เสียง ของเขา
แปลกแต่จริง ช่วงนี้ ดูเหมือนเสียงที่คุ้นเคยจะเงียบไป
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราอยู่ในที่อึกทึกครึกโครม นานเกินเหตุ
หรือ เราเองที่ใจเปิดน้อยลงจนฟังไม่ได้ยิน...
เมื่อวันจันทร์ ได้รับมอบหมายงานมางานหนึ่ง สุดๆแล้วไม่รู้ทำอย่างไร
ก็เลยออกไปกินข้าว พักสงบๆเสียหน่อย ออฟฟิซมันวุ่นวายเหลือเกิน
แว้ปหนึ่งในหัวกับเสียงแผ่วเบาที่คุ้นเคย
ผมก็เลยขี่เจ้าหอมแดง (มอไซค์ของเพื่อนที่ออฟฟิซ) ไปแยกเม่งจ๋าย
อัศจรรย์ยิ่งนัก ทุกอย่างที่ต้องการ ได้ถูกจัดเตรียมไว้ให้อย่างพร้อมมูลครบถ้วนที่นั่นแล้ว ฮาเลลูยา
ไม่เพียงเท่านั้น
ปกติ ทุกวันพุธเวลาพลบค่ำ การเดินทางไปร่วมกลุ่มกับเพื่อนๆ มักใช้บริการรถไฟใต้ดินเป็นหลัก
แต่ครั้งนี้ เดินออกมาจากออฟฟิซ เสียงที่แว้ปเข้ามาในหัวคือ มอไซค์ หรือ แท็กซี่ ดี ดูจากสภาพดินฟ้าอากาศแล้วก็เลยไปแท็กซี่
ขอบคุณพระเจ้า
วันนั้น ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่รถไฟใต้ดิน ใช้เวลาจอดอย่างน้อย ประมาณ 15 นาที ต่อสถานี...
ชีวิตช่วงนี้ แม้จะไม่ได้ ทำ ในสิ่งที่เราเป็น เต็มที่นัก
อาจจะไม่ได้ใช้ทุกอย่างที่มี อาจจะอึดอัดใจอยู่บ้าง
หลายครั้ง ก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า จะอยู่ให้คนเข้าใจเราผิดทำไม
กลับไปอยู่บ้านดูแลพ่อแม่ดีกว่าไหม
หรือเราควรพยายามที่จะอธิบายเหตุผลของทุกเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง เพื่อที่เขาจะเข้าใจอย่างถูกต้อง
หรือเราควรจะเปลี่ยนตัวเอง ให้ก้าวจังหวะชีวิตมันว่องไวรวดเร็วเหมือนคนอื่นๆรอบตัว
แต่ก็พอจะเข้าใจว่า เสียง นั้น กำลังบอกว่าอะไร
มันก็ช่วยไม่ได้ คนเรา ก็มักมองในสิ่งที่เราเห็น เชื่อในสิ่งที่เราคิดว่าจริง เป็นเรื่องปกติ
นึกขึ้นมาถึงเรื่องเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน ที่โดนนายว่า ว่าเราพูดขัดแย้งในตัวเอง
ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงได้เถียงออกไปแล้ว ว่านายนั่นแหล่ะ ที่คิดช้ากว่าเรา 1 ก้าว
แต่เราเองก็ไวเกิน แทนที่จะบอกทางเลือกให้ก่อน ดัน เสนอความเห็นไปทันที
ยังดี มีคนคิดทันช่วยอธิบายให้ (หุหุ พี่เลี้ยงเราเอง) แต่ก็คงช้าไปแล้ว ทีมงานที่นั่งอยู่ ก็คงรับรู้ว่า ผมสับสนไปแล้ว
เมื่อวันก่อน ก็ได้นั่งคุยกับพี่คนนึงที่เคยดูแลชีวิตเรามาก่อน วันนี้เธอจะย้ายมาทำงานที่ออฟฟิซด้วย
พี่เขาก็พูดถึงว่า เด็กๆที่ใหม่ๆ ทำงานแบบนี้ อาจจะไม่รู้สึก แต่กับคนที่เคยทำงานมาก่อน เคยอยู่กับความป็นระบบที่แข็งแรงมากๆมาก่อน ก็อาจจะรู้สึกได้... แน่นอนว่า ผมรู้สึกอย่างมากกกก
อาจเป็นเพราะเราเป็นคนใจร้อน และเอาแต่ใจตัวเองล่ะมั้ง พระเจ้าถึงต้องฝึกให้เรา อดและทน อย่างมากๆ
จะว่าไป พระเจ้า ก็คงรู้จัก ความบ้า ของเราดีกว่าใคร
ถึงให้เราได้ยิน เสียง ของพระองค์จนคุ้นเคยมาตั้งแต่วันแรกๆที่รู้จักกัน เพื่อแม้การกระซิบเพียงแผ่วเบาในวันนี้ ก็จะเพียงพอที่จะทำให้เราสงบนิ่งได้ (ถ้าลอง บ้า ขึ้นมา ก็เห็นจะมีอยู่ไม่กี่คนล่ะมั้ง ที่เอาเราอยู่)
ขอบคุณนะครับ ที่ให้ผมได้เรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตด้วยความถ่อมใจ ด้วยพระสุรเสียงของพระองค์...
...เสียงพระเจ้าบอกอยู่ในใจฉัน ว่าจงเข้มแข็งและอดทน ยามใดที่ใจท้อ ยามใดที่อ่อนไหว พระองค์ยังคงอยู่ใกล้ๆเรา...
ตั้งแต่วันแรกๆที่รู้จักกัน ก็เรียกเขาว่า เพื่อน
เรียนรู้จักกันมาเรื่อยๆ จนพอจะรู้จัก เสียง ของเขา
แปลกแต่จริง ช่วงนี้ ดูเหมือนเสียงที่คุ้นเคยจะเงียบไป
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราอยู่ในที่อึกทึกครึกโครม นานเกินเหตุ
หรือ เราเองที่ใจเปิดน้อยลงจนฟังไม่ได้ยิน...
เมื่อวันจันทร์ ได้รับมอบหมายงานมางานหนึ่ง สุดๆแล้วไม่รู้ทำอย่างไร
ก็เลยออกไปกินข้าว พักสงบๆเสียหน่อย ออฟฟิซมันวุ่นวายเหลือเกิน
แว้ปหนึ่งในหัวกับเสียงแผ่วเบาที่คุ้นเคย
ผมก็เลยขี่เจ้าหอมแดง (มอไซค์ของเพื่อนที่ออฟฟิซ) ไปแยกเม่งจ๋าย
อัศจรรย์ยิ่งนัก ทุกอย่างที่ต้องการ ได้ถูกจัดเตรียมไว้ให้อย่างพร้อมมูลครบถ้วนที่นั่นแล้ว ฮาเลลูยา
ไม่เพียงเท่านั้น
ปกติ ทุกวันพุธเวลาพลบค่ำ การเดินทางไปร่วมกลุ่มกับเพื่อนๆ มักใช้บริการรถไฟใต้ดินเป็นหลัก
แต่ครั้งนี้ เดินออกมาจากออฟฟิซ เสียงที่แว้ปเข้ามาในหัวคือ มอไซค์ หรือ แท็กซี่ ดี ดูจากสภาพดินฟ้าอากาศแล้วก็เลยไปแท็กซี่
ขอบคุณพระเจ้า
วันนั้น ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่รถไฟใต้ดิน ใช้เวลาจอดอย่างน้อย ประมาณ 15 นาที ต่อสถานี...
ชีวิตช่วงนี้ แม้จะไม่ได้ ทำ ในสิ่งที่เราเป็น เต็มที่นัก
อาจจะไม่ได้ใช้ทุกอย่างที่มี อาจจะอึดอัดใจอยู่บ้าง
หลายครั้ง ก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า จะอยู่ให้คนเข้าใจเราผิดทำไม
กลับไปอยู่บ้านดูแลพ่อแม่ดีกว่าไหม
หรือเราควรพยายามที่จะอธิบายเหตุผลของทุกเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง เพื่อที่เขาจะเข้าใจอย่างถูกต้อง
หรือเราควรจะเปลี่ยนตัวเอง ให้ก้าวจังหวะชีวิตมันว่องไวรวดเร็วเหมือนคนอื่นๆรอบตัว
แต่ก็พอจะเข้าใจว่า เสียง นั้น กำลังบอกว่าอะไร
มันก็ช่วยไม่ได้ คนเรา ก็มักมองในสิ่งที่เราเห็น เชื่อในสิ่งที่เราคิดว่าจริง เป็นเรื่องปกติ
นึกขึ้นมาถึงเรื่องเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน ที่โดนนายว่า ว่าเราพูดขัดแย้งในตัวเอง
ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงได้เถียงออกไปแล้ว ว่านายนั่นแหล่ะ ที่คิดช้ากว่าเรา 1 ก้าว
แต่เราเองก็ไวเกิน แทนที่จะบอกทางเลือกให้ก่อน ดัน เสนอความเห็นไปทันที
ยังดี มีคนคิดทันช่วยอธิบายให้ (หุหุ พี่เลี้ยงเราเอง) แต่ก็คงช้าไปแล้ว ทีมงานที่นั่งอยู่ ก็คงรับรู้ว่า ผมสับสนไปแล้ว
เมื่อวันก่อน ก็ได้นั่งคุยกับพี่คนนึงที่เคยดูแลชีวิตเรามาก่อน วันนี้เธอจะย้ายมาทำงานที่ออฟฟิซด้วย
พี่เขาก็พูดถึงว่า เด็กๆที่ใหม่ๆ ทำงานแบบนี้ อาจจะไม่รู้สึก แต่กับคนที่เคยทำงานมาก่อน เคยอยู่กับความป็นระบบที่แข็งแรงมากๆมาก่อน ก็อาจจะรู้สึกได้... แน่นอนว่า ผมรู้สึกอย่างมากกกก
อาจเป็นเพราะเราเป็นคนใจร้อน และเอาแต่ใจตัวเองล่ะมั้ง พระเจ้าถึงต้องฝึกให้เรา อดและทน อย่างมากๆ
จะว่าไป พระเจ้า ก็คงรู้จัก ความบ้า ของเราดีกว่าใคร
ถึงให้เราได้ยิน เสียง ของพระองค์จนคุ้นเคยมาตั้งแต่วันแรกๆที่รู้จักกัน เพื่อแม้การกระซิบเพียงแผ่วเบาในวันนี้ ก็จะเพียงพอที่จะทำให้เราสงบนิ่งได้ (ถ้าลอง บ้า ขึ้นมา ก็เห็นจะมีอยู่ไม่กี่คนล่ะมั้ง ที่เอาเราอยู่)
ขอบคุณนะครับ ที่ให้ผมได้เรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตด้วยความถ่อมใจ ด้วยพระสุรเสียงของพระองค์...
...เสียงพระเจ้าบอกอยู่ในใจฉัน ว่าจงเข้มแข็งและอดทน ยามใดที่ใจท้อ ยามใดที่อ่อนไหว พระองค์ยังคงอยู่ใกล้ๆเรา...
Jun 28, 2008
move move MOVE !!!
สัปดาห์ก่อน ปั่นงานกันแทบอ้วก แทบอ้วกจริงๆ ไม่ได้ใช้เป็นสำนวน
นอนเฉลี่ยวันละ 2 ชม. บางคืนไม่ได้นอนเลย
นึกถึงภาพยนตร์สงครามสุดประทับใจ we were soldier ฉากที่ต้องไปติดอยู่กลางวงล้อมของศัตรู หลับไม่ได้ เพราะนั่นอาจหมายถึงการไม่มีพรุ่งนี้ให้ตื่นอีกเลย
วันก่อน รู้สึกถึงจุด ไม่ไหวแล้ว ก็เลยขึ้นชื่อ msn ไว้ว่า Defcon, alpha bravo, broken arrow
จำได้ สมัยเรียนวิชาทหาร (ไม่รู้จำผิดหรือเปล่า) การเรียก DefCon เป็นการขอกำลังสนับสนุนจากพื้นสู่พื้น (ปืนใหญ่) alpha bravo คือ พิกัดตำแหน่งที่บอกก่อนหน้านี้ ถูกต้องแล้ว ให้ยิงซ้ำ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ชุด
ส่วน broken arrow คือ การขอกำลังสนับสนุนทางอากาศเต็มรูปแบบ มีความหมายโดยนัยว่า ถ้าไม่มาช่วย คุณจะเสียทหารราบทั้งหมด เป็นช่วงชีวิตที่ระทึกถึงใจมาก
ได้แต่หวังว่า เมื่อร้องขอไปแล้ว การสนับสนุนจะมา แล้วทหารราบอย่างเราๆ จะได้เคลื่อนที่เข้าไปใกล้เป้าหมายได้มากขึ้น เคลื่อนที่เข้าบุกยึดฐานที่มั่นของศัตรู
นอนเฉลี่ยวันละ 2 ชม. บางคืนไม่ได้นอนเลย
นึกถึงภาพยนตร์สงครามสุดประทับใจ we were soldier ฉากที่ต้องไปติดอยู่กลางวงล้อมของศัตรู หลับไม่ได้ เพราะนั่นอาจหมายถึงการไม่มีพรุ่งนี้ให้ตื่นอีกเลย
วันก่อน รู้สึกถึงจุด ไม่ไหวแล้ว ก็เลยขึ้นชื่อ msn ไว้ว่า Defcon, alpha bravo, broken arrow
จำได้ สมัยเรียนวิชาทหาร (ไม่รู้จำผิดหรือเปล่า) การเรียก DefCon เป็นการขอกำลังสนับสนุนจากพื้นสู่พื้น (ปืนใหญ่) alpha bravo คือ พิกัดตำแหน่งที่บอกก่อนหน้านี้ ถูกต้องแล้ว ให้ยิงซ้ำ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ชุด
ส่วน broken arrow คือ การขอกำลังสนับสนุนทางอากาศเต็มรูปแบบ มีความหมายโดยนัยว่า ถ้าไม่มาช่วย คุณจะเสียทหารราบทั้งหมด เป็นช่วงชีวิตที่ระทึกถึงใจมาก
ได้แต่หวังว่า เมื่อร้องขอไปแล้ว การสนับสนุนจะมา แล้วทหารราบอย่างเราๆ จะได้เคลื่อนที่เข้าไปใกล้เป้าหมายได้มากขึ้น เคลื่อนที่เข้าบุกยึดฐานที่มั่นของศัตรู
Subscribe to:
Posts (Atom)