Jun 17, 2009

นักปรัชญา#3: เฮเกล ปะทะ มาร์กซและดาร์วิน

ตอนนี้ยาวจริงๆ เพื่อความสบายตาของผู้อ่าน ขอแบ่งเป็น 3 ตอนย่อยๆนะครับ

ก่อนหน้านี้ตั้งใจว่า จะค่อยๆทยอยเขียนให้อ่านกัน
ช่วงนี้ได้อ่านหนังสือเชิงปรัชญาแล้วเกิดความคิดว่า หากเราเป็นนักปรัชญา(จริงๆ) กันมากขึ้น น่าจะส่งผลต่อความคิด วิธีคิดและชีวิตเราแต่ละคนให้ดีขึ้น

น่าเสียดาย "งานเข้า" คงจะรีบเขียนบทสรุปโดยเร็ว เพื่อเตรียมพื้นที่ไว้ให้กับเหตุการณ์ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ แต่ไม่ว่าอย่างไร ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วล้วนดี... ผมเชื่ออย่างนั้นครับ

Jun 16, 2009

นักปรัชญา#2: ทางเลือกของคำตอบ

หากว่าเช้าวันหนึ่ง ผมมีนัดกับลูกค้า ซึ่งผมต้องเดินทางด้วยรถประจำทางสาย 18 ผมจ่ายค่าโดยสาร 18 บาท ตอนบ่ายกลับมาถึงบริษัท มีจดหมายด่วนส่งมาถึงผม 18 ฉบับ ตกเย็นไปกินข้าวกับเพื่อนได้บัตรคิวที่ 18 พนักงานพาไปนั่งโต๊ะที่ 18 เดินผ่านร้านขนมหวาน วันนี้ลดราคาพิเศษ ทุกชิ้นราคาเหลือเพียง 18 บาท สุดท้ายแวะซื้อกล้วย 1 หวีหน้าปากซอย กลับมาถึงบ้าน นึกในใจเล่นๆลองนับกล้วยหวีนั้น... ถูกต้องครับ มันมี 18 ผลพอดี

หากลองคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน นึกถึงทุกอย่างที่เราเห็น ที่เราประสบพบเจอ เราอาจจะพบกับความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ต่างๆซึ่งไม่เกี่ยวข้องกัน เกิดขึ้นเกี่ยวพันกันได้ด้วยบางเรื่องบางสิ่งอย่างไม่น่าเชื่อ มันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า จนเราเกิดความสงสัยขึ้นในความคิดว่า นี่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ หรือ เป็นความจงใจของใครบางคน

ผู้คนบางกลุ่มจึงได้ "รวบรวม" และ "เชื่อมโยง" เรื่องราวเหล่านี้เข้าด้วยกัน พัฒนาจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาผ่านไป สู่การมีประสบการณ์ร่วม สู่การเฝ้าสังเกตติดตาม เริ่มมีสมมติฐาน(ในใจ) เริ่มมีการวิเคราะห์(ในความคิด) นำไปสู่การหา "คำตอบ" เพื่อ "สรุปความ" ให้กับสิ่งที่ตนเองจะใช้เป็น "ความเชื่อ" ต่อไป
บางส่วนของคนกลุ่มนี้ เชื่อมั่นคงกับ "บทสรุป" ของตนเสียจนมีเพียงเส้นใสๆบางๆกั้นไว้ระหว่าง "ศรัทธา" กับ "งมงาย" ขณะที่อีกบางส่วนพร้อมยินดี "ปรับเปลี่ยน" ความเชื่อของตนเสมอ หาก "บทสรุป" เปลี่ยนไป

มีคนไม่น้อยที่รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับ "ความเชื่อมโยง" ที่ตนค้นพบ แล้วนำไปแบ่งปันกับผู้อื่นด้วยความมั่นใจใน "องค์ความรู้ใหม่" มีไม่น้อยที่การค้นพบใหม่ๆเหล่านี้ ดู "ขลัง" มากขึ้น ด้วยการเพิ่มเติมเรื่องราวประกอบ ปิดบัง หรือบิดเบือนข้อมูลเล็กๆน้อยๆ ที่เห็นว่าไม่เป็นสาระสำคัญ รวมทั้งยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจน ซึ่งทำให้ "ทฤษฎี" ฟังแล้วน่าเชื่อถือ สมเหตุสมผลมากขึ้น

ทฤษฏีที่น่าเชื่อถือนี้ ยังจะนำไปสู่การสมคบคิดใหม่ๆของผู้คน
ด้วยหลักฐานที่ "เพิ่งจะ" ค้นพบมากขึ้น ทั้งหลักฐานประจักษ์แก่ตาในปัจจุบัน หลักฐานจากความทรงจำในอดีต รวมทั้งเหตุผลที่สามารถยอมรับได้ของการ "ยังคงไม่พบ" หลักฐานบางส่วน ที่(เชื่ออย่าง)มั่นใจว่าจะพบในอนาคตอย่างแน่นอน ยิ่งผู้เสนอทฤษฎีดูมีความน่าเชื่อถือ มีอิทธิพลมากเพียงใด กระบวนการสมคบคิดนี้ก็จะใหญ่โตมากเท่านั้น

ทฤษฎีบางเรื่องมีอายุยืนยาวถึง 150 ปี ในขณะที่ทฤษฎีบางเรื่องอาจมีอายุเพียงไม่กี่วัน แต่ล้วนได้ส่งผลต่อการสร้าง "คำตอบ" บางอย่างขึ้นแก่ผู้ได้ฟัง ซึ่งอาจจะกลายเป็น พื้นฐาน ของการสมคบคิด ทฤษฎีใหม่ๆเรื่องอื่นๆในครั้งต่อๆไป

หากเราสามารถมีชีวิตเป็นนิรันดร์ได้ บางทีเราอาจะพบว่า โลกนี้ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ โลกในทุกวันนี้ ยังคงเป็นเหมือนเมื่อวาน และจะเป็นเหมือนเดิมตลอดไป
โลกไม่ได้เป็นอย่างไร เราต่างหากที่เป็นอย่างไร มนุษย์ก็เห็นโลกในสิ่งที่เขาเป็นนั่นแหล่ะ (คุณเชื่อทฤษฎีนี้ไหม)

ทฤษฎีที่ได้รับการพิสูจน์ยาวนานและมากพอ จะได้รับการยอมรับว่าเป็น "กฎ"
กฎที่ได้รับการพิสูจน์ยาวนานและมากพอ จะได้รับการยอมรับว่าเป็น "ความจริงสากล"
แต่ใครจะมีอายุอยู่ยืนยาวนานได้ขนาดนั้น...

โลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญ ไม่มีความลี้ลับที่อธิบายไม่ได้ (แต่คำอธิบายอาจทำใจให้ยอมรับและเข้าใจได้ยากในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง)

ครั้งต่อไป หากคุณกำลังหาเบอร์โทรศัพท์เพื่อนสนิทสมัยมัธยมคนหนึ่งที่ไม่ได้ติดต่อกันนานมาก แล้วจู่ๆเขาก็โทรมาในเวลานั้น ถามเขาให้ดี เขาอาจจะกำลังฟังสถานีวิทยุช่องเดียวกับคุณอยู่ ซึ่งเพิ่งจะเปิดเพลงที่คุณสองคนชอบร้องด้วยกันบ่อยๆสมัยเรียนหนังสือ

คำตอบที่แท้จริงมีแน่ แต่ เราจะ "เชื่อมโยง" "เหตุผล" เพื่อ "ค้นพบ" "คำตอบ" ได้อย่างไร

Jun 15, 2009

นักปรัชญา#1: เริ่มต้นที่คำถาม...

ในนครเมืองแห่งหนึ่ง กำลังมีการร่างกฎหมายทั้งหมดเพื่อใช้เป็นมาตรฐานร่วมกันของสังคมในอนาคต
คณะกรรมการผู้ทรงเกียรติทุกคนจะต้องศึกษารายละเอียดทุกข้ออย่างละเอียดถี่ถ้วน
เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า กฎหมายทั้งหมดถูกต้อง เป็นประโยชน์และยุติธรรมต่อคนทุกคนในนครเมือง ไม่ว่าจะเป็นเพศใด กลุ่มไหน ชนชั้นใด
เพราะทันทีที่ร่างกฎหมายฉบับนี้เสร็จ และคณะกรรมการทุกคนลงชื่อรับรองเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจะตายลงในทันที
แล้วคณะกรรมการทุกคนจะฟื้นขึ้นมาใหม่อีกครั้งในนครเมืองแห่งนี้ที่พวกเขาเป็นคนออกกฎหมาย
โดยที่พวกเขาไม่รู้ ไม่สามารถคาดเดา หรือไม่สามารถกำหนดได้เลยว่า พวกเขาจะปรากฏอยู่ตรงไหนของสังคม
สังคมแบบนั้น อาจจะเป็นสังคมที่มีความยุติธรรม และทุกคนเท่าเทียมกันหมด

นี่เป็นทรรศนะของ จอห์น รอลส์ นักปรัชญาศีลธรรม ที่ได้เคยยกเป็นตัวอย่างไว้ เพื่อพยายามอธิบายถึง สังคมที่ยุติธรรมว่าเป็นอย่างไร

....

สังคมหรือชุมชนที่เป็นธรรมแก่ทุกคน... คุณเคยเจอชุมชนแบบนี้ ในโลกทุกวันนี้บ้างไหม?

ทุกวันนี้คุณยืนอยู่ตรงไหนของสังคม? คุณยืนอยู่ตรงไหนของประวัติศาสตร์โลก? คุณมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพื่ออะไร?

คุณมั่นใจได้อย่างไรว่า สิ่งที่คุณ “เชื่อ” ว่าจริงนั้นเป็นความจริงแท้ เป็นความจริงสากล (TRUTH) ไม่ใช่สิ่งที่จริง (FACT) ซึ่งคุณหรือใครๆก่อนหน้าคุณ “รับรู้และยอมรับ” ต่อๆกันมาว่าจริง?

คุณรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งที่คุณเรียกว่า ความจริง นั้นมันไม่ใช่สิ่งซึ่งคุณอุปโลกน์ขึ้นมาเองตามความเชื่อของคุณ บนพื้นฐานของเศษเสี้ยวจากความจริง รวมกับเรื่องจริงที่เกิดจากรับรู้ของคุณเอง?

คุณเป็นใคร?

อะไรคือสิ่งที่คุณมุ่งมั่นปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำให้ได้ในชีวิตนี้จริงๆ?

ทุกวันนี้ คุณมีสันติสุขแท้จริง มีความสุขในชีวิต มีความอิ่มเอมในจิตใจอยู่ดีใช่ไหม?

คุณเคยตอบคำถามเหล่านี้กับตัวเองอย่างจริงใจบ้างหรือเปล่า?

ก่อนจะคิดว่ามันเป็นคำถามที่เสียเวลาและไม่เกิดประโยชน์ คุณคิดว่า คุณต้องใช้เวลาเท่าไหร่กับกระบวนการหาคำตอบ คุณรู้ใช่ไหมว่า สาระของคำถามไม่ได้อยู่ที่คำตอบ แต่มันจะกลายเป็นคำถามที่ไร้สาระ หากมันถูกทิ้งไว้ให้กลายเป็นเพียงแค่ “คำถาม”

Jun 4, 2009

ดูหนังดูละครย้อนดูตัว... Angels and Demons

ศาสนา ความเชื่อ ความดี ความเลว มนุษย์

มนุษย์มีความเชื่อ มนุษย์มีญาณทัศนะ มนุษย์มีวิจารณญาณ มนุษย์รู้จักการแยะแยะความดีและความชั่ว
สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่จริง ความดีของคนอาจเคลืบคลุมความชั่วเอาไว้ รวมทั้งการกระชั่วของคนก็อาจปิดซ่อนความดีของเขาไว้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกคนอาจเพียงตั้งใจ และปรารถนาดี กระทำในสิ่งที่ตนเชื่อว่าถูก

มนุษย์มักตีความและเห็นในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ แต่มีมนุษย์อีกไม่น้อย ด้วยเหตุผลร้อยแปดที่ไม่ยอมใช้ชีวิตตามที่ตัวเองเชื่อ ไม่ว่าจะอย่างไร คุณก็จะเจ็บปวดอยู่ดีไม่ช้าก็เร็ว ไม่สั้นก็นาน หากคุณยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

มนุษย์ไม่ได้มีทั้งพลังความดีหรือพลังความชั่ว คอยสู้รบกันเพื่อแย่งชิงครอบครองความคิดและจิตใจของมนุษย์ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่คิดเป็น เลือกได้ วิญญาณของเรามีคุณงามความดีบรรจุอยู่ภายใน ขึ้นอยู่กับเจตนาของเราว่าจะปรุงแต่ง ความดีงามนั้น ออกมาอย่างไร

ท้ายที่สุดแล้ว ในโลกที่หลากหลายและแตกต่าง โลกที่วิญญาณของมนุษย์ในโลกต้องการการพักสงบมากกว่ายุคไหนๆ คำถามอาจไม่ได้เริ่มจากถามว่า มนุษย์จะค้นพบความสงบสุขแห่งจิตวิญญาณได้อย่างไร แต่คำถามอาจเริ่มต้นถามว่า มนุษย์ จะเริ่มต้น "หยุด" เพื่อให้จิตวิญญาณของตนพบกับความสุขสงบได้หรือยัง

ศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี แต่ศาสนาก็ไม่เคยดีพร้อม มิใช่เพราะศาสนาไม่ดี แต่เพราะมนุษย์นั้นไม่สมบูรณ์ เราจึงยังคงมีข้อบกพร่องอยู่ เราทั้งหลายต่างไม่มีใครดีพร้อม ดังนั้น การคาดหวังให้มนุษ์ดีเลิศในทุกทาง จึงไม่น่าจะต่างอะไรกับการพยายามฉาบปูนขาวที่รูปปั้นของซาตาน ให้แลดูคล้ายนักบุญผู้ใจดี

May 31, 2009

ดูหนังดูละครย้อนดูตัว...Terminator Salvation

มนุษย์แตกต่างจากเครื่องจักรตรงไหนกัน...
มนุษย์โปรแกรมเครื่องจักร มนุษย์ใส่ข้อมูลให้เครื่องจักร เครื่องจักรประมวลผลตามโปรแกรม เครื่องจักรทำงาน...ให้มนุษย์

เทคโนโลยีของโลกทุกวันนี้ ก้าวล้ำหน้าขึ้นทุกวัน เครื่องจักรได้รับการปรับปรุงให้ดูเหมือนสามารถคิดเหมือนมนุษย์ได้มากขึ้น ผ่านการโปรแกรมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้เครื่องจักรสามารถคิดและตอบสนองความรู้สึกของมนุษย์ได้มากขึ้น

เจ๋งกว่านั้น โปรแกรมบางตัวทำให้เครื่องจักรเรียนรู้ที่จะตอบสนองจากพฤติกรรมของมนุษย์ หรือสามารถพัฒนาโปรแกรมของตัวเองได้

แต่ถึงกระนั้น ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ ก็เป็นกระบวนการของการใช้เหตุใช้ผลของเครื่องจักรที่สร้างขึ้นมาเลียนแบบการตัดสินใจของมนุษย์...


มนุษย์มีหัวใจ เหตุผลของมนุษย์มีทั้งส่วนของตรรกะและส่วนของความรู้สึก มนุษย์ถูกสร้างมาให้มีความคิด จิตใจและจิตสำนึก

หากเราสอนเด็กคนหนึ่งว่าเขาควรคิดอย่างไร บอกเขาว่าอะไรผิดอะไรถูก วางขอบเขตของจิตสำนึกให้เขา ให้คุณค่ากับบางเรื่องเพื่อสร้างค่านิยมเป็นบรรทัดฐานให้เขา จำกัดขอบเขตความคิดด้วยสิ่งที่เรียกว่า "มาตรฐานทางศีลธรรม" (บางคนเรียกว่า "ศาสนา")
และใช้ตัวเราเองเป็นเครื่องโน้มนำศรัทธาหรือความเชื่อ ไม่ช้าไม่นาน เราคงจะได้สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่จงรักภักดีกับเรา เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นพวกมีจริยธรรมสูง บริสุทธิ์ผุดผ่อง คงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใคร่ยินดีจะเกลือกกลั้วกับสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่นๆเท่าใดนัก


มนุษย์มีความเข้มแข็งของจิตใจ ที่ทำให้เราพร้อมที่จะยืนหยัด ยินดีเสียสละประโยชน์ของตัวเองในสิ่งที่เราเชื่อและเห็นคุณค่า
มนุษย์มีความอ่อนโยนของจิตใจ ที่ทำให้เราพร้อมที่จะเห็นอกเห็นใจในความอ่อนแอของผู้อื่น และช่วยเหลือเขาตามกำลังความสามารถที่เรามี
มนุษย์มีหัวจิต มีหัวใจ


ในโลกยุคที่มนุษย์กำลังพยายามพัฒนาเครื่องจักรให้เข้าใกล้ความเป็นมนุษย์มากขึ้น
มนุษย์ทั้งหลายเอ๋ย ก่อนที่โลกนี้จะถึงจุดที่มิอาจแยกแยะมนุษย์กับเครื่องจักรได้ด้วยตาเปล่า
ลองหันกลับมาพิจารณาตัวเองสักหน่อยดีไหมว่า ท่านกำลังเปลี่ยนมนุษย์คนอื่นให้เป็นเครื่องจักรมากขึ้นไหม
หรือแม้แต่ตัวท่านเอง กำลังกลายเป็นเหมือนเครื่องจักรมากขึ้นหรือเปล่า... ขอจงตอบมา

YES NO CANCEL !!!

May 27, 2009

only a woman can

คุณคิดว่า ถ้าคุณมีโอกาสได้พบกับใครสักคนที่ไม่เพียงเป็นคนที่คุณไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่จริงบนโลกใบนี้ ไม่เพียงเป็นคนที่ตรงกับคนในฝันของคุณ ไม่เพียงทำในสิ่งที่เพลงข้างล่างนี้ว่าไว้ แต่ เธอ คนนั้นยังรักคุณด้วย แน่นอนว่าคุณรักเธอโดยไม่ต้องสงสัย

คุณจะทำอย่างไรกับเธอ
คุณกล้าพอไหม ที่จะปล่อยให้เธอเดินผ่านเลยไป ด้วยคุณรู้ว่า คุณและเธอ จะได้มาเจอกันอีกครั้งแน่
เพราะทั้งคู่ต่างเป็นของกันและกัน

ถึงตอนนั้น คุณกล้าพอที่จะมั่นใจไหมว่า เธอจะเป็นคนที่คุณจะรักเธอไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของคุณ

สำหรับผม เหตุผลและความรู้สึกของคำตอบทั้งสิ้นของคำถามข้างต้น ทั้งหมด คือ เหตุผลข้อที่ 7 ที่ผมคิดว่า ผมควรจะแต่งงาน...


I wasn’t perfect
I’ve done a lot of stupid things
Still no angel
I wasn’t looking for forgiveness
Wasn’t laid out by my pride
Shocked by her attention
And someone signed me up for love
I didn’t want it
And now I can’t live without it

She changed my life
She cleaned me up
She found my heart
Like only a woman can
She pulls me up
When she knows I’m sad
She knows her man
Like only a woman can

She’s kind of perfect
She’s kind of everything I’m not
Yeah, she’s an angel
And it’s amazing how she’s patient
Even more at times I’m not
She’s my conscience
And who decided I’d be hers
I wanna hate them
Cos now I can’t live without her

She changed my life
She cleaned me up
She found my heart
Like only a woman can
She pulls me up
When she knows I’m sad
She knows her man
Like only a woman can

Like only a woman can
And who decided I’d be hers
I wanna hate them
Cos now I can’t live without her

Oh, and she changed my life
She cleaned me up
She found my heart
Like only a woman can
She pulls me up
When she knows I’m sad
She knows her man
Like only a woman can

Like only a woman can
Like only a woman can
Like only a woman
Like only a woman can


Like Only A Woman Can - Brian Mcfadden

May 22, 2009

(วิธี) การแก้ปัญหา

วันนี้ สอบเสร็จแล้วกำลังจะกลับบ้าน ฝนก็ตก (หนักมากๆ)
ระหว่างที่ยืนรอขอให้ฝนหยุดตก พลางคิดอยู่ว่าจะกลับบ้านทางไหน
ก็เกิดคำถามขึ้นมาในใจ ขอให้ฝนหยุดตกไวๆเพื่ออะไร จะรีบไปไหน ไปทำอะไร...

เกิดสูญญากาศทางความคิดขึ้นมาในหัวแว้ปนึง ก่อนจะคิดได้ว่า เรายังไม่มีจุดหมายเลย เร่งเร้าเอาวิธีการ(ตามที่ใจอยาก)เสียแล้ว

เมื่อไตร่ตรองหาจุดหมายได้ (รู้ตัวแล้วว่า เย็นนี้ต้องการอะไร) ฝนก็เริ่มซา แต่ยังตกอยู่ให้พอเปียก
บางคนยืนรอนิ่งๆ บางคนนั่งรอด้วยกันกับเพื่อน บางคนยืนบ่นอย่างหัวเสีย บางคนลุยฝนออกไปเลย มีคนยอมขึ้นแท็กซี่ด้วย ส่วนคนที่พกร่มมา แน่นอน ไม่กลัวเปียกอยู่แล้ว

ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ยืนอยู่เฉยๆระหว่างที่ฝนตกหนัก พอฝนเริ่มซา ก็คิดว่าจะเดินเลียบทางเดินไปตามหลังคากันฝน อาจจะอ้อมหน่อย แต่จะไปโผล่ที่ประตูซึ่งจะสามารถขึ้นสะพานลอยข้ามไปฝั่งตรงข้ามได้พอดี

เดินเข้าจริงๆ ไม่ได้ง่ายอย่างที่ผมคิดแฮะ เพราะทางเดินไม่ได้ถูกออกแบบให้เชื่อมกันจริงๆ บางช่วงหลังคาโหว่ บางช่วงมีคนเอารถมาจอดขวางอย่างไม่คิดถึงคนอื่น
ระหว่างทางเดินจะมีแอ่งน้ำเป็นระยะๆ ผมเห็นบางคนเดินลุยแอ่งน้ำตรงหน้า บางคนเดินอ้อมไปไกล บางคนถอดใจถอยกลับไปนั่งพัก มีบางคนทำกระโดดเหยงๆ เหมือนจะหลอกตัวเองว่าเท้าจะไม่เปีียกอย่างนั้นแหล่ะ

เดินอ้อมไปนาน อีกนิดก่อนจะุถึงประตู ฝนก็หยุดตก...

นึกถึงบางคน คงบอกว่า ผมเสียเวลาเดินฟรีๆ รอเฉยๆก็สบายแล้ว ไม่ต้องเดินให้เหนื่อย

แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น
จริงอยู่เดินมาตั้งไกล อาจจะเหนื่อยบ้าง แต่คนที่ไม่เดิน เขาก็ไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้เห็นโลกกว้างๆมากกว่ามุมมองแคบๆใต้ตัวตึก ไม่ได้สนุกและมีชีวิตชีวาไปกับการผจญภัย ไม่ได้รู้จักหนทางใหม่ๆ ผมว่าเขาต่างหากที่เสียเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ เขาเสียความสุขของการมีชีวิตอยู่ไปตั้งนาน

ชีวิตคนเรา เรื่องเกินคาดคิดอย่างเช่นฝนตกวันนี้ เกิดขึ้นได้เสมอ ประสบการณ์ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา แต่มันคือ วิธีที่เราใช้ในการจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราต่างหาก
บางครั้ง การรอ ก็เป็นสิ่งดี แต่บ่อยครั้ง การลุกขึ้นทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ก็เป็นสิ่งที่ดีกว่า

มนุษย์เราทุกคน มีความฉลาดและมีสติปัญญา ไม่มีใครโง่กว่าใครจริงๆหรอก แน่นอน ผมหมายถึงว่า ไม่มีใครฉลาดกว่าใครจริงๆด้วย เราต่างมีเรื่องที่เราเชี่ยวชาญชำนาญแน่ๆ ดังนั้น วิธีการในการแก้ปัญหาของคนเราจึงสามารถแตกต่างกันได้ตามความถนัดของแต่ละคน

สำคัญที่ว่า เรามีเป้าหมายที่จะไปหรือยัง เพราะเราแก้ปัญหาเพื่อไปต่อให้ถึงเป้าหมาย ไม่ได้แก้ปัญหาเพื่อแก้ปัญหา
หากไม่มีเป้าหมายชัดเจน อาจไม่เพียงโดนยัดเยียดเป้าหมาย อาจโดนยัดเยียดวิธีการอีกด้วย

เมื่อถึงเวลานั้น อย่าว่าแต่จะเป็นเจ้าสาวที่กลัวฝนเลย อย่างมากก็คงเป็นได้แค่ เด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่กลัวจะเป็นหวัดเพราะละอองฝนตามที่พี่ชายบอกเธอมา