วันนี้ นั่งเก็บของเตรียมย้ายที่พักอีกครั้ง... (เศร้าจัง) ^^
ไปเจอไดอารี่ที่เคยเขียนไว้เมื่อปี 2007
เปิดไปอ่านหน้าแรกแล้วชวนให้นึกถึง เพลง บ้านของเรา
เหมือนเป็นบันทึกคำพยากรณ์ ที่เพิ่งจะสำเร็จเป็นจริงเมื่อไม่นานมานี้
ก็เลยคัดลอกไว้เป็นอนุสรณ์ให้ตัวเองได้จดจำ
ก่อนที่ต้นฉบับจะถูกเผาทิ้งในอีกไม่ช้านี้...
----------------------------------------------
สวัสดีปีใหม่ 2007
a little story เรื่องราวเล็กๆ เริ่มขึ้นที่ตรงไหนกัน
"บ้าน" คนคงมักนึกถึงอาคารซักหลังหนึ่ง มีผนัง มีหลังคา มีเนื้อที่
หลายคนคงนึกอย่างนั้น
แต่ถ้ามีแค่นั้น มันคงไม่ใช้มั้ง
"ความเป็นบ้าน" สำหรับผม ก็คือ ครอบครัว
ผมเคยคิดว่า ผมเจอที่ของผมแล้ว ที่ๆผมจะสร้างบ้าน ปลูกรักและความสัมพันธ์
ที่ๆผมจะลงหลักปักฐาน ไม่ว่าจะเจอลมแรง พายุโหมเพียงใด
ผมตั้งใจที่จะประคับประคองให้บ้านของเราฝ่าฟันไปได้
แต่วันนึง ผมก็พบว่า ทั้งหมดมันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อของผมคนเดียว
บ้านหลังนั้น หายวับไปในพริบตา
ดูๆแล้วก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่สำหรับผม ผมเหมือนเป็นคนหลงทางยังงัยก็ไม่รู้
ผมไม่รู้ว่าจะไปไหน ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ไม่รู้จะก้าวต่อไปอย่างไร
มีแต่ความกลัวและความเจ็บปวด
เหงาและเศร้า
ผมอยากกลับบ้าน แต่เหมือนไม่มีบ้านให้กลับ
อยากจะมีซักมุมหนึ่งของเมืองใหญ่ ให้ผมได้แอบตัวลงขดนอนบ้าง
อยากจะมีใครซักคนที่มองเห็นผมบ้าง
คนที่รักและแคร์กันจริง
พระเจ้าครับ ผมอยากมีบ้านให้กลับ
อยากมีที่ให้พัก อยากมีคนให้รัก
พระเจ้าถ้าไม่ลำบากพระองค์เกินไป ช่วยหันใจของผมให้รักเขาด้วยนะครับ
ผมรักไม่ไหวแล้ว
หัวใจผมมันล้าเต็มทีแล้วพระองค์ ช่วยรักผมด้วยนะครับ
เผื่อว่าซักวัน ผมอาจรักใครซักคนได้อีก
เผื่อสักวัน ผมจะกลับถึงบ้านของผมซักที
Jan.10,07
Mar 28, 2010
Mar 20, 2010
บ้านของเรา
นึกถึงคำว่า "บ้าน" ทีไร ก็นึกถึงเพลงนี้ทุกที
ใครมีบ้าง อยากฟังอ่ะ
...ความคิดล่องลอยกลับไป
ใจคิดถึงบ้านของเรา
นานเพียงไหน ยังจำบ้านเก่า
ภาพความหลังทุกวันสุขใจ
...จำร่มไม้วันแดดสดใส
โยงยอดใบลู่รับลม
บนต้นไม้มีรังนกกลมๆ
สร้างด้วยรักและความเข้าใจ
..บ้านของเราเป็นเพียงบ้านเก่าเรือนไม้
เป็นที่พักพิงสุขใจ
บ้านของเราเป็นเพียงบ้านเก่าเรือนไม้
ฉันยังจำ บ้านเก่า ไม่คลาย
...ดวงอาทิตย์ยามบ่ายส่องมา
ดูลำแสงเป็นสีทอง
บนท้องฟ้า เมฆปุยขาวเรืองรอง
แต้มด้วยรุ้งดูงามจับตา
...แมวตัวน้อยนอนขดหลับไหล
อิงอุ่นไอ แม่ของมัน
ตาหลับพริ้ม แล้วเอนหัวไปมา
สุขใดหนาจะมาทดแทน
..บ้านของเราเป็นเพียงบ้านเก่าเรือนไม้
เป็นที่พักพิงสุขใจ
บ้านของเราเป็นเพียงบ้านเก่าเรือนไม้
ทุกข์ยามใดหวนกลับบ้านเรา
...ความคิด ล่องลอยผ่านไป
เหมือนเวลาล่วงไป เพียงเมื่อวาน
มาวันนี้ ฉันคืนบ้านเก่า
อยู่ที่ไหนไม่เหมือนบ้านเรา..
บ้านของเรา...
เพลง"บ้านของเรา" ของ อ้อมกับอาร์ม หรือ คนคู่
ใครมีบ้าง อยากฟังอ่ะ
...ความคิดล่องลอยกลับไป
ใจคิดถึงบ้านของเรา
นานเพียงไหน ยังจำบ้านเก่า
ภาพความหลังทุกวันสุขใจ
...จำร่มไม้วันแดดสดใส
โยงยอดใบลู่รับลม
บนต้นไม้มีรังนกกลมๆ
สร้างด้วยรักและความเข้าใจ
..บ้านของเราเป็นเพียงบ้านเก่าเรือนไม้
เป็นที่พักพิงสุขใจ
บ้านของเราเป็นเพียงบ้านเก่าเรือนไม้
ฉันยังจำ บ้านเก่า ไม่คลาย
...ดวงอาทิตย์ยามบ่ายส่องมา
ดูลำแสงเป็นสีทอง
บนท้องฟ้า เมฆปุยขาวเรืองรอง
แต้มด้วยรุ้งดูงามจับตา
...แมวตัวน้อยนอนขดหลับไหล
อิงอุ่นไอ แม่ของมัน
ตาหลับพริ้ม แล้วเอนหัวไปมา
สุขใดหนาจะมาทดแทน
..บ้านของเราเป็นเพียงบ้านเก่าเรือนไม้
เป็นที่พักพิงสุขใจ
บ้านของเราเป็นเพียงบ้านเก่าเรือนไม้
ทุกข์ยามใดหวนกลับบ้านเรา
...ความคิด ล่องลอยผ่านไป
เหมือนเวลาล่วงไป เพียงเมื่อวาน
มาวันนี้ ฉันคืนบ้านเก่า
อยู่ที่ไหนไม่เหมือนบ้านเรา..
บ้านของเรา...
เพลง"บ้านของเรา" ของ อ้อมกับอาร์ม หรือ คนคู่
Mar 15, 2010
ฮือฮือ ฮาฮา
ตั้งแต่จำความได้
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมร้องไห้ และหัวเราะไปพร้อมๆกัน
ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึงนาที
เกิดจากได้เห็นชีวิตของหลายๆต่อหลายคน
แล้วมาขมวดเกลียวจบลงที่คุณตากับคุณยายคู่หนึ่ง
คุณยายก็เร่งให้ตา (แก่) เร็วๆหน่อย
คุณตาก็โต้กลับว่า อยากเร็วนักก็หย่าไปแต่งกับคนหนุ่มๆสิ...
ชีวิตที่อยู่ด้วยกันมา 30 กว่าปี...
ยังทะเลาะกันเหมือนเดิม
ยังงอนกันเหมือนเดิม
ยังประชดประชันกันเหมือนเดิม
ความรู้สึกผมมาขึ้นเอาสูงสุด
ก็ตอนที่ทั้งสองคนเดินฝ่าอันตรายของเมืองกรุงมาจนถึงริมทะเล
คลื่นที่ยังคงซัดเข้าฝั่งเสมอ
คุณยายเอนหัวลงพิงคุณตา
คุณยายชวนคุณตาไปกินข้าว
แล้วคุณยายก็เร่งเร้าคุณตาเหมือนเดิม...
ทะเลาะกัน งอนกัน กระแหนะกระแหนใส่กัน...
ดูแล้วยังไงๆ ผมก็เห็นว่า 2 คนนี้ ยัง “รักกันเหมือนเดิม”
ขอบคุณหนังดีๆอีกเรื่องหนึ่งในชีวิต
New York, I love you.
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมร้องไห้ และหัวเราะไปพร้อมๆกัน
ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึงนาที
เกิดจากได้เห็นชีวิตของหลายๆต่อหลายคน
แล้วมาขมวดเกลียวจบลงที่คุณตากับคุณยายคู่หนึ่ง
คุณยายก็เร่งให้ตา (แก่) เร็วๆหน่อย
คุณตาก็โต้กลับว่า อยากเร็วนักก็หย่าไปแต่งกับคนหนุ่มๆสิ...
ชีวิตที่อยู่ด้วยกันมา 30 กว่าปี...
ยังทะเลาะกันเหมือนเดิม
ยังงอนกันเหมือนเดิม
ยังประชดประชันกันเหมือนเดิม
ความรู้สึกผมมาขึ้นเอาสูงสุด
ก็ตอนที่ทั้งสองคนเดินฝ่าอันตรายของเมืองกรุงมาจนถึงริมทะเล
คลื่นที่ยังคงซัดเข้าฝั่งเสมอ
คุณยายเอนหัวลงพิงคุณตา
คุณยายชวนคุณตาไปกินข้าว
แล้วคุณยายก็เร่งเร้าคุณตาเหมือนเดิม...
ทะเลาะกัน งอนกัน กระแหนะกระแหนใส่กัน...
ดูแล้วยังไงๆ ผมก็เห็นว่า 2 คนนี้ ยัง “รักกันเหมือนเดิม”
ขอบคุณหนังดีๆอีกเรื่องหนึ่งในชีวิต
New York, I love you.
Mar 2, 2010
ดูหนังดูละครย้อนดูตัว... The Book of Eli
ผมชอบหนังเรื่องนี้มาก ด้วยเหตุผลที่หลากหลายแง่มุม มันดิบ มันเถื่อน มันจริง
แม้มันจะเป็นเพียงการจินตนาการถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึงก็ตาม
Eli เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่รอดจากสงครามครั้งใหญ่ สงครามที่ทำให้โลกถูกเผาและสว่างจ้านานนับปี
นับจากนั้น โลกก็ตกอยู่ในสภาพของความขาดแคลนที่เลวร้าย
หนังสือที่ทรงอิทธิพลเล่มหนึ่ง (ซึ่งปัจจุบันพิมพ์เผยแพร่เป็นภาษาต่างๆมากที่สุดในโลก) ถูกเผาไฟทิ้ง
บ้างก็ว่ามันจะช่วยกอบกู้โลกนี้ได้ บ้างก็ว่ามันคือต้นเหตุของสงครามใหญ่ครั้งนั้น
Eli ได้ยินเสียงหนึ่งดังก้องอยู่ในหัวเขา เขาได้ยินชัดเจนเหมือนเสียงคนคุยกัน
นำเขาไปยังสถานที่ยังมีสำเนาหนังสือเล่มนั้น และให้เขาออกเดินทางไปทางทิศตะวันตก
จะพบสถานที่ที่หนังสือเล่มนั้นจะได้รับการเก็บรักษาอย่างปลอดภัย
เขาออกเดินทางโดยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ไปอย่างไร จะอยู่อย่างไร จะเจออะไรบ้าง
สิ่งที่เขารู้คือ มุ่งตะวันตก และ เสียงนั้นจะปกป้องรักษาเขาให้ปลอดภัย...
ระหว่างทาง Eli ไม่ยอมให้ใครได้แตะต้องหนังสือเล่มนั้น
จนได้พบกับชายคนหนึ่ง ที่ต้องการหนังสือเล่มนี้เช่นกัน
เขาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ครอบครอง แม้แต่ใช้ลูกสาวตัวเอง
ฉากนี้ผมประทับใจกับคำพูดของ Eli มาก
เขาพูดว่า ถึงเวลาที่จะต้องทำตามสิ่งที่หนังสือสอนซะที
คือ การทำเพื่อคนอื่นมากกว่าเพื่อตัวเอง...
ตอนใกล้จบ หนังได้เฉลยอะไรบางอย่างที่ทำให้เรายิ่งต้องทึ่งกับการเดินทางของ Eli มากขึ้นไปอีก
ทึ่งมากจนอยากจะดูอีกรอบ
บางครั้งคนเราก็มีสิ่งสำคัญของชีวิต สิ่งที่เรายินดีจะปกป้องด้วยชีวิตของเราเอง
สิ่งที่เรายินดีจะสละทุกสิ่งเพื่อให้ได้มาในครอบครอง
และบางครั้ง สิ่งที่คนหนึ่งปกป้อง กลับกลายเป็นสิ่งเดียวกับที่อีกคนหนึ่งต้องการครอบครอง
วิธีการไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่าผลลัพธ์
การจดจ่ออยู่กับการบรรลุเป้าหมาย อาจทำให้เราถูกครอบงำ
ไม่คำนึงถึงวิธีการที่ถูกต้อง และมักนำมาซึ่งความพินาศในที่สุด
ทุกๆ ขั้นตอนของกระบวนการสู่ความสำเร็จล้วนมีคุณค่า
ผู้ที่เดินผ่านจนถึงปลายทางเท่านั้น จึงควรค่าแก่ความสำเร็จที่ได้รับ
บางครั้งเราอาจจะคิดว่า ความสำคัญ มันอยู่ที่เบื้องปลาย
แต่บ่อยครั้ง ที่ความสำคัญนั้น อยู่ระหว่างทาง
จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราทำงานหาเงินมากๆ เพื่อหวังว่าจะสร้างครอบครัวที่มีความสุข
แต่เมื่อถึงวันนั้นที่เรามีเงินมากๆ อาจไม่เหลือครอบครัวให้เราสร้างแล้วก็ได้
ชีวิตคนเรา ไม่ช้าก็เร็วคงต้องจากโลกนี้ไป
แต่ก่อนไปคงจะดีหากเราได้ทำภารกิจของเราให้เรียบร้อย
บางสิ่งที่จะได้รับการถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไป
บางสิ่งที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงให้โลกนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น
มันอาจจะเป็นสิ่งใหญ่โตยากเย็นแสนเข็ญชนิดเลือดตาแทบกระเด็น
หรืออาจเป็นสิ่งเล็กๆ เช่นการให้น้ำดื่มกับชายแปลกหน้าซักคน
ชีวิต เป็นเรื่องของการเดินทางในแต่ละวัน เป้าหมายที่สำเร็จลงได้ก็เป็นเช่นเดียวกัน
ระหว่างที่ดูหนัง ผมรู้สึกว่าคนที่จะได้รับโอกาสในการทำภารกิจ ยิ่งสำคัญ ยิ่งต้องเป็นคนมีฝีมือ
แต่ตอนที่หนังจบ ผมกลับมองว่า คนที่ยิ่งมีพลังใจมากต่างหาก ที่จะได้รับโอกาสนั้น
ทักษะเรียนรู้กันได้... ง่ายกว่าฝึกฝนให้มีจิตใจที่แข็งแกร่ง
เพราะคงมีแต่คนจิตใจเข้มแข็งเท่านั้น ที่ถูกยิงแล้วยังเดินทางต่อไปยังไม่ยอมตาย
จนสามารถถ่ายทอด หนังสือ นั้นได้ครบทุกตัวอักษร
ขอทรงโปรดนำทางผม สร้างผมให้มีจิตใจที่แข็งแกร่ง ประทานกำลังให้ผมในการเดินทางแต่ละวัน...เอเมน
“I have fought a good fight, I have finished my course, I have kept the faith.” 2Timothy 4:7
แม้มันจะเป็นเพียงการจินตนาการถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึงก็ตาม
Eli เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่รอดจากสงครามครั้งใหญ่ สงครามที่ทำให้โลกถูกเผาและสว่างจ้านานนับปี
นับจากนั้น โลกก็ตกอยู่ในสภาพของความขาดแคลนที่เลวร้าย
หนังสือที่ทรงอิทธิพลเล่มหนึ่ง (ซึ่งปัจจุบันพิมพ์เผยแพร่เป็นภาษาต่างๆมากที่สุดในโลก) ถูกเผาไฟทิ้ง
บ้างก็ว่ามันจะช่วยกอบกู้โลกนี้ได้ บ้างก็ว่ามันคือต้นเหตุของสงครามใหญ่ครั้งนั้น
Eli ได้ยินเสียงหนึ่งดังก้องอยู่ในหัวเขา เขาได้ยินชัดเจนเหมือนเสียงคนคุยกัน
นำเขาไปยังสถานที่ยังมีสำเนาหนังสือเล่มนั้น และให้เขาออกเดินทางไปทางทิศตะวันตก
จะพบสถานที่ที่หนังสือเล่มนั้นจะได้รับการเก็บรักษาอย่างปลอดภัย
เขาออกเดินทางโดยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ไปอย่างไร จะอยู่อย่างไร จะเจออะไรบ้าง
สิ่งที่เขารู้คือ มุ่งตะวันตก และ เสียงนั้นจะปกป้องรักษาเขาให้ปลอดภัย...
ระหว่างทาง Eli ไม่ยอมให้ใครได้แตะต้องหนังสือเล่มนั้น
จนได้พบกับชายคนหนึ่ง ที่ต้องการหนังสือเล่มนี้เช่นกัน
เขาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ครอบครอง แม้แต่ใช้ลูกสาวตัวเอง
ฉากนี้ผมประทับใจกับคำพูดของ Eli มาก
เขาพูดว่า ถึงเวลาที่จะต้องทำตามสิ่งที่หนังสือสอนซะที
คือ การทำเพื่อคนอื่นมากกว่าเพื่อตัวเอง...
ตอนใกล้จบ หนังได้เฉลยอะไรบางอย่างที่ทำให้เรายิ่งต้องทึ่งกับการเดินทางของ Eli มากขึ้นไปอีก
ทึ่งมากจนอยากจะดูอีกรอบ
บางครั้งคนเราก็มีสิ่งสำคัญของชีวิต สิ่งที่เรายินดีจะปกป้องด้วยชีวิตของเราเอง
สิ่งที่เรายินดีจะสละทุกสิ่งเพื่อให้ได้มาในครอบครอง
และบางครั้ง สิ่งที่คนหนึ่งปกป้อง กลับกลายเป็นสิ่งเดียวกับที่อีกคนหนึ่งต้องการครอบครอง
วิธีการไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่าผลลัพธ์
การจดจ่ออยู่กับการบรรลุเป้าหมาย อาจทำให้เราถูกครอบงำ
ไม่คำนึงถึงวิธีการที่ถูกต้อง และมักนำมาซึ่งความพินาศในที่สุด
ทุกๆ ขั้นตอนของกระบวนการสู่ความสำเร็จล้วนมีคุณค่า
ผู้ที่เดินผ่านจนถึงปลายทางเท่านั้น จึงควรค่าแก่ความสำเร็จที่ได้รับ
บางครั้งเราอาจจะคิดว่า ความสำคัญ มันอยู่ที่เบื้องปลาย
แต่บ่อยครั้ง ที่ความสำคัญนั้น อยู่ระหว่างทาง
จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราทำงานหาเงินมากๆ เพื่อหวังว่าจะสร้างครอบครัวที่มีความสุข
แต่เมื่อถึงวันนั้นที่เรามีเงินมากๆ อาจไม่เหลือครอบครัวให้เราสร้างแล้วก็ได้
ชีวิตคนเรา ไม่ช้าก็เร็วคงต้องจากโลกนี้ไป
แต่ก่อนไปคงจะดีหากเราได้ทำภารกิจของเราให้เรียบร้อย
บางสิ่งที่จะได้รับการถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไป
บางสิ่งที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงให้โลกนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น
มันอาจจะเป็นสิ่งใหญ่โตยากเย็นแสนเข็ญชนิดเลือดตาแทบกระเด็น
หรืออาจเป็นสิ่งเล็กๆ เช่นการให้น้ำดื่มกับชายแปลกหน้าซักคน
ชีวิต เป็นเรื่องของการเดินทางในแต่ละวัน เป้าหมายที่สำเร็จลงได้ก็เป็นเช่นเดียวกัน
ระหว่างที่ดูหนัง ผมรู้สึกว่าคนที่จะได้รับโอกาสในการทำภารกิจ ยิ่งสำคัญ ยิ่งต้องเป็นคนมีฝีมือ
แต่ตอนที่หนังจบ ผมกลับมองว่า คนที่ยิ่งมีพลังใจมากต่างหาก ที่จะได้รับโอกาสนั้น
ทักษะเรียนรู้กันได้... ง่ายกว่าฝึกฝนให้มีจิตใจที่แข็งแกร่ง
เพราะคงมีแต่คนจิตใจเข้มแข็งเท่านั้น ที่ถูกยิงแล้วยังเดินทางต่อไปยังไม่ยอมตาย
จนสามารถถ่ายทอด หนังสือ นั้นได้ครบทุกตัวอักษร
ขอทรงโปรดนำทางผม สร้างผมให้มีจิตใจที่แข็งแกร่ง ประทานกำลังให้ผมในการเดินทางแต่ละวัน...เอเมน
“I have fought a good fight, I have finished my course, I have kept the faith.” 2Timothy 4:7
Feb 27, 2010
S-M-I-L-E
วันนี้ไปร่วมฝึกอบรมของบริษัท ในหัวข้อเกี่ยวกับ EQ workshop
มีหลักหนึ่งน่าสนใจ จำง่ายๆ ว่า SMILE หรือ ยิ้ม นั่นเอง สรุปได้ดังนี้ครับ
Self awareness คือ การรู้เท่าทันตัวเอง การมีสติ
การที่เราสามารถ “ทัน” การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง
Manage emotion คือ ความสามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ (ไม่ใช่เก็บอารมณ์นะ)
ผ่านการใช้ภาษากาย (สายตา สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง)
และสามารถผ่อนคลายอารมณ์ด้านลบของตัวเองออกได้โดยไม่ค้างไว้
Innovative inspiration คือ การมีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เพราะจะช่วยเราทำออกมาจากข้างใน
ไม่ใช่แค่มีเพียงแรงจูงใจ (motivation) ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ทำจากภายนอก
สำคัญที่ตัวเองต้องรู้ตัวเองว่าต้องการทำอะไร และใช้ชีวิตตามนั้นได้อย่างสนุกสนาน
Listen with head and heart คือ การฟังคนอื่นด้วย “หัว” และ “ใจ”
ให้ความสำคัญทั้งกับเหตุผลและความรู้สึก
Enhance social skills คือ การพัฒนาทักษะทางสังคม
ลองคิดดูว่า ถ้าใครสักคน รู้จักตัวเอง ตามตัวเองทัน
สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองจากสิ่งเร้าภายนอก สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสนุกจากตัวตนภายใน
สามารถได้ยินสิ่งที่คนอื่นสื่อสาร และสามารถสื่อสารความเข้าอกเข้าใจนั้นกลับไปให้อีกฝ่ายได้
คนนี้ น่าจะเป็นคนที่ทำงานและอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้อย่างดี
นอกจากนั้น วิทยากร (อ. จิตตรา ดุธทวีเมทา) ยังได้แนะนำเทคนิคง่ายๆในการติดต่อสื่อสารงานให้รู้เรื่องด้วยการ “ทวนซ้ำ” ก่อนจบบทสทนา
ในฝั่งผู้พูด การทวนซ้ำงานที่ต้องทำ เป็นการเน้นย้ำใจความสำคัญที่เราต้องการสื่อสาร
ในฝั่งผู้ฟัง เป็นการตรวจสอบว่าตนเองเข้าใจถูกต้อง
วิธีการง่ายๆใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่ช่วยลดการคิดไปเอง ลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้าใจไม่ตรงกัน
ที่สำคัญ ช่วยให้ทั้งสองฝ่าย (ทำงาน) มีความสุขด้วยกันทั้งคู่
ยังมีกิจกรรมอีกหลายอย่างที่วิทยากรได้ให้ผู้เข้ารับการฝึอบรมทำ
ทั้งในการฝึกการใช้สมองสองซีก และฝึก EQ ของเราทำไม่ยากและเห็นผลได้ชัดเจน (ถ้าสนใจ หลังไมล์ได้ครับ)
แต่สิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้ในวันนี้ คือ สิ่งสำคัญของความสุข เริ่มต้นที่รอยยิ้มของเราเอง
ถ้าเราโอเคแล้ว ใครจะโอเคหรือไม่โอเค อย่างน้อยก็ยังมีคนนึงล่ะที่โอเค
นั่นคือตัวเราเอง
มีหลักหนึ่งน่าสนใจ จำง่ายๆ ว่า SMILE หรือ ยิ้ม นั่นเอง สรุปได้ดังนี้ครับ
Self awareness คือ การรู้เท่าทันตัวเอง การมีสติ
การที่เราสามารถ “ทัน” การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง
Manage emotion คือ ความสามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ (ไม่ใช่เก็บอารมณ์นะ)
ผ่านการใช้ภาษากาย (สายตา สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง)
และสามารถผ่อนคลายอารมณ์ด้านลบของตัวเองออกได้โดยไม่ค้างไว้
Innovative inspiration คือ การมีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เพราะจะช่วยเราทำออกมาจากข้างใน
ไม่ใช่แค่มีเพียงแรงจูงใจ (motivation) ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ทำจากภายนอก
สำคัญที่ตัวเองต้องรู้ตัวเองว่าต้องการทำอะไร และใช้ชีวิตตามนั้นได้อย่างสนุกสนาน
Listen with head and heart คือ การฟังคนอื่นด้วย “หัว” และ “ใจ”
ให้ความสำคัญทั้งกับเหตุผลและความรู้สึก
Enhance social skills คือ การพัฒนาทักษะทางสังคม
ลองคิดดูว่า ถ้าใครสักคน รู้จักตัวเอง ตามตัวเองทัน
สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองจากสิ่งเร้าภายนอก สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสนุกจากตัวตนภายใน
สามารถได้ยินสิ่งที่คนอื่นสื่อสาร และสามารถสื่อสารความเข้าอกเข้าใจนั้นกลับไปให้อีกฝ่ายได้
คนนี้ น่าจะเป็นคนที่ทำงานและอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้อย่างดี
นอกจากนั้น วิทยากร (อ. จิตตรา ดุธทวีเมทา) ยังได้แนะนำเทคนิคง่ายๆในการติดต่อสื่อสารงานให้รู้เรื่องด้วยการ “ทวนซ้ำ” ก่อนจบบทสทนา
ในฝั่งผู้พูด การทวนซ้ำงานที่ต้องทำ เป็นการเน้นย้ำใจความสำคัญที่เราต้องการสื่อสาร
ในฝั่งผู้ฟัง เป็นการตรวจสอบว่าตนเองเข้าใจถูกต้อง
วิธีการง่ายๆใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่ช่วยลดการคิดไปเอง ลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้าใจไม่ตรงกัน
ที่สำคัญ ช่วยให้ทั้งสองฝ่าย (ทำงาน) มีความสุขด้วยกันทั้งคู่
ยังมีกิจกรรมอีกหลายอย่างที่วิทยากรได้ให้ผู้เข้ารับการฝึอบรมทำ
ทั้งในการฝึกการใช้สมองสองซีก และฝึก EQ ของเราทำไม่ยากและเห็นผลได้ชัดเจน (ถ้าสนใจ หลังไมล์ได้ครับ)
แต่สิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้ในวันนี้ คือ สิ่งสำคัญของความสุข เริ่มต้นที่รอยยิ้มของเราเอง
ถ้าเราโอเคแล้ว ใครจะโอเคหรือไม่โอเค อย่างน้อยก็ยังมีคนนึงล่ะที่โอเค
นั่นคือตัวเราเอง
Feb 26, 2010
ชื่อของเขาคือ...
ลองหลับตานึกถึงใครซักคนที่มีลักษณะดังนี้
+ สอบที่ไร ได้ ศูนย์ คะแนน เป็นเรื่องปกติ
+ ชอบนอนกลางวัน
+ อะไรนิดอะไรหน่อยก็ร้องไห้
+ ถูกเพื่อนๆ แกล้งเป็นประจำ
+ ร่างกายไม่แข็งแรง เล่นกีฬาไม่เก่ง
+ รักธรรมชาติ รักเพื่อนพ้อง
+ เป็นคนมีเมตตา จิตใจอ่อนโยน มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น
+ เป็นคนอดทน ไม่จดจำความผิด รักสันติ
+ มีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์
+ ปกติเป็นคนอ่อนแอ ขี้กลัว แต่ก็กล้าหาญได้ทุกครั้งเมื่อถึงเวลาคับขัน
+ ...
นึกถึงใครบ้างไหมครับ...
เมื่อเช้านี้ปวดหัวหนักมาก ไม่ได้ไปทำงาน ก็เลยได้มีโอกาสเจอกับเพื่อนเก่าคนนึง ไม่ได้เจอกันนานมากแล้ว
เขามักจะเข้ามาหนุนใจผมหลายๆครั้งที่ผมรู้สึกท้อถอย หมดกำลังใจ
วันนี้ เขาเล่าเรื่องการเดินทางครั้งใหม่ของเขาให้ผมฟัง ดูแล้วก็ทันสมัยไม่น้อย
เป็นเรื่องของภาวะการลดลงของป่าไม้เนื่องจากการดำรงชีวิตของมนุษย์
เรื่องครั้งนี้เริ่มต้นจากความอ่อนโยนของเขา ซึ่งก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีด้วยความพยายามของเขา
และแน่นอนว่า ช่วงท้ายของเรื่อง เขาก็ร้องไห้อีกแล้ว
เขาเล่าต่อเนื่อง 2 ชั่วโมง ชนิดแผ่นเดียวจบ
ผมยังคงนั่งคิดถึงสิ่งที่เขาพูด
เรื่องจิตใจที่ห่วงหากันและกัน เป็นสิ่งเชื่อมต่อชีวิดหนึ่งเข้ากับอีกชีวิตหนึ่ง
และเมื่อมีชีวิตใหม่เกิดขึ้นมา ก็จะได้รับการเลี้ยงดูจนเติบใหญ่
ทุกชีวิตต่างคอยเกื้อหนุนกันและกัน ทั่วทั้งจักรวาลจึงอบอวลไปด้วยความรัก
ช่วงท้ายที่เขาต้องจากลาเพื่อน ทุกคนต่างร้องไห้ออกมา
ผมถามตัวเองว่า ทำไมผมถึงไม่ค่อยร้องไห้เมื่อต้องจากลาคนอื่น
หลังจากนั่งตรึกตรองถึงเรื่องราวของเพื่อนผมคนนี้
ผมพบว่า ทุกครั้งที่เขาต้องจากลาคนอื่นเขาร้องไห้พร้อมรอยยิ้มทุกครั้ง
ผมนึกถึงการผจญภัยธรรมดาๆของเขาในชีวิตประจำวัน
จนกระทั่งโลดโผนทั้งใต้สมุทร กลางป่าดงดิบลึก อวกาศอันไกลโพ้น
หรือแม้แต่กระทั่งดินแดนแห่งเวทย์มนต์ หรือ ดินแดนสมัยไดโนเสาร์ก็ตามที
ทุกๆ การเดินทาง ไม่ใช่มีเพียงเขากับกลุ่มเพื่อนๆ
แต่มักจะมีใครบางคนที่ได้ร่วมในการผจญภัยนั้นๆเสมอ
ซึ่งสุดท้าย ต่างฝ่ายต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปตามวิถีทางของตัวเอง
ผมอาจจะยังเข้าใจเพียงบางส่วน
แต่ผมตอบคำถามตัวเองว่า คุณค่าของการลาจาก อยู่ที่เรื่องราวระหว่างทางที่มีต่อกัน
คงต้องใช้ความกล้าหาญไม่ใช่น้อย ที่จะรักและใช้ชีวิตกับคนอื่นอย่างสนุกสนาน
ทั้งที่รู้ว่าวันหนึ่งการจากลาก็จะมาถึง
แต่ดูเพื่อนผมคงนี้ เขาคงเห็นเป็นเรื่องปกติเสียแล้วละมั้ง
ดูเหมือนหัวใจอันอ่อนโยนของเขาไม่เคยคิดมาก และวุ่นวายอยู่กับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ผมรู้ว่าแม้ตอนจบเขาอาจดูเศร้าๆ แต่ครั้งหน้า เขาก็จะสนุกกับชีวิตได้อีก
ในเมื่อวันหนึ่งการจากลาย่อมมาถึงอย่างแน่นอน
อย่างช้าก็ด้วยความตาย
ทำไมเราถึงไม่ใช้ชีวิตในวันนี้กับคนรอบข้างอย่างมีความหมาย
สิ่งละอันพันกันทีละน้อยเป็นเรื่องราวระหว่างทางที่มีต่อกันและกัน
ถักทอเป็นคุณค่าที่มีให้ต่อกัน ซึ่งมันจะคงอยู่ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจอยู่
ต้องขอบคุณเพื่อนผมคนนี้มาก
ทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นเยอะที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไป
ไม่ได้แค่เพียงมีชีวิตอยู่เท่านั้น
อีกทั้งช่วยให้ผมเข้าใจมากขึ้นด้วยว่า
เพราะอะไรความรักจึงเข้มแข็งดั่งความตาย
นึกออกไหมครับ เพื่อนผมคนนี้คือใคร...
ชื่อของเขา คือ โนบิ โนบิตะ ครับ
+ สอบที่ไร ได้ ศูนย์ คะแนน เป็นเรื่องปกติ
+ ชอบนอนกลางวัน
+ อะไรนิดอะไรหน่อยก็ร้องไห้
+ ถูกเพื่อนๆ แกล้งเป็นประจำ
+ ร่างกายไม่แข็งแรง เล่นกีฬาไม่เก่ง
+ รักธรรมชาติ รักเพื่อนพ้อง
+ เป็นคนมีเมตตา จิตใจอ่อนโยน มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น
+ เป็นคนอดทน ไม่จดจำความผิด รักสันติ
+ มีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์
+ ปกติเป็นคนอ่อนแอ ขี้กลัว แต่ก็กล้าหาญได้ทุกครั้งเมื่อถึงเวลาคับขัน
+ ...
นึกถึงใครบ้างไหมครับ...
เมื่อเช้านี้ปวดหัวหนักมาก ไม่ได้ไปทำงาน ก็เลยได้มีโอกาสเจอกับเพื่อนเก่าคนนึง ไม่ได้เจอกันนานมากแล้ว
เขามักจะเข้ามาหนุนใจผมหลายๆครั้งที่ผมรู้สึกท้อถอย หมดกำลังใจ
วันนี้ เขาเล่าเรื่องการเดินทางครั้งใหม่ของเขาให้ผมฟัง ดูแล้วก็ทันสมัยไม่น้อย
เป็นเรื่องของภาวะการลดลงของป่าไม้เนื่องจากการดำรงชีวิตของมนุษย์
เรื่องครั้งนี้เริ่มต้นจากความอ่อนโยนของเขา ซึ่งก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีด้วยความพยายามของเขา
และแน่นอนว่า ช่วงท้ายของเรื่อง เขาก็ร้องไห้อีกแล้ว
เขาเล่าต่อเนื่อง 2 ชั่วโมง ชนิดแผ่นเดียวจบ
ผมยังคงนั่งคิดถึงสิ่งที่เขาพูด
เรื่องจิตใจที่ห่วงหากันและกัน เป็นสิ่งเชื่อมต่อชีวิดหนึ่งเข้ากับอีกชีวิตหนึ่ง
และเมื่อมีชีวิตใหม่เกิดขึ้นมา ก็จะได้รับการเลี้ยงดูจนเติบใหญ่
ทุกชีวิตต่างคอยเกื้อหนุนกันและกัน ทั่วทั้งจักรวาลจึงอบอวลไปด้วยความรัก
ช่วงท้ายที่เขาต้องจากลาเพื่อน ทุกคนต่างร้องไห้ออกมา
ผมถามตัวเองว่า ทำไมผมถึงไม่ค่อยร้องไห้เมื่อต้องจากลาคนอื่น
หลังจากนั่งตรึกตรองถึงเรื่องราวของเพื่อนผมคนนี้
ผมพบว่า ทุกครั้งที่เขาต้องจากลาคนอื่นเขาร้องไห้พร้อมรอยยิ้มทุกครั้ง
ผมนึกถึงการผจญภัยธรรมดาๆของเขาในชีวิตประจำวัน
จนกระทั่งโลดโผนทั้งใต้สมุทร กลางป่าดงดิบลึก อวกาศอันไกลโพ้น
หรือแม้แต่กระทั่งดินแดนแห่งเวทย์มนต์ หรือ ดินแดนสมัยไดโนเสาร์ก็ตามที
ทุกๆ การเดินทาง ไม่ใช่มีเพียงเขากับกลุ่มเพื่อนๆ
แต่มักจะมีใครบางคนที่ได้ร่วมในการผจญภัยนั้นๆเสมอ
ซึ่งสุดท้าย ต่างฝ่ายต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปตามวิถีทางของตัวเอง
ผมอาจจะยังเข้าใจเพียงบางส่วน
แต่ผมตอบคำถามตัวเองว่า คุณค่าของการลาจาก อยู่ที่เรื่องราวระหว่างทางที่มีต่อกัน
คงต้องใช้ความกล้าหาญไม่ใช่น้อย ที่จะรักและใช้ชีวิตกับคนอื่นอย่างสนุกสนาน
ทั้งที่รู้ว่าวันหนึ่งการจากลาก็จะมาถึง
แต่ดูเพื่อนผมคงนี้ เขาคงเห็นเป็นเรื่องปกติเสียแล้วละมั้ง
ดูเหมือนหัวใจอันอ่อนโยนของเขาไม่เคยคิดมาก และวุ่นวายอยู่กับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ผมรู้ว่าแม้ตอนจบเขาอาจดูเศร้าๆ แต่ครั้งหน้า เขาก็จะสนุกกับชีวิตได้อีก
ในเมื่อวันหนึ่งการจากลาย่อมมาถึงอย่างแน่นอน
อย่างช้าก็ด้วยความตาย
ทำไมเราถึงไม่ใช้ชีวิตในวันนี้กับคนรอบข้างอย่างมีความหมาย
สิ่งละอันพันกันทีละน้อยเป็นเรื่องราวระหว่างทางที่มีต่อกันและกัน
ถักทอเป็นคุณค่าที่มีให้ต่อกัน ซึ่งมันจะคงอยู่ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจอยู่
ต้องขอบคุณเพื่อนผมคนนี้มาก
ทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นเยอะที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไป
ไม่ได้แค่เพียงมีชีวิตอยู่เท่านั้น
อีกทั้งช่วยให้ผมเข้าใจมากขึ้นด้วยว่า
เพราะอะไรความรักจึงเข้มแข็งดั่งความตาย
นึกออกไหมครับ เพื่อนผมคนนี้คือใคร...
ชื่อของเขา คือ โนบิ โนบิตะ ครับ
Feb 23, 2010
ย้ำเตือนให้จดจำ
เมื่อกี้ได้นั่งฟังเพลง อย่างน้อย
จำได้ว่าเคยเขียนบันทึกไว้ครั้งหนึ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ที่มีเพลงนี้เป็นเพลงประกอบ
กลับไปย้อนอ่านแล้วหวนคิดถึงใครบางคนที่นึกถึงอยู่ตอนที่กำลังเขียนในขณะนั้น
ช่วยเตือนใจให้นึกถึงอะไรบางอย่างที่ลางเลือนไป
“ ...อาจจะเหนื่อยบางครั้ง อาจจะเจ็บบางที แต่ก็ยิ้มได้เรื่อยมา
อาจจะต้องผิดหวังก็ไม่เป็นไร
อย่างน้อยฉันได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ
ทุกนาทีที่ฉันมีเธอ รักคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ และมีความหมายมากมายจริงๆ
อย่างน้อยฉันเคยได้รักเธอ รักด้วยการไม่หวังอะไร
ความพยายามที่ทำเพื่อเธอ จะขอทำต่อไป แค่มีรอยยิ้มของเธอส่งมา ก็ชื่นใจ
หากในวันพรุ่งนี้ เธอจะตอบตกลง คงจะคุ้มค่ามากมาย
แม้จะต้องผิดหวังก็ไม่เสียใจ...”
ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเพียงไม่ถึงปีดี คนเราจะเผลอไผลหลงลืมเรื่องสำคัญไปได้อย่างง่ายดาย
มันอาจจะจริงว่า การไม่มองย้อนหลังกลับไปอีกเมื่อตัดสินใจเลือกแล้ว เป็นวิธีที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น
ชีวิตเป็นเรื่องที่ผ่านแล้วผ่านเลย ย้อนกลับเอาคืนมาไม่ได้
การที่เราเผลอลืมบางเรื่องที่สำคัญในชีวิต ก็อาจทำให้เราเปลี่ยนไป
แม้จะเป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็อาจนานพอที่จะทำให้ใครบางคนที่เคยตัดสินใจอย่างหนึ่ง เปลี่ยนการตัดสินใจได้
แม้เมื่อเรานึกขึ้นได้และกลับมา ใครคนนั้นก็อาจเดินจากเราไปแล้วชั่วชีวิต
จากความแตกต่าง ก็กลายเป็นความแปลกแยก
จากปรับตัวเข้าหากัน ก็กลายเป็นตัวใครตัวมัน
ไม่ใช่ความผิดของใคร นอกจากตัวเองจะเตือนตัวเองเอาไว้ หากครั้งหน้าจะมีจริงเป็นโอกาสให้แก้ตัวใหม่
“จงจดจำ” เรื่องสำคัญไว้ให้ดี
... คำว่ารักยังพอให้ต่อชีวิต ยังทำให้คิดถึงวันเก่าๆเหล่านั้น
ได้แต่หวังลึกๆในใจ จะมีบ้างไหมสักวัน สิ่งที่ดีๆเหล่านั้น จะกลับมา...
แม้มันจะริบหรี่ลงเรื่อยๆ แต่ก็อดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ เพลงมันมาได้ถูกจังหวะจริงๆ
(... อ้าว เคยเขียนบันทึกจากเพลง ฝุ่น เหมือนกันนี่นา ย้อนกลับไปอ่านซักหน่อยคงดี...)
จำได้ว่าเคยเขียนบันทึกไว้ครั้งหนึ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ที่มีเพลงนี้เป็นเพลงประกอบ
กลับไปย้อนอ่านแล้วหวนคิดถึงใครบางคนที่นึกถึงอยู่ตอนที่กำลังเขียนในขณะนั้น
ช่วยเตือนใจให้นึกถึงอะไรบางอย่างที่ลางเลือนไป
“ ...อาจจะเหนื่อยบางครั้ง อาจจะเจ็บบางที แต่ก็ยิ้มได้เรื่อยมา
อาจจะต้องผิดหวังก็ไม่เป็นไร
อย่างน้อยฉันได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ
ทุกนาทีที่ฉันมีเธอ รักคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ และมีความหมายมากมายจริงๆ
อย่างน้อยฉันเคยได้รักเธอ รักด้วยการไม่หวังอะไร
ความพยายามที่ทำเพื่อเธอ จะขอทำต่อไป แค่มีรอยยิ้มของเธอส่งมา ก็ชื่นใจ
หากในวันพรุ่งนี้ เธอจะตอบตกลง คงจะคุ้มค่ามากมาย
แม้จะต้องผิดหวังก็ไม่เสียใจ...”
ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเพียงไม่ถึงปีดี คนเราจะเผลอไผลหลงลืมเรื่องสำคัญไปได้อย่างง่ายดาย
มันอาจจะจริงว่า การไม่มองย้อนหลังกลับไปอีกเมื่อตัดสินใจเลือกแล้ว เป็นวิธีที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น
ชีวิตเป็นเรื่องที่ผ่านแล้วผ่านเลย ย้อนกลับเอาคืนมาไม่ได้
การที่เราเผลอลืมบางเรื่องที่สำคัญในชีวิต ก็อาจทำให้เราเปลี่ยนไป
แม้จะเป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็อาจนานพอที่จะทำให้ใครบางคนที่เคยตัดสินใจอย่างหนึ่ง เปลี่ยนการตัดสินใจได้
แม้เมื่อเรานึกขึ้นได้และกลับมา ใครคนนั้นก็อาจเดินจากเราไปแล้วชั่วชีวิต
จากความแตกต่าง ก็กลายเป็นความแปลกแยก
จากปรับตัวเข้าหากัน ก็กลายเป็นตัวใครตัวมัน
ไม่ใช่ความผิดของใคร นอกจากตัวเองจะเตือนตัวเองเอาไว้ หากครั้งหน้าจะมีจริงเป็นโอกาสให้แก้ตัวใหม่
“จงจดจำ” เรื่องสำคัญไว้ให้ดี
... คำว่ารักยังพอให้ต่อชีวิต ยังทำให้คิดถึงวันเก่าๆเหล่านั้น
ได้แต่หวังลึกๆในใจ จะมีบ้างไหมสักวัน สิ่งที่ดีๆเหล่านั้น จะกลับมา...
แม้มันจะริบหรี่ลงเรื่อยๆ แต่ก็อดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ เพลงมันมาได้ถูกจังหวะจริงๆ
(... อ้าว เคยเขียนบันทึกจากเพลง ฝุ่น เหมือนกันนี่นา ย้อนกลับไปอ่านซักหน่อยคงดี...)
Subscribe to:
Posts (Atom)