วันนี้ แม่กับพ่อมาหาหมอที่โรงพยาบาลตำรวจ
ครั้งที่แล้ว หมอให้แม่ตรวจเลือด กับมวลกระดูกมาจากตราด
ปรากฎว่า แม่ไม่ได้ตรวจมวลกระดูกมา
ทำยังไงล่ะทีนี้...
ตอนแรกผมทำใจรับสภาพ แล้วคิดว่ากลับตราดแล้ว ค่อยให้แม่ไปตรวจ
ผมมาซื้อยาครั้งหน้า ค่อยเอามาให้หมอดูละกัน
แต่
อีกใจนึง ไหนๆก็มาแล้ว ก็อยากให้หมอดูให้เสร็จๆไป
ระหว่างที่แม่นั่งรอหมออยู่ ส่วนพ่อนั่งรอพยาบาลเรียกตรวจเบื้องต้น
ผมเดินไปถามพยาบาลว่า เขาตรวจมวลกระดูกกันที่ไหน
ผมเดินข้ามตึกไปถามเรื่องการวัดมวลกระดูก
"เราตรวจเฉพาะตอนบ่ายค่ะ"
"ขอโทษนะครับ พอจะช่วยอะไรได้บ้างไหมครับ คือแม่ผม..." ผมก็เล่าให้พยาบาลที่แผนกนั้นฟังอย่างคร่าวๆ
"น้อง ช่วยทำเคสให้คุณแม่หมอได้ไหม (แม่หมอ หมอไหน?)" พยาบาลเอ่ยเสียงเจื้อยแจ้วไปตามสายโทรศัพท์
"ขอเบอร์ติดต่อหมอด้วยนะคะ คุณหมออยู่แผนกไหนคะเนี่ย" สรุปว่า เธอคิดว่าผมเป็นหมอครับ
ผมช่วยแม่เปลี่ยนกางเกงมาใส่ผ้าถุง (นึกภาพผู้หญิงขี้กลัว ที่ขาข้างนึงเป็นอัมพฤกษ์ ใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ที่แถบกาวใช้ไม่ได้ คุณเอ้ย มันทุลักทุเลเกินจะกล่าว) พยาบาลเรียกอยู่นานกว่าจะเปลี่ยนกันเสร็จ
ในที่สุด แม่ก็ได้ตรวจมวลกระดูก แต่ต้องรอผลซักครู่ใหญ่ และที่สำคัญ "ผมปวดขี้"
ผมตัดสินใจพาแม่มาถึงหน้าห้องตรวจ พ่อยังนั่งจุ้มปุ้กอยู่ พยาบาลยังไม่ได้เรียกพ่อ
มันนานเกินไปแล้ว
ผมเดินไปถามพยาบาล
"รบกวนรอเรียกก่อนนะคะ (พยาบาลเหลือบตาไปเห็นใบนัดของพ่อผมในตะกร้า) อ่ะ 7โมง15... รอสักครู่นะคะ จะตามให้ค่ะ"
ปรากฎว่า แฟ้มประวัติของพ่อถูกส่งไปอีกแผนกหนึ่ง
ผมเดินกลับไปเอาผลตรวจของแม่... ผลตรวจยังไม่เสร็จ
แต่ผมกำลังจะเสร็จ ถ้าไม่รีบวิ่งเข้าห้องน้ำให้ทัน
ผมเดินออกจากห้องน้ำด้วยความสุข พร้อมๆกับยิ้มหวานของพยาบาล ที่ถือผลการตรวจของแม่อยู่ในมือ
เดินข้ามตึกกลับไปถึงห้องตรวจแรก แฟ้มพ่อเพิ่งจะมาพอดี พร้อมๆกับที่คุณหมอเดินเข้าห้องตรวจ
ระหว่างที่รอคุณหมอ นั่นคือโอกาสให้ผมได้พูดคุยกับพ่อในหลายๆเรื่อง
จนถึงคิวตรวจของแม่
ผมนึกในใจว่าอยากให้ตรวจพ่อไปต่อจากแม่เลย แต่จากกองแฟ้มกองใหญ่นั่น จะเอาแฟ้มพ่อออกมาอย่างไร
จะให้หมอหยิบก็เกรงว่า เวลาที่หมอใช้ จะเป็นค่าเสียโอกาสที่สูงเกินไป ครั้นผมจะรื้อหาเองก็ดูแปลกๆ
ผมต้องการตัวช่วย...
"ขอโทษนะคะ" พยาบาลเอาแฟ้มของคนไข้มาเพิ่มความสุขให้คุณหมอ
มุขเดิมครับ ด้วยคำอธิบายสั้น 2-3 ประโยค ตัวช่วยที่ถูกส่งมาให้ผม ก็หยิบแฟ้มของพ่อมาวางไว้ให้อย่างง่ายดาย
ตอนที่หมอตรวจแม่ สีหน้าหมอยิ้มแย้มมีความสุขมาก
แต่ทันทีที่คุณหมอดูฟิล์มและซักถามอาการของพ่อแล้ว สีหน้าหมอเปลี่ยนไปชัดเจนมาก
หมอให้พ่อไปทำการ x-ray เพิ่มเติม และทำ MRI รวมทั้งไปทำปลอกคอใส่ "ทันที"
งานเข้าละครับ เพราะตอนแรก ตามแผน คือ พ่อกับแม่ จะกลับประมาณเที่ยง เพื่อให้ถึงบ้านไม่ดึกเกินไป ที่สำคัญ วันนี้คุณลุงที่ขับรถมาส่ง จะมีประชุมตอน 1 ทุ่ม
ผมไปทำการนัดครั้งต่อไป ส่งใบสั่งยา ตามปกติ
พ่อกับแม่ไปไหนหว่า... ไม่เป็นไร ก็เลยเดินไปตึกที่เมื่อเช้าเพิ่งจะพาแม่ไป
เจอกับป้ายพักเที่ยงตั้งหราเด่นอยู่ พร้อมกับคำพยักเพยิดของคนที่ยืนอยู่ก่อน "เขาพักเที่ยงน้อง ต้องรอบ่ายโมง"
ไม่มีซะล่ะ "ขอโทษนะครับ..." ทำให้ผมรู้ว่า ผมต้องใช้เอกสารใบหนึ่งที่ติดอยู่กับใบสั่งยา ในการติดต่อกับอีก 3 ตึกที่เหลือ
ทำไงล่ะทีนี้
หลังจากพาพ่อกับแม่ไปกินข้าว ผมไปติดต่อห้องยา เพื่อขอเอกสารใบนั้น
หลังจากคุยกันเข้าใจ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้เอกสารผม
แต่
ลัดคิวจ่ายยาให้ผมประมาณ 20 คิวทันที แจ๋วครับ
พาพ่อไปตึก x-ray ที่แรก ยังไม่ทันจะบ่ายโมงดี มีคนนั่งรอคิวอยู่ประมาณ 10 คน
"เอาใบใส่ตะกร้า แล้วนั่งรอเลยค่ะ" เจ้าหน้าที่บอก
ผมลองอธิบายสถานการณ์ให้เธอฟัง เธอหยิบป้ายพักเที่ยงลง แล้วบอกว่า "ให้คุณพ่อนั่งรอหน้าห้องเบอร์ 3 เลยค่ะ"
หลังจากนั้น ผมก็ไปติดต่ออีกสองที่ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง พอดีว่าหมอว่าง ไม่มีคิวนัด ผมก็เลยจองได้เรียบร้อย
ทุกอย่างผ่านไปได้เรียบร้อยดี แต่กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไป 4 โมงครึ่ง
เป็นอีกหนึ่งวันที่เหนื่อยมากๆ จริงๆ
ดูเหมือนเรื่องบังเอิญหลายๆเรื่องเกิดขึ้นนอกเหนือการคาดการณ์ของเรา
แต่มันก็ทำให้ชีวิตของเราเคลื่อนไปข้างหน้ามากขึ้น ทำให้เรากล้าหาญมากขึ้น คิดมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น รอบคอบมากขึ้น เชื่อในความกรุณาของเพื่อนมนุษย์มากขึ้น มีศรัทธามากขึ้น มีความรักมากขึ้น... ภาษาอังกฤษ เรียกสิ่งที่ช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าว่า "Problem"
ซึ่งต่างจาก "Obstruction" ที่คอยหยุดยั้งชีวิตของเราไม่ให้ก้าวต่อไปข้างหน้า ซึ่งส่วนมาก มักทำให้เราสบายกาย สบายใจ เห็นความจริงของโลกบิดเบือนไป และผูกมัดเราไว้ในเขตแดนสุขารมณ์ (Comfort Zone)
ถึงแม้ "ห้องส้วม" จะเป็นสถานที่ที่ช่วยให้เราปลดปล่อยความทุกข์ เดินออกมาทีไร หน้าตาสบายใจทุกที
แต่
คงไม่มีใครหรอกมั้ง ที่จะขังตัวเองอยู่ใน "สุขา" ตลอดเวลา
Sep 7, 2010
Jul 30, 2010
นักลงทุน
(บทความนี้ เขียนเมื่อ 28 พ.ค. 2010)
หลังจากเหตุการณ์ไม่สงบผ่านพ้นไป เรื่องราวต่างๆ ที่เลวร้ายก็ (น่าจะ) ผ่านพ้นไป
ตั้งแต่ตลาดหุ้นเปิดทำการจนถึงวันนี้ นักลงทุนต่างประเทศยังคงเทขายไม่หยุด
แม้จะมีแรงซื้อคืนมาบ้างจากนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อยภายในประเทศ
แต่ภาพรวมของตลาดก็ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์ โดยเฉพาะทีมข่าวของหนังสือพิมพ์หลายแห่ง
ต่างจรดปากกาไปในทิศทางเดียวกันว่า
เป็นเพราะต่างชาติขาดความมั่นใจในการเมืองไทย เป็นเพราะรัฐบาลยังคงมาตรการเคอร์ฟิวส์
เสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยเพียงตัวเดียว ที่ส่งผลอย่างมีน้ำหนักต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเมืองไทย
ในมุมมองของคนไทยคนหนึ่ง
ถ้าเชื่อตามข่าวข้างต้น ผมคิดว่าเป็นการกระทำของต่างชาติที่เห็นแก่ตัวมาก
โดยเฉพาะถ้าดูหุ้นรายตัวที่โดนเทขายทิ้งอย่างมาก
ก็คือ บริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบในครั้งนี้
เช่น เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และ ไทยทีวีสีช่อง 3 (TV3)
ทั้งที่จริง เวลาเช่นนี้ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งต้องเร่งระดมทุนเพื่อฟื้นฟูกิจการ
เป็นเวลาที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เป็นเวลาที่ต้องการทั้งกำลังเงินและกำลังใจ
แต่ปรากฎว่า คนที่เคยร่วมเป็นหุ้นส่วน กลับทิ้งสภาพความเป็นเจ้าของไปเสียนี่
แต่หากมองมุมกลับในมุมของนักลงทุน ไม่ว่าจะรายใหญ่ รายย่อย หรือสถาบัน
เป้าหมายเบื้องต้น คือ การสร้างกำไรต่อหน่วยลงทุนให้สูงที่สุด
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่เราเห็นพฤติกรรมการเทขายหุ้นของกลุ่มทุนต่างๆ
พวกเขาเล่นตามกติกาของตลาด กติกาของโลกเสรีประชาธิปไตยนิยมทุน
กติตกาสากลของโลกยุคปัจจุบันที่เขา คุณ และผม (ถูกยัดเยียดให้เล่นตาม) กำลังอาศัยอยู่
ซึ่งถ้าว่ากันตามกรอบกติกานี้ ก็คงเข้าใจได้ไม่ยากกับพฤติกรรมของกองทุนต่างชาติเหล่านั้น
(ถ้ายังจำกันได้ ช่วงต้นปีที่ผ่านมา
ประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนศาลฯ ประกาศคำพิพากษาคดียึดทรัพย์นักการเมืองคนหนึ่ง
ADVANCE ได้ประกาศปันผลงวดพิเศษให้ผู้ถือหุ้นเพิ่มเติมจากปันผลปกติ (พูดภาษาชาวบ้านง่ายๆ นะ)
ทำให้ กลุ่มทุนต่างชาติที่เพิ่งถือหุ้นมาได้ประมาณ 2 ปีกว่า คืนทุนเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่กำไรสะสม ลดลงเหลือประมาณ 10% กว่า (ถ้าจำตัวเลขไม่ผิดนะ)
ซึ่งโดยปกติ เวลาบริษัทจะลงทุนเพิ่ม เขาก็จะใช้กำไรสะสม หรือ กู้ธนาคาร หรือ ออกหุ้นกู้
ตามแต่สถานะทางการเงินของตัวเอง และการคาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจในอนาคต)
ในความเห็นส่วนตัวผม ผมไม่ค่อยเชื่อหนังสือพิมพ์เท่าไหร่นะ
ว่าปัจจัยที่ส่งผลจะมีแค่เรื่องเสถียรภาพทางการเมืองของไทยเท่านั้น
โลกทุกวันนี้มันแบนลงมาก
ผมยังคงมองว่า สภาพทางเศรษฐกิจที่อ่อนไหว
สามารถสร้างผลกระทบต่อเนื่อง ให้เกิดวิกฤตเลวร้ายทั่วทั้งโลกได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
หากเกิดวิกฤติจากจุดใดจุดหนึ่งของระบบการเงินโลก
อย่าลืมว่าเรามีเชื้อประทุอยู่ทั้งที่อเมริกา ยุโรป
และจีน (ซึ่งมีเงินสำรอง 80%อยู่ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ)
การใช้ชีวิตบนโลกนับจากนี้ไป จะอาศัยข้อมูลจากอดีตและปัจจุบัน
รวมทั้งประสบการณ์ เอามาร่วมวิเคราะห์ เท่านั้นคงไม่พอ
โลกเปลี่ยนแปลงเร็วเกินกว่าจะใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ
เพื่อแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่กำลังและจะเกิดขึ้น
(คงจำเรื่อง Black swan theory ที่ผมเคยเขียนได้นะครับ)
มีคำขวัญหนึ่งกล่าวว่า “ชีวิตคือการลงทุน”
ผมไม่รู้ว่ามันจริงมากน้อยเพียงใด
แต่ก็เชื่อว่า “ส่วนหนึ่ง” ของชีวิต คือ การลงทุนจริงๆ
พอเริ่มนั่งคิดว่า ชีวิตคือการลงทุนขึ้นมาจริงๆ
ฟังดูเหมือนชีวิตนี้มีแต่เรื่องผลประโยชน์
จะคบใคร จะทำอะไร ดูมันเป็นเรื่องที่ต้องคิดคำนวณ ดูความคุ้มค่า ดูผลประโยชน์ที่จะได้รับ
ว่ามันมากที่สุด สูงที่สุดหรือเปล่า
ซึ่งผมคิดว่า คำพูดทำนองนี้
มาจากแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เรื่อง อรรถประโยชน์สูงสุด (Maximize utility)
ก็คงไม่แปลกถ้าจะใช้คิดกับเรื่องการลงทุน แต่คงแปลกๆ ถ้าใช้คิดกับเรื่องการใช้ชีวิต
เคยคุยเล่นๆ กับเพื่อนสนิทว่า มีเมียเป็นการลงทุน มีลูกเป็นค่าใช้จ่าย...
แม้จะมองว่าเป็นการลงทุนเหมือนกัน ในแง่ลักษณะการเลือกลงทุน
ที่เราเลือกลงทุนแบบเน้นคุณค่า(Value investment)
เน้นลงทุนในหุ้นที่เรารู้จักดี มีพื้นฐานดี อยู่ในธุรกิจที่ดี ผู้บริหารดี
และเราเชื่อว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีและยั่งยืนให้เราได้ชั่วลูกหลาน (555 อันนี้เว่อร์ไปละ)
ไม่ได้มองแค่ผิวเผิน เพียงเก็งกำไรระยะสั้น หรือเล่นตามตลาดเหมือนหลายคนทำกัน
แต่ก็ยังมีมุมมองที่ต่างกันบ้าง
ตรงที่การลงทุนทางธุรกิจ หรือเป็นหุ้นส่วนธุรกิจนั้น
มี “กำไรสูงสุด” เป็นเป้าหมาย ถ้าหุ้นที่ถืออยู่ไม่ตอบโจทย์ ก็ต้องเปลี่ยน
ต้องยอมขายขาดทุนในบางครั้ง
ในขณะที่อีกอย่างนั้น มันเป็นคำตอบในตัวของมันเอง
มันเป็นความผูกพันของชีวิต เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลง
เคยฝันอยากเป็นนักกลยุทธ์ธุรกิจและที่ปรึกษาทางการลงทุน
(ตอนนี้ก็ยังอยากอยู่นะ)
แต่คงต้องฝึกฝนสมองและหัวใจอีกมากๆ
ตอนนี้ก็ค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ
ก่อนจะเริ่มต้นก้าวสู่การเป็น “นักลงทุน” ตัวจริงต่อไป
หลังจากเหตุการณ์ไม่สงบผ่านพ้นไป เรื่องราวต่างๆ ที่เลวร้ายก็ (น่าจะ) ผ่านพ้นไป
ตั้งแต่ตลาดหุ้นเปิดทำการจนถึงวันนี้ นักลงทุนต่างประเทศยังคงเทขายไม่หยุด
แม้จะมีแรงซื้อคืนมาบ้างจากนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อยภายในประเทศ
แต่ภาพรวมของตลาดก็ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์ โดยเฉพาะทีมข่าวของหนังสือพิมพ์หลายแห่ง
ต่างจรดปากกาไปในทิศทางเดียวกันว่า
เป็นเพราะต่างชาติขาดความมั่นใจในการเมืองไทย เป็นเพราะรัฐบาลยังคงมาตรการเคอร์ฟิวส์
เสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยเพียงตัวเดียว ที่ส่งผลอย่างมีน้ำหนักต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเมืองไทย
ในมุมมองของคนไทยคนหนึ่ง
ถ้าเชื่อตามข่าวข้างต้น ผมคิดว่าเป็นการกระทำของต่างชาติที่เห็นแก่ตัวมาก
โดยเฉพาะถ้าดูหุ้นรายตัวที่โดนเทขายทิ้งอย่างมาก
ก็คือ บริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบในครั้งนี้
เช่น เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และ ไทยทีวีสีช่อง 3 (TV3)
ทั้งที่จริง เวลาเช่นนี้ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งต้องเร่งระดมทุนเพื่อฟื้นฟูกิจการ
เป็นเวลาที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เป็นเวลาที่ต้องการทั้งกำลังเงินและกำลังใจ
แต่ปรากฎว่า คนที่เคยร่วมเป็นหุ้นส่วน กลับทิ้งสภาพความเป็นเจ้าของไปเสียนี่
แต่หากมองมุมกลับในมุมของนักลงทุน ไม่ว่าจะรายใหญ่ รายย่อย หรือสถาบัน
เป้าหมายเบื้องต้น คือ การสร้างกำไรต่อหน่วยลงทุนให้สูงที่สุด
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่เราเห็นพฤติกรรมการเทขายหุ้นของกลุ่มทุนต่างๆ
พวกเขาเล่นตามกติกาของตลาด กติกาของโลกเสรีประชาธิปไตยนิยมทุน
กติตกาสากลของโลกยุคปัจจุบันที่เขา คุณ และผม (ถูกยัดเยียดให้เล่นตาม) กำลังอาศัยอยู่
ซึ่งถ้าว่ากันตามกรอบกติกานี้ ก็คงเข้าใจได้ไม่ยากกับพฤติกรรมของกองทุนต่างชาติเหล่านั้น
(ถ้ายังจำกันได้ ช่วงต้นปีที่ผ่านมา
ประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนศาลฯ ประกาศคำพิพากษาคดียึดทรัพย์นักการเมืองคนหนึ่ง
ADVANCE ได้ประกาศปันผลงวดพิเศษให้ผู้ถือหุ้นเพิ่มเติมจากปันผลปกติ (พูดภาษาชาวบ้านง่ายๆ นะ)
ทำให้ กลุ่มทุนต่างชาติที่เพิ่งถือหุ้นมาได้ประมาณ 2 ปีกว่า คืนทุนเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่กำไรสะสม ลดลงเหลือประมาณ 10% กว่า (ถ้าจำตัวเลขไม่ผิดนะ)
ซึ่งโดยปกติ เวลาบริษัทจะลงทุนเพิ่ม เขาก็จะใช้กำไรสะสม หรือ กู้ธนาคาร หรือ ออกหุ้นกู้
ตามแต่สถานะทางการเงินของตัวเอง และการคาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจในอนาคต)
ในความเห็นส่วนตัวผม ผมไม่ค่อยเชื่อหนังสือพิมพ์เท่าไหร่นะ
ว่าปัจจัยที่ส่งผลจะมีแค่เรื่องเสถียรภาพทางการเมืองของไทยเท่านั้น
โลกทุกวันนี้มันแบนลงมาก
ผมยังคงมองว่า สภาพทางเศรษฐกิจที่อ่อนไหว
สามารถสร้างผลกระทบต่อเนื่อง ให้เกิดวิกฤตเลวร้ายทั่วทั้งโลกได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
หากเกิดวิกฤติจากจุดใดจุดหนึ่งของระบบการเงินโลก
อย่าลืมว่าเรามีเชื้อประทุอยู่ทั้งที่อเมริกา ยุโรป
และจีน (ซึ่งมีเงินสำรอง 80%อยู่ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ)
การใช้ชีวิตบนโลกนับจากนี้ไป จะอาศัยข้อมูลจากอดีตและปัจจุบัน
รวมทั้งประสบการณ์ เอามาร่วมวิเคราะห์ เท่านั้นคงไม่พอ
โลกเปลี่ยนแปลงเร็วเกินกว่าจะใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ
เพื่อแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่กำลังและจะเกิดขึ้น
(คงจำเรื่อง Black swan theory ที่ผมเคยเขียนได้นะครับ)
มีคำขวัญหนึ่งกล่าวว่า “ชีวิตคือการลงทุน”
ผมไม่รู้ว่ามันจริงมากน้อยเพียงใด
แต่ก็เชื่อว่า “ส่วนหนึ่ง” ของชีวิต คือ การลงทุนจริงๆ
พอเริ่มนั่งคิดว่า ชีวิตคือการลงทุนขึ้นมาจริงๆ
ฟังดูเหมือนชีวิตนี้มีแต่เรื่องผลประโยชน์
จะคบใคร จะทำอะไร ดูมันเป็นเรื่องที่ต้องคิดคำนวณ ดูความคุ้มค่า ดูผลประโยชน์ที่จะได้รับ
ว่ามันมากที่สุด สูงที่สุดหรือเปล่า
ซึ่งผมคิดว่า คำพูดทำนองนี้
มาจากแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เรื่อง อรรถประโยชน์สูงสุด (Maximize utility)
ก็คงไม่แปลกถ้าจะใช้คิดกับเรื่องการลงทุน แต่คงแปลกๆ ถ้าใช้คิดกับเรื่องการใช้ชีวิต
เคยคุยเล่นๆ กับเพื่อนสนิทว่า มีเมียเป็นการลงทุน มีลูกเป็นค่าใช้จ่าย...
แม้จะมองว่าเป็นการลงทุนเหมือนกัน ในแง่ลักษณะการเลือกลงทุน
ที่เราเลือกลงทุนแบบเน้นคุณค่า(Value investment)
เน้นลงทุนในหุ้นที่เรารู้จักดี มีพื้นฐานดี อยู่ในธุรกิจที่ดี ผู้บริหารดี
และเราเชื่อว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีและยั่งยืนให้เราได้ชั่วลูกหลาน (555 อันนี้เว่อร์ไปละ)
ไม่ได้มองแค่ผิวเผิน เพียงเก็งกำไรระยะสั้น หรือเล่นตามตลาดเหมือนหลายคนทำกัน
แต่ก็ยังมีมุมมองที่ต่างกันบ้าง
ตรงที่การลงทุนทางธุรกิจ หรือเป็นหุ้นส่วนธุรกิจนั้น
มี “กำไรสูงสุด” เป็นเป้าหมาย ถ้าหุ้นที่ถืออยู่ไม่ตอบโจทย์ ก็ต้องเปลี่ยน
ต้องยอมขายขาดทุนในบางครั้ง
ในขณะที่อีกอย่างนั้น มันเป็นคำตอบในตัวของมันเอง
มันเป็นความผูกพันของชีวิต เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลง
เคยฝันอยากเป็นนักกลยุทธ์ธุรกิจและที่ปรึกษาทางการลงทุน
(ตอนนี้ก็ยังอยากอยู่นะ)
แต่คงต้องฝึกฝนสมองและหัวใจอีกมากๆ
ตอนนี้ก็ค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ
ก่อนจะเริ่มต้นก้าวสู่การเป็น “นักลงทุน” ตัวจริงต่อไป
Jul 13, 2010
Heart Disk
เรื่องหนึ่งที่สำคัญในชีวิตมนุษย์ ก็คือ ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง (จริงๆ แล้ว ผมคิดว่า สำคัญที่สุดเลยนะ)
สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการทำงานของ Computer ก็คือ ข้อมูล
Windows ที่ลงเสร็จใหม่ๆ ข้อมูลน้อย ข้อมูลแทบทั้งหมด เป็นข้อมูลที่จำเป็นกับชีวิต ส่วนใหญ่เราเห็นและใช้อย่างทั่วถึง
แต่ยิ่งนานวัน ข้อมูลยิ่งมากขึ้น ยิ่งดูแลได้ยากขึ้น ข้อมูลหลายอย่างเริ่มห่างหายจากสายตา (แม้จะไม่ห่างจากสายใจก็เถอะ)
บางคนที่เคยสนิทก็ห่างหายกันนานนับปีก็มี ยิ่งมีการ upgrade ข้อมูลก็ยิ่งเยอะ
ที่สำคัญ บ่อยครั้ง การ upgrade ทำให้ ความคิด รสนิยม และการใช้ชีวิตของเราเปลี่ยนไป
ข้อมูลเยอะแยะเหล่านี้ หลายครั้งเราไม่กล้าลบ เพราะเสียดาย คิดว่า หากลบไป แล้ววันหนึ่งเราต้องใช้ จะทำอย่างไร
ซึ่งแทบทุกครั้ง เราคิดผิด ^^
แต่สำหรับคนฉลาดๆ บางคน เขาก็ Archive ข้อมูลที่ไม่ได้ใช้บ่อยเหล่านี้เอาไว้นะ
บางทีไปแอบเห็นข้อมูลเจ๋งๆ ของคนอื่น ก็เอามาง่ายๆ ด้วยการ Ctrl+ C จากเครื่องของเขา และมา Ctrl+ V ลงเครื่องของเราอย่างว่องไว บางคนกลัวคนอื่นจับได้ ก็ Rename ซะหน่อย... ชื่อใหม่ หน้าตาใหม่ แต่เนื้อหาจิตใจข้างใน “เดิมๆ”
ข้อมูลที่ (คิดว่า) หมดประโยชน์ ส่วนใหญ่ก็ Del ลงไปนอนอยู่ใน Recycle Bin เผื่อว่าจะ Restore กลับมาใช้ใหม่ หรือแค่รอวันสร้างปัญหา เนื้อที่เต็มโดยไม่ทราบสาเหตุให้กับ User ตัวจริง (ฉันใช้งานเป็นอย่างเดียว!)
บางคนรู้มากหน่อยก็ Shift+ Del เพื่อ Permanently Delete แต่หารู้ไม่ว่า จริงๆแล้ว เพราะความซับซ้อนของหัวใจมนุษย์ ข้อมูลเหล่านั้นยังไม่ได้ถูกลบไปไหน แค่ถูกหมายหัวเอาไว้ว่า เป็นความสัมพันธ์ที่ว่างแล้ว จนกว่าจะโดน save ทับเมื่อไหร่นั่นแหล่ะ ถึงจะเป็นการโดนลบอย่างถาวรจริงๆ จนไม่สามารถ Recovery กลับคืนมาใหม่ได้อีกต่อไป
เคยคุยกับช่างซ่อมคอมพิวเตอร์บางคน เขาบอกว่า จริงๆแล้ว แม้จะมีข้อมูลใหม่แทนที่ข้อมูลเก่าไปแล้ว ก็ยังสามารถกู้ข้อมูลเหล่านั้นกลับมาได้ ต่อให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการ Format หรือแม้แต่ย้ายบ้าน ด้วยการจัด Partition ใหม่ ก็ยังสามารถรื้อฟื้นความสัมพันธ์เหล่านั้นกลับมาได้ ยกเว้น กรณีเดียวที่เกินเยียวยา คือ ย้ายบ้านหนีแบบไม่ให้ใครตามตัวได้ หรือที่เรียกว่า Secured Delete Partition อันนั้น ทำยังไงก็กู้ข้อมูลกลับมาไม่ได้
ผมก็ไม่รู้ว่า ช่างคนนี้เขาพูดจริงหรือเปล่านะ ตัวผมเองก็ไม่เก่งขนาดนั้น ทำไม่เป็น และไม่เคยลองทำเสียด้วยสิ
แต่อย่างไรก็เหอะนะ คนเรา ไม่ใช่ Computer ความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกันก็ไม่ใช่ข้อมูล
มนุษย์ มี หัวใจ
มนุษย์ มี สมอง
มนุษย์ อาจใช้สมองคิด
แต่
มนุษย์ใช้หัวใจจดจำเรื่องราว
ที่สำคัญ เราใช้ “หัวใจ” เป็นสื่อเชื่อมถึงกันและกัน
ดูแลรักษา Heart Disk ของเราให้ดีนะครับ เพราะชีวิตเริ่มต้นจากตรงนั้น...
ชีวิต เริ่มต้นมาจาก “หัวใจ”
สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการทำงานของ Computer ก็คือ ข้อมูล
Windows ที่ลงเสร็จใหม่ๆ ข้อมูลน้อย ข้อมูลแทบทั้งหมด เป็นข้อมูลที่จำเป็นกับชีวิต ส่วนใหญ่เราเห็นและใช้อย่างทั่วถึง
แต่ยิ่งนานวัน ข้อมูลยิ่งมากขึ้น ยิ่งดูแลได้ยากขึ้น ข้อมูลหลายอย่างเริ่มห่างหายจากสายตา (แม้จะไม่ห่างจากสายใจก็เถอะ)
บางคนที่เคยสนิทก็ห่างหายกันนานนับปีก็มี ยิ่งมีการ upgrade ข้อมูลก็ยิ่งเยอะ
ที่สำคัญ บ่อยครั้ง การ upgrade ทำให้ ความคิด รสนิยม และการใช้ชีวิตของเราเปลี่ยนไป
ข้อมูลเยอะแยะเหล่านี้ หลายครั้งเราไม่กล้าลบ เพราะเสียดาย คิดว่า หากลบไป แล้ววันหนึ่งเราต้องใช้ จะทำอย่างไร
ซึ่งแทบทุกครั้ง เราคิดผิด ^^
แต่สำหรับคนฉลาดๆ บางคน เขาก็ Archive ข้อมูลที่ไม่ได้ใช้บ่อยเหล่านี้เอาไว้นะ
บางทีไปแอบเห็นข้อมูลเจ๋งๆ ของคนอื่น ก็เอามาง่ายๆ ด้วยการ Ctrl+ C จากเครื่องของเขา และมา Ctrl+ V ลงเครื่องของเราอย่างว่องไว บางคนกลัวคนอื่นจับได้ ก็ Rename ซะหน่อย... ชื่อใหม่ หน้าตาใหม่ แต่เนื้อหาจิตใจข้างใน “เดิมๆ”
ข้อมูลที่ (คิดว่า) หมดประโยชน์ ส่วนใหญ่ก็ Del ลงไปนอนอยู่ใน Recycle Bin เผื่อว่าจะ Restore กลับมาใช้ใหม่ หรือแค่รอวันสร้างปัญหา เนื้อที่เต็มโดยไม่ทราบสาเหตุให้กับ User ตัวจริง (ฉันใช้งานเป็นอย่างเดียว!)
บางคนรู้มากหน่อยก็ Shift+ Del เพื่อ Permanently Delete แต่หารู้ไม่ว่า จริงๆแล้ว เพราะความซับซ้อนของหัวใจมนุษย์ ข้อมูลเหล่านั้นยังไม่ได้ถูกลบไปไหน แค่ถูกหมายหัวเอาไว้ว่า เป็นความสัมพันธ์ที่ว่างแล้ว จนกว่าจะโดน save ทับเมื่อไหร่นั่นแหล่ะ ถึงจะเป็นการโดนลบอย่างถาวรจริงๆ จนไม่สามารถ Recovery กลับคืนมาใหม่ได้อีกต่อไป
เคยคุยกับช่างซ่อมคอมพิวเตอร์บางคน เขาบอกว่า จริงๆแล้ว แม้จะมีข้อมูลใหม่แทนที่ข้อมูลเก่าไปแล้ว ก็ยังสามารถกู้ข้อมูลเหล่านั้นกลับมาได้ ต่อให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการ Format หรือแม้แต่ย้ายบ้าน ด้วยการจัด Partition ใหม่ ก็ยังสามารถรื้อฟื้นความสัมพันธ์เหล่านั้นกลับมาได้ ยกเว้น กรณีเดียวที่เกินเยียวยา คือ ย้ายบ้านหนีแบบไม่ให้ใครตามตัวได้ หรือที่เรียกว่า Secured Delete Partition อันนั้น ทำยังไงก็กู้ข้อมูลกลับมาไม่ได้
ผมก็ไม่รู้ว่า ช่างคนนี้เขาพูดจริงหรือเปล่านะ ตัวผมเองก็ไม่เก่งขนาดนั้น ทำไม่เป็น และไม่เคยลองทำเสียด้วยสิ
แต่อย่างไรก็เหอะนะ คนเรา ไม่ใช่ Computer ความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกันก็ไม่ใช่ข้อมูล
มนุษย์ มี หัวใจ
มนุษย์ มี สมอง
มนุษย์ อาจใช้สมองคิด
แต่
มนุษย์ใช้หัวใจจดจำเรื่องราว
ที่สำคัญ เราใช้ “หัวใจ” เป็นสื่อเชื่อมถึงกันและกัน
ดูแลรักษา Heart Disk ของเราให้ดีนะครับ เพราะชีวิตเริ่มต้นจากตรงนั้น...
ชีวิต เริ่มต้นมาจาก “หัวใจ”
May 15, 2010
เผชิญหน้า (1)
แม่เคยบอกว่า ผมเหมือน แมงป่อง ใครเข้ามายุ่งไม่ได้ โดยต่อยทันที...
เวลาที่เถียงแม่ แม่มักพูดว่า เอ็งไม่รู้หรอก วันนึงมีลูก เอ็งจะเข้าใจ
เวลาเถียงพ่อ พ่อมักพูดว่า ถ้าเป็นคนอื่น กรูไม่พูดแล้ว กรูเหนื่อย แต่เมิงเป็นลูก กรูเห็นอะไรไม่ถูกไม่ดี ก็ต้องว่า ต้องเตือน ฟังกันบ้าง ถ้าเป็นคนอื่น เขาไม่พูดไม่เตือนเมิงแล้ว...
อวดดีมาตลอดว่าเข้าใจสิ่งที่พ่อกับแม่พูด
แต่เพิ่งจะเข้าใจคำว่า รัก มากขึ้นก็วันนี้เอง
เข้าใจว่าทำไม รัก ถึงอดทนนาน ทำสิ่งดีๆให้ ไม่ยินดีในการประพฤติผิด และยอมรับทุกอย่าง
เมื่อไม่กี่วันนี้ เพิ่งได้รับรู้มุมมองของคนอื่นที่มีต่อตัวผมเอง ความคิดเห็นเรื่องตัวผมที่เขาพูดคุยกัน เรื่องที่เขาคิดว่าจะบอกผมซักวันหนึ่ง ที่ไม่ใช่วันนี้...
หลายความรู้สึก ทั้งบวกและลบ หลายความคิดที่ตามมา
แต่ให้คิดทั้งหมดคงไม่ไหว หนังสือก็วางอยู่ตรงหน้า อีก 3-4 วันก็จะสอบแล้ว
เอาเป็นว่า ตอนนี้ ขอดู fact ว่าที่เขาพูดมันจริงหรือเปล่าก่อนก็พอ ซึ่งจริง!!!
ยังไงก็ขอบคุณพระเจ้าที่ได้รู้ พระเจ้าคงรู้ว่า ตอนนี้ผมเริ่มยอมรับตัวเองได้มากขึ้นละมั้ง
ขอบคุณพระเจ้า ที่เขียนพระคัมภีร์ไว้เตือนเรา
ขอบคุณพ่อ แม่ พี่ เพื่อน น้อง และอีกหลายคน ที่รักผม
ขอบคุณที่เคยเตือนผม แม้ผมจะ "ไม่ได้ยิน" ก็ตาม...
สู้ต่อไป อาร์ทธ !!
เวลาที่เถียงแม่ แม่มักพูดว่า เอ็งไม่รู้หรอก วันนึงมีลูก เอ็งจะเข้าใจ
เวลาเถียงพ่อ พ่อมักพูดว่า ถ้าเป็นคนอื่น กรูไม่พูดแล้ว กรูเหนื่อย แต่เมิงเป็นลูก กรูเห็นอะไรไม่ถูกไม่ดี ก็ต้องว่า ต้องเตือน ฟังกันบ้าง ถ้าเป็นคนอื่น เขาไม่พูดไม่เตือนเมิงแล้ว...
อวดดีมาตลอดว่าเข้าใจสิ่งที่พ่อกับแม่พูด
แต่เพิ่งจะเข้าใจคำว่า รัก มากขึ้นก็วันนี้เอง
เข้าใจว่าทำไม รัก ถึงอดทนนาน ทำสิ่งดีๆให้ ไม่ยินดีในการประพฤติผิด และยอมรับทุกอย่าง
เมื่อไม่กี่วันนี้ เพิ่งได้รับรู้มุมมองของคนอื่นที่มีต่อตัวผมเอง ความคิดเห็นเรื่องตัวผมที่เขาพูดคุยกัน เรื่องที่เขาคิดว่าจะบอกผมซักวันหนึ่ง ที่ไม่ใช่วันนี้...
หลายความรู้สึก ทั้งบวกและลบ หลายความคิดที่ตามมา
แต่ให้คิดทั้งหมดคงไม่ไหว หนังสือก็วางอยู่ตรงหน้า อีก 3-4 วันก็จะสอบแล้ว
เอาเป็นว่า ตอนนี้ ขอดู fact ว่าที่เขาพูดมันจริงหรือเปล่าก่อนก็พอ ซึ่งจริง!!!
ยังไงก็ขอบคุณพระเจ้าที่ได้รู้ พระเจ้าคงรู้ว่า ตอนนี้ผมเริ่มยอมรับตัวเองได้มากขึ้นละมั้ง
ขอบคุณพระเจ้า ที่เขียนพระคัมภีร์ไว้เตือนเรา
ขอบคุณพ่อ แม่ พี่ เพื่อน น้อง และอีกหลายคน ที่รักผม
ขอบคุณที่เคยเตือนผม แม้ผมจะ "ไม่ได้ยิน" ก็ตาม...
สู้ต่อไป อาร์ทธ !!
May 5, 2010
Replay
ตอนนี้นั่งอยู่ห้องสมุดมารวยฯ
สถานที่เดิมๆ บรรยากาศที่คุ้นเคย ทำนองเพลง รักไม่ช่วยอะไร บรรเลงลอยแว่วมาตามลม
ย้ายกลับมาอยู่แถวคลองเตยได้เดือนนึงละ เร็วจริงๆ
กี่ปีแล้วนะที่ย้ายจากที่นี่ไป เป็นการเดินทางของชีวิตช่วงหนึ่ง ที่เหมือนกับหลับฝันไปแล้วตื่นขึ้นมาบนที่นอนเดิม
มีทั้งฝันดีกระฉูดสุดยอด และฝันร้ายชนิดผวาตื่นมาเพื่อพบว่าตัวเองยังคงกำลังฝันอยู่
หลายความคิด หลายความรู้สึก ประเดประดังกันเข้ามา ยังกับพวกมันได้กลับบ้านเก่า
บางที... บางทีนะ ชีวิตมันก็อาจจะไม่ได้สำคัญเท่ากับที่เรานึกคิดไว้ก็ได้มั้ง
ทุกอย่างมันก็เป็นเหตุเป็นผลของมันเอง และบางครั้ง เรื่องดีๆก็อาจเกิดขึ้นได้ โดยเป็นเหตุเป็นผลมาจากเรื่องอื่น
คนที่เพ้อเจ้อ มีความฝันแต่ไม่ลงมือทำ ปล่อยชีวิตล่องลอยหายใจทิ้งไปวันๆ ไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ความต้องการของตัวเอง
คนอย่างงี้ มันจะมีชีวิตสูงขึ้น ดีขึ้นทางเดียวได้อย่างไร หรือมันอาจจะจริงสำหรับคนอื่นก็ได้ แต่คงไม่จริงสำหรับผมตอนนี้ซะแล้ว
สุดท้าย มันก็ต้องกลับมาที่อะไรที่สามารถจับต้องได้ ไม่ใช่เพ้อฝัน ลมๆแล้งๆไปวันๆ
ไม่ได้โทษใคร นอกจากโทษตัวเอง ที่อ่อนด้อยเอง หลงเพ้อพบคิดและตีความเข้าข้างตัวเอง ต้องการความสนใจและการยอมรับจากคนอื่นรอบข้างเอง กลัวจะถูกปฏิเสธเอง เป็นห่วงคนอื่นไปเอง ทั้งหมดมันก็เป็นผลจากตัวเราเอง มันไม่ได้เกี่ยวว่าจะเชื่อพระเยซูหรือนับถือพระพุทธเจ้า ที่ชีวิตเรามันย่ำวนเวียนเป็นเด็กไม่รู้จักโต ก็เพราะเราไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจคนอื่น ไม่เข้าใจโลกนี้ ก็แค่นั้น รู้สึกว่าการใช้ชีวิตมันยาก อยู่กับคนอื่นมันยาก อยู่ในโลกนี้มันยาก... มันก็เป็นเรื่องธรรมดาป่ะ
มันไม่เกี่ยวกับใครหรืออะไรเลย ทั้งหมดมันเป็นเรื่องของตัว (มึง) เอง ไอ้ควายเอ้ย
...
เมื่อวานไปซื้อยาให้แม่เป็นคนไข้รายสุดท้าย มีคนไข้ไม่เยอะนัก ก็เลยนั่งคุยกับหมอสักพัก
หมอเล่าถึงพวกกลุ่มเสื้อแดงที่ชุมนุมอยู่ราชประสงค์ หมอจะมาทำงานก็ถูกรื้อค้นกระเป๋า
มีการกล่าวปราศรัยและร้องรำทำเพลงเสียงดังเป็นที่สนุกสนานของพวกเขา แต่เป็นที่รบกวนคนไข้อย่างที่สุด
วันดีคืนดี พวกมันก็โซโล่กลองชุดตอนตี 4 ไม่ใช่แค่เสียง แต่แรงขับกลองทำให้ผนังสั่น ห้องพักคนไข้สะเทือน
บางคนเอาน้ำสาดลงไป (สาดไม่โดนนะ แต่มันเห็น) พวกมันก็เดินขึ้นมาถึงห้องพัก จะมาเอาเรื่องให้ได้
หมอยังเล่าอีกว่า ที่ต่างจังหวัดเด็กนักเรียนตีกัน แล้วมาโรงพยาบาล เพื่อนหมออยากให้นอนดูอาการ แต่ครูไม่อยากเฝ้า ให้เด็กกลับหอ รุ่งเช้าเด็กตาย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น โดนกระทืบซ้ำ หรือเลือดคั่งในสมอง ไม่มีใครรู้ แต่ชาวบ้านพากันมาล้อมโรงพยาบาล บอกว่าหมอต้องรับผิดชอบ หมอก็อยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าหมอผิด แต่หมอเป็น แพะ ที่หาตัวง่ายที่สุด
ยังไม่รวมเรื่องการของบประมาณซื้อเครื่องมือแพทย์ รัฐบาลบอกไม่มีงบฯ แต่เอามาจ่าย 30 บาทรักษาทุกโรคให้คนไข้ใส่เครื่องเพชรขับเบนซ์ S class มารับยา ผ่านไป 4-5 ปี บอกมีงบแล้ว อนุมัติซื้อเครื่องได้ ซึ่งตกรุ่นไปแล้ว ตัวใหม่มันออกมาแล้ว ก็ต้องทนใช้กันไป เวลารักษาก็ทำได้ไม่เต็มที่ พอมีปัญหาขึ้นมา ก็ฟ้องหมอ ถ้าจะฟ้องหมอ น่าจะฟ้อง ผอ.โรงพยาบาล รมต.สาธารณสุข และนายกรัฐมนตรีด้วย (เฮ้อ...) หมอถอนใจหลังจากเล่ามายาว
หมอบอกอีกว่า เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครเรียนหมอกันแล้ว หรืออาจจะเรียนแต่ก็ออกไปทำงานอย่างอื่นกันเยอะ โดยเฉพาะหมอทางสมอง กับหมอสูตินารี เพราะเกิดอะไรขึ้นมา ซวยตลอด ญาติไม่เคยดูเลยว่า คนไข้ทำตามที่หมอแนะนำไหม อาการคนไข้ร่อแร่ขนาดไหน โดยเฉพาะคนไข้ทางสมอง ผ่ายังไงก็ไม่มีทางหาย มีแต่ทรงกับตาย ต่อให้ตั้งใจทำอย่างดีที่สุด สุดท้ายมันก็เป็นเรื่องของฟ้าลิขิต แค่นี้หมอก็รู้สึกแย่พอแล้วที่ช่วยคนไข้ไม่ได้ แต่นี่ยังมีญาติคนไข้อีก เขาไม่คิดอะไรอื่นเลย นอกจาก “เป็นเพราะหมอ” หมอผิด
คุณแม่คุณน่ะดีแล้ว เส้นเลือดในสมองแตก เนื่องจากเส้นเลือดโป่งพองน่ะ 10คน ตาย6 ที่เหลือพิการตลอดชีวิต ขอบคุณสวรรค์เถอะ ทำบุญเยอะๆนะ หมอทิ้งท้าย (แต่ถ้าไปถามแม่ แม่จะบอกว่า ทำไมถึงไม่ดีขึ้นสักทีนะ...)
มันก็จริงนะ ใครๆ ก็คิดเห็นมองโลกจากมุมมองตัวเองกันทั้งนั้น ใครๆก็ใช้ตัวเองเป็นมาตรฐาน ทุกคนต่างก็มีความต้องการของตัวเองกันทั้งนั้น คนเราต่างเอาประโยชน์และความพอใจของเราเป็นที่ตั้งกันทั้งนั้น.. ใครๆ ก็เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น
จริงๆหลังจากคุยกับหมอแล้ว ผมอยากจะถามหมอว่า แล้วทำไมหมอยังคงทำงานอยู่ตรงนี้ แต่คิดดูแล้ว ผมก็บอกหมอไปว่า “สู้ๆนะครับหมอ” หมอยิ้มให้ผมอย่างอารมณ์ดี...
เสียดาย ชีวิตไม่ใช่เกมส์ที่จะย้อนไปเล่นใหม่ได้ มีแต่ต้องเล่นต่อไปจนกว่าเวลาจะหมด แค่ต้องเปลี่ยนวิธีเล่น ก็แค่นั้น
สถานที่เดิมๆ บรรยากาศที่คุ้นเคย ทำนองเพลง รักไม่ช่วยอะไร บรรเลงลอยแว่วมาตามลม
ย้ายกลับมาอยู่แถวคลองเตยได้เดือนนึงละ เร็วจริงๆ
กี่ปีแล้วนะที่ย้ายจากที่นี่ไป เป็นการเดินทางของชีวิตช่วงหนึ่ง ที่เหมือนกับหลับฝันไปแล้วตื่นขึ้นมาบนที่นอนเดิม
มีทั้งฝันดีกระฉูดสุดยอด และฝันร้ายชนิดผวาตื่นมาเพื่อพบว่าตัวเองยังคงกำลังฝันอยู่
หลายความคิด หลายความรู้สึก ประเดประดังกันเข้ามา ยังกับพวกมันได้กลับบ้านเก่า
บางที... บางทีนะ ชีวิตมันก็อาจจะไม่ได้สำคัญเท่ากับที่เรานึกคิดไว้ก็ได้มั้ง
ทุกอย่างมันก็เป็นเหตุเป็นผลของมันเอง และบางครั้ง เรื่องดีๆก็อาจเกิดขึ้นได้ โดยเป็นเหตุเป็นผลมาจากเรื่องอื่น
คนที่เพ้อเจ้อ มีความฝันแต่ไม่ลงมือทำ ปล่อยชีวิตล่องลอยหายใจทิ้งไปวันๆ ไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ความต้องการของตัวเอง
คนอย่างงี้ มันจะมีชีวิตสูงขึ้น ดีขึ้นทางเดียวได้อย่างไร หรือมันอาจจะจริงสำหรับคนอื่นก็ได้ แต่คงไม่จริงสำหรับผมตอนนี้ซะแล้ว
สุดท้าย มันก็ต้องกลับมาที่อะไรที่สามารถจับต้องได้ ไม่ใช่เพ้อฝัน ลมๆแล้งๆไปวันๆ
ไม่ได้โทษใคร นอกจากโทษตัวเอง ที่อ่อนด้อยเอง หลงเพ้อพบคิดและตีความเข้าข้างตัวเอง ต้องการความสนใจและการยอมรับจากคนอื่นรอบข้างเอง กลัวจะถูกปฏิเสธเอง เป็นห่วงคนอื่นไปเอง ทั้งหมดมันก็เป็นผลจากตัวเราเอง มันไม่ได้เกี่ยวว่าจะเชื่อพระเยซูหรือนับถือพระพุทธเจ้า ที่ชีวิตเรามันย่ำวนเวียนเป็นเด็กไม่รู้จักโต ก็เพราะเราไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจคนอื่น ไม่เข้าใจโลกนี้ ก็แค่นั้น รู้สึกว่าการใช้ชีวิตมันยาก อยู่กับคนอื่นมันยาก อยู่ในโลกนี้มันยาก... มันก็เป็นเรื่องธรรมดาป่ะ
มันไม่เกี่ยวกับใครหรืออะไรเลย ทั้งหมดมันเป็นเรื่องของตัว (มึง) เอง ไอ้ควายเอ้ย
...
เมื่อวานไปซื้อยาให้แม่เป็นคนไข้รายสุดท้าย มีคนไข้ไม่เยอะนัก ก็เลยนั่งคุยกับหมอสักพัก
หมอเล่าถึงพวกกลุ่มเสื้อแดงที่ชุมนุมอยู่ราชประสงค์ หมอจะมาทำงานก็ถูกรื้อค้นกระเป๋า
มีการกล่าวปราศรัยและร้องรำทำเพลงเสียงดังเป็นที่สนุกสนานของพวกเขา แต่เป็นที่รบกวนคนไข้อย่างที่สุด
วันดีคืนดี พวกมันก็โซโล่กลองชุดตอนตี 4 ไม่ใช่แค่เสียง แต่แรงขับกลองทำให้ผนังสั่น ห้องพักคนไข้สะเทือน
บางคนเอาน้ำสาดลงไป (สาดไม่โดนนะ แต่มันเห็น) พวกมันก็เดินขึ้นมาถึงห้องพัก จะมาเอาเรื่องให้ได้
หมอยังเล่าอีกว่า ที่ต่างจังหวัดเด็กนักเรียนตีกัน แล้วมาโรงพยาบาล เพื่อนหมออยากให้นอนดูอาการ แต่ครูไม่อยากเฝ้า ให้เด็กกลับหอ รุ่งเช้าเด็กตาย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น โดนกระทืบซ้ำ หรือเลือดคั่งในสมอง ไม่มีใครรู้ แต่ชาวบ้านพากันมาล้อมโรงพยาบาล บอกว่าหมอต้องรับผิดชอบ หมอก็อยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าหมอผิด แต่หมอเป็น แพะ ที่หาตัวง่ายที่สุด
ยังไม่รวมเรื่องการของบประมาณซื้อเครื่องมือแพทย์ รัฐบาลบอกไม่มีงบฯ แต่เอามาจ่าย 30 บาทรักษาทุกโรคให้คนไข้ใส่เครื่องเพชรขับเบนซ์ S class มารับยา ผ่านไป 4-5 ปี บอกมีงบแล้ว อนุมัติซื้อเครื่องได้ ซึ่งตกรุ่นไปแล้ว ตัวใหม่มันออกมาแล้ว ก็ต้องทนใช้กันไป เวลารักษาก็ทำได้ไม่เต็มที่ พอมีปัญหาขึ้นมา ก็ฟ้องหมอ ถ้าจะฟ้องหมอ น่าจะฟ้อง ผอ.โรงพยาบาล รมต.สาธารณสุข และนายกรัฐมนตรีด้วย (เฮ้อ...) หมอถอนใจหลังจากเล่ามายาว
หมอบอกอีกว่า เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครเรียนหมอกันแล้ว หรืออาจจะเรียนแต่ก็ออกไปทำงานอย่างอื่นกันเยอะ โดยเฉพาะหมอทางสมอง กับหมอสูตินารี เพราะเกิดอะไรขึ้นมา ซวยตลอด ญาติไม่เคยดูเลยว่า คนไข้ทำตามที่หมอแนะนำไหม อาการคนไข้ร่อแร่ขนาดไหน โดยเฉพาะคนไข้ทางสมอง ผ่ายังไงก็ไม่มีทางหาย มีแต่ทรงกับตาย ต่อให้ตั้งใจทำอย่างดีที่สุด สุดท้ายมันก็เป็นเรื่องของฟ้าลิขิต แค่นี้หมอก็รู้สึกแย่พอแล้วที่ช่วยคนไข้ไม่ได้ แต่นี่ยังมีญาติคนไข้อีก เขาไม่คิดอะไรอื่นเลย นอกจาก “เป็นเพราะหมอ” หมอผิด
คุณแม่คุณน่ะดีแล้ว เส้นเลือดในสมองแตก เนื่องจากเส้นเลือดโป่งพองน่ะ 10คน ตาย6 ที่เหลือพิการตลอดชีวิต ขอบคุณสวรรค์เถอะ ทำบุญเยอะๆนะ หมอทิ้งท้าย (แต่ถ้าไปถามแม่ แม่จะบอกว่า ทำไมถึงไม่ดีขึ้นสักทีนะ...)
มันก็จริงนะ ใครๆ ก็คิดเห็นมองโลกจากมุมมองตัวเองกันทั้งนั้น ใครๆก็ใช้ตัวเองเป็นมาตรฐาน ทุกคนต่างก็มีความต้องการของตัวเองกันทั้งนั้น คนเราต่างเอาประโยชน์และความพอใจของเราเป็นที่ตั้งกันทั้งนั้น.. ใครๆ ก็เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น
จริงๆหลังจากคุยกับหมอแล้ว ผมอยากจะถามหมอว่า แล้วทำไมหมอยังคงทำงานอยู่ตรงนี้ แต่คิดดูแล้ว ผมก็บอกหมอไปว่า “สู้ๆนะครับหมอ” หมอยิ้มให้ผมอย่างอารมณ์ดี...
เสียดาย ชีวิตไม่ใช่เกมส์ที่จะย้อนไปเล่นใหม่ได้ มีแต่ต้องเล่นต่อไปจนกว่าเวลาจะหมด แค่ต้องเปลี่ยนวิธีเล่น ก็แค่นั้น
Apr 18, 2010
สิทธิส่วนบุคคล และการอยู่ร่วมกันในสังคม
เมื่อเช้านี้ รถโดยสารประจำทางเกิดมีอาการไม่ประจำทาง
มีป้ายแปะไว้ข้างรถว่า รถวิ่งไม่ถึงสนามหลวงจนกว่าเหตุการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ
ผมถามตัวเองในใจ เมื่อไหร่ล่ะเนี่ย แล้วพรุ่งนี้จะไปทำงานอย่างไร
(อ่ะ คันที่กำลังนั่งอยู่ ก็เปลี่ยนเส้นทางด้วยเหมือนกัน)
นั่งรถไปได้ครู่หนึ่ง ก็เห็นขบวนแห่นาคอยู่อีกฝั่งของถนน
พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปวัด หลายคนร่ายรำ สีหน้าท่าทางบอกว่าอิ่มบุญมาก
แต่ที่ผมประหลาดใจ ก็คือ ขบวนนาคนั้นเดินสวนทางกับทิศทางที่รถวิ่ง
โดยมีรถขับนำขบวน 2 คัน กับคนโบก (ไล่) รถซึ่งขับถูกทิศทางอีก 1 คน
ผมมองไม่เห็นเจ้าหน้าที่จราจรนะ
เห็นแต่สีหน้าเซ็งๆ ของคนที่ต้องเปลี่ยนช่องทาง เพราะถูกขบวนนาคแย่งไปครึ่งถนน
เมื่อวันศุกร์ บริษัทประกาศให้พนักงาน รีบ กลับบ้านตั้งแต่เที่ยง
เมื่อวานเย็น ตลาดนัดแถวบ้านซึ่งปกติจะแน่นขนัดไปด้วยผู้คนแทบร้าง
ไม่ใช่ไม่มีคนซื้อ แต่คนขายไม่ว่าง ส่วนใหญ่เพราะมีนัดกันที่ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี
นึกถึงข่าวที่ผู้ชายคนหนึ่งตะโกนด่ากลุ่มคนที่ขวางถนนด้วยความไม่พอใจ
เพราะทำให้เขาไปธุระไม่ทัน จนถูกตบหน้าคมำ
...ตัวอย่างเรื่องราวข้างต้น ผมเขียนค้างไว้ร่วมอาทิตย์แล้ว
ผมตั้งคำถามกับตัวเองด้วยความสงสัยปนกับประหลาดใจว่า
บ่อยครั้งที่เราเรียกร้องสิทธิของเรา เราไม่ต้องการให้ใครมาเอาเปรียบ
เรายืนหยัดในสิทธิอันเกิดจาก ความเชื่อ ของเรา
แล้วเมื่อเรารู้สึกว่าเราถูกเอาเปรียบ เราก็เรียกร้องสิทธิของเราจากสังคม ซึ่งอาจจะกำลังมีความเชื่อแตกต่างจากเรา
คิดอย่างนี้ มันถูกต้องแล้วจริงหรือ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสังคมนั้น บ้านเมืองนั้นมีกฎกติกาในการอยู่ร่วมกัน
เราก็ออกมาป่าวร้องว่า ไม่ได้นะ กติกานั้นมันไม่ใช่กติกาที่ทุกคนควรยอมรับ
เป็นกติกาที่คนแค่บางส่วนเห็นด้วย เราไม่เห็นด้วยกับกติกานั้น หรือ วิธีการได้มาของกติกานั้น เพราะ... บลา บลา บลา...
(แต่ฉันก็ใช้สิทธิในการแสดงความไม่เห็นด้วยตามกติกานั้นนะ)
คนแต่ละคนมีความคิด มีความเชื่อแตกต่างกัน
มันยากมากที่กฏิกาในการอยู่ร่วมกันทุกเรื่อง จะเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับ “และปฏิบัติตาม”
การปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยจะแบบไหนก็แล้วแต่ ก็ใช้เสียงส่วนใหญ่ในการหาข้อสรุป
ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องเห็นด้วย และ/หรือเชื่ออย่างนั้น
เพียงแต่เสียงส่วนน้อยเคารพและให้เกียรติตามเสียงส่วนใหญ่
ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้แปลว่า เสียงส่วนใหญ่จะถูกทุกครั้งเสมอไป
(เพราะบ่อยครั้ง การได้มาของเสียงส่วนใหญ่ ก็ถูกชักนำ โน้มน้าว จูงใจ และจ้างวานในบางกรณี
จาก เสียง ของคนส่วนน้อย หรือ จากใครบางคน)
หากเราเป็นเสียงส่วนน้อย ที่เชื่อว่าเราเชื่อถูก
เรามีสิทธิแสดงความคิดเห็นโต้แย้งอย่างเป็นเหตุเป็นผล
อธิบายให้คนอื่นเห็นด้วย เชื่อร่วมกับเรา คล้อยตามเรา หรือที่สุดแล้ว คือ
เรามีสิทธิที่จะย้ายหรือเปลี่ยนไปอยู่สังคมอื่น กลุ่มอื่น ที่เราคิดคล้ายๆเขา
แต่อย่าไปคิดจะหา/สร้างชุมชนหรือสังคมที่เชื่อเหมือนเราเป๊ะเลยนะ มันเป็นไปได้ยากมาก
ในความคิดของผม ผมคิดว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่อ่อนแอ
เราอ่อนแอในการมีจุดยืนและความเชื่อของเรา
เราจึงมักต้องรอดูคนอื่นก่อน หรือขอใช้ของคนอื่นเป็นต้นแบบ
เราตอบตัวเองไม่ได้ว่าจริงๆ แล้ว เราเป็นใคร เราเชื่ออะไร และเพราะอะไร
เราอ่อนแอในการคิดและสื่อสาร
เราอธิบายไม่ได้จริงๆ ว่าเราทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปเพราะอะไรและเพื่ออะไร
ถ้าอธิบายได้ คำอธิบายนั้นจะฟังขึ้น (Make sense) แม้จะมีบางคนไม่เห็นด้วยก็ตามที
เราอ่อนแอทางจริยธรรม
เรานับถือคนจากอะไร เรายกมือไหว้คนดี หรือยกมือไหว้คนใหญ่คนโต มีอำนาจ รวย แต่งตัวดี
ถ้ามีโอกาสให้เลือกเราคงอยากทำดีกันทั้งนั้น แต่ศีลธรรมกินไม่ได้...
เราคิดอย่างนั้นหรือเปล่า
ความสร้างสรรค์ที่เรามี ความฉลาดที่เรามี จึงยิ่งทำให้เรามีความสามารถสูงขึ้นในการทำผิดบริสุทธิ์
(แปลว่า ทำผิดโดยที่คนอื่นไม่รู้/ไม่เข้าใจ/ไม่เห็นว่าเป็นความผิด)
เราอ่อนแอในการอยู่ร่วมกัน
เราไม่อยากจะ เชื่อมต่อ กับคนที่แตกต่างจากเรา
เราต้องหาเหตุผลเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกว่าเราและเขาเป็นพวกเดียวกัน
จนรู้สึกไม่ลำบากใจที่จะอยู่ร่วมกันด้วยความรักและความ (พยายามจะ) เข้าใจอย่างสันติ
ภาพของคน 2 กลุ่มยังชัดเจนในหัวผม
คนกลุ่มหนึ่งใส่เสื้อสีแดงสด ร้องรำทำเพลงสีหน้าแสดงความสุขสนุกสนานอยู่เต็มถนน
เขาอาจจะดีใจที่วันนี้ความคิดเห็น ความเชื่อของพวกเขา ได้รับการแห่แหนบอกกล่าวแก่คนกทม.ทั้งเมือง
แต่ห่างไปอีก 2-3 เมตร คนอีกกลุ่มหนึ่งเพิ่งจะขึ้นมาจากรถไฟใต้ดิน
ทำหน้าเซ็งๆ เอือมระอา บางคนมีสีหน้าเหยียดหยามคนกลุ่มแรกอย่างเห็นได้ชัด
ผมไม่รู้นะว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่คงไม่เชิงดีซักเท่าไหร่แน่ๆ
ผ่านมาร่วมเดือน วันนี้ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ให้เสร็จ (เป็นเรื่องที่ใช้เวลาเขียนนานมาก)
กว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ผมได้รับข้อมูลข่าวสารหลายอย่าง
จากทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับการชุมนุม จากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย จากฝ่ายที่บอกว่าตัวเองเป็นกลาง และจากที่พบเห็นเจอด้วยตัวเอง
ซึ่งข้อมูลข่าวสารเหล่านั้น ไม่ค่อยมีผลกับผมเท่าไหร่นัก
เพราะส่วนใหญ่สอดคล้องกับข้อมูลที่ผมมีอยู่ในมือมาได้ระยะหนึ่งแล้ว
เป็นข้อมูลเชิงลึกเสียจนกลายเป็นความเชื่อส่วนบุคคล
เพราะไม่สามารถหาหลักฐานเชิงประจักษ์มาแสดงได้
โดยส่วนตัว ผมไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมหรือการร่วมกันกระทำบางสิ่ง จนไปละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นในทุกรูปแบบ
ไม่ว่าจะเป็นการปิดล้อมสถานที่สำคัญๆ ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งด้านการเมือง การสื่อสาร และเศรษฐกิจ
ซึ่งเป็นที่มาของข้อเขียนนี้
ผมทราบดีว่า การร่วมชุมนุมเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยทางการเมือง
มักมีรูปแบบที่ต้องสร้าง “ความระคายเคือง” ต่อการดำเนินชีวิตตามปกติของคนหมู่มาก
เพื่อให้ข้อเรียกร้องเหล่านั้นได้รับความสนใจ และ/หรือการพิจารณาจากผู้ปกครอง และคนหมู่มากในสังคม
ซึ่งในทางหนึ่งก็เป็นการหาสมัครพรรคพวกเพิ่มเติม
แต่ผมเชื่อว่า เราสามารถมีหนทางอื่นหลีกเลี่ยงจากวิธีการข้างต้นได้
หากผู้ริเริ่มชุมนุม (หรืออาจจะเรียกว่า แกนนำ) ไม่ได้มีอคติในใจตั้งแต่ต้นเสียแล้วว่า
ข้อเสนอ/ข้อเรียกร้องของเขาจะไม่ได้รับการพิจารณา
(เป็นไปได้ว่า เขาอาจรู้อยู่แล้วว่า ข้อเรียกร้องของเขานั้น “ฟังไม่ขึ้น”
หรือ แท้จริงแล้ว เขามีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง
ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่เราแต่ละคนต้องพิจารณาจากสิ่งที่เขา พูด และ ทำ กันเอง)
สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ชอบมากๆ และไม่เห็นด้วยมากๆ ในการชุมนุม (ไม่ว่าจะของ สี ไหนก็ตามที)
คือการใช้ถ้อยคำรุนแรงด่าทอผู้อื่น พูดปลุกเร้าความรู้สึกของมวลชนให้คล้อยตามไปในสิ่งเดียวกัน
การกล่าวหาผู้อื่น ที่ไม่มีโอกาสได้กล่าวแก้ ณ ที่นั้น รวมทั้งการให้ข้อมูลด้านเดียวต่อผู้ฟัง
ซึ่งเรื่องราวต่างๆนั้น มักหนีไม่พ้น เหตุผล ที่เป็นความชอบธรรมของการออกมาชุมนุมเรียกร้อง
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการแสดงออกที่ไม่เคารพบุคคลอื่น
ดูถูกเหยียดหยาม ประนาม สร้างความร้าวฉาน แบ่งแยก แตกก๊กแตกเหล่า
พวกฉันพวกเธอให้เกิดขึ้นแก่คนในสังคม
ไม่รวมถึง “การแสดงออก” ที่ชวนให้เชื่อได้ว่า
มีเบื้องหลังของการพยายาม เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
มาเป็นระบอบพลังมวลชน
หรือการสร้าง สถานะของ “รัฐ” ขึ้นมาซ้อน สภาพรัฐตามกฎหมายที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบัน
อย่างที่ผมกล่าวไว้ตั้งแต่แรกว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกคนในสังคมจะเชื่อเหมือนกัน
คำถามสุดท้ายที่ผมอยากจะถามคนที่เห็นชอบในการชุมนุม (ไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ตาม)
ซึ่งเป็นสิทธิและเสรีภาพของท่านที่สามารถทำได้นั้น คือ
สิ่งต่างๆที่ท่านทำลงไปแล้ว กำลังทำอยู่ และคิดจะทำนั้น (ซึ่งผมเชื่อว่า เกิดจากเจตนาที่ดี)
มันได้ไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพของเพื่อนร่วมสังคมคนอื่นๆ ที่เห็นต่างจากท่านหรือไม่
คิดให้ดีว่า สิ่งต่างๆเหล่านั้น มันจะช่วยให้ พวกเรา รวมทั้งลูกหลานของพวกเรา
อยู่ร่วมกันได้ในสังคมได้ดีขึ้นจริงๆ มีสันติสุขร่วมกันจริงๆ...
ใช่ไหม
มีป้ายแปะไว้ข้างรถว่า รถวิ่งไม่ถึงสนามหลวงจนกว่าเหตุการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ
ผมถามตัวเองในใจ เมื่อไหร่ล่ะเนี่ย แล้วพรุ่งนี้จะไปทำงานอย่างไร
(อ่ะ คันที่กำลังนั่งอยู่ ก็เปลี่ยนเส้นทางด้วยเหมือนกัน)
นั่งรถไปได้ครู่หนึ่ง ก็เห็นขบวนแห่นาคอยู่อีกฝั่งของถนน
พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปวัด หลายคนร่ายรำ สีหน้าท่าทางบอกว่าอิ่มบุญมาก
แต่ที่ผมประหลาดใจ ก็คือ ขบวนนาคนั้นเดินสวนทางกับทิศทางที่รถวิ่ง
โดยมีรถขับนำขบวน 2 คัน กับคนโบก (ไล่) รถซึ่งขับถูกทิศทางอีก 1 คน
ผมมองไม่เห็นเจ้าหน้าที่จราจรนะ
เห็นแต่สีหน้าเซ็งๆ ของคนที่ต้องเปลี่ยนช่องทาง เพราะถูกขบวนนาคแย่งไปครึ่งถนน
เมื่อวันศุกร์ บริษัทประกาศให้พนักงาน รีบ กลับบ้านตั้งแต่เที่ยง
เมื่อวานเย็น ตลาดนัดแถวบ้านซึ่งปกติจะแน่นขนัดไปด้วยผู้คนแทบร้าง
ไม่ใช่ไม่มีคนซื้อ แต่คนขายไม่ว่าง ส่วนใหญ่เพราะมีนัดกันที่ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี
นึกถึงข่าวที่ผู้ชายคนหนึ่งตะโกนด่ากลุ่มคนที่ขวางถนนด้วยความไม่พอใจ
เพราะทำให้เขาไปธุระไม่ทัน จนถูกตบหน้าคมำ
...ตัวอย่างเรื่องราวข้างต้น ผมเขียนค้างไว้ร่วมอาทิตย์แล้ว
ผมตั้งคำถามกับตัวเองด้วยความสงสัยปนกับประหลาดใจว่า
บ่อยครั้งที่เราเรียกร้องสิทธิของเรา เราไม่ต้องการให้ใครมาเอาเปรียบ
เรายืนหยัดในสิทธิอันเกิดจาก ความเชื่อ ของเรา
แล้วเมื่อเรารู้สึกว่าเราถูกเอาเปรียบ เราก็เรียกร้องสิทธิของเราจากสังคม ซึ่งอาจจะกำลังมีความเชื่อแตกต่างจากเรา
คิดอย่างนี้ มันถูกต้องแล้วจริงหรือ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสังคมนั้น บ้านเมืองนั้นมีกฎกติกาในการอยู่ร่วมกัน
เราก็ออกมาป่าวร้องว่า ไม่ได้นะ กติกานั้นมันไม่ใช่กติกาที่ทุกคนควรยอมรับ
เป็นกติกาที่คนแค่บางส่วนเห็นด้วย เราไม่เห็นด้วยกับกติกานั้น หรือ วิธีการได้มาของกติกานั้น เพราะ... บลา บลา บลา...
(แต่ฉันก็ใช้สิทธิในการแสดงความไม่เห็นด้วยตามกติกานั้นนะ)
คนแต่ละคนมีความคิด มีความเชื่อแตกต่างกัน
มันยากมากที่กฏิกาในการอยู่ร่วมกันทุกเรื่อง จะเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับ “และปฏิบัติตาม”
การปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยจะแบบไหนก็แล้วแต่ ก็ใช้เสียงส่วนใหญ่ในการหาข้อสรุป
ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องเห็นด้วย และ/หรือเชื่ออย่างนั้น
เพียงแต่เสียงส่วนน้อยเคารพและให้เกียรติตามเสียงส่วนใหญ่
ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้แปลว่า เสียงส่วนใหญ่จะถูกทุกครั้งเสมอไป
(เพราะบ่อยครั้ง การได้มาของเสียงส่วนใหญ่ ก็ถูกชักนำ โน้มน้าว จูงใจ และจ้างวานในบางกรณี
จาก เสียง ของคนส่วนน้อย หรือ จากใครบางคน)
หากเราเป็นเสียงส่วนน้อย ที่เชื่อว่าเราเชื่อถูก
เรามีสิทธิแสดงความคิดเห็นโต้แย้งอย่างเป็นเหตุเป็นผล
อธิบายให้คนอื่นเห็นด้วย เชื่อร่วมกับเรา คล้อยตามเรา หรือที่สุดแล้ว คือ
เรามีสิทธิที่จะย้ายหรือเปลี่ยนไปอยู่สังคมอื่น กลุ่มอื่น ที่เราคิดคล้ายๆเขา
แต่อย่าไปคิดจะหา/สร้างชุมชนหรือสังคมที่เชื่อเหมือนเราเป๊ะเลยนะ มันเป็นไปได้ยากมาก
ในความคิดของผม ผมคิดว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่อ่อนแอ
เราอ่อนแอในการมีจุดยืนและความเชื่อของเรา
เราจึงมักต้องรอดูคนอื่นก่อน หรือขอใช้ของคนอื่นเป็นต้นแบบ
เราตอบตัวเองไม่ได้ว่าจริงๆ แล้ว เราเป็นใคร เราเชื่ออะไร และเพราะอะไร
เราอ่อนแอในการคิดและสื่อสาร
เราอธิบายไม่ได้จริงๆ ว่าเราทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปเพราะอะไรและเพื่ออะไร
ถ้าอธิบายได้ คำอธิบายนั้นจะฟังขึ้น (Make sense) แม้จะมีบางคนไม่เห็นด้วยก็ตามที
เราอ่อนแอทางจริยธรรม
เรานับถือคนจากอะไร เรายกมือไหว้คนดี หรือยกมือไหว้คนใหญ่คนโต มีอำนาจ รวย แต่งตัวดี
ถ้ามีโอกาสให้เลือกเราคงอยากทำดีกันทั้งนั้น แต่ศีลธรรมกินไม่ได้...
เราคิดอย่างนั้นหรือเปล่า
ความสร้างสรรค์ที่เรามี ความฉลาดที่เรามี จึงยิ่งทำให้เรามีความสามารถสูงขึ้นในการทำผิดบริสุทธิ์
(แปลว่า ทำผิดโดยที่คนอื่นไม่รู้/ไม่เข้าใจ/ไม่เห็นว่าเป็นความผิด)
เราอ่อนแอในการอยู่ร่วมกัน
เราไม่อยากจะ เชื่อมต่อ กับคนที่แตกต่างจากเรา
เราต้องหาเหตุผลเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกว่าเราและเขาเป็นพวกเดียวกัน
จนรู้สึกไม่ลำบากใจที่จะอยู่ร่วมกันด้วยความรักและความ (พยายามจะ) เข้าใจอย่างสันติ
ภาพของคน 2 กลุ่มยังชัดเจนในหัวผม
คนกลุ่มหนึ่งใส่เสื้อสีแดงสด ร้องรำทำเพลงสีหน้าแสดงความสุขสนุกสนานอยู่เต็มถนน
เขาอาจจะดีใจที่วันนี้ความคิดเห็น ความเชื่อของพวกเขา ได้รับการแห่แหนบอกกล่าวแก่คนกทม.ทั้งเมือง
แต่ห่างไปอีก 2-3 เมตร คนอีกกลุ่มหนึ่งเพิ่งจะขึ้นมาจากรถไฟใต้ดิน
ทำหน้าเซ็งๆ เอือมระอา บางคนมีสีหน้าเหยียดหยามคนกลุ่มแรกอย่างเห็นได้ชัด
ผมไม่รู้นะว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่คงไม่เชิงดีซักเท่าไหร่แน่ๆ
ผ่านมาร่วมเดือน วันนี้ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ให้เสร็จ (เป็นเรื่องที่ใช้เวลาเขียนนานมาก)
กว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ผมได้รับข้อมูลข่าวสารหลายอย่าง
จากทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับการชุมนุม จากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย จากฝ่ายที่บอกว่าตัวเองเป็นกลาง และจากที่พบเห็นเจอด้วยตัวเอง
ซึ่งข้อมูลข่าวสารเหล่านั้น ไม่ค่อยมีผลกับผมเท่าไหร่นัก
เพราะส่วนใหญ่สอดคล้องกับข้อมูลที่ผมมีอยู่ในมือมาได้ระยะหนึ่งแล้ว
เป็นข้อมูลเชิงลึกเสียจนกลายเป็นความเชื่อส่วนบุคคล
เพราะไม่สามารถหาหลักฐานเชิงประจักษ์มาแสดงได้
โดยส่วนตัว ผมไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมหรือการร่วมกันกระทำบางสิ่ง จนไปละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นในทุกรูปแบบ
ไม่ว่าจะเป็นการปิดล้อมสถานที่สำคัญๆ ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งด้านการเมือง การสื่อสาร และเศรษฐกิจ
ซึ่งเป็นที่มาของข้อเขียนนี้
ผมทราบดีว่า การร่วมชุมนุมเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยทางการเมือง
มักมีรูปแบบที่ต้องสร้าง “ความระคายเคือง” ต่อการดำเนินชีวิตตามปกติของคนหมู่มาก
เพื่อให้ข้อเรียกร้องเหล่านั้นได้รับความสนใจ และ/หรือการพิจารณาจากผู้ปกครอง และคนหมู่มากในสังคม
ซึ่งในทางหนึ่งก็เป็นการหาสมัครพรรคพวกเพิ่มเติม
แต่ผมเชื่อว่า เราสามารถมีหนทางอื่นหลีกเลี่ยงจากวิธีการข้างต้นได้
หากผู้ริเริ่มชุมนุม (หรืออาจจะเรียกว่า แกนนำ) ไม่ได้มีอคติในใจตั้งแต่ต้นเสียแล้วว่า
ข้อเสนอ/ข้อเรียกร้องของเขาจะไม่ได้รับการพิจารณา
(เป็นไปได้ว่า เขาอาจรู้อยู่แล้วว่า ข้อเรียกร้องของเขานั้น “ฟังไม่ขึ้น”
หรือ แท้จริงแล้ว เขามีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง
ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่เราแต่ละคนต้องพิจารณาจากสิ่งที่เขา พูด และ ทำ กันเอง)
สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ชอบมากๆ และไม่เห็นด้วยมากๆ ในการชุมนุม (ไม่ว่าจะของ สี ไหนก็ตามที)
คือการใช้ถ้อยคำรุนแรงด่าทอผู้อื่น พูดปลุกเร้าความรู้สึกของมวลชนให้คล้อยตามไปในสิ่งเดียวกัน
การกล่าวหาผู้อื่น ที่ไม่มีโอกาสได้กล่าวแก้ ณ ที่นั้น รวมทั้งการให้ข้อมูลด้านเดียวต่อผู้ฟัง
ซึ่งเรื่องราวต่างๆนั้น มักหนีไม่พ้น เหตุผล ที่เป็นความชอบธรรมของการออกมาชุมนุมเรียกร้อง
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการแสดงออกที่ไม่เคารพบุคคลอื่น
ดูถูกเหยียดหยาม ประนาม สร้างความร้าวฉาน แบ่งแยก แตกก๊กแตกเหล่า
พวกฉันพวกเธอให้เกิดขึ้นแก่คนในสังคม
ไม่รวมถึง “การแสดงออก” ที่ชวนให้เชื่อได้ว่า
มีเบื้องหลังของการพยายาม เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
มาเป็นระบอบพลังมวลชน
หรือการสร้าง สถานะของ “รัฐ” ขึ้นมาซ้อน สภาพรัฐตามกฎหมายที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบัน
อย่างที่ผมกล่าวไว้ตั้งแต่แรกว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกคนในสังคมจะเชื่อเหมือนกัน
คำถามสุดท้ายที่ผมอยากจะถามคนที่เห็นชอบในการชุมนุม (ไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ตาม)
ซึ่งเป็นสิทธิและเสรีภาพของท่านที่สามารถทำได้นั้น คือ
สิ่งต่างๆที่ท่านทำลงไปแล้ว กำลังทำอยู่ และคิดจะทำนั้น (ซึ่งผมเชื่อว่า เกิดจากเจตนาที่ดี)
มันได้ไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพของเพื่อนร่วมสังคมคนอื่นๆ ที่เห็นต่างจากท่านหรือไม่
คิดให้ดีว่า สิ่งต่างๆเหล่านั้น มันจะช่วยให้ พวกเรา รวมทั้งลูกหลานของพวกเรา
อยู่ร่วมกันได้ในสังคมได้ดีขึ้นจริงๆ มีสันติสุขร่วมกันจริงๆ...
ใช่ไหม
คุ้นเคย...
หลังจากตื่นนอน คุณทำอะไรเป็นสิ่งแรก
เวลาบีบหลอดยาสีฟัน คุณบีบตรงส่วนไหน หัว กลาง หรือท้าย
คุณใส่เสื้อ หรือ กางเกง (กระโปรง) ก่อนกัน
เวลาไปซื้อของที่ตลาดนัด คุณต่อราคากับคนขายหรือเปล่า
คิดอะไรไม่ออก เหงา เศร้า ซึม ต้องการความช่วยเหลือ คุณนึกถึงคือใครเป็นคนแรกๆ
จะชวนเพื่อนไปเที่ยวซักคน คุณนึกถึงใคร
คุณมีพฤติกรรมอะไรบ้างที่คนรอบข้างฟังแล้วบอกได้ว่า นั่นมัน ... (ใส่ชื่อตัวคุณเองนะ) นี่หว่า
และอื่นๆ อีกมากมาย...
สาระของคำถามข้างต้นนั้น ไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณทำอะไร
แต่อยู่ที่คุณได้คิดหรือเปล่าว่า คุณทำสิ่งนั้นสิ่งนี้เพราะอะไร
คุณได้คิดหรือเปล่า หรือ คุณแค่ทำไปตามความคุ้นเคย...
เมื่อไม่กี่วันก่อนผมทะเลาะกับน้องคนหนึ่ง
เนื่องจาก เราต่างคุ้นเคยกับการทำบางอย่างไม่เหมือนกัน
ผมตอบคำถามไม่ได้ว่า ผมทำอย่างนั้นเพราะอะไร
เท่าที่นึกออก ก็อาจจะเพราะ เราเรียนมาว่า เงินรับต้องเร็วที่สุด เงินจ่ายต้องช้าที่สุด
ขณะที่น้องเขาต้องการให้เสร็จๆไปทันทีไม่ต้องมายุ่งยากภายหลัง
แต่เอาเข้าจริงๆ เหตุผลที่ผมนึกออก มันก็ไม่ใช่เหตุผลอยู่ดี
วันนั้น ผมเครียดมาก
กลับมาบ้านเทศกาลสงกรานต์คราวนี้ เป็นการกลับบ้านที่ผมไม่ค่อยอยากกลับซักเท่าไหร่
มีเรื่องเครียดๆ สะสมอยู่หลายเรื่อง มีงานค้างอยู่ในหัวหลายงาน มีเรื่องกังวลใจอีกหลายสิ่ง
เป็นภาวะที่ผมไม่คุ้นเคยเลยกับการต้องอยู่กับคนอื่น
โดยเฉพาะพ่อแม่ ญาติพี่น้องซึ่งเป็นผู้คนที่เรารู้ว่าเราควรรักเขา และควรดูแลเอาใจใส่เขาให้มากๆ
ใจจริงผมอยากจะอยู่กทม. นั่งทำงาน นั่งจัดแจงสิ่งต่างๆให้ลงตัวมากขึ้นมากกว่า
แต่อีกใจหนึ่ง ผมก็คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ อยากกลับบ้านไปเยี่ยมท่านบ้าง แม้ว่าพอจะเดาได้ว่า จะเกิดสภาพอย่างไร
พ่อชี้ให้ดูต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนเพียงลำพัง
เนื่องจากกำลังมีการขยายถนน ต้นไม้เล็กๆ ชนิดอื่นๆ จึงถูกขุดถอนไปจนหมด
“ไม่รู้มันจะอยู่ได้นานอีกเท่าไหร่ เหลืออยู่ต้นเดียวโด่เด่อย่างนี้ อยู่ลำบาก” พ่อบอก
พ่อกำลังคิดว่าจะโค่นมันลงเพื่อเอามาทำวงกบประตูดี หรือจะขายทั้งต้นดี
ป้าถามว่า ตั้งแต่กลับมา เดินไปหาญาติคนอื่นบ้างหรือยัง... พ่อแซวต่อว่า สงสัยผมคงจะไปหาตอนที่จะกลับกทม.
... ผมเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ มีความคิดและชอบทำอะไรไม่ค่อยเหมือนคนอื่นมาตั้งแต่เด็ก (สมัยนี้ ก็ต้องเรียกว่า เป็นพวกไม่แคร์สื่อมาตั้งแต่เด็ก)
บ่อยครั้งเพราะต้องการเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้าง แต่บ่อยครั้งก็เพราะไม่สนใจคนอื่น
สนใจเพียงความต้องการของตัวเอง
ตอนเด็กๆ ผมเล่นคนเดียวเป็นประจำ อ่านหนังสือ วิ่ง ว่ายน้ำ เตะฟุตบอล เล่นปิงปอง เล่นหมากฮอส เล่นตุ๊กตา ดูดาว อื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน จะดึกเท่าไหร่ ส่วนใหญ่แทบทุกครั้งก็ไปคนเดียว
แต่ในใจของผมก็อยากมีเพื่อนซักคนไปด้วยกัน
ผมคิดว่ามันคงดี เวลาที่เราสนุกและได้หัวเราะได้ยิ้มด้วยกัน
เวลาหลงทางก็ยังมีคนอยู่ด้วยให้อุ่นใจ เวลาโซ่จักรยานหลุดก็ยังมีคนช่วยใส่ เวลาว่ายน้ำแล้วเป็นตะคริวก็ยังมีคนคอยช่วยลากเข้าตลิ่ง ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
คงมีทะเลาะบ้าง เถียงกันบ้าง คิดไม่ตรงกันบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าอยู่เพียงลำพัง
บางครั้งผมก็อิจฉาพี่ชายของผมนะ (ลูกของลุง) เขาเป็นฝาแฝดกันไปไหนก็ไปด้วยกัน
จนได้รู้จักกับพระเยซู ผมรู้สึกว่าพระองค์เป็นเพื่อนที่ไปกับผมทุกที่จริงๆ
ชีวิตผมก็เหมือนกับคนทั่วๆไป ในแง่ที่เรามีเพื่อน มีคนรู้จัก ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย โบสถ์ (วัด)
เราชอบเพศตรงข้าม บางเวลาเราสมหวัง บางเวลาเราผิดหวัง
สำหรับตัวผม หลายปีก่อน ผมเคยคิดว่า อยู่คนเดียวก็ได้
จนเมื่อปีที่แล้ว ที่ผมเลือกจะคบกับผู้หญิงคนหนึ่ง และตั้งใจจะแต่งงานอยู่กินด้วยกันจนแก่เฒ่า
ผมและเธอต้องปรับตัวจากสิ่งที่แต่ละคนคุ้นเคย จากการใช้ชีวิตเพียงลำพังมาเป็นการใช้ชีวิตร่วมกัน
ต้องปรับหาคลื่นให้เข้ากันทั้งเรื่องความคิด และวิถีการดำเนินชีวิต
ผมเชื่อว่า การที่ทั้งสองคนต้องก้าวออกมาจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง
คงทำให้ทั้งคู่อยู่ในภาวะ ไม่สบายตัวไม่สบายใจ บ้าง ไม่มากก็น้อย
จนเมื่อสามเดือนก่อน ความรู้สึก ของแต่ละฝ่าย ก็เดินทางมาถึง แนวต้าน และหยุดลง ณ ตรงนั้น...
กลับบ้านคราวนี้
ช่วยให้ผมยอมรับความจริงของตัวเองอย่างหนึ่งว่า ผมคุ้นเคยกับการอยู่ตัวคนเดียว
แม้ผมจะไม่ชอบและไม่อยากอยู่คนเดียวก็ตาม
ผมมองตัวเองว่าเกิดมาเป็นดั่งไม้ยืนต้น ที่วันหนึ่งคงเป็นร่มเงาให้ไม้เลื้อยและสัตว์อื่นได้พักพิงบ้าง
แต่ถึงวันนี้ ความจริงที่ว่า ไม้ใหญ่ไม่อาจยืนต้นได้เพียงลำพัง
ยิ่งตอกย้ำให้ผมไม่มั่นใจมากขึ้นว่า ผมจะเติบโตจนเป็นอย่างนั้นได้หรือเปล่า
เกือบ 1 ปีที่ผ่านมา
ผมได้เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้คนมากขึ้น
การลึกลงในความสัมพันธ์กับบางคน ก็ช่วยให้ความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ดีขึ้นไปด้วย
เป็นการเรียนรู้ที่ตลอด 30 ปี บนโลกนี้ ผมแทบจะไม่รู้จักเลย
ขณะที่ 3 เดือนที่ผ่านมา
กลับเป็นชีวิตที่ลักหลั่นยอกย้อนย่อนแย่นระหว่าง ชีวิตเดิมที่คุ้นเคยมาตลอดในการอยู่คนเดียว
กับชีวิตใหม่ที่คุ้นเคยกับการอยู่กับผู้คน
บ่อยครั้งที่ทำให้ผมหวนคิดถึงและโหยหาคนที่เปิดโลกใหม่ให้กับผม
แต่ก็ต้องย้ำบอกกับตัวเองไว้เสมอว่า วันเวลาเหล่านั้นได้ผ่านไปแล้ว
ยังไม่รู้เหมือนกันว่า วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
เพียงแต่ไม่อยากให้ตัวเองใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ
ตามความ คุ้นเคย กับวิถีชีวิตเดิมๆ ในอดีตของตัวเองก็แค่นั้น
เวลาบีบหลอดยาสีฟัน คุณบีบตรงส่วนไหน หัว กลาง หรือท้าย
คุณใส่เสื้อ หรือ กางเกง (กระโปรง) ก่อนกัน
เวลาไปซื้อของที่ตลาดนัด คุณต่อราคากับคนขายหรือเปล่า
คิดอะไรไม่ออก เหงา เศร้า ซึม ต้องการความช่วยเหลือ คุณนึกถึงคือใครเป็นคนแรกๆ
จะชวนเพื่อนไปเที่ยวซักคน คุณนึกถึงใคร
คุณมีพฤติกรรมอะไรบ้างที่คนรอบข้างฟังแล้วบอกได้ว่า นั่นมัน ... (ใส่ชื่อตัวคุณเองนะ) นี่หว่า
และอื่นๆ อีกมากมาย...
สาระของคำถามข้างต้นนั้น ไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณทำอะไร
แต่อยู่ที่คุณได้คิดหรือเปล่าว่า คุณทำสิ่งนั้นสิ่งนี้เพราะอะไร
คุณได้คิดหรือเปล่า หรือ คุณแค่ทำไปตามความคุ้นเคย...
เมื่อไม่กี่วันก่อนผมทะเลาะกับน้องคนหนึ่ง
เนื่องจาก เราต่างคุ้นเคยกับการทำบางอย่างไม่เหมือนกัน
ผมตอบคำถามไม่ได้ว่า ผมทำอย่างนั้นเพราะอะไร
เท่าที่นึกออก ก็อาจจะเพราะ เราเรียนมาว่า เงินรับต้องเร็วที่สุด เงินจ่ายต้องช้าที่สุด
ขณะที่น้องเขาต้องการให้เสร็จๆไปทันทีไม่ต้องมายุ่งยากภายหลัง
แต่เอาเข้าจริงๆ เหตุผลที่ผมนึกออก มันก็ไม่ใช่เหตุผลอยู่ดี
วันนั้น ผมเครียดมาก
กลับมาบ้านเทศกาลสงกรานต์คราวนี้ เป็นการกลับบ้านที่ผมไม่ค่อยอยากกลับซักเท่าไหร่
มีเรื่องเครียดๆ สะสมอยู่หลายเรื่อง มีงานค้างอยู่ในหัวหลายงาน มีเรื่องกังวลใจอีกหลายสิ่ง
เป็นภาวะที่ผมไม่คุ้นเคยเลยกับการต้องอยู่กับคนอื่น
โดยเฉพาะพ่อแม่ ญาติพี่น้องซึ่งเป็นผู้คนที่เรารู้ว่าเราควรรักเขา และควรดูแลเอาใจใส่เขาให้มากๆ
ใจจริงผมอยากจะอยู่กทม. นั่งทำงาน นั่งจัดแจงสิ่งต่างๆให้ลงตัวมากขึ้นมากกว่า
แต่อีกใจหนึ่ง ผมก็คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ อยากกลับบ้านไปเยี่ยมท่านบ้าง แม้ว่าพอจะเดาได้ว่า จะเกิดสภาพอย่างไร
พ่อชี้ให้ดูต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนเพียงลำพัง
เนื่องจากกำลังมีการขยายถนน ต้นไม้เล็กๆ ชนิดอื่นๆ จึงถูกขุดถอนไปจนหมด
“ไม่รู้มันจะอยู่ได้นานอีกเท่าไหร่ เหลืออยู่ต้นเดียวโด่เด่อย่างนี้ อยู่ลำบาก” พ่อบอก
พ่อกำลังคิดว่าจะโค่นมันลงเพื่อเอามาทำวงกบประตูดี หรือจะขายทั้งต้นดี
ป้าถามว่า ตั้งแต่กลับมา เดินไปหาญาติคนอื่นบ้างหรือยัง... พ่อแซวต่อว่า สงสัยผมคงจะไปหาตอนที่จะกลับกทม.
... ผมเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ มีความคิดและชอบทำอะไรไม่ค่อยเหมือนคนอื่นมาตั้งแต่เด็ก (สมัยนี้ ก็ต้องเรียกว่า เป็นพวกไม่แคร์สื่อมาตั้งแต่เด็ก)
บ่อยครั้งเพราะต้องการเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้าง แต่บ่อยครั้งก็เพราะไม่สนใจคนอื่น
สนใจเพียงความต้องการของตัวเอง
ตอนเด็กๆ ผมเล่นคนเดียวเป็นประจำ อ่านหนังสือ วิ่ง ว่ายน้ำ เตะฟุตบอล เล่นปิงปอง เล่นหมากฮอส เล่นตุ๊กตา ดูดาว อื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน จะดึกเท่าไหร่ ส่วนใหญ่แทบทุกครั้งก็ไปคนเดียว
แต่ในใจของผมก็อยากมีเพื่อนซักคนไปด้วยกัน
ผมคิดว่ามันคงดี เวลาที่เราสนุกและได้หัวเราะได้ยิ้มด้วยกัน
เวลาหลงทางก็ยังมีคนอยู่ด้วยให้อุ่นใจ เวลาโซ่จักรยานหลุดก็ยังมีคนช่วยใส่ เวลาว่ายน้ำแล้วเป็นตะคริวก็ยังมีคนคอยช่วยลากเข้าตลิ่ง ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
คงมีทะเลาะบ้าง เถียงกันบ้าง คิดไม่ตรงกันบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าอยู่เพียงลำพัง
บางครั้งผมก็อิจฉาพี่ชายของผมนะ (ลูกของลุง) เขาเป็นฝาแฝดกันไปไหนก็ไปด้วยกัน
จนได้รู้จักกับพระเยซู ผมรู้สึกว่าพระองค์เป็นเพื่อนที่ไปกับผมทุกที่จริงๆ
ชีวิตผมก็เหมือนกับคนทั่วๆไป ในแง่ที่เรามีเพื่อน มีคนรู้จัก ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย โบสถ์ (วัด)
เราชอบเพศตรงข้าม บางเวลาเราสมหวัง บางเวลาเราผิดหวัง
สำหรับตัวผม หลายปีก่อน ผมเคยคิดว่า อยู่คนเดียวก็ได้
จนเมื่อปีที่แล้ว ที่ผมเลือกจะคบกับผู้หญิงคนหนึ่ง และตั้งใจจะแต่งงานอยู่กินด้วยกันจนแก่เฒ่า
ผมและเธอต้องปรับตัวจากสิ่งที่แต่ละคนคุ้นเคย จากการใช้ชีวิตเพียงลำพังมาเป็นการใช้ชีวิตร่วมกัน
ต้องปรับหาคลื่นให้เข้ากันทั้งเรื่องความคิด และวิถีการดำเนินชีวิต
ผมเชื่อว่า การที่ทั้งสองคนต้องก้าวออกมาจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง
คงทำให้ทั้งคู่อยู่ในภาวะ ไม่สบายตัวไม่สบายใจ บ้าง ไม่มากก็น้อย
จนเมื่อสามเดือนก่อน ความรู้สึก ของแต่ละฝ่าย ก็เดินทางมาถึง แนวต้าน และหยุดลง ณ ตรงนั้น...
กลับบ้านคราวนี้
ช่วยให้ผมยอมรับความจริงของตัวเองอย่างหนึ่งว่า ผมคุ้นเคยกับการอยู่ตัวคนเดียว
แม้ผมจะไม่ชอบและไม่อยากอยู่คนเดียวก็ตาม
ผมมองตัวเองว่าเกิดมาเป็นดั่งไม้ยืนต้น ที่วันหนึ่งคงเป็นร่มเงาให้ไม้เลื้อยและสัตว์อื่นได้พักพิงบ้าง
แต่ถึงวันนี้ ความจริงที่ว่า ไม้ใหญ่ไม่อาจยืนต้นได้เพียงลำพัง
ยิ่งตอกย้ำให้ผมไม่มั่นใจมากขึ้นว่า ผมจะเติบโตจนเป็นอย่างนั้นได้หรือเปล่า
เกือบ 1 ปีที่ผ่านมา
ผมได้เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้คนมากขึ้น
การลึกลงในความสัมพันธ์กับบางคน ก็ช่วยให้ความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ดีขึ้นไปด้วย
เป็นการเรียนรู้ที่ตลอด 30 ปี บนโลกนี้ ผมแทบจะไม่รู้จักเลย
ขณะที่ 3 เดือนที่ผ่านมา
กลับเป็นชีวิตที่ลักหลั่นยอกย้อนย่อนแย่นระหว่าง ชีวิตเดิมที่คุ้นเคยมาตลอดในการอยู่คนเดียว
กับชีวิตใหม่ที่คุ้นเคยกับการอยู่กับผู้คน
บ่อยครั้งที่ทำให้ผมหวนคิดถึงและโหยหาคนที่เปิดโลกใหม่ให้กับผม
แต่ก็ต้องย้ำบอกกับตัวเองไว้เสมอว่า วันเวลาเหล่านั้นได้ผ่านไปแล้ว
ยังไม่รู้เหมือนกันว่า วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
เพียงแต่ไม่อยากให้ตัวเองใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ
ตามความ คุ้นเคย กับวิถีชีวิตเดิมๆ ในอดีตของตัวเองก็แค่นั้น
Subscribe to:
Posts (Atom)