Jul 15, 2015

กบ กบ กบ... อ้บอ้บ

ครั้งเมื่อยังเป็นเด็ก เราอาจเคยได้ยินนิทานเรื่องเจ้าชายกบ ผมเองก็เป็นฅนหนึ่งที่ได้ฟังนิทานเรื่องนี้ และสงสัยเหลือเกินว่า เจ้าหญิงรูปงามนั้น กล้าจูบกบที่มีรูปร่างแสนจะอัปลักษณ์ได้อย่างไร

เนื้อตัวก็ตะปุ่มตะป่ำ สีก็ดูซีดเซียว ตัวก็เล็ก หน้าตาก็ดูไม่ค่อยฉลาด ...
ใช่แล้วครับ ตอนเด็กๆ ผมเข้าใจผิดว่า คางคก คือ กบ มาตลอด

จนวันหนึ่ง ได้กินกบผัดเผ็ด ถึงรู้ว่ากบนั้นจริงๆ หน้าตาเป็นอย่างไร

หลายครั้งที่ได้นึกถึงเรื่องนี้ก็มักจะนึกต่อไปถึงสำนวนไทยที่ว่า คางคกขึ้นวอ
อดสงสัยไม่ได้ว่า คนสมัยโบราณนี่ช่างเข้าใจเปรียบเปรยนะ
ฅนเราพอมีใครชมเข้าหน่อย ก็ทำทะนงตัว คิดว่าตัวเองนี่สำคัญ แน่แล้ว เด่นแล้ว ดังแล้ว
สุดท้ายก็ยังคงเป็นได้แค่ คางคก ตัวหนึ่งเท่านั้น

ตอนเด็กๆ ก็สงสัยนะว่า ทำไมไม่ใช้ กบขึ้นวอ เนาะ
และก็ไม่มี คางคกในกะลา ด้วยนะ มีแต่สำนวน กบในกะลา
ทั้งที่ก็เปรียบเปรยไม่ต่างกันถึงคนจำพวกที่คิดว่าโลกที่ฉันเห็น ความรู้ที่ฉันมีนั้น มันยิ่งใหญ่คับฟ้าเสียเต็มประดา ทั้งที่จริงๆ แล้ว น้อยนิดเท่าหางอึ่ง

จะว่าไปตอนเด็กๆ ผมจับอึ่งมาเล่นหลายครั้งเพราะพยายามจะมองหาว่า หางมันอยู่ตรงไหนนะ แต่ก็ไม่เคยเจอเสียที

ในบรรดาสัตว์ทั้ง ๓ ตัวนี้ ผมก็ยังโหวตให้กบนะ เพราะกบมันกินได้ ผมคิดว่าคนโบราณเขาก็คงกินกัน ถึงมีคำพูดติดปากกันว่า ต้มกบ

กบส่วนใหญ่นั้นแข็งแรง เราจับลงหม้อที่น้ำเดือดๆ ร้อนๆ ยังไงมันก็กระโดดหนีออกมาได้
คนเก่งหลายคนก็เป็นอย่างนั้น โดดไปเจอปัญหา ก็หาวิธีจัดการแก้ปัญหาหรือหลบหลีกกระโดดหนีเอาตัวรอดออกมาจนได้
วิธีต้มกบที่ได้ผลคือ ต้องใส่กบลงในน้ำธรรมดา แล้วค่อยๆ เร่งไฟให้ร้อน คนเก่งๆ หลายคนที่มองไม่เห็นว่า แท้จริงแล้ว สถานการณ์ที่ตนเองเผชิญอยู่นั้น กำลังย่ำแย่เลวร้ายลงขนาดไหน ปัญหาจริงๆ คืออะไร กว่าจะรู้ตัวก็เลยเส้นกู่ไม่กลับไปแล้ว กลายเป็นกบต้มสุกให้คนเขาเอาไปกินกัน

จะว่าไป นิทานของฝรั่งอย่าง เจ้าชายกบ นี่ก็ใช่ย่อยนะครับ เพราะในมุมของกบตัวหนึ่ง มันก็คงเฝ้าฝันหลงเพ้อว่าตนเองนั้นเป็นเจ้าชาย สูงส่งด้วยปัญญาและความสามารถ รอเพียงจะได้พบกับเจ้าหญิงที่คู่ควร และหากได้รับโอกาสจากเจ้าหญิง กบตัวน้อยก็จะเเปลงร่างเป็นเจ้าชายหนุ่มรูปงาม ที่พร้อมจะมอบความสุขให้เจ้าหญิงไปจนนิรันดร์

.
.
.
ชีวิตฅนเรานั้นก็เหมือนกัน

เราแต่ละฅนล้วนแตกต่างกัน แม้อาจจะบางเรื่องที่ดูคล้ายกันบ้าง หลายครั้งเราถูกตัดสินจากคนอื่น ซึ่งเขาเห็นลักษณะภายนอกบางอย่างของเราคล้ายกับอีกคนหนึ่ง ทั้งที่ความเป็นจริง ทั้งสองฅนนี้ อาจต่างกันอย่างมากก็เป็นได้

เรายังต้องเรียนรู้ ยังต้องฝึกฝนตัวเองอีกมาก โลกนี้กว้างใหญ่นักและหมุนเร็วมากขึ้นทุกวันๆ
ตลอดเวลาที่ผมทำงานมา ๑๕ ปี ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าฅนอื่นเลย แม้แต่วันเดียว ไม่เคยคิดว่าลูกค้าโง่กว่า ไม่รู้อะไร ไม่เคยคิดว่าเราฉลาดกว่าลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่หัวหน้าก็ตามที
เราทุกฅนแค่เก่งต่างกัน เก่งกันละด้าน แค่ยอมรับจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองและฅนอื่น ให้เกียรติแก่กันและกัน

ไม่ต้องเหมือนเจ้าชายกบที่ต้องพยายามทำตัวให้ดูดีดูเด่น เพื่อเรียกความสนใจจากเจ้าหญิง ต้องยกตนขึ้นมาโอ้อวดเพื่อให้เจ้าหญิงเชื่อว่า นี่คือเจ้าชายรูปงาม จนยอมมอบจุมพิตให้ ตื่นเถิดกบน้อย
ความกลัวว่าจะไม่ได้กลายร่างเป็นเจ้าชายนั่นแหล่ะ คือ สิ่งสำคัญที่ทำให้กบสูญเสียตัวตนของตัวเองไป

.
.
.
อย่าเป็นกบเลย เป็นฅนกินกบดีกว่า... eat that frog!


Jun 23, 2015

ทำไม ผมถึงไม่อยากเป็น Social Media Manager

เมื่อ 4-5 ปีก่อนผมจากลาเมืองกรุงกลับไปทำไร่ทำสวนอยู่ที่บ้านต่างจังหวัด แต่ด้วยความที่ยังชอบงานด้านการตลาด ก็ยังรับ freelance อยู่บ้าง รวมถึงงานแปล โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ marketing research และ branding จนในที่สุดก็หวนคืนสู่วงการอีกครั้งกับ onebit matter หรือที่หลายฅนอาจรู้จักในนาม OBVOC

social media monitoring หรือ social media marketing ในขณะนั้นแทบจะไม่เป็นที่รู้จักเลยในเมืองไทย แบรนด์และเอเจนซี่ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นประโยชน์ของเครื่องมือการตลาดตัวนี้

ใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่เราจะเริ่มมีลูกค้ารายแรก เริ่มมีทีมงาน ซึ่งผมจะบอกทีมทุกคนเสมอว่า ไม่ว่าชื่อตำแหน่งเราจะเรียกให้เก๋ไก๋ยังไง จะเป็น social media analyst, digital strategy, consumer insight, ... เอาเป็นว่า ให้รู้ไว้เสมอว่าเนื้อแท้  เราคือ marketing

แต่ไหนแต่ไรมา หลักสำคัญของการตลาดยังคงเหมือนเดิม (ยอมรับเลยว่า Kotler เก่งมากจริงๆ) แต่การประยุกต์ใช้นั้นล้วนแตกต่างกันตามบริบทแวดล้อมและความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราต้องเอา เนื้อหา เหล่านี้ มาปรับให้มันใหม่ขึ้น มาพูดถึงให้ดูน่าสนใจขึ้น ตามนิสัยถาวรของนักการตลาด

ตั้งแต่วันแรกที่หวนกับมาเริ่มทำงานที่ตัวเองชอบอีกครั้งจนถึงวันนี้ ผมดึงดันปฏิเสธที่จะใช้ชื่อตำแหน่ง โดยมีคำว่า social media หรือ digital อยู่ด้วยเสมอมา เพราะสิ่งเคลือบฉาบเหล่านี้ จะอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น วันใดที่ฟางถูกไฟไหม้หมดลง เมื่อการเปลี่ยนผ่านไปถึงจุดที่วิถีใหม่เข้ามาแทนที่วิถีเก่ามากขึ้น ผู้ฅนเข้าใจสิ่งใหม่มากขึ้น สิ่งที่คงเหลืออยู่ คือ เรื่องของ consumer behavior หรือ ก็คือ พื้นฐานของ marketing นั่นเอง

ผมคิดว่า social media เป็นเพียง รูปแบบ หนึ่งของ marketing เท่านั้น เพียงแต่เป็นรูปแบบที่มีน้ำหนักและความสำคัญมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากพฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไป วิธีคิดของผู้คนเปลี่ยนไป เทคโนโลยีและเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เปลี่ยนไป หลากหลายความต้องการที่เกิดขึ้นเองโดยผู้บริโภคไม่รู้ตัว ทั้งที่ตามกระแสไปเองและถูกปลูกฝังขึ้นมา ผ่านความง่ายและความคุ้นชิน เหล่านี้ล้วนถูกพบเห็นได้ในสังคมเสมือนง่ายขึ้นและบ่อยมากขึ้น

ทักษะหรือความรู้ด้าน social media/digital นั้น จะกลายเป็นเรื่องพื้นฐานของผู้ฅนมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ ทักษะและความรู้ด้าน Marketing, Analytic, Consumer behavior และ Strategy เหล่านี้ต่างหากที่จะยังคงมีความสำคัญอยู่
แม้ว่ากว่าจะไปถึงจุดนั้น ทักษะอย่าง data mining หรือ big data ก็อาจจะเข้ามามีบทบาทอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว AI ก็จะเข้ามาทดแทนได้อยู่ดี

จุดวัดที่สำคัญของนักการตลาดยุคใหม่ จึงไม่ใช่เเค่เรื่องของ ความคิดสร้างสรรค์ หรือ ความแม่น เท่านั้น แต่คือ การตอบสนอง ความต้องการแอบแฝง ซึ่งสกัดมาจากพฤติกรรมต่างๆ ของผู้บริโภค ให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ธุรกิจได้

ผมคิดว่า อีกไม่กี่ปีนับจากนี้ โลกแห่งความจริง (กายภาพ) กับ โลกแห่งความจริงเสมือน (social media) จะซ้อนทับกันมากขึ้นด้วยอัตราเร่ง ชื่อตำแหน่งที่มีทักษะเฉพาะของโลกออนไลน์นำหน้า ก็จะยิ่งหายไปจากตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าถามผมว่า หากเลือกได้ อยากได้ชื่อตำแหน่งของตัวเองเป็นอะไร
ผมว่า chief marketing officer อาจจะฟังดูสูงวัยไปสักหน่อย แต่ถ้าเป็น chief consumer insight partner ก็ฟังดูเข้าทีดีอยู่นะ ว่างั้นไหมครับ :)


11.06.2014


ป.ล. มีบริษัทแห่งหนึ่งเสนองานมา ให้ไปเป็น Social media Manager ปฏิเสธไปแล้วด้วยเหตุผลข้างต้นอย่างย่อๆ เลยมาเขียนบันทึกเอาไว้ เผื่อเขาอาจได้มาอ่านเหตุผลอย่างยาวๆ ว่าผมคิดอย่างไร

ป.ล. ๒ แม้ผมจะปฏิเสธ การใช้คำพวก "social media" "digital" อยู่ในชื่อตำแหน่ง แต่ไม่ปฏิเสธว่า ผู้บริโภคตอนนี้ กำลัง digitization กันเร็วมาก ดังนั้น การใช้วิธีคิดแบบ traditional marketing เพียงอย่างเดียว ก็มีแนวโน้มไม่เวิร์คอยู่ดี // 23.03.2015


ภาพประกอบ: http://www.thebamboogarden.com.au/

Jun 7, 2015

There's always a way out

เชื่อมาตลอดว่า...
ฅนเราเท่าเทียมกัน
โอกาสเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นเอง
ความสำเร็จเกิดจากความสามารถ
ความสำเร็จอย่างยั่งยืนเกิดจากทัศนคติ
ผมไม่เคยโกรธคนที่ประเมินผมด้วย
มาตรฐานของคนส่วนใหญ่
ชีวิตผมไม่เคยได้อะไรมาง่ายๆ
การทุ่มเทกำลังและปัญญา ทำดีที่สุดแล้ว
ไม่ใช่เครื่องการันตี
และทุกครั้งที่ได้อะไรมา เหมือนคนบนฟ้าก็พร้อมจะทำให้ผมเข้าใจว่า ผลลัพธ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผมเสมอ
สิ่งที่ผมต้องทุ่มเทคือ input และ process
output นั้นมาจากพระเจ้า...
และพระเจ้านั้นยุติธรรม ใจดี และมีเมตตา
ผมเลิกถามตัวเองมานานแล้วว่า
เรื่องนี้ เราทำได้หรือไม่ได้
"ถ้าจะทำให้ได้ ต้องทำอย่างไร" เป็นคำถามที่ถามตัวเองเสมอ ทุกเรื่อง
มันทำให้ผมตอบตัวเองได้ว่า ผมทำเต็มที่แล้ว
ส่วนผมลัพธ์ ผมหวังใจ ผมไว้ใจ...
พระเจ้า ผู้ที่ผมรู้จัก
บางครั้งก็คิดว่าจะเอาอะไรอีกกับชีวิตลูกชาวนาฅนหนึ่ง
เรามาได้ตั้งไกลขนาดนี้แล้ว
แต่ทุกครั้งก็จะอดเสียดายไม่ได้ ถ้าไม่ได้ลองไปต่ออีกซักหน่อย
ยังอยากใช้ชีวิตให้เต็มที่กว่านี้ ยังอยากเติบโตมากกว่านี้
ก็เพราะคิดอย่างนี้แหล่ะ
ถึงยังเรียนรู้ต่อไป เติบโตต่อไป แบ่งปันต่อไป
ถ้าไม่ก้าวขาออกไปข้างหน้า
โอกาสที่จะไปข้างหน้าได้นั้นเป็นศูนย์
ก็แค่ครั้งละก้าวเดียวเท่านั้น...
5.6.2015
8pm
_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _
"เมื่อถึงที่สุดปลาย จะมีทางออกเสมอ"
ถ้อยคำจากพระเจ้าวันนี้ที่มาถึงที่ประชุม
เมื่อเช้าตอนขับรถมาโบสถ์ เพลงสุ่มขึ้นมาว่า
Oh, the love of my father is deeper than I know
ความทุกข์ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร่างกายหรือจิตใจ เกิดขึ้นกับเราทุกฅนเป็นปกติ เพื่อให้เราเติบโตและแข็งแรงขึ้น และที่สำคัญ เราไม่ได้เผชิญสิ่งเหล่านั้นเพียงลำพัง แต่พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่กับเราด้วย
พระเจ้าไม่ได้ปรารถนาให้เราหดหู่
หรือฝ่อไปหรือล้มเหลว
ดังนั้น ให้เราเข้มแข็งขึ้นและไม่ยอมแพ้ จะมีแสงสว่างจากทางออก... ซึ่งมีอยู่ที่ปลายอุโมงค์เสมอ


7.6.2015
11am


Jan 8, 2015

เด็กน้อยของพ่อ ลูกรักของแม่

กลับมาบ้านครั้งนี้ สภาพแม่แย่ลงมากๆ
แม่พูดเสียงเบามาก แทบไม่มีแรงแม้แต่จะยกช้อนตักข้าวใส่ปาก
ความจำก็เลอะเลือน แทบจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย
ตลอด 4-5 วันที่อยู่กับแม่ ทุกครั้งเวลาที่แม่รู้สึกตัวดี
ก็จะถามซ้ำเรื่องเดิมๆ ทำงานเป็นยังไง นอนดึกไหม
กินข้าวมื้อละกี่บาท กินอิ่มไหม ห้องที่อยู่เป็นยังไง...
แต่ช้อตที่ผมรู้สึกสะเทือนที่สุดคงเป็นตอนที่แม่สลึมสลือง่วงนอน
แต่ก็ยังฝืนคุยกับผมที่นั่งอยู่ข้างเตียง
จะทำกินยังไง ขายปุ๋ยสิ เลี้ยงกุ้งสิ เก็บเงินเก็บทองไว้บ้าง
หรือไม่ก็พูดเรื่องชีวิตคู่ ให้รักกันดีๆ ใจเย็นๆ ช่วยกันทำมาหากิน...

ผมรู้สึกว่า แม้แม่จะแทบช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้ว
แต่แม่ไม่ได้กังวลกับสภาวะของตัวเองมากไปกว่าเป็นห่วงว่าผมจะไม่ค่อยดูแลตัวเอง
แม้แม่จะเดินไม่ได้ แต่แม้กลับกังวลมากกว่าว่า ผมเติบโตจนเดินเองได้หรือยัง
แม้แม่จะไม่สบายเอาซะเลย แต่แม่กลับเป็นห่วงว่าผมเป็นอยู่สบายดีไหม
ในสายตาของแม่ ผมก็ยังเป็นลูก เป็นเด็กน้อยของแม่อยู่เสมอ

ทั้งที่ในความเป็นจริง ตอนนี้แม่แทบไม่ต่างจากเด็กเล็กคนนึงที่พ่อคอยดูแลอยู่
ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงนอนไปแล้ว ถ้าแม่ปวดฉี่ พ่อก็ยังต้องลุกขึ้นมาพาแม่เข้าห้องน้ำ
ช่วยป้อนข้าว คอยประคองเวลาจะลุก จะนั่ง จะนอน
กดเครื่องระบายน้ำจากกระโหลกศรีษะ
ทำกายภาพ ทำกับข้าว อาบน้ำ
เวลาแม่หงุดหงิด ต่อว่า ประชดประชัน ซึ่งเป็นอาการปกติของคนที่ผ่าตัดสมอง
พ่อก็อดทน และเปลี่ยนบรรยากาศให้กลายเป็นเรื่องขบขันไป

พ่อบอกว่า หลังๆ มานี่ แทบไม่ได้ไปไหน ไม่ได้ทำอะไรเลย
เพราะปล่อยแม่ไว้ให้อยู่ลำพังไม่ได้เลย
ลองจ้างคนอื่นมาอยู่ด้วย ก็ไม่ได้ แม่ไม่ไว้ใจเขา แม่จะเกร็งและดูเครียด
ตอนนี้เลยดูเหมือนจะเหลือกันอยู่แค่สองคนเท่านั้น
.
.
.

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเด็ก นั่นอาจช่วยให้เราย้อนนึกถึงชีวิตเราในวัยเยาว์
หรือความสำคัญของเด็กและเยาวชน ฅนรุ่นต่อไป
แต่วันนึง ถ้าเราไม่ประสบอุปัทวเหตุจนตายไปเสียก่อน
เราอาจต้องกลับไปมีสภาพคล้ายเด็กเล็กๆ ฅนหนึ่งอีกครั้งก็เป็นได้

ดังนั้น ในอีกแง่มุมหนึ่ง วันเด็ก จึงอาจช่วยให้เราระลึกถึงวัฏสงสาร
ช่วยให้เราปลงจิต สำรวมใจเราได้บ้าง ว่าอะไรคือแก่นสารของชีวิตกันแน่...
.
.
.

เท่าที่ผมรู้ พ่อไม่เคยบอกว่า รักแม่
แต่จากที่ผมเห็น ผมรู้ว่า พ่อรักแม่
แม้ว่าวันนี้ แม่อาจจะเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ คนหนึ่งก็ตาม




Dec 31, 2014

2014 year in review

2014 กำลังจะผ่านไปแล้ว เป็นปีที่ยากจะหาคำมาอธิบายมากๆ
มีเรื่องราวเกิดขึ้นหลายอย่างที่ส่งผลให้ความคิดและพฤติกรรมของตัวเองเปลี่ยนไป
ลองนั่งรวบรวมความคิดออกมาได้ ๓๐ ข้อ เก็บไว้เป็นบทเรียนอีกครั้งหนึ่ง

1. จงมีสติเสมอ เคล็ดลับ คือ จงอยู่กับปัจจุบัน

2. การวางแผนที่ดี เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น
เริ่มต้นด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน และตามด้วยการดำเนินงานที่ยอมรับความเสี่ยงได้

3. ส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับการสร้างแบรนด์คือ แนวคิด และ อัตลักษณ์ ของแบรนด์
(the most important part of branding is concept and DNA)

4. ฅนที่สนใจแต่สิ่งที่จับต้องได้ ส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องวิธีการ
(people who care tangible things, mostly don't care process)

5. ไม่อาจคาดหวังเรื่องที่ใช้การได้จากฅนที่ขาดความเข้าใจเรื่องนั้นๆ
(Never expect a practical issue from an unrealistic person)

6. ฅนส่วนใหญ่ถูกจูงใจด้วยอารมณ์และประสบการณ์
ฅนเก่งถูกจูงใจด้วยเหตุผลและผลประโยชน์
ฅนที่น่านับถือถูกจูงใจด้วยอุดมการณ์
(และเราอาจเปลี่ยนคำว่าจูงใจ เป็น หลอก ได้ด้วย)

7. เป็นความโง่เขลาที่ไม่ยอมเรียนรู้ แต่จะยิ่งอัปยศหากไม่ยอมรับความจริง

8. ความสัมพันธ์ไม่ใช่ zero sum game ไม่มีผู้แพ้และผู้ชนะในเกมส์เดียวกัน
ที่สำคัญมันไม่ใช่เกมส์ (หยอดเหรียญเล่นใหม่ไม่ได้ restart ก็ไม่ได้)

9. ผู้ฅนรู้จักเราจากสิ่งที่เราแสดงออก ไม่ใช่สิ่งที่เราเป็น
เว้นแต่เขาจะเป็นฅนลึกซึ้ง ซึ่งไม่คุ้มกันที่จะใช้ตัวเองเป็นเครื่องมือตามหาฅนเหล่านั้น

10. การ พัก(และ)ผ่อน เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

11. จงมองหาของที่คุ้มค่ากับราคาที่เราจ่ายไหว แทนการมองหาของถูก

12. ความเข้มแข็งของฅน อยู่ที่ความแข็งแกร่งของจิตใจ
ซึ่งจะถูกพิสูจน์ได้ด้วย ทัศนคติและประสบการณ์ของตัวฅนๆ นั้นเอง

13. ก้าวแรกของความสำเร็จ ถูกกำหนดโดยวิสัยทัศน์

14. การอยู่ในสังคม อาจเป็นตัวเองได้ไม่ทั้งหมด จุดสมดุลย์ คือ อยู่ด้วยกันอย่างมีสันติ

15. การทำสิ่งต่างๆ "เพื่อบางสิ่ง" ต่างจาก การทำสิ่งต่างๆ "เพราะบางสิ่ง"
(บางสิ่งนั้น อาจคือ บางฅนก็ได้)

16. สุภาษิตโบราณ อาจเป็นถ้อยคำที่ไม่เคยโดน จนกว่าเราจะแก่พอ

17. บ่อยครั้ง ชัยชนะ เฉือนกันที่เรื่องสำคัญเล็กเล็ก รายละเอียดนิดน้อย

18. ถ้าอยากเป็นฅนดังให้พูด ถ้าอยากเป็นฅนเก่งให้ฝึกฝน ถ้าอยากเป็นฅนยิ่งใหญ่ให้มีน้ำใจ

19. หากมีน้ำใจแต่ขาดปัญญา ระวังจะถูกเอาเปรียบ หากมีปัญญาแต่ขาดน้ำใจ ระวังจะเห็นแก่ตัว

20. ข้อพิสูจน์ว่าเรากำลังทำงานที่ชอบ คือ เรายอมทำงานนั้นต่อไปแม้รู้สึกว่า ได้ ไม่คุ้ม เสีย

21. ใจเย็นเรื่องฅน อดทนเรื่องงาน

22. การที่เขายังไม่รู้ ไม่ได้แปลว่าเขาโง่ แต่การที่เขาไม่ใส่ใจที่จะเรียนรู้ แสดงถึงแนวโน้มว่า เขาโง่

23. หากพบปัญหาเดิมๆ ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน
ให้สงสัยไว้ก่อนว่า ปัญหาอยู่ที่ ฅน หรือ ระบบปฏิบัติการ

24. ข้อพิสูจน์ว่าเรากำลังทำตามความฝันหรือวิสัยทัศน์ของเรา คือ
เรายอมลงทุนในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ณ ปัจจุบัน

25. มีดคมในฝัก เรือเร็วในท่าจอด รถแรงในพิท พรสวรรค์ในฅนที่ใช้มันไม่เป็น ไม่มีประโยชน์

26. เคล็ดลับของชีวิตที่มีความสุข คือ จงมีความสุข และแบ่งปันความสุขเหล่านั้นให้ฅนรอบข้าง
แล้วอยู่ท่ามกลางฅนเหล่านั้น

27. กำหนดเป้าหมายให้ตัวเองมากขึ้น ลดความคาดหวังแก่ฅนอื่นให้น้อยลง

28. ฅนเราจะรู้สึกพอ หากความสุขเกิดจากการมี ไม่ใช่จากการได้มา

29. รากฐานของชีวิต คือ ความสัมพันธ์
รากฐานของความสัมพันธ์ คือ การแบ่งปัน

30. สิ่งต่างๆ ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ จนกว่าเราจะต้องลงมือทำด้วยตัวเองจริงๆ
และมันจะง่ายจริงๆ เมื่อเราทำมันเสร็จได้แล้วอย่างยอดเยี่ยม


ไม่่รู้ว่าปีหน้าจะเป็นอย่างไร หรือจะเจออะไรบ้าง แต่ก็ช่างมันเถอะ สิ่งที่เราทำได้ก็คือ ทำสิ่งที่อยู่ ณ ปัจจุบัน ตรงนี้
ถึงอย่างนั้นก็ยังแอบหวังและแอบรู้สึกว่า ปีหน้าคงได้เห็นอะไรดีๆ อีกหลายอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ 

มีความสุขกันทุกวันนะครับ เจอกันปีหน้า :)

Sep 3, 2014

เกิดเป็นคนจน ก็ต้องโดนเอาเปรียบอยู่ร่ำไป

เมื่อเช้านี้ไปซื้อข้าวที่ร้านประจำแถวออฟฟิซ
มีป้ายแปะไว้ว่า ขึ้นราคาอาหาร
ที่จริงเขาแจกแจงละเอียดเลยล่ะ ว่าซื้อกี่อย่าง จากราคาเดิม เพิ่มเป็นเท่าไหร่

เจ๊ข้างหลังผมแซวเจ้าของร้านว่า "ไม่ได้มาแป้บเดียวเอง ขึ้นราคาแล้วเหรอ"
"ก็ขึ้นแค่ 5 บาทเท่านั้นเอง" เจ้าของร้านตอบด้วยสีหน้าเจื่อนๆ

ร้านนี้ขายข้าวราดแกง (แต่ความจริง มันคือตักแกงราดข้าว!!) กับข้าว 2 อย่าง เริ่มต้นที่ 35 บาท
ซึ่งก็นับว่า ไม่แพงมากนักเมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ ในระแวกนี้
ปกติผมซื้อข้าวจานนึง ก็ 40-50 บาท สามอย่างบ้าง กินไข่ต้มบ้าง

พอได้ยินว่า ขึ้น 5 บาทเท่านั้นเอง ผมกลับอดคิดต่อไปไม่ได้
และนำมาซึ่งข้อสรุปตามหัวเรื่องข้างต้นว่า
"เกิดเป็นคนจน ทำไมต้องโดนเอาเปรียบอยู่ร่ำไป"

ลองคิดตามผมนะ
สมมติฐานคือ คนมีตังค์น้อยก็จะกินข้าวราคาถูกกว่า ตามกำลังทรัพย์ที่จ่ายได้
ลูกค้า 3 คน เดิมจ่ายค่าข้าว 30, 40, 50 บาท ราคาใหม่ กินเท่าเดิม
จ่าย 35, 45, 55 บาท ตามลำดับ ก็ดูยุติธรรมดีใช่ไหม?

ไม่เลย!!

เมื่อลองคิดเปอร์เซนต์ที่แต่ละคนต้องจ่ายเพิ่ม [(ราคาใหม่-ราคาเดิม)/ราคาเดิม]
จะได้เป็น 17%, 13%, 10% ตามลำดับ
กลายเป็นว่า คนที่มีตังค์น้อยกลับต้องจ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าคนมีตังค์เยอะ

ถ้าลองเอาโมเดลนี้ประยุกต์กับเรื่องอื่นๆ ของสังคม
ทุกครั้งที่มีการขึ้นราคาเท่า ๆ กัน ฅนที่มีกำลังซื้อน้อยกว่า ฐานะยากจนกว่า
จะรู้สึกถูกกระทบมากกว่าเสมอ

ครั้งหนึ่ง สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เรือข้ามฟากปรับขึ้นราคา พวกเราที่คณะตื่นตัวกันมาก
ผมจำไม่ได้ ว่าเขาขึ้น 50 สตางค์ หรือ 1 บาท แต่จำได้แม่นว่าเขาขึ้น 100%

หากขยายขอบเขตการประยุกต์เรื่องนี้ไปยังเรื่องอื่นๆ ที่มีลักษณะของการเฉลี่ยต้นทุนไปยังทุกหน่วย(ผลิต/บริโภค/ลงทุน)
เราอาจพบว่า จริงๆ แล้ว มันมีต้นทุนแอบแฝง หรือ ความอยุติธรรม
แอบแฝงอยู่อีกไม่น้อยเลยทีเดียว

ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเศร้านะ
คนเขาจนอยู่แล้ว ได้กินเท่าเดิมโดยที่ต้องจ่ายมากขึ้น ความพอใจลดลง โดนดอกแรก
แล้วยังโดนดอกที่สอง คือ ตัวเองยังต้องจ่ายแพงขึ้นกว่าคนที่รวยกว่าตัวเอง

ถามว่าอย่างนั้นแล้ว เราควรทำอย่างไรเรื่องการปรับราคา
ถ้าจะให้แฟร์ ก็ต้องปรับเป็นเปอร์เซนต์น่ะแหล่ะ
แต่ความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าเป็นไปได้ยากในยุคสมัยนี้
ยุคสมัยที่เราได้ยินบางคนพูดว่าเศษเงินยี่สิบบาท ยุคที่ฅนไม่พกเหรียญเพราะหนักกระเป๋า
ยุคที่ใครๆ ก็ฝันอยากมีเงินเป็นล้านแต่ดูถูกเงิน 25 สตางค์
(หลายคนคงลืมสุภาษิตว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท ไปแล้ว)
ยุคที่แม้แต่พ่อค้าข้าวแกงยังพูดว่า "ก็แค่ 5 บาท เท่านั้นเอง"

...
หลายเดือนก่อน ไปซื้อของสดเข้าบ้านที่ห้างแห่งหนึ่ง
คุณลุงข้างหน้าผม หลังจ่ายเงิน
เขาตรวจใบเสร็จก่อนจะท้วงพนักงานว่าคิดเงินผิด เกินไป 4.5 บาท
ไม่ผิดครับ "สี่บาท ห้าสิบสตางค์" จริงๆ
พนักงานแสดงความไม่พอใจออกทางสีหน้าเล็กน้อย
ส่วนผมน่ะหงุดหงิด เพราะอยากรีบกลับบ้าน

พอเข็นรถมาถึงที่จอด เราจอดรถใกล้กัน คุณลุงขับ ซี่รี่ย์ 7 ...
ตึ้งโป๊ะ!

ผมคิดง่ายๆ และความคิดของผมเปลี่ยนทันที
ถ้าอยากจะรวย ก็ต้องใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
เงินไม่ได้หายากมากนัก แต่รั่วไหลง่ายมาก

ผมเริ่มหัดนิสัยตัวเองใหม่ตั้งแต่วันนั้น
เมื่อได้ยินพ่อค้าข้าวแกงพูดเมื่อเช้านี้ ผมหวังว่า แม้ผมจะเกิดมาไม่รวยเหมือนคนอื่นเขา
แต่วันนึงข้างหน้า ผมจะไม่เป็นคนหนึ่งที่โดนสังคมเอาเปรียบอีกต่อไป




Sep 23, 2012

(my) total recall

บันทึกนี้ เขียนจากความทรงจำ...

ผมกำลังนั่งมองหน้าผู้หญิงฅนหนึ่งอยู่
ผมจำไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้ายเราเจอกันเมื่อไหร่
แต่ผมไม่ได้พบเธอมากว่า ๑๕ ปีแล้ว
ผมยังจำสายตาของเธอกับเพื่อนได้... เมื่อครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน

วันนี้ เธอดูเปลี่ยนไป
ดูกลับไปเป็นเหมือนวันที่ผมเจอเธอครั้งแรก มากกว่าวันที่เจอเธอครั้งสุดท้าย
บางทีอาจจะเป็นเพราะลูกน้อยวัยกำลังซนทั้งสองฅนของเธอด้วยแหล่ะ

ฅนเราจะเปลี่ยนแปลง เมื่อมีความรัก...
เคยมีใครบางฅนพูดไว้

พี่ฅนหนึ่งที่ผมรักและเคารพมาก เคยบอกว่า
การแต่งงานเป็นเรื่อง "โคตรยาก"
"ไม่เห็นยากเลย" ผมแอบเถียงอยู่ในใจ
ตอนนี้ ฅนที่บอกว่ายาก แต่งงานแล้ว
ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับภรรยา และลูกอีก ๒ ฅน อยู่ที่อเมริกา
"ผมเห็นด้วยนะพี่" วันนี้ผมอยากจะบอกพี่เขาอย่างนี้

พี่อีกฅนหนึ่ง เคยบอกว่า
"ใช้ชีวิตโสดให้เต็มที่ วันหนึ่งหากเราแต่งงาน ชีวิตอย่างนั้นจะไม่มีอีกแล้ว"
ตอนนั้น ฟังแล้วก็เฉยๆ ยังกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะมีแฟน
ผ่านไปราวสิบปี เพิ่งจะตระหนักว่า พี่เขาพูดจริง

พี่อีกฅนหนึ่งเคยบอกว่า อยากให้โตกว่านี้อีกหน่อย
รับผิดชอบชีวิตตัวเองให้ได้ ก่อนที่จะไปรับผิดชอบชีวิตฅนอื่น
ตอนนั้นผมก็คิดว่าตัวเองโตแล้วนะ
กว่าจะเริ่มเข้าใจสิ่งที่พี่เขาพูด พี่เขามีลูกไปแล้ว ๒ ฅน

"นายเคยรักใครซักฅนหนึ่งจริงๆ บ้างไหม รักจนยินดีตายเพื่อเขาได้
นายเข้าใจหรือเปล่า" เพื่อผมฅนหนึ่งเคยถามผม
วันที่ผมพยายามจะปรามเมื่อเขาคบผู้หญิงฅนหนึ่ง
ผมตอบเขาไปว่าเคย ตอบไปว่าผมเข้าใจ
แต่จริงๆ แล้ว จนถึงวันนี้ ผมก็ยังไม่เคย
และยังไม่เข้าใจอยู่ดี

เคยคุยกับพี่ผู้หญิงฅนหนึ่ง เธอเล่าให้ฟังว่า
เธอกับแฟนก็รักกันดี แต่มีความไม่เข้ากันในหลายเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องค่านิยมและความเชื่อ
"แต่จะให้ทำยังไงล่ะ พี่คบเขามาหลายปีแล้ว เขาเองก็อายุเยอะแล้ว
เราเองก็รักกัน คงไม่เป็นไรหรอก อะไรๆ คงดีขึ้นแหล่ะ"
ผมก็ไม่รู้ว่าดีขึ้นจริงหรือเปล่า
แต่ตอนนี้เธอเป็นคุณแม่ที่เลี้ยงลูกเพียงลำพัง

เคยคุยกับน้องผู้หญิงฅนหนึ่ง เธอแต่งงานกับเพื่อนหนุ่มต่างความเชื่อ
ตอนนี้ลูกเธออายุ ๖ ขวบแล้ว เธอบอกว่า ชีวิตครอบครัวก็พอไปได้
อะไรที่รู้ว่าพูดแล้วคิดต่างกัน จะเถียงกัน ทะเลาะกัน ก็ไม่ต้องพูด
อะไรที่อยากทำ แต่ขัดใจอีกฝ่ายก็ต้องยอมงด
"พี่อย่าตัดสินใจแต่งงานเพียงเพราะพี่ไม่มีใครนะ
ถ้าพี่จะแต่ง แต่งกับคนที่ทั้งพี่และเขามีความสุขร่วมกันในสิ่งที่ทำ
ยิ่งถ้าเป็นตอนที่พี่กำลังทุ่มเททั้งชีวิตทำอะไรบางอย่างอยู่นะ จะดีมาก
เขาควรจะยอมรับและช่วยพี่ได้ด้วย ไม่ใช่แค่เข้าใจว่าพี่กำลังทำอะไรอยู่"
ผมแอบเห็นน้ำตารื้นๆ ของเธอ
สุดท้ายเธอทิ้งท้ายว่า
"ยิ่งลูกเริ่มโตมากขึ้นเท่าไหร่ หนูก็สงสารลูกมากขึ้นเท่านั้น
สุดท้ายก็ต้องทำใจ ได้แต่หวังว่า อะไรๆ คงจะดีขึ้น"

นึกถึงข้อความตอบกลับจากพี่ฅนหนึ่งว่า
ชีวิตเราสั้นนัก สั้นเกินกว่าจะใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุขใจ
เกินกว่าจะใช้ชีวิตอย่างไม่เต็มที่
คบกันแล้วเลิกกัน แย่น้อยกว่า แต่งงานกันแล้วเลิกกัน
สุดท้ายเป็นเพื่อน เป็นพี่น้องกัน ก็ยังดีกว่าไม่เป็นอะไรกันเลย
ความไม่มั่นใจ เป็นสัญญาณเตือนสำคัญ
พี่เขาเชื่อว่า ในฐานะคริสเตียน การแต่งงาน ไม่ใช่เรื่องของฅนเพียงสองฅนเท่านั้น

ผมนึกถึงอีกหลายฅนที่เคยสอนเรื่องการมีครอบครัวใหม่
ทุกฅนจะพูดคล้ายๆ กันว่า ไม่ต้องรีบร้อน เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น
ค่อยเป็นค่อยไป ทุกอย่างมีวาระและเวลาของมัน ไปตามขั้นตอน
แล้วจะสวยงาม

แต่ดูเหมือนตอนนั้นผมจะเชื่อฮอร์โมนมากกว่า

ผมเคยแอบไม่พอใจเพื่อนฅนหนึ่ง ที่ห้ามผมคุยกับฅนที่ผมชอบ
(ซึ่งจริงๆ ก็ไม่กี่วัน)
ผ่านไปอีกหลายปี ถึงเข้าใจความหวังดีของเขา
และเหตุผลซึ่งอยู่เบื้องหลังวิธีการนั้น

ใช้ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบครึ่งทางของอายุชายไทยโดยเฉลี่ย
เพื่อนๆหลายฅน มีลูกจนโต คุยกับเรารู้เรื่องได้แล้ว
หลายฅนแต่งงานและยังไม่มีลูก
บางฅนเพิ่งแต่ง บางฅนกำลังจะแต่ง
และอีกไม่น้อย ไม่มีวี่แววว่าจะแต่ง...
แน่นอนว่า รวมถึงผมด้วย

ความคิดเดินทางย้อนไป ๑๕ ปี
ทบทวนเรื่องราว เหตุการณ์ ผู้ฅน ที่เคยพบเจอ
ก่อนกลับมายังปัจจุบันในชั่วอึดใจ เมื่อลูกของเธอร้องไห้จ้า
คงจะโดนอะไรกัดเข้าให้น่ะสิ

ผมถอนหายใจยาวๆ ส่ายหัวช้าๆ ยิ้มเล็กๆให้กับตัวเอง
รำพึงอยู่ในใจว่า
"เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก
คิดอย่างเด็ก หาเหตุผลอย่างเด็ก..."