Jan 20, 2016

ชีวิตมั่งคั่งด้วย การใส่ใจ (กระเป๋าสตางค์ใบเดียว)

วันก่อนไปเดินเล่นที่ห้องสมุดมารวย
เพิ่งมาเปิดที่ อาคารตลาดหลักทรัพย์ รัชดา
ใกล้บ้านชนิดที่เดินไปได้ ดีใจสุดๆ ต่อไปนี้จะได้มีที่นั่งอ่านหนังสือสบายๆ ละ
(จะดีมาก ถ้าปิดเที่ยงคืน 555)
เดินหยิบนี่พลิกนู่น ก็ไปสะดุดตากับ sub tag line ในหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง
ว่า "ถ้าไม่รู้จะเปลี่ยนอะไร ให้เริ่มเปลี่ยนที่กระเป๋าสตางค์"
ก็เลยลองยืมมาอ่าน บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องโชคลาง บางคนว่าเป็นเรื่องจิตวิทยา
หนังสือเล่มนี้ถูกจัดอยู่ในหมวดธุรกิจ
แต่ผมอ่านแล้ว แอบคิดว่า มันน่าจะอยู่หมวดพัฒนาตัวเองมากกว่านะ

- การใช้เงินสะท้อนความคิดการใช้ชีวิต

- คนที่หาเงินเก่ง มักจะใส่ใจเรื่องเงิน
มีกฎการใช้เงิน คือ ยินดี (welcome) เมื่อได้เงินมา มีเหตุผลเมื่อจ่ายเงินไป

"กฎ 200 เท่า" รายได้ต่อปี = ราคากระเป๋าสตางค์ x 200 (จากประสบการณ์ของผู้เขียน)

- ท่าทีต่อกระเป๋าสตางค์สะท้อนท่าทีต่อเงิน และสะท้อนท่าทีที่มีแก่สิ่งอื่นด้วย

- กระเป๋าทรงยาว สวย มักราคาสูง จิตใต้สานึกของเราจะจดจ่อไปที่อนาคต
และจะปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายในอนาคตโดยอัตโนมัติ
กระเป๋าสตางค์เป็นที่ต้อนรับเงิน กระเป๋าที่สวย เงินอยู่สบาย จึงดึงดูดคน(ซึ่งถือเงิน)ได้ดี

- การดูแลกระเป๋าสตางไม่ให้อ้วน ด้วยการทำ daily clearing
ในอีกมุมหนึ่ง ช่วยให้เรารู้ว่าตอนนี้เรามีเงินสดอยู่ในมือเท่าไหร่

- บัตรสะสมแต้ม เป็นเครื่องมือการตลาดของธุรกิจเพื่อรักษาฐานลูกค้า
แต่มันอาจจะกระตุ้นให้เราใช้จ่ายเพี่มขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลได้
ทำให้เราตกหลุมพลางแล้วต้องใช้เงินอย่างไม่เป็นตัวเอง

- การซื้อเพราะถูก
สะท้อนว่า "เราดำเนินชีวิตโดยยอมให้ปัจจัยภายนอกมีผลควบคุมชีวิตเรา"
ดังนั้น"จงซื้อเพราะอยากได้"
(ซึ่งคนที่ conduct ชีวิตตัวเองไม่ได้ รวยยาก)

- การมองหาแต่ของถูก
จะทำให้เราไม่ได้สนใจคุณค่าที่แท้จริง
(เราซื้อ/ขายของเพราะ คุณค่า ไม่ใช่ เพราะ ราคา)

- การจะซื้อของราคาสูงได้ ต้องใช้ความกล้า
และมองเห็นว่าเป็นการลงทุนระยะยาว
(ถ้าเราเห็นว่าเป็นการลงทุน แสดงว่าเราใช้เหตุผล)

- คนที่เก็บเงินอยู่เพราะมีความสามารถเรื่องการควบคุมการใช้เงินสูง
ซึ่งเริ่มต้นจาก การใส่ใจเรื่องเงิน

- กระเป๋าสตางค์ควรไว้เก็บธนบัตร ส่วนเหรียญแยกอีกกระเป๋า

- ชำระเงินด้วยธนบัตรใหม่ แสดงถึงการใส่ใจผู้รับ ใครๆ ก็อยากได้แบงค์ใหม่
(คนที่ใส่ใจคนอื่น ย่อมเป็นคนที่คนอื่นอยากทำงานด้วย)

- ยึ่นเงินให้อย่างสุภาพ สะท้อนท่าทีการให้เกียรติคนอื่น
(เหมือนกัน ใครๆ ก็อยากทำงานกับคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน)

- การจ่ายเพื่อให้ได้ของมูลค่าเท่ากันในปัจจุบัน เรียกว่า "การบริโภค"
ได้ของมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต เรียกว่า "การลงทุน"
แต่ถ้าจ่ายโดยไม่ได้คิด ได้มูลค่าในปัจจุบันไม่เท่ากับที่จ่าย
หรือไม่เกิดมูลค่าเพิ่มในอนาคต เรียกว่า "การผลาญ"

- มีการบริโภคบางรูปแบบ ที่เป็นการลงทุน

- การลงทุนเป็นการต่อจิกซอว์ชีวิต การลงทุนจึงเริ่มต้นที่ เป้าหมายชีวิต

- ถ้าคิดจะเก็บเงิน ให้ระวัง ทางออก ของเงินให้ดี
เงินมักเข้าทางเดียวแต่ออกหลายทาง

- การบริหารกระแสเงินสดให้ได้ดี เกิดจาก การบริหารรายจ่ายที่ไม่คาดฝันได้ดี

- การถอนเงินตามสะดวก (ใช้บัตร AT) มีแนวโน้มว่าเราไม่มีแผนทางการเงิน
และควบคุมเงินไม่ได้ เดือนนึงควรถอนแค่2ครั้ง และถอนที่ธนาคารเท่านั้น

- การเก็บเงินเป็นวิธีการ ไม่ได้เป็นเป้าหมายโดยตัวมันเอง
การมีเงินเยอะ ไม่ใช่แค่ความมั่งคั่งทางวัตถุ แต่คือการมีโอกาส มีทางเลือกให้ชีวิตเยอะ

- พ่อค้าแคว้นโอมิ มีแนวคิดการค้าขาย ต้องได้ทั้งสามฝ่าย คนขาย คนซื้อ และ สังคม

- การคิดเพ้อฝัน วันละ 1 นาที เพื่อช่วยกระตุ้น/ผ่อนคลาย จากสถานการณ์ปัจจุบันตรงหน้า

- เปลี่ยนของใช้คู่กาย ให้สมกับ สถานะ ที่เราต้องการจะเป็น
ง่ายที่สุด คือเลือกเสพ ข้อมูล คุณภาพสูง โดยเฉพาะจากประสบการณ์ของตัวเอง
(ดังนั้น ข้อมูลคุณภาพสูง จึงเกิดจากการลงมือทำ การมีประสบการณ์ตรง)


ประเด็นจึงไม่ใช่เรื่องกระเป๋าสตางค์ เพียงแต่เงิน เป็นสิ่งที่เราหยิบใช้อยู่เป็นประจำ
วิธีที่เราปฎิบัติกับเงิน จึงสะท้อน ท่าที ความคิด ตัวตนของเรา
รวมถึงวิธีที่เราปฎิบัติกับคนรอบข้างเราด้วย

แนวทางที่แนะนำไว้ในหนังสือ จึงเป็นเหมือนเครื่องมือที่ช่วยสร้างทัศนคติให้แก่เรา
ช่วยฝึกให้เราใส่ใจ รวมถึงเห็นคุณคำของผู้อื่นและสิ่งต่างๆ
ซึ่ง ความใส่ใจ นี่แหล่ะ ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญให้เรามั่งคั่งได้

เพราะการเป็นคนใส่ใจ ให้เกียรติผู้อื่น นั้นเป็นคุณสมบัติของคนที่น่าคบค้าสมาคมด้วย
ซึ่งนั่นจะเป็นเหตุให้"เรียกเงิน"ได้

การเปลี่ยนแปลงของความมั่งคั่งจึงเกิดจากการเปลี่ยนแปลงชีวิต
เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงท่าทีภายใน ซึ่งทั้งหมดเริ่มต้นได้ด้วยการเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์ใบเดียว


ปล. หนังสือ ชีวิตมั่งคั่งด้วยกระเป๋าสตางค์ใบเดียว
เขียนโดย Junichiro Kameda (จุนอิชิโร คะเมะดะ)
สำนักพิมพ์ welearn

Jan 3, 2016

การเขียน เป็นเรื่องของการเรียนรู้...

ในแวดวงของนักการตลาด เรื่อง Content marketing ได้รับการหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงอย่างกว้างขวาง หลายฅนคงเคยได้อ่านบทความแนะนำ วิธีการ เขียน Content อย่างไรให้โดนใจฅนอ่าน จะตั้งชื่ออย่างไรให้คนสนใจ หรือ content ฮิตต้องทำอย่างไร บลา บลา บลา...
นี่ยังไม่รวมแนวคิด passive income สร้างรายได้จากการเขียน หรือการทำ blog พวก เขียนอย่างไรให้รวยอีกนะ

ทำให้ยุคสมัยนี้ ใครๆ ก็พากันเขียน พากันสร้าง content ด้วยหวังอยากจะ ได้ การแชร์เยอะๆ สร้าง content ให้เป็นที่นิยมในวงกว้าง...

อนิจจา... อาเมน
.
.
.

ผมสังเกตตัวเอง ช่วงที่ผมไม่ค่อยเขียนอะไรออกมา ผมมักมีข้ออ้างว่า ไม่มีเวลา แต่พอลองคิดดูจริงๆ ไม่ใช่ว่าเพราะผมไม่มีเวลาเขียน
แต่เป็นเพราะ ผมไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่ม หรือเรียนรู้แต่ไม่ได้เอามานั่งย่อยจนตกผลึกเป็นความเข้าใจของตัวเองมากกว่า

สำหรับตัวผมเอง การเขียน เป็นการถ่ายทอดเรื่องราว ความคิด มุมมองของเรา ออกมาให้กว้างใหญ่กว่าตัวของเรา

ตัวผมอยู่ที่กรุงเทพ อาจจะกำลังหลับอยู่ แต่คนที่อเมริกาหรือที่ไหนๆ ก็อ่านสิ่งที่ผมเขียนได้ และเขายังแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นแย้งไว้ได้
เกิดการแลกเปลี่ยนความคิด และอาจกลายเป็นองค์ความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมาก็ได้

...
ปีนี้ เดิมทีผมตั้งใจจะเขียนให้สม่ำเสมอมากขึ้น
แต่หลังจากได้ไตร่ตรองแล้ว จุดที่ผมต้องให้ความสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องความสม่ำเสมอของการเขียน
แต่คือความสม่ำเสมอของการเรียนรู้ต่างหาก

ผมคิดว่าการเขียน หรือ สร้าง content นั้น ต้องไม่ใช่สักแต่เขียน หรือเขียนโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อได้อะไรบางอย่างกลับมา จนการเขียนนั้นกลายเป็น มลภาวะด้านการอ่านแก่ฅนทั่วไป
แต่การเขียน คือ การบันทึกความคิด ความเข้าใจที่เราได้เรียนรู้มา

การเขียน จึงเป็นเรื่องของการเรียนรู้ ก่อนที่จะเป็นเรื่องของการแบ่งปัน และ การสื่อสาร

แล้วหลังจากนั้น เราจะนำ การเขียน ไปใช้ประโยชน์อย่างไร ไม่ว่าเรื่องการตลาด การประชาสัมพันธ์ หรือเรื่องอื่นๆ นั่นก็เป็นเรื่องของการประยุกต์อีกที เช่น การทำ Content marketing
ดังนั้น คำถามจึงไม่ใช่แค่ถามว่า จะทำ content อย่างไร เท่านั้น

สำหรับการทำ content marketing ผมมีคำถามเบื้องต้น 3 คำถาม ที่ผมขอแนะนำ คือ
1. ใครคือคนที่เราต้องการจะสื่อสารด้วย
2. สื่อ ของเรา จะเข้าถึง คนเหล่านั้นได้อย่างไร
3. คนเหล่านั้น จะได้ประโยชน์ (ที่เขาต้องการ) อะไรจากสื่อของเรา

แต่ content marketing ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของการเขียนเท่านั้น อีกทั้งว่ากันตามจริง คำถาม 3 ข้อนี้ ก็อยู่กลางเรื่องแล้ว ยังมีคำถามที่ต้องถามก่อนหน้านี้ และหลังจากนี้ เพื่อให้การทำ content marketing ประสบความสำเร็จตามต้องการ


ไว้ค่อยมาเขียนต่อละกันนะ
------------------------------

Writing is a way to communicate what you've learnt and thought
- arthur -

Jul 15, 2015

กบ กบ กบ... อ้บอ้บ

ครั้งเมื่อยังเป็นเด็ก เราอาจเคยได้ยินนิทานเรื่องเจ้าชายกบ ผมเองก็เป็นฅนหนึ่งที่ได้ฟังนิทานเรื่องนี้ และสงสัยเหลือเกินว่า เจ้าหญิงรูปงามนั้น กล้าจูบกบที่มีรูปร่างแสนจะอัปลักษณ์ได้อย่างไร

เนื้อตัวก็ตะปุ่มตะป่ำ สีก็ดูซีดเซียว ตัวก็เล็ก หน้าตาก็ดูไม่ค่อยฉลาด ...
ใช่แล้วครับ ตอนเด็กๆ ผมเข้าใจผิดว่า คางคก คือ กบ มาตลอด

จนวันหนึ่ง ได้กินกบผัดเผ็ด ถึงรู้ว่ากบนั้นจริงๆ หน้าตาเป็นอย่างไร

หลายครั้งที่ได้นึกถึงเรื่องนี้ก็มักจะนึกต่อไปถึงสำนวนไทยที่ว่า คางคกขึ้นวอ
อดสงสัยไม่ได้ว่า คนสมัยโบราณนี่ช่างเข้าใจเปรียบเปรยนะ
ฅนเราพอมีใครชมเข้าหน่อย ก็ทำทะนงตัว คิดว่าตัวเองนี่สำคัญ แน่แล้ว เด่นแล้ว ดังแล้ว
สุดท้ายก็ยังคงเป็นได้แค่ คางคก ตัวหนึ่งเท่านั้น

ตอนเด็กๆ ก็สงสัยนะว่า ทำไมไม่ใช้ กบขึ้นวอ เนาะ
และก็ไม่มี คางคกในกะลา ด้วยนะ มีแต่สำนวน กบในกะลา
ทั้งที่ก็เปรียบเปรยไม่ต่างกันถึงคนจำพวกที่คิดว่าโลกที่ฉันเห็น ความรู้ที่ฉันมีนั้น มันยิ่งใหญ่คับฟ้าเสียเต็มประดา ทั้งที่จริงๆ แล้ว น้อยนิดเท่าหางอึ่ง

จะว่าไปตอนเด็กๆ ผมจับอึ่งมาเล่นหลายครั้งเพราะพยายามจะมองหาว่า หางมันอยู่ตรงไหนนะ แต่ก็ไม่เคยเจอเสียที

ในบรรดาสัตว์ทั้ง ๓ ตัวนี้ ผมก็ยังโหวตให้กบนะ เพราะกบมันกินได้ ผมคิดว่าคนโบราณเขาก็คงกินกัน ถึงมีคำพูดติดปากกันว่า ต้มกบ

กบส่วนใหญ่นั้นแข็งแรง เราจับลงหม้อที่น้ำเดือดๆ ร้อนๆ ยังไงมันก็กระโดดหนีออกมาได้
คนเก่งหลายคนก็เป็นอย่างนั้น โดดไปเจอปัญหา ก็หาวิธีจัดการแก้ปัญหาหรือหลบหลีกกระโดดหนีเอาตัวรอดออกมาจนได้
วิธีต้มกบที่ได้ผลคือ ต้องใส่กบลงในน้ำธรรมดา แล้วค่อยๆ เร่งไฟให้ร้อน คนเก่งๆ หลายคนที่มองไม่เห็นว่า แท้จริงแล้ว สถานการณ์ที่ตนเองเผชิญอยู่นั้น กำลังย่ำแย่เลวร้ายลงขนาดไหน ปัญหาจริงๆ คืออะไร กว่าจะรู้ตัวก็เลยเส้นกู่ไม่กลับไปแล้ว กลายเป็นกบต้มสุกให้คนเขาเอาไปกินกัน

จะว่าไป นิทานของฝรั่งอย่าง เจ้าชายกบ นี่ก็ใช่ย่อยนะครับ เพราะในมุมของกบตัวหนึ่ง มันก็คงเฝ้าฝันหลงเพ้อว่าตนเองนั้นเป็นเจ้าชาย สูงส่งด้วยปัญญาและความสามารถ รอเพียงจะได้พบกับเจ้าหญิงที่คู่ควร และหากได้รับโอกาสจากเจ้าหญิง กบตัวน้อยก็จะเเปลงร่างเป็นเจ้าชายหนุ่มรูปงาม ที่พร้อมจะมอบความสุขให้เจ้าหญิงไปจนนิรันดร์

.
.
.
ชีวิตฅนเรานั้นก็เหมือนกัน

เราแต่ละฅนล้วนแตกต่างกัน แม้อาจจะบางเรื่องที่ดูคล้ายกันบ้าง หลายครั้งเราถูกตัดสินจากคนอื่น ซึ่งเขาเห็นลักษณะภายนอกบางอย่างของเราคล้ายกับอีกคนหนึ่ง ทั้งที่ความเป็นจริง ทั้งสองฅนนี้ อาจต่างกันอย่างมากก็เป็นได้

เรายังต้องเรียนรู้ ยังต้องฝึกฝนตัวเองอีกมาก โลกนี้กว้างใหญ่นักและหมุนเร็วมากขึ้นทุกวันๆ
ตลอดเวลาที่ผมทำงานมา ๑๕ ปี ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าฅนอื่นเลย แม้แต่วันเดียว ไม่เคยคิดว่าลูกค้าโง่กว่า ไม่รู้อะไร ไม่เคยคิดว่าเราฉลาดกว่าลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่หัวหน้าก็ตามที
เราทุกฅนแค่เก่งต่างกัน เก่งกันละด้าน แค่ยอมรับจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองและฅนอื่น ให้เกียรติแก่กันและกัน

ไม่ต้องเหมือนเจ้าชายกบที่ต้องพยายามทำตัวให้ดูดีดูเด่น เพื่อเรียกความสนใจจากเจ้าหญิง ต้องยกตนขึ้นมาโอ้อวดเพื่อให้เจ้าหญิงเชื่อว่า นี่คือเจ้าชายรูปงาม จนยอมมอบจุมพิตให้ ตื่นเถิดกบน้อย
ความกลัวว่าจะไม่ได้กลายร่างเป็นเจ้าชายนั่นแหล่ะ คือ สิ่งสำคัญที่ทำให้กบสูญเสียตัวตนของตัวเองไป

.
.
.
อย่าเป็นกบเลย เป็นฅนกินกบดีกว่า... eat that frog!


Jun 23, 2015

ทำไม ผมถึงไม่อยากเป็น Social Media Manager

เมื่อ 4-5 ปีก่อนผมจากลาเมืองกรุงกลับไปทำไร่ทำสวนอยู่ที่บ้านต่างจังหวัด แต่ด้วยความที่ยังชอบงานด้านการตลาด ก็ยังรับ freelance อยู่บ้าง รวมถึงงานแปล โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ marketing research และ branding จนในที่สุดก็หวนคืนสู่วงการอีกครั้งกับ onebit matter หรือที่หลายฅนอาจรู้จักในนาม OBVOC

social media monitoring หรือ social media marketing ในขณะนั้นแทบจะไม่เป็นที่รู้จักเลยในเมืองไทย แบรนด์และเอเจนซี่ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นประโยชน์ของเครื่องมือการตลาดตัวนี้

ใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่เราจะเริ่มมีลูกค้ารายแรก เริ่มมีทีมงาน ซึ่งผมจะบอกทีมทุกคนเสมอว่า ไม่ว่าชื่อตำแหน่งเราจะเรียกให้เก๋ไก๋ยังไง จะเป็น social media analyst, digital strategy, consumer insight, ... เอาเป็นว่า ให้รู้ไว้เสมอว่าเนื้อแท้  เราคือ marketing

แต่ไหนแต่ไรมา หลักสำคัญของการตลาดยังคงเหมือนเดิม (ยอมรับเลยว่า Kotler เก่งมากจริงๆ) แต่การประยุกต์ใช้นั้นล้วนแตกต่างกันตามบริบทแวดล้อมและความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราต้องเอา เนื้อหา เหล่านี้ มาปรับให้มันใหม่ขึ้น มาพูดถึงให้ดูน่าสนใจขึ้น ตามนิสัยถาวรของนักการตลาด

ตั้งแต่วันแรกที่หวนกับมาเริ่มทำงานที่ตัวเองชอบอีกครั้งจนถึงวันนี้ ผมดึงดันปฏิเสธที่จะใช้ชื่อตำแหน่ง โดยมีคำว่า social media หรือ digital อยู่ด้วยเสมอมา เพราะสิ่งเคลือบฉาบเหล่านี้ จะอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น วันใดที่ฟางถูกไฟไหม้หมดลง เมื่อการเปลี่ยนผ่านไปถึงจุดที่วิถีใหม่เข้ามาแทนที่วิถีเก่ามากขึ้น ผู้ฅนเข้าใจสิ่งใหม่มากขึ้น สิ่งที่คงเหลืออยู่ คือ เรื่องของ consumer behavior หรือ ก็คือ พื้นฐานของ marketing นั่นเอง

ผมคิดว่า social media เป็นเพียง รูปแบบ หนึ่งของ marketing เท่านั้น เพียงแต่เป็นรูปแบบที่มีน้ำหนักและความสำคัญมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากพฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไป วิธีคิดของผู้คนเปลี่ยนไป เทคโนโลยีและเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เปลี่ยนไป หลากหลายความต้องการที่เกิดขึ้นเองโดยผู้บริโภคไม่รู้ตัว ทั้งที่ตามกระแสไปเองและถูกปลูกฝังขึ้นมา ผ่านความง่ายและความคุ้นชิน เหล่านี้ล้วนถูกพบเห็นได้ในสังคมเสมือนง่ายขึ้นและบ่อยมากขึ้น

ทักษะหรือความรู้ด้าน social media/digital นั้น จะกลายเป็นเรื่องพื้นฐานของผู้ฅนมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ ทักษะและความรู้ด้าน Marketing, Analytic, Consumer behavior และ Strategy เหล่านี้ต่างหากที่จะยังคงมีความสำคัญอยู่
แม้ว่ากว่าจะไปถึงจุดนั้น ทักษะอย่าง data mining หรือ big data ก็อาจจะเข้ามามีบทบาทอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว AI ก็จะเข้ามาทดแทนได้อยู่ดี

จุดวัดที่สำคัญของนักการตลาดยุคใหม่ จึงไม่ใช่เเค่เรื่องของ ความคิดสร้างสรรค์ หรือ ความแม่น เท่านั้น แต่คือ การตอบสนอง ความต้องการแอบแฝง ซึ่งสกัดมาจากพฤติกรรมต่างๆ ของผู้บริโภค ให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ธุรกิจได้

ผมคิดว่า อีกไม่กี่ปีนับจากนี้ โลกแห่งความจริง (กายภาพ) กับ โลกแห่งความจริงเสมือน (social media) จะซ้อนทับกันมากขึ้นด้วยอัตราเร่ง ชื่อตำแหน่งที่มีทักษะเฉพาะของโลกออนไลน์นำหน้า ก็จะยิ่งหายไปจากตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าถามผมว่า หากเลือกได้ อยากได้ชื่อตำแหน่งของตัวเองเป็นอะไร
ผมว่า chief marketing officer อาจจะฟังดูสูงวัยไปสักหน่อย แต่ถ้าเป็น chief consumer insight partner ก็ฟังดูเข้าทีดีอยู่นะ ว่างั้นไหมครับ :)


11.06.2014


ป.ล. มีบริษัทแห่งหนึ่งเสนองานมา ให้ไปเป็น Social media Manager ปฏิเสธไปแล้วด้วยเหตุผลข้างต้นอย่างย่อๆ เลยมาเขียนบันทึกเอาไว้ เผื่อเขาอาจได้มาอ่านเหตุผลอย่างยาวๆ ว่าผมคิดอย่างไร

ป.ล. ๒ แม้ผมจะปฏิเสธ การใช้คำพวก "social media" "digital" อยู่ในชื่อตำแหน่ง แต่ไม่ปฏิเสธว่า ผู้บริโภคตอนนี้ กำลัง digitization กันเร็วมาก ดังนั้น การใช้วิธีคิดแบบ traditional marketing เพียงอย่างเดียว ก็มีแนวโน้มไม่เวิร์คอยู่ดี // 23.03.2015


ภาพประกอบ: http://www.thebamboogarden.com.au/

Jun 7, 2015

There's always a way out

เชื่อมาตลอดว่า...
ฅนเราเท่าเทียมกัน
โอกาสเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นเอง
ความสำเร็จเกิดจากความสามารถ
ความสำเร็จอย่างยั่งยืนเกิดจากทัศนคติ
ผมไม่เคยโกรธคนที่ประเมินผมด้วย
มาตรฐานของคนส่วนใหญ่
ชีวิตผมไม่เคยได้อะไรมาง่ายๆ
การทุ่มเทกำลังและปัญญา ทำดีที่สุดแล้ว
ไม่ใช่เครื่องการันตี
และทุกครั้งที่ได้อะไรมา เหมือนคนบนฟ้าก็พร้อมจะทำให้ผมเข้าใจว่า ผลลัพธ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผมเสมอ
สิ่งที่ผมต้องทุ่มเทคือ input และ process
output นั้นมาจากพระเจ้า...
และพระเจ้านั้นยุติธรรม ใจดี และมีเมตตา
ผมเลิกถามตัวเองมานานแล้วว่า
เรื่องนี้ เราทำได้หรือไม่ได้
"ถ้าจะทำให้ได้ ต้องทำอย่างไร" เป็นคำถามที่ถามตัวเองเสมอ ทุกเรื่อง
มันทำให้ผมตอบตัวเองได้ว่า ผมทำเต็มที่แล้ว
ส่วนผมลัพธ์ ผมหวังใจ ผมไว้ใจ...
พระเจ้า ผู้ที่ผมรู้จัก
บางครั้งก็คิดว่าจะเอาอะไรอีกกับชีวิตลูกชาวนาฅนหนึ่ง
เรามาได้ตั้งไกลขนาดนี้แล้ว
แต่ทุกครั้งก็จะอดเสียดายไม่ได้ ถ้าไม่ได้ลองไปต่ออีกซักหน่อย
ยังอยากใช้ชีวิตให้เต็มที่กว่านี้ ยังอยากเติบโตมากกว่านี้
ก็เพราะคิดอย่างนี้แหล่ะ
ถึงยังเรียนรู้ต่อไป เติบโตต่อไป แบ่งปันต่อไป
ถ้าไม่ก้าวขาออกไปข้างหน้า
โอกาสที่จะไปข้างหน้าได้นั้นเป็นศูนย์
ก็แค่ครั้งละก้าวเดียวเท่านั้น...
5.6.2015
8pm
_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _
"เมื่อถึงที่สุดปลาย จะมีทางออกเสมอ"
ถ้อยคำจากพระเจ้าวันนี้ที่มาถึงที่ประชุม
เมื่อเช้าตอนขับรถมาโบสถ์ เพลงสุ่มขึ้นมาว่า
Oh, the love of my father is deeper than I know
ความทุกข์ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร่างกายหรือจิตใจ เกิดขึ้นกับเราทุกฅนเป็นปกติ เพื่อให้เราเติบโตและแข็งแรงขึ้น และที่สำคัญ เราไม่ได้เผชิญสิ่งเหล่านั้นเพียงลำพัง แต่พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่กับเราด้วย
พระเจ้าไม่ได้ปรารถนาให้เราหดหู่
หรือฝ่อไปหรือล้มเหลว
ดังนั้น ให้เราเข้มแข็งขึ้นและไม่ยอมแพ้ จะมีแสงสว่างจากทางออก... ซึ่งมีอยู่ที่ปลายอุโมงค์เสมอ


7.6.2015
11am


Jan 8, 2015

เด็กน้อยของพ่อ ลูกรักของแม่

กลับมาบ้านครั้งนี้ สภาพแม่แย่ลงมากๆ
แม่พูดเสียงเบามาก แทบไม่มีแรงแม้แต่จะยกช้อนตักข้าวใส่ปาก
ความจำก็เลอะเลือน แทบจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย
ตลอด 4-5 วันที่อยู่กับแม่ ทุกครั้งเวลาที่แม่รู้สึกตัวดี
ก็จะถามซ้ำเรื่องเดิมๆ ทำงานเป็นยังไง นอนดึกไหม
กินข้าวมื้อละกี่บาท กินอิ่มไหม ห้องที่อยู่เป็นยังไง...
แต่ช้อตที่ผมรู้สึกสะเทือนที่สุดคงเป็นตอนที่แม่สลึมสลือง่วงนอน
แต่ก็ยังฝืนคุยกับผมที่นั่งอยู่ข้างเตียง
จะทำกินยังไง ขายปุ๋ยสิ เลี้ยงกุ้งสิ เก็บเงินเก็บทองไว้บ้าง
หรือไม่ก็พูดเรื่องชีวิตคู่ ให้รักกันดีๆ ใจเย็นๆ ช่วยกันทำมาหากิน...

ผมรู้สึกว่า แม้แม่จะแทบช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้ว
แต่แม่ไม่ได้กังวลกับสภาวะของตัวเองมากไปกว่าเป็นห่วงว่าผมจะไม่ค่อยดูแลตัวเอง
แม้แม่จะเดินไม่ได้ แต่แม้กลับกังวลมากกว่าว่า ผมเติบโตจนเดินเองได้หรือยัง
แม้แม่จะไม่สบายเอาซะเลย แต่แม่กลับเป็นห่วงว่าผมเป็นอยู่สบายดีไหม
ในสายตาของแม่ ผมก็ยังเป็นลูก เป็นเด็กน้อยของแม่อยู่เสมอ

ทั้งที่ในความเป็นจริง ตอนนี้แม่แทบไม่ต่างจากเด็กเล็กคนนึงที่พ่อคอยดูแลอยู่
ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงนอนไปแล้ว ถ้าแม่ปวดฉี่ พ่อก็ยังต้องลุกขึ้นมาพาแม่เข้าห้องน้ำ
ช่วยป้อนข้าว คอยประคองเวลาจะลุก จะนั่ง จะนอน
กดเครื่องระบายน้ำจากกระโหลกศรีษะ
ทำกายภาพ ทำกับข้าว อาบน้ำ
เวลาแม่หงุดหงิด ต่อว่า ประชดประชัน ซึ่งเป็นอาการปกติของคนที่ผ่าตัดสมอง
พ่อก็อดทน และเปลี่ยนบรรยากาศให้กลายเป็นเรื่องขบขันไป

พ่อบอกว่า หลังๆ มานี่ แทบไม่ได้ไปไหน ไม่ได้ทำอะไรเลย
เพราะปล่อยแม่ไว้ให้อยู่ลำพังไม่ได้เลย
ลองจ้างคนอื่นมาอยู่ด้วย ก็ไม่ได้ แม่ไม่ไว้ใจเขา แม่จะเกร็งและดูเครียด
ตอนนี้เลยดูเหมือนจะเหลือกันอยู่แค่สองคนเท่านั้น
.
.
.

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเด็ก นั่นอาจช่วยให้เราย้อนนึกถึงชีวิตเราในวัยเยาว์
หรือความสำคัญของเด็กและเยาวชน ฅนรุ่นต่อไป
แต่วันนึง ถ้าเราไม่ประสบอุปัทวเหตุจนตายไปเสียก่อน
เราอาจต้องกลับไปมีสภาพคล้ายเด็กเล็กๆ ฅนหนึ่งอีกครั้งก็เป็นได้

ดังนั้น ในอีกแง่มุมหนึ่ง วันเด็ก จึงอาจช่วยให้เราระลึกถึงวัฏสงสาร
ช่วยให้เราปลงจิต สำรวมใจเราได้บ้าง ว่าอะไรคือแก่นสารของชีวิตกันแน่...
.
.
.

เท่าที่ผมรู้ พ่อไม่เคยบอกว่า รักแม่
แต่จากที่ผมเห็น ผมรู้ว่า พ่อรักแม่
แม้ว่าวันนี้ แม่อาจจะเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ คนหนึ่งก็ตาม




Dec 31, 2014

2014 year in review

2014 กำลังจะผ่านไปแล้ว เป็นปีที่ยากจะหาคำมาอธิบายมากๆ
มีเรื่องราวเกิดขึ้นหลายอย่างที่ส่งผลให้ความคิดและพฤติกรรมของตัวเองเปลี่ยนไป
ลองนั่งรวบรวมความคิดออกมาได้ ๓๐ ข้อ เก็บไว้เป็นบทเรียนอีกครั้งหนึ่ง

1. จงมีสติเสมอ เคล็ดลับ คือ จงอยู่กับปัจจุบัน

2. การวางแผนที่ดี เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น
เริ่มต้นด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน และตามด้วยการดำเนินงานที่ยอมรับความเสี่ยงได้

3. ส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับการสร้างแบรนด์คือ แนวคิด และ อัตลักษณ์ ของแบรนด์
(the most important part of branding is concept and DNA)

4. ฅนที่สนใจแต่สิ่งที่จับต้องได้ ส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องวิธีการ
(people who care tangible things, mostly don't care process)

5. ไม่อาจคาดหวังเรื่องที่ใช้การได้จากฅนที่ขาดความเข้าใจเรื่องนั้นๆ
(Never expect a practical issue from an unrealistic person)

6. ฅนส่วนใหญ่ถูกจูงใจด้วยอารมณ์และประสบการณ์
ฅนเก่งถูกจูงใจด้วยเหตุผลและผลประโยชน์
ฅนที่น่านับถือถูกจูงใจด้วยอุดมการณ์
(และเราอาจเปลี่ยนคำว่าจูงใจ เป็น หลอก ได้ด้วย)

7. เป็นความโง่เขลาที่ไม่ยอมเรียนรู้ แต่จะยิ่งอัปยศหากไม่ยอมรับความจริง

8. ความสัมพันธ์ไม่ใช่ zero sum game ไม่มีผู้แพ้และผู้ชนะในเกมส์เดียวกัน
ที่สำคัญมันไม่ใช่เกมส์ (หยอดเหรียญเล่นใหม่ไม่ได้ restart ก็ไม่ได้)

9. ผู้ฅนรู้จักเราจากสิ่งที่เราแสดงออก ไม่ใช่สิ่งที่เราเป็น
เว้นแต่เขาจะเป็นฅนลึกซึ้ง ซึ่งไม่คุ้มกันที่จะใช้ตัวเองเป็นเครื่องมือตามหาฅนเหล่านั้น

10. การ พัก(และ)ผ่อน เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

11. จงมองหาของที่คุ้มค่ากับราคาที่เราจ่ายไหว แทนการมองหาของถูก

12. ความเข้มแข็งของฅน อยู่ที่ความแข็งแกร่งของจิตใจ
ซึ่งจะถูกพิสูจน์ได้ด้วย ทัศนคติและประสบการณ์ของตัวฅนๆ นั้นเอง

13. ก้าวแรกของความสำเร็จ ถูกกำหนดโดยวิสัยทัศน์

14. การอยู่ในสังคม อาจเป็นตัวเองได้ไม่ทั้งหมด จุดสมดุลย์ คือ อยู่ด้วยกันอย่างมีสันติ

15. การทำสิ่งต่างๆ "เพื่อบางสิ่ง" ต่างจาก การทำสิ่งต่างๆ "เพราะบางสิ่ง"
(บางสิ่งนั้น อาจคือ บางฅนก็ได้)

16. สุภาษิตโบราณ อาจเป็นถ้อยคำที่ไม่เคยโดน จนกว่าเราจะแก่พอ

17. บ่อยครั้ง ชัยชนะ เฉือนกันที่เรื่องสำคัญเล็กเล็ก รายละเอียดนิดน้อย

18. ถ้าอยากเป็นฅนดังให้พูด ถ้าอยากเป็นฅนเก่งให้ฝึกฝน ถ้าอยากเป็นฅนยิ่งใหญ่ให้มีน้ำใจ

19. หากมีน้ำใจแต่ขาดปัญญา ระวังจะถูกเอาเปรียบ หากมีปัญญาแต่ขาดน้ำใจ ระวังจะเห็นแก่ตัว

20. ข้อพิสูจน์ว่าเรากำลังทำงานที่ชอบ คือ เรายอมทำงานนั้นต่อไปแม้รู้สึกว่า ได้ ไม่คุ้ม เสีย

21. ใจเย็นเรื่องฅน อดทนเรื่องงาน

22. การที่เขายังไม่รู้ ไม่ได้แปลว่าเขาโง่ แต่การที่เขาไม่ใส่ใจที่จะเรียนรู้ แสดงถึงแนวโน้มว่า เขาโง่

23. หากพบปัญหาเดิมๆ ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน
ให้สงสัยไว้ก่อนว่า ปัญหาอยู่ที่ ฅน หรือ ระบบปฏิบัติการ

24. ข้อพิสูจน์ว่าเรากำลังทำตามความฝันหรือวิสัยทัศน์ของเรา คือ
เรายอมลงทุนในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ณ ปัจจุบัน

25. มีดคมในฝัก เรือเร็วในท่าจอด รถแรงในพิท พรสวรรค์ในฅนที่ใช้มันไม่เป็น ไม่มีประโยชน์

26. เคล็ดลับของชีวิตที่มีความสุข คือ จงมีความสุข และแบ่งปันความสุขเหล่านั้นให้ฅนรอบข้าง
แล้วอยู่ท่ามกลางฅนเหล่านั้น

27. กำหนดเป้าหมายให้ตัวเองมากขึ้น ลดความคาดหวังแก่ฅนอื่นให้น้อยลง

28. ฅนเราจะรู้สึกพอ หากความสุขเกิดจากการมี ไม่ใช่จากการได้มา

29. รากฐานของชีวิต คือ ความสัมพันธ์
รากฐานของความสัมพันธ์ คือ การแบ่งปัน

30. สิ่งต่างๆ ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ จนกว่าเราจะต้องลงมือทำด้วยตัวเองจริงๆ
และมันจะง่ายจริงๆ เมื่อเราทำมันเสร็จได้แล้วอย่างยอดเยี่ยม


ไม่่รู้ว่าปีหน้าจะเป็นอย่างไร หรือจะเจออะไรบ้าง แต่ก็ช่างมันเถอะ สิ่งที่เราทำได้ก็คือ ทำสิ่งที่อยู่ ณ ปัจจุบัน ตรงนี้
ถึงอย่างนั้นก็ยังแอบหวังและแอบรู้สึกว่า ปีหน้าคงได้เห็นอะไรดีๆ อีกหลายอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ 

มีความสุขกันทุกวันนะครับ เจอกันปีหน้า :)