Sep 23, 2012

(my) total recall

บันทึกนี้ เขียนจากความทรงจำ...

ผมกำลังนั่งมองหน้าผู้หญิงฅนหนึ่งอยู่
ผมจำไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้ายเราเจอกันเมื่อไหร่
แต่ผมไม่ได้พบเธอมากว่า ๑๕ ปีแล้ว
ผมยังจำสายตาของเธอกับเพื่อนได้... เมื่อครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน

วันนี้ เธอดูเปลี่ยนไป
ดูกลับไปเป็นเหมือนวันที่ผมเจอเธอครั้งแรก มากกว่าวันที่เจอเธอครั้งสุดท้าย
บางทีอาจจะเป็นเพราะลูกน้อยวัยกำลังซนทั้งสองฅนของเธอด้วยแหล่ะ

ฅนเราจะเปลี่ยนแปลง เมื่อมีความรัก...
เคยมีใครบางฅนพูดไว้

พี่ฅนหนึ่งที่ผมรักและเคารพมาก เคยบอกว่า
การแต่งงานเป็นเรื่อง "โคตรยาก"
"ไม่เห็นยากเลย" ผมแอบเถียงอยู่ในใจ
ตอนนี้ ฅนที่บอกว่ายาก แต่งงานแล้ว
ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับภรรยา และลูกอีก ๒ ฅน อยู่ที่อเมริกา
"ผมเห็นด้วยนะพี่" วันนี้ผมอยากจะบอกพี่เขาอย่างนี้

พี่อีกฅนหนึ่ง เคยบอกว่า
"ใช้ชีวิตโสดให้เต็มที่ วันหนึ่งหากเราแต่งงาน ชีวิตอย่างนั้นจะไม่มีอีกแล้ว"
ตอนนั้น ฟังแล้วก็เฉยๆ ยังกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะมีแฟน
ผ่านไปราวสิบปี เพิ่งจะตระหนักว่า พี่เขาพูดจริง

พี่อีกฅนหนึ่งเคยบอกว่า อยากให้โตกว่านี้อีกหน่อย
รับผิดชอบชีวิตตัวเองให้ได้ ก่อนที่จะไปรับผิดชอบชีวิตฅนอื่น
ตอนนั้นผมก็คิดว่าตัวเองโตแล้วนะ
กว่าจะเริ่มเข้าใจสิ่งที่พี่เขาพูด พี่เขามีลูกไปแล้ว ๒ ฅน

"นายเคยรักใครซักฅนหนึ่งจริงๆ บ้างไหม รักจนยินดีตายเพื่อเขาได้
นายเข้าใจหรือเปล่า" เพื่อผมฅนหนึ่งเคยถามผม
วันที่ผมพยายามจะปรามเมื่อเขาคบผู้หญิงฅนหนึ่ง
ผมตอบเขาไปว่าเคย ตอบไปว่าผมเข้าใจ
แต่จริงๆ แล้ว จนถึงวันนี้ ผมก็ยังไม่เคย
และยังไม่เข้าใจอยู่ดี

เคยคุยกับพี่ผู้หญิงฅนหนึ่ง เธอเล่าให้ฟังว่า
เธอกับแฟนก็รักกันดี แต่มีความไม่เข้ากันในหลายเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องค่านิยมและความเชื่อ
"แต่จะให้ทำยังไงล่ะ พี่คบเขามาหลายปีแล้ว เขาเองก็อายุเยอะแล้ว
เราเองก็รักกัน คงไม่เป็นไรหรอก อะไรๆ คงดีขึ้นแหล่ะ"
ผมก็ไม่รู้ว่าดีขึ้นจริงหรือเปล่า
แต่ตอนนี้เธอเป็นคุณแม่ที่เลี้ยงลูกเพียงลำพัง

เคยคุยกับน้องผู้หญิงฅนหนึ่ง เธอแต่งงานกับเพื่อนหนุ่มต่างความเชื่อ
ตอนนี้ลูกเธออายุ ๖ ขวบแล้ว เธอบอกว่า ชีวิตครอบครัวก็พอไปได้
อะไรที่รู้ว่าพูดแล้วคิดต่างกัน จะเถียงกัน ทะเลาะกัน ก็ไม่ต้องพูด
อะไรที่อยากทำ แต่ขัดใจอีกฝ่ายก็ต้องยอมงด
"พี่อย่าตัดสินใจแต่งงานเพียงเพราะพี่ไม่มีใครนะ
ถ้าพี่จะแต่ง แต่งกับคนที่ทั้งพี่และเขามีความสุขร่วมกันในสิ่งที่ทำ
ยิ่งถ้าเป็นตอนที่พี่กำลังทุ่มเททั้งชีวิตทำอะไรบางอย่างอยู่นะ จะดีมาก
เขาควรจะยอมรับและช่วยพี่ได้ด้วย ไม่ใช่แค่เข้าใจว่าพี่กำลังทำอะไรอยู่"
ผมแอบเห็นน้ำตารื้นๆ ของเธอ
สุดท้ายเธอทิ้งท้ายว่า
"ยิ่งลูกเริ่มโตมากขึ้นเท่าไหร่ หนูก็สงสารลูกมากขึ้นเท่านั้น
สุดท้ายก็ต้องทำใจ ได้แต่หวังว่า อะไรๆ คงจะดีขึ้น"

นึกถึงข้อความตอบกลับจากพี่ฅนหนึ่งว่า
ชีวิตเราสั้นนัก สั้นเกินกว่าจะใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุขใจ
เกินกว่าจะใช้ชีวิตอย่างไม่เต็มที่
คบกันแล้วเลิกกัน แย่น้อยกว่า แต่งงานกันแล้วเลิกกัน
สุดท้ายเป็นเพื่อน เป็นพี่น้องกัน ก็ยังดีกว่าไม่เป็นอะไรกันเลย
ความไม่มั่นใจ เป็นสัญญาณเตือนสำคัญ
พี่เขาเชื่อว่า ในฐานะคริสเตียน การแต่งงาน ไม่ใช่เรื่องของฅนเพียงสองฅนเท่านั้น

ผมนึกถึงอีกหลายฅนที่เคยสอนเรื่องการมีครอบครัวใหม่
ทุกฅนจะพูดคล้ายๆ กันว่า ไม่ต้องรีบร้อน เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น
ค่อยเป็นค่อยไป ทุกอย่างมีวาระและเวลาของมัน ไปตามขั้นตอน
แล้วจะสวยงาม

แต่ดูเหมือนตอนนั้นผมจะเชื่อฮอร์โมนมากกว่า

ผมเคยแอบไม่พอใจเพื่อนฅนหนึ่ง ที่ห้ามผมคุยกับฅนที่ผมชอบ
(ซึ่งจริงๆ ก็ไม่กี่วัน)
ผ่านไปอีกหลายปี ถึงเข้าใจความหวังดีของเขา
และเหตุผลซึ่งอยู่เบื้องหลังวิธีการนั้น

ใช้ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบครึ่งทางของอายุชายไทยโดยเฉลี่ย
เพื่อนๆหลายฅน มีลูกจนโต คุยกับเรารู้เรื่องได้แล้ว
หลายฅนแต่งงานและยังไม่มีลูก
บางฅนเพิ่งแต่ง บางฅนกำลังจะแต่ง
และอีกไม่น้อย ไม่มีวี่แววว่าจะแต่ง...
แน่นอนว่า รวมถึงผมด้วย

ความคิดเดินทางย้อนไป ๑๕ ปี
ทบทวนเรื่องราว เหตุการณ์ ผู้ฅน ที่เคยพบเจอ
ก่อนกลับมายังปัจจุบันในชั่วอึดใจ เมื่อลูกของเธอร้องไห้จ้า
คงจะโดนอะไรกัดเข้าให้น่ะสิ

ผมถอนหายใจยาวๆ ส่ายหัวช้าๆ ยิ้มเล็กๆให้กับตัวเอง
รำพึงอยู่ในใจว่า
"เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก
คิดอย่างเด็ก หาเหตุผลอย่างเด็ก..."


No comments:

Post a Comment