วันพุธ, เมษายน ๒๒, ๒๕๕๒

ความรับผิดชอบต่อตัวเอง

ช่วง 2-3 วันมานี้ เรื่องราวรอบๆตัวชวนให้คิดถึงเรื่องหนึ่ง คือ ความรับผิดชอบต่อตัวเอง
จริงๆเรื่องนี้ เคยเป็นเรื่องเป็นราวในความคิดของผมมาครั้งหนึ่งแล้ว
ไม่ใช่ว่าเพราะผมเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบนะ แต่ การเป็นคนมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนอื่น โดยบ่อยๆครั้งที่เกิดขึ้นจนเกินพอดี กลายเป็นการละเลยความรับผิดชอบส่วนตัวที่พึงมีไป

เคยมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เตือนผมด้วยความเป็นห่วง เขาคิดว่า ผมใจดีเกินไป มองโลกในแง่ดี และเชื่อในส่วนดีของผู้อื่นมากเกินไป ในขณะที่คนอื่นเขาไม่ได้เป็นคนดีเหมือน(ที่)ผม(มอง) เขาบอกว่า ผมเป็นคนที่ให้คนอื่น นึกถึงประโยชน์ของผู้อื่น ยินดียอมถูกเอาเปรียบ อยากเห็นคนอื่นๆมีความสุข ซึ่งหากไปเจอคนดีที่เขารู้จักพอก็ดีไป แต่หากไปเจอคนที่้จ้องแต่จะเอาประโยชน์เข้าตัว ผมก็จะปล่อยให้เขาเอาเปรียบไปเรื่อยๆจนตัวตาย ซึ่งเพื่อนผมเห็นว่า มันไม่ได้อะไรขึ้นมา มันเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ ไม่ได้เกิดประโยชน์กับงานของพระเจ้าจริงๆตามที่ผมตั้งใจไว้

...

เอาล่ะ ทีนี้สำหรับครั้งนี้ เรื่องมันเริ่มต้นจากตรงไหนล่ะ

ผมถูกสอนมาตลอดว่า เราต้องสร้างคนขึ้นมาทำงานแทนเรา เพื่อที่เราจะไปทำงานอย่างอื่นที่เขาทำไม่ได้ (เนื้อหาที่ถูกสอนมา ไปไกลถึงขนาดการทำซ้ำ (duplicate) ตัวเราขึ้นมา ซึ่งผมไม่เชื่ออย่างนั้น) แต่นานเกือบ 10 ปีแล้ว ที่ผมไม่ได้อยู่ในกระบวนการสร้างชีวิตเพื่อไปทำงานแทนใคร ถึงกระนั้น ในความรับผิดชอบต่อพระเจ้าของผม ผมก็พยายามจะเรียนรู้ พัฒนาชีวิต และทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้คนอื่นๆได้มีเวลามากขึ้นไปทำสิ่งที่ผมทำไม่ได้

ผมเชื่อว่า คนอื่นๆก็คงจะคิดเหมือนผม เพราะเราต่างก็ได้รับการสอนมาเหมือนๆกัน ดังนั้น ในระยะยาว ระบบของคนทำงานจะปรับตัวเข้าสู่จุดดุลยภาพ คือ ทุกคนต่างได้ทำงาน ได้เรียนรู้ ได้ฝึกฝน ในสิ่งที่ตนเองสนใจ มีภาระใจ ชอบและทำได้ดี ในขณะที่คนรุ่นใหม่ๆ ก็จะได้รับการฝึกให้ทำงานขั้นพื้นฐานทั่วๆไป เพื่อเรียนรู้หาตัวตนของตัวเอง

ผมเชื่อว่า การทุ่มเทของหัวใจและแรงกาย การใช้สติปัญญาและความสามารถที่เรามีอย่างเจาะจงเช่นนี้ ย่อมทำงานให้งานในแต่ละส่วนสำเร็จลงได้อย่างไม่ยากนัก และแน่นอนว่าภาพรวมทั้งหมดย่อมมีแนวโน้มสูงที่จะสำเร็จตามไปด้วย

แต่ถึง ณ วันนี้ ผมคิดว่า ความเชื่อเหล่านี้ซึ่งผมเชื่อมาตลอดเกือบ 15 ปี อาจจะเป็นความเชื่อที่ไม่ใช่เรื่องจริงซักเท่าไหร่นัก (แน่นอนว่า น่าจะยังมีอีกหลายเรื่อง ต้องตรวจสอบกันต่อไป)

อะไรทำให้ผมคิดเช่นนั้น เพราะผมไม่เคยเห็นกระบวนการเคลื่อนอย่างมีเสถียรภาพ เพื่อที่จะไปถึงจุดดุลยภาพเลย (ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ไม่มีทั้ง move along curve และ shift) เราเหมือนวิ่งวนไปเวียนมา เริ่มต้นนับ 1 ใหม่อยู่เรื่อยๆ ทุรนทุรายอยู่กับภาพหลอนเรื่องเดิมๆอย่างบ้าคลั่ง และเหนื่อยหอบอย่างชนิดที่ผมอยากจะเรียกว่า เปล่าประโยชน์ (ต่อให้ไม่มีการขัดขวาง สุดท้ายเราก็จะหมดแรงดิ้นและตายไปเองในที่สุุด)

เกือบตลอด 15 ปีที่ผ่านมา แม้หลายเรื่องของชีวิตผมจะดีขึ้น แต่คุณภาพชีวิตพื้นฐานของผมในฐานะของมนุษย์คนหนึ่งไม่ได้ดีขึ้นเลย แม้ผมจะได้รับการเปลี่ยนแปลงให้มีศักยภาพในการไปถึงได้ แต่ผมก็ไม่เคยไปถึงเลย จนผมเกิดคำถามสงสัยว่า การที่ผมช่วยคนนั้นทีคนนี้ทีแบบนี้ มันดีแล้วจริงเหรอ มันเป็นการใช้ชีวิตที่คุ้มค่ากับทุกลมหายใจเข้าออกของผมแล้วใช่ไหม

ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ผมเคยจนอย่างไรก็จนอย่างนั้น เผลอๆจะจนกว่าเดิมเสียอีก และสุดท้าย ก็ไม่มีใครมาเ้ข้าส่วนในความจนนั้น ผมก็ต้องรับผลแต่เพียงลำพังอยู่ดี

ผมนั่งคิดทบทวน และผมตัดสินใจแล้วว่า ผมพอแล้วกับความเชื่อเดิมๆ ซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่า ตัวผมเองตกเป็นเครื่องมือของมนุษย์ ไม่ใช่อุปกรณ์ของพระเจ้า

มนุษย์ทุกคน พระเจ้าสร้างมาแตกต่างกัน ไม่มีใครสามารถแทนใครได้แน่ เราแต่ละคนต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกัน มีความรับผิดชอบในโลกนี้ที่แตกต่างกัน มีการวัดผลที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องส่วนตัว ที่เราเองแต่ละคนต้องรับผิดชอบกับพระผู้สร้างของเรา

หากยังทำตัวเหมือนเดิม ต่อไปภายภาคหน้า จะดูเเลคนที่เรารักได้อย่างไร

ที่ผ่านมานั้น น่าจะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่เพียงพอให้เรียนรู้ได้ว่า ความคิดและสิ่งที่เราเห็นในความเข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว แต่เราเองต่างหาก ที่ไม่กล้ารับผิดชอบกับความคิดและการมองเห็นของตัวเอง ผมคงยังผลัดผ่อนที่จะเผชิญหน้ากับผลที่จะเกิดขึ้น ด้วยการหลบอยู่ภายใต้หน้าฉาก ที่เรียกว่า การเชื่อฟังผู้มีตำแหน่งผู้นำ เพียงเพราะผมไม่กล้าพอจะรับผิดชอบกับความเข้าใจที่ได้รับมา แต่มันก็ทำให้ผมต้องรับผลของการไม่รับผิดชอบด้วยเช่นกัน

หมดเวลาแล้วกับ จารีตและประเพณีที่สั่งสมเป็นคำสอนตกทอดกันมาจากบรรพชน ซึ่งถูกฝั่งแน่นอยู่ในชีวทัศน์ ติดหนึบอยู่ในก้านสมอง พอกันทีกับความตั้งใจดีในเรื่องหนึ่งๆ (ซึ่งก็สำคัญจริงๆ) แต่ทำให้ไปละเลยเรื่องสำคัญอื่นๆอีกมากมาย

เราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใคร น่าจะหยุดใช้คำว่า "มีภาระใจ" มาเป็นตัวคัดสรร ตัดสิน และเรียกร้องการมีส่วนร่วมอย่างพร่ำเพรื่อได้แล้ว เพราะคงมีแต่คนที่จิตใจมั่นคงพอเท่านั้น ที่จะกล้าแสดงตัวเห็นแตกต่างกับจารีตของชุมชน (เว้นแต่วิถีที่ท่านเป็น สอดคล้องกับจารีตด้วยใจสมัครอยู่แล้ว) การแสดงตัวรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเชื่อ การเคารพในความเชื่อของตนและผู้อื่นในชุมชน น่าจะเป็นสิ่งใหม่ที่ควรใช้เป็นบรรทัดฐานของสังคม

ขอให้ผมได้เริ่มต้นรับผิดชอบต่อตัวเอง รับผิดชอบต่อ"ภาระใจ"ของตัวผมเองก่อนเถอะนะ และจริงๆแล้ว ผมคิดว่า ทุกคนก็ควรเริ่มต้นรับผิดชอบต่อชีวิตและภาระใจของตัวเองให้ได้ ก่อนที่จะไปรับผิดชอบหรือเรียกร้องให้ผู้อื่นมาร่วมรับผิดชอบ ชีวิตและภาระใจของตัวเราเอง (แม้จะบอกว่าเป็นงานของพระเจ้าก็ตาม)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น